ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,577 รายการ

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่พิธีเลี้ยงหลาบเงินและตราลัญจกรพระนางวิสุทธิเทวีแห่งบ้านแปะจอมทอง-----------------------------------------------โดย นายภาณุพงษ์ ปัญจบุรี         นักศึกษาฝึกประสบการณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ 


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 จัดโดยกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประกอบไปด้วยนิทรรศการ 4 ส่วน ส่วนที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการรำลึก “อัครศิลปิน” และ “อัคราภิรักษศิลปิน” ส่วนที่ 2 จัดแสดงนิทรรศการ 3 มุมมองศิลปินแห่งชาติ 3 VISION อินสนธิ์ วงศ์สาม, ทวี รัชนีกร, พิชัย นิรันต์ ส่วนที่ 3 จัดแสดงนิทรรศการฐาปนันดรศิลปินและศิลปินแห่งชาติ ส่วนที่ 4 นิทรรศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026         นิทรรศการนี้ถือเป็นการรวบผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินจากสถาบันการศึกษาแห่งเมืองฮานอย ประเทศเวียดนามมาจัดแสดงร่วมกันศิลปินของประเทศไทย นิทรรศการเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 6 - 30 สิงหาคม 2569 ณ อาคารนิทรรศการ 4 ตั้งเเต่เวลา 09.00 - 16.00 น. ทุกวันพุธ - อาทิตย์ (ปิดให้บริการวันจันทร์ - อังคาร) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 240 บาท นักเรียน นักศึกษา ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี --------------------------------------------------- “Art Exchange 2026” by The Cultural Promotion Fund, Department of Cultural Promotion Exhibition dates 6th - 30th August 2026 : 9 AM. - 4 PM. Closed on Monday - Tuesday. At Building 4, The National Gallery of Thailand Ticket : 240 Baht Opening Reception 8th August 2026 : 2 PM.


เลขทะเบียน 0892


ราตรี บุญศิริ (2467 – 2566) นางสาวราตรี บุญศิริ เกิดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 ณ บ้านบุญศิริ เลขที่ 147 ถนนยมจินดา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บิดาชื่อ นายพูน บุญศิริ มารดาชื่อ นางตุ้ย บุญศิริ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน คือ 1.      นางพรหมทัตตเวที (บูรพา พรหมทัตตเวที) 2.      พลเรือโทนายแพทย์ลักษณ์ บุญศิริ ร.น. 3.      นางสาวอุดม บุญศิริ 4.      นายแพทย์บรรพต บุญศิริ 5.      นางสาวราตรี บุญศิริ 6.      นายบงกช บุญศิริ และมีพี่น้องต่างมารดา เกิดแต่นางจำเนียร มุกดาสนิท จำนวน 3 คน คือ 1.      นายธีระ บุญศิริ 2.      นางสาววิริยะ บุญศิริ 3.      นายธนะ บุญศิริ กล่าวถึงสกุลฝ่ายบิดานั้น สืบสกุลมาในสายผู้ว่าราชการเมืองแกลงมาอย่างสืบเนื่อง กล่าวคือ ฝ่ายคุณปู่ คือ หลวงแกลงแกล้วกล้า (บุญศรี บุญศิริ) ท่านเป็นผู้ว่าราชการเมืองแกลงในสมัยรัชกาลที่ 5 และฝ่ายคุณย่า คือ นางแกลงแกล้วกล้า (พุ่ม บุญศิริ) เป็นธิดาของ พระแกลงแกล้วกล้า (ภู่ ฉัตรภูติ) กับนางแกลงแกล้วกล้า (เหม ฉัตรภูติ) ด้านสกุลฝ่ายมารดานั้น  สืบสกุลมาในสายผู้ว่าราชการเมืองระยองโดยสืบเนื่องเช่นเดียวกัน กล่าวคือ พระศรีสมุทโภค (อิ่ม ยมจินดา) ผู้เป็นตา เป็นผู้ว่าราชการเมืองระยองในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านเป็นบุตรของพระยาศรีสมุทโภคไชยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) กับคุณหญิงลำเจียก ยมจินดา และฝ่ายคุณยาย คือ นางศรีสมุทโภค (ลิ้นจี่ ยมจินดา) เป็นธิดาของนายเล่งฮั่ว กับนางเง็ก แซ่ตัน เจ้าของกิจการร้านทองและเป็นนายอากรในสมัยรัชกาลที่ 5   การศึกษา นางสาวราตรี บุญศิริ ได้รับการศึกษาชั้นต้นในโรงเรียนสตรีระยองบุญศิริบำเพ็ญ จังหวัดระยอง และเข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยจนจบชั้นมัธยมศึกษา จากนั้นเข้ารับการศึกษาวิชาพยาบาลในโรงเรียนพยาบาลของกรมการแพทย์เป็นรุ่นแรก   การทำงาน                     เมื่อสำเร็จการศึกษาวิชาพยาบาลจากโรงเรียนพยาบาลของกรมการแพทย์แล้ว ได้เข้ารับราชการในโรงพยาบาลหญิง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลราชวิถี) ระหว่างนี้ได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาพยาบาลที่มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์และอดทน โดยถือประโยชน์ของคนไข้และราชการเป็นหลักจนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการพยาบาล             การถึงแก่กรรม           นางสาวราตรี บุญศิริ ถึงแก่กรรมเนื่องจากความชราด้วยความสงบ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2566 ที่บ้านซอยชัยพฤกษ์ ถนนสุขุมวิท รวมอายุได้ 99 ปี     ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ บรรณานุกรม จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.119 และทำเนียบข้าราชการ.       กรุงเทพฯ: พิมพ์สวย, 2566   รายละเอียดเนื้อหา  ลำดับสายสกุลบุญศิริ เอกสารเก่าสกุลบุญศิริ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.119 และทำเนียบข้าราชการ   เลขเรียกหนังสือ   ห 915.93 จ657พร สถานที่จัดเก็บ     ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง หอศิลป: www.virtualmuseum.finearts.go.th/nationalgallery       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป หรือที่เรียกอีกชื่อว่า หอศิลปเจ้าฟ้า ตั้งอยู่บนถนนเจ้าฟ้า เขตพระนคร ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า (กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) มาตั้งแต่ครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนเป็นที่มาของชื่อ “ถนนเจ้าฟ้า” ในปัจุบัน (ประทุม 2532 : 9)         ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้สร้างโรงงานผลิตเงินเหรียญแห่งใหม่ที่มีความทันสมัยโดยเลือกพื้นที่บริเวณริมคลองคูเมืองเดิมใกล้วัดชนะสงคราม ดังนั้น จึงต้องรื้อถอนพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวงหน้าที่ตั้งอยู่บริเวณนี้ โดยพระราชทานเงินค่ารื้อถอนและสร้างวังใหม่ให้แก่เจ้านายทุกพระองค์เพื่อก่องสร้างโรงงานผลิตเหรียญดังกล่าว ซึ่งเมื่อสร้างแล้วเสร็จได้รับพระราชทานนามว่า “โรงกษาปณ์สิทธิการ” (ปทุม 2542 : 10)           โรงกษาปณ์สิทธิการ สร้างขึ้นตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมตะวันตกโดย นายคาร์โล อัลเลกรี (Carlo Allegri) สถาปนิกชาวอิตาเลียนประจำราชสำนักสยามเป็นผู้ออกแบบ (เพ็ญสุภา 2543 : 157) โดยได้แรงบันดาลใจจากโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ (ประทุม 2542 : 10) มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคือ อาคารหลักด้านหน้าเป็นทรงปั้นหยา สูงสองชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว สองข้างอาคารหลักต่อเป็นปีกทอดยาว เป็นอาคารชั้นเดียวหักมุมฉากสี่ด้านบรรจบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเชื่อมต่อกัน บริเวณสันหลังคา เชิงชายช่องบานประตู หน้าต่างประดับด้วยลวดลายฉลุไม้อย่างงดงม            การก่อสร้างโรงงานกษาปณ์สิทธิการเสร็จสมบูรณ์และเริ่มดำเนินการผลิตเหรียญครั้งแรกในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2445 ใช้งานเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2511 กรมธนารักษ์ได้ย้ายไปสร้างโรงงานใหม่ โรงงานกษาปณ์สิทธิการจึงร้างลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ประทุม 2542 : 10-11)          ในวาระครบรอบ 100 ปี  การพิพิธภัณฑ์ไทย (พ.ศ.2517)  กรมศิลปากร ได้ริเริ่มโครงการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานประเภทศิลปะสมัยใหม่ จึงได้เสนอขอใช้โรงกษาปณ์สิทธิการ เพื่อปรับปรุงให้เป็นหอศิลป ซึ่งกรมธนารักษ์ได้อนุมัติมอบหมายอาคารแห่งนี้ให้กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2517 เพื่อจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ของศิลปินผู้มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและร่วมสมัย (จิรา 2532 : 67-68)           พิพิธภัณฑ์ฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2520 จากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นองค์อุปถัมภกและทรงสนับสนุนส่งเสริมงานด้านศิลปกรรมไทยทุกแขนง กรมศิลปากรจึงถือโอกาสในปีอันเป็นมหามงคลครบรอบ 72 พรรษาของพระองค์และเป็นปีที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้ก่อตั้งมาครบรอบ 27 ปี ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าว และเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ในประเทศไทย ให้แก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ที่สนใจต่อไป  หลังจากนั้นไม่นานหอศิลปแห่งชาติได้ปิดปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อได้ตรงตามพระราชบัญญัติโบราณสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป” และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 (ประทุม 2542 : 13-14)           ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2526 กรมธนารักษ์ได้มอบอาคารและที่ดินบางส่วนให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ทำให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นทั้งสามารถดำเนินการปรับปรุงขยายพื้นที่อาคารจัดแสดง เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการแก่ศิลปินตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้เข้าชมได้อย่างครบถ้วนตามหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ทางศิลปพระดับชาติดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   อ้างอิง : หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป  (Guide to The National Gallery, Bangkok)


พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง เชียงใหม่: www.virtualmuseum.finearts.go.th/chiangmai      การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เริ่มขึ้นในปีพุทธศักราช 2512 มีการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ มีการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถาน เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์สองชั้นโครงสร้างเหล็ก ก่ออิฐถือปูน ประดับยอดจั่วด้วยกาแลแบบศิลปะพื้นถิ่นภาคเหนือ รวมพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการถาวรกว่า 800 ตารางเมตร      วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ คือ การตั้งแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่รวบรวมได้จากบริเวณภาคเหนือตอนบน อันประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน แพร่ พะเยา น่าน ลำพูน และลำปาง และสาเหตุที่พิจารณา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเนื่องจากมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เคยเป็นที่ตั้งของราชธานีหรือเมืองหลวง ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาหรือไทยฝ่ายเหนือมาก่อน อีกทั้งยังคงสถานะเป็นศูนย์กลางความเจริญของภาคเหนือสืบต่อมาจนทุกวันนี้      เมื่ออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ แล้วเสร็จประมาณปีพุทธศักราช 2514 จึงดำเนินการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารจนสามารถเปิดให้สาธารณชนเข้าชมและใช้บริการต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑสถานได้นับตั้งแต่พุทธศักราช 2516 เป็นต้นมา กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 9 มีนาคม พุทธศักราช 2516 เรื่อง กำหนดสถานที่เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยกำหนดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในคราวเดียวกันกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร โดยประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 90 ตอนที่ 29 ลงวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2516  







ที่ตั้ง  บ้านเมืองที  ตำบลเมืองที  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์   อายุสมัย  นักวิชาการได้สันนิษฐานอายุสมัยของโบราณสถานแห่งนี้  ๒  ประการ  คือ   ๑. พิจารณาจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์ปราสาทที่มีลักษณะผอมเรียวและจากประวัติศาสตร์เมืองทีเมื่อสมัยอยุธยาตอนปลาย  ปราสาทเมืองทีน่าจะสร้างและต่อเติมจากกลุ่มขอมและกูยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้เมื่อปลายสมัยอยุธยา  และได้พยายามพลิกฟื้นความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมในอดีต   ๒. โบราณสถานแห่งนี้แต่เดิมเคยเป็นศาสนสถานของวัฒนธรรมขอมโบราณมาก่อน  ต่อมาสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้ถูกต่อเติมโดยกลุ่มขอมและกูยที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน   รายละเอียด                  ปราสาทเมืองทีตั้งอยู่ในบริเวณวัดจอมสุทธาวาส ประกอบด้วย ปรางค์ก่อด้วยอิฐฉาบปูนจำนวน ๕ องค์ บนฐานเดียวกัน ปัจจุบันได้พังทลายเหลือเพียง ๓ องค์  ซึ่งลักษณะของปรางค์ประธานจะมีขนาดใหญ่ ผอมเรียว แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ที่ฐานทักษิณมีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ด้าน ตัวเรือนธาตุทึบตันไม่มีประตู(แต่มีร่องรอยว่าเดิมเคยมีประตู) ส่วนบนมี ๓ ชั้น  เลียนแบบตัวเรือนธาตุ ส่วนยอดหักหายไป ส่วนปรางค์บริวารทั้ง ๒ องค์ มีขนาดเท่ากันแต่เล็กกว่าปรางค์ประธาน มีลักษณะผอมเรียวแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ทรงสอบขึ้นมี ๓ ชั้น             ปัจจุบันปราสาทเมืองทียังไม่ได้รับการบูรณะ             เปิดให้เข้าชมทุกวัน ไม่เก็บค่าเข้าชม       การเดินทาง จากจังหวัดสุรินทร์ ถนนสุรินทร์ – ศีขรภูมิ หมายเลขทางหลวง ๒๒๖ ถึงตำบลเมืองทีเลี้ยวซ้าย ระยะทาง ๑๘.๒ กิโลเมตร  




ประกาศเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่สนามหญ้าหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน จัดกิจกรรมต่างๆ ตามที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีการขออนุญาตใช้พื้นที่สนามหญ้าหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เรียนให้ทราบว่า ให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการขออนุญาตใช้อาคารสถานที่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘ อย่างเคร่งครัด


black ribbon.