ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,086 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.710/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 225 (290-302) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : มูลตันไตร--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อแบบฉบับ : ตำนานพระแก้วดอนเต้าเวียงดิน (ผูก1)
ชื่อเรื่อง : ดอนเต้า (ผูก 1)
เลขทะเบียน : ชม.บ.962/1
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ
จำนวน : 1 คัมภีร์ 1 ผูก จำนวนบรรทัด : 4 บรรทัด จำนวนหน้า : 22 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ลานดิบ ไม้ประกับ : ไม่มี ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : ได้มาจากวัดสถาน ต.ภูซาง อ.เชียงคำ จ.พะเยา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
กรมศิลปากร ชวนเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์พิมายยามราตรี ชมการประดับไฟแสงสีสุดอลังการ ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ย้อมสีปราสาทด้วยแสงไฟที่ปรับเปลี่ยนโทนสีได้ สัมผัสความงาม ความรู้สึก จินตนาการ และประสบการณ์รูปแบบใหม่อันน่าประทับใจ เวลา 17.30 – 21.00 น. ทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 อัตราค่าเข้าชมโบราณสถาน คนไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท
อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจมาทัศนศึกษาและเที่ยวชมปีละไม่ต่ำกว่า 400,000 คน หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 คน นับเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีผู้เข้าใช้บริการมากเป็นอันดับ 5 ของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาไฟประดับโบราณสถานปราสาทหินพิมาย เพื่อเป็นการพัฒนาและต่อยอดแหล่งเรียนรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวมิติใหม่ ที่จะช่วยปลุกเร้าการมาเยือน และกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกระดับ พร้อมทั้งจัด “โครงการท่องเที่ยวมิติใหม่ ชมปราสาทพิมาย..ยามย่ำคืน” (Phimai Night : Light Up) ปีที่ 2 เพื่อเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยการจัดงานเทศกาลท่องเที่ยว (Thailand Winter Festival) นโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมที่มุ่งสร้างสรรค์พัฒนา Soft Power เศรษฐกิจวัฒนธรรม วัฒนธรรมนำสุข จากคุณค่าสู่มูลค่า และนโยบายของกรมศิลปากรที่มุ่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้สู่แหล่งท่องเที่ยว จากการอนุรักษ์สืบทอด สู่การต่อยอดพัฒนา โดยประดับไฟโบราณสถานปราสาทพิมาย และโบราณสถานสำคัญภายในเมืองพิมาย เมรุพรหมทัต ประตูชัย และขยายเวลาเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมโบราณสถานได้ในยามค่ำคืน เพื่อยืดระยะเวลาการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในเมืองพิมายให้นานขึ้น ซึ่งนอกจากจะส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามารับรู้เรียนรู้เรื่องราวของโบราณสถานเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่นโดยเฉพาะกิจการด้านการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์พื้นเมือง รวมถึงร้านค้าทั่วไป และยังเป็นการสร้างความรัก ความภาคภูมิใจให้ประชาชนเห็นคุณค่า ร่วมกันหวงแหนรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป
รายงานผลการตรวจสอบแหล่งโบราณคดีบ้านหนองขาม หมู่ที่ 8 บ้านหนองขาม ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
สำหรับในประเทศไทย เราพบภาพเขียนเกี่ยวกับสัตว์ การล่าสัตว์ การทำมาหากิน การยิงธนู เครื่องมือดำรงชีพ พิธีกรรม รวมถึงภาพสัตว์ในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วสามารถแบ่งแรงบันดาลใจได้ 4 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่
1. เกิดจากความเชื่อ กล่าวคือมนุษย์มีความเชื่ออยู่ในตัวและแสดงออกทางความคิดทางโชคลาง หรือเขียนภาพผนังเป็นเหลี่ยมเป็นจุดลายเรขาคณิต เส้นโค้ง เส้นคด และภาพที่ต้องแปลความต่าง ๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ใช้ในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อก็มี ดังนั้น ความเชื่อจึงเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่เป็นแรงขับภายในให้มนุษย์สร้างงานจิตรกรรมผนังถ้ำขึ้น
2. เกิดจากการสร้างแบบอย่างการสอนเพื่อการหาเลี้ยงชีพ วิธีนี้จะมีภาพเขียนเป็นรูปสัตว์ที่มีคนล้อมอยู่ การโก่งธนูยิงสัตว์ หรือภาพสัตว์ที่มีหอก ฉมวกปักติดอยู่ เพื่อเป็นภาพ นิทรรศการถาวรตลอดกาลให้สมาชิกของเผ่าได้เห็นวิธีการล่าสัตว์การเอาชนะหรือหาอาหารจากสัตว์ต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนสมาชิกของตน จึงเป็นวิธีการหรือแรงจูงใจอย่างหนึ่งของมนุษย์ให้มีการเขียนภาพผนังถ้ำขึ้น
3. เกิดจากการเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้สมาชิกรับรู้ บางครั้งถ้าหัวหน้าหรือ ผู้นำได้ไปทำกิจกรรมภายนอก เช่น อาจจะเป็นการล่าสัตว์ ไปร่วมพิธีกรรม มีการเดินเป็นขบวน หามกลองเดินเป็นแถว เป็นต้น ก็เป็นเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งที่ต้องการแสดงออกเพื่อเป็นการเล่าเรื่องให้เกิดการับรู้ต่อกัน และด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างงานจิตรกรรมผนังถ้าขึ้นก็ได้
4. เกิดเพราะอยากสร้างงานศิลปกรรมให้เกิดขึ้น มนุษย์เป็นผู้มีความคิด เป็นนักสร้างสรรค์ และมีความรู้สึกนึกคิด มีสุนทรียรส รับรู้กับความสวยความงามต่าง ๆ ได้ มนุษย์จึงเป็นสัตว์โลกประเภทเดียวที่รู้จักงานศิลปกรรม และสร้างงานศิลปกรรมได้ จึงเป็นเหตุให้เขียนภาพผนังถ้ำขึ้นมา
.
งานศิลปะนั้นมีหลายสาขา แต่ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ต้องการให้มองในเรื่องของทัศนศิลป์ (VISUAL ART) อันได้แก่ งานจิตรกรรม งานประติมากรรม และงานสถาปัตยกรรม เป็นประการสำคัญ เพราะว่ามนุษย์มีโอกาสที่จะแสดงออกด้วยการสร้างงานศิลปกรรมได้อย่างอิสระตามที่ตนนึกคิด และนี้คือบ่อเกิดงานช่างศิลปกรรมด้านการวาด การปั้น และการก่อสร้าง หรือที่เรียกกันว่า ทัศนศิลป์
มีสาเหตุให้เกิดงานศิลปกรรมอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญ มี 7 สาเหตุ คือ
1. งานศิลปกรรมเกิดจากความเชื่อของมนุษย์
มนุษย์มีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้า วิญญาณ และสิ่งเหนือธรรมชาติตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้เกิดการสร้างงานศิลปะเพื่อบูชา เคารพ หรือใช้ในพิธีกรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพีระมิดของอียิปต์ตามความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย การสร้างวิหารและรูปเคารพเทพของกรีก หรือการสร้างงานศิลป์เกี่ยวกับคติความเชื่อของอินเดีย ความศรัทธาเหล่านี้จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้มนุษย์สร้างงานศิลปกรรมขึ้นมาอย่างหลากหลาย
2.งานศิลปกรรมเกิดจากความต้องการใช้สอย
สิ่งของที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บ้าน เรือ แพ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ เมื่อถูกออกแบบเพื่อใช้งานแล้ว มักได้รับการตกแต่งให้มีความงามเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สิ่งใช้สอยเหล่านั้นพัฒนาเป็นงานศิลปกรรม เช่น การทำลวดลายบนภาชนะ การแกะสลักบนเสา หรือการตกแต่งยานพาหนะ ทำให้เกิดความงามควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอย
3. งานศิลปกรรมเกิดจากความต้องการสร้างมิติ
มนุษย์ต้องการถ่ายทอดภาพหรือรูปทรงให้ดูสมจริงและเข้าใจได้ตามการมองเห็น จึงเกิดการสร้างภาพสองมิติในงานจิตรกรรมและสามมิติในงานประติมากรรม การใช้แสง เงา และการจัดวางรูปทรงทำให้ผู้ชมรับรู้มิติของผลงานได้ชัดเจน การสร้างมิติและความลึกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดงานศิลปะในหลายรูปแบบ
4. งานศิลปกรรมเกิดเพราะต้องการเลียนแบบธรรมชาติ มนุษย์ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ถ้าพอใจก็จะจำไว้ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ และมนุษย์ต้องการที่จะจำลองเลียนแบบธรรมชาติไว้ จึงพยายามที่จะเขียนหรือสลักให้เป็นภาพตามที่ตนต้องการเพื่อบันทึกแบบธรรมชาติที่พอใจนั้นไว้ และความพยายามที่จะจำลองภาพจากธรรมชาติให้ได้นี้เองจึงทำให้เกิดงานศิลปกรรมตามแบบธรรมชาติ
5. งานศิลปกรรมเกิดเพราะต้องการความสวยงาม มนุษย์แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่จัดสรรไว้อย่างดีแล้วก็ตาม แต่มนุษย์นั้นก็ยังหาความพอใจถึงที่สุดมิได้ แม้ดอกไม้ที่ว่ามีสีสวยมีรูปลักษณะงามแล้วก็ตาม มนุษย์ก็ยังไม่พอใจจึฉีกกลีบออกมาแล้วพับร้อยใหม่ เป็นพวงมาลัยให้งามกว่าเดิมอีก เจดีย์ต่าง ๆ ก็มีลวดลายเพื่อให้ดูสวยงามกว่ากองดินธรรมดา อาคารสิ่งก่อสร้าง แม้จะใช้อาศัยอยู่ได้แล้ว ก็เพิ่มเติมงานตกแต่งประดับประดาเข้าไปอีกจนงามตามที่มนุษย์กลุ่มนั้นต้องการ ดังนั้น ความต้องการความงามที่มากกว่าธรรมชาติได้จัดไว้ให้แล้ว จึงเป็นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดงานศิลปกรรมประดิษฐ์และลวดลายต่าง ๆ ขึ้น
6.งานศิลปกรรมเกิดจากการจำ การนึก การคิด และการปฏิบัติฝึกฝน มนุษย์มีสมองจำ นึก และคิด เมื่อไปเห็นสิ่งที่ตนพอใจจากแหล่งหนึ่งก็กลับมาสร้างงานตามที่จำมา แต่การจำ ส่วนใหญ่จะจำได้ไม่หมด จึงเป็นเหตุให้เกิดการสร้างเป็นรูปแบบใหม่ขึ้น และเมื่อได้พัฒนารูปแบบใหม่จะทำให้ได้รูปแบบศิลปกรรมแนวใหม่ขึ้นมาอีก จึงเป็นบ่อเกิดรูปแบบงานศิลปกรรมอย่างหนึ่ง
7. งานศิลปกรรมเกิดจากการพัฒนางานเศรษฐกิจเพื่อเลียงชีพ การประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงปากท้องนับเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญของมนุษย์ ดังนั้น การประกอบอาชีพบางอย่าง ถ้าผลิตมากและจำเจเกินไปก็จำหน่ายไม่ออกเพราะตลาดไม่ต้องการ ดังนั้น จึงต้องพัฒนาในเรื่องรูปแบบ พัฒนาการใช้วัสดุรวมทั้งความละเอียดประณีต เช่นสมัยก่อนถ้าเป็นงานปั้นภาพหรือลายหน้าบันโบสถ์ นายข่างศิลปะก็ต้องปั้นดินเหนียวแล้วถอดพิมพ์หล่อปูน จึงนำไปประดับ ต่อมามีการพัฒนาการปั้นปูนสดก็สามารถปั้นได้ทันทีและได้งานเร็วกว่าประณีตกว่า จึงเกิดงานศิลปกรรมแขนงใหม่ขึ้นมา เป็นต้น ดังนั้นการพัฒนารูปแบบงานช่างต่าง ๆ ก็เป็นบ่อเกิดงานศิลปกรรมลักษณะใหม่ๆได้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
.
เรียบเรียง/กราฟิก : นางสาวอนุธิดา ส่งบำเพ็ญ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช
.
อ้างอิงข้อมูล
นพวัฒน์ สมพื้น. สีเขียนภาพผนังถ้ำ ยุคโบราณในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2545.https://www.facebook.com/share/p/1FdotH4HUU/
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ชวนเปิดประสบการณ์ใหม่ เรียนรู้ลวดลายมอญ พร้อมลงมือปรุงกลิ่นหอมสุดพิเศษ ขอเชิญร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป "ถุงหอมลายสไบมอญ" สัมผัสวิถีรามัญผ่านลวดลายและกลิ่นหอมแห่งความทรงจำ ร่วมเรียนรู้เรื่องราวชาวมอญ ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนวิถีชีวิตชาวมอญบ้านทุ่งเข็น จังหวัดสุพรรณบุรี และเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยสแกน qr code หรือ
กดลิงก์นี้ https://forms.gle/hcEpHeSL8roMh1nt5 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 (รับจำนวนจำกัดเพียง 30 ท่านเท่านั้น) ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6100
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันพุธที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ เวทีกลางแจ้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับการบรรเลงและขับร้องวงปี่พาทย์ไม้นวมเพลงเทพสมภพ เถา และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดบารมีพระจักรีปราบกลียุค นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต กำกับการแสดงโดย ธีรเดช กลิ่นจันทร์ นาฏศิลปินอาวุโส อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ชมการแสดงฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒
ลักษณะของสมอเรือแบบ Admiralty Anchor ที่พบจากการสำรวจบริเวณอ่าวชุมพร โดยทีมกองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร
สมอเรือที่พบมีความยาวประมาณ 1.40 เมตร สภาพผิวภายนอกถูกปกคลุมด้วยสนิม เพรียง และปะการัง แต่ยังสามารถมองเห็นรูปทรงโดยรวมได้อย่างชัดเจน จุดเด่นของสมอประเภทนี้คือเป็นสมอเหล็กหล่อทั้งชิ้น ส่วนหัว (crown) เชื่อมกับแขนสมอ (arm) ด้วยวิธีการตีขึ้นรูป เงี่ยงสมอมีลักษณะคล้ายหัวลูกศร (fluke) สำหรับจิกพื้นทะเล
ก้านสมอ (shank) เรียวยาว ปลายด้านหนึ่งมีรูสำหรับติดตั้งกะสมอ (stock) ซึ่งทำหน้าที่บังคับทิศทางของสมอให้แขนสามารถปักจิกลงในพื้นท้องทะเลได้ (แต่กะสมอในกรณีนี้ได้หลุดหายไปแล้ว) ส่วนปลายสุดของสมอยังคงมีห่วงโลหะ (ring) สำหรับยึดกับโซ่สมอหลงเหลืออยู่ในสภาพชัดเจน
ล่องเรือถอดรหัสภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์แห่งอ่าวพังงา
ตอนที่ 1 : แหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2 (เขาพัง)
ชวนออกเรือไปตามรอยอารยธรรมมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ณ "แหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2" หรือ "เขาพัง" ตั้งอยู่ที่บ้านเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา ซึ่งตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปัจจุบันราว 3 – 4 เมตร
สภาพทั่วไปโดยรอบแหล่ง
เขาเขียน ตั้งอยู่บริเวณปากคลองเกาะปันหยีและคลองในหงบ ทางตอนใต้ของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เป็นภูเขาหินปูนยุคเพอร์เมียน มีสภาพภูมิประเทศแบบกำแพงคาสต์ สูงชันทอดยาวคล้ายกำแพง และปกคลุมด้วยป่าไม้หนาทึบ
บริเวณนี้พบแหล่งภาพเขียนสีสำคัญ ได้แก่ เขาเขียน 1 และเขาเขียน 2 (เขาพัง) รวมทั้งมีร่องรอย “เว้าทะเล” จากการกัดเซาะของคลื่น ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลและลักษณะชายฝั่งในอดีต โดยรอยเว้าที่พบบางแห่งลึกมากกว่า 3 เมตรและมีลักษณะสมมาตรชัดเจน
สภาพทั่วไปภายในแหล่ง
แหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2 (เขาพัง) เป็นเพิงผาริมฝั่งตะวันออกของเขาเขียน ติดคลองเกาะปันหยี มีลักษณะเป็นรอยเว้ายาวขนานกับภูเขา สามารถเดินและพักอาศัยได้ พบหินงอก หินย้อย และเสาหินกระจายตลอดแนวเพิงผา
ด้านหน้าเพิงผาหันออกสู่คลองเกาะปันหยี มองเห็นป่าชายเลนและภูเขาหินปูนโดยรอบ ช่วงน้ำลดจะเห็นสันทรายห่างออกไปราว 50–60 เมตร บริเวณเพิงผามีพืชขึ้นปกคลุม และพบร่องรอยการกัดเซาะของน้ำทะเลบนผิวหินปูน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสภาพชายฝั่งในอดีต
ลักษณะภาพเขียนสี/ศิลปะถ้ำ
แหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2 ตั้งอยู่บริเวณเพิงผาฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะหันหน้าออกสู่คลองเกาะปันหยี จากการสำรวจครั้งล่าสุด (พ.ศ. 2568) คณะสำรวจได้แบ่งพื้นที่สำรวจย่อยออกเป็น 4 โซน เพื่อความสะดวกในการบันทึกข้อมูล ดังนี้
โซนที่ 1 : กลุ่มภาพ A B C D E และ F
โซนที่ 2 : กลุ่มภาพ G และ H
โซนที่ 3 : กลุ่มภาพ I J K และ L
โซนที่ 4 : กลุ่มภาพ M และ N
กลุ่ม A อยู่ห่างจากเพิงผาด้านทิศเหนือมาทางใต้ 3.4 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 2.1 เมตร ปรากฏภาพสัญลักษณ์หรือสัตว์? เขียนเป็นลายเส้นสองเส้นซ้อนกันเป็นโครงร่าง ด้านในตกแต่งด้วยวงกลมสองวง และภาพที่มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผาจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม B อยู่ห่างจากเพิงผาด้านทิศเหนือมาทางใต้ 3 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.9 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบสีแดง มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผาจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม C อยู่ห่างจากเพิงผาด้านทิศเหนือมาทางใต้ 3 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.9 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบสีแดง มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผาจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม D อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 2.7 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.3 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีแดง มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผาจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม E อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 2.7 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 2.3 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบสีแดง มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผาจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม F อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 2.7 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 2.3 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีแดงคล้ายบุคคลยืนชูแขนกางขา? มีความเสื่อมสภาพจากการหลุดร่อนของผนังเพิงผา
กลุ่ม G อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 5.2 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.6 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบสีส้มคล้ายบุคคลที่มีศีรษะกลม ลำตัวทรงสี่เหลี่ยมปลายมน ขาเรียวยาวแต่ส่วนเท้าค่อนข้างใหญ่
กลุ่ม H อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 2.8 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.6 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีส้มระบายทึบบางส่วน คล้ายบุคคลที่มีศีรษะกลม ลำตัวท้วม ภาพค่อนข้างเสื่อมสภาพจนบางส่วนลบเลือนออกไป
กลุ่ม I อยู่ห่างจากด้านทิศใต้ของกลุ่มภาพโซนที่ 1 ระยะ 2.5 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.2 เมตร ภาพเขียนสีระบายทึบสีแดง มีความเสื่อมสภาพจากการที่ผนังบางส่วนหลุดร่อน
กลุ่ม J อยู่ห่างจากภาพกลุ่ม I มาทางด้านทิศใต้ 2.8 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.7 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบและลายเส้นสีแดงหลายภาพ ภาพที่โดดเด่นที่สุดบริเวณนี้เป็นภาพที่เขียนวาดโครงร่างคล้ายบุคคลหรือสัญลักษณ์บางอย่าง และภาพลายเส้นที่วาดเรขาคณิตประกอบกันเป็นรูปร่างต่าง ๆ
กลุ่ม K อยู่ห่างจากภาพกลุ่ม J มาทางด้านทิศใต้ 1.5 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.6 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีลายเส้นสองสีทับซ้อนกัน คือ ภาพช้างที่เขียนด้วยสีส้ม รูปร่างอ้วนท้วม เห็นส่วนที่เป็นงวงค่อนข้างชัดเจน ใบหูตั้งขึ้นสองข้าง แสดงรายละเอียดนิ้วเท้าเกือบทั้งสี่เท้า และภาพสามเหลี่ยมทับบนหลังช้าง เขียนด้วยลายเส้นสีแดง มุมด้านข้างเป็นเส้นสองเส้นขนานกัน นอกจากนี้ยังพบร่องรอยภาพเขียนสีสีแดงที่มีความเสื่อมสภาพจากการที่ผนังบางส่วนหลุดร่อนจนหลงเหลือเพียงบางส่วน
กลุ่ม L อยู่ห่างจากภาพกลุ่ม K มาทางด้านทิศใต้ 3 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 2 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบบางส่วนและลายเส้นสีแดง ลักษณะคล้ายบุคคลกำลังจับปลาและถือแห ส่วนศีรษะระบายทึบ ลำตัวเป็นทรงสามเหลี่ยมคว่ำลง ด้านในตกแต่งด้วยลายเส้นขีดเชื่อมโยงกันไปมา ภาพคล้ายบุคคลกำลังจับปลาอีกภาพหนึ่งวาดโครงร่าง ด้านในตกแต่งด้วยช่องเหลี่ยม 8 ช่อง ภาพคล้ายปลากระเบน ภาพสี่เหลี่ยม และภาพบางส่วนมีความเสื่อมสภาพจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม M อยู่ห่างจากเพิงผาของภาพกลุ่มโซนที่ 2 มาทางด้านทิศใต้ 1.5 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีระบายทึบบางส่วนและลายเส้นสีแดง ส่วนใหญ่เป็นภาพคล้ายบุคคลแสดงอวัยวะเพศชาย? ศีรษะและลำตัวเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูประกอบกัน และภาพบางส่วนที่มีความเสื่อมสภาพจากการที่ผนังเพิงผาหลุดร่อนจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
กลุ่ม N อยู่ห่างจากเพิงผาของภาพกลุ่มโซนที่ 2 มาทางด้านทิศใต้ 6.6 เมตร มีความสูงจากพื้นถึงตัวภาพ 1.9 เมตร ปรากฏภาพเขียนสีลายเส้นสีแดง ภาพมีความเสื่อมสภาพจากการที่ผนังเพิงผาหลุดร่อนจนไม่สามารถระบุรูปร่างที่ชัดเจนได้
แหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2 (เขาพัง) พบภาพเขียนสีแดงเข้มจำนวนมาก บนผนังเพิงผาริมอ่าวพังงา โดยใช้เทคนิคระบายทึบ ระบายบางส่วน และลายเส้น ปรากฏทั้งภาพสัญลักษณ์ ภาพเรขาคณิต และภาพบุคคล เช่น คนจับปลา ถือแห หรือมีลวดลายตกแต่งแตกต่างกัน สะท้อนวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเป็นหลัก
พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณปากทางคลองสำคัญที่เชื่อมต่อสู่แผ่นดินด้านใน และอยู่ใกล้แหล่งภาพเขียนสีอื่น ๆ ในอ่าวพังงา อีกทั้งลักษณะเพิงผายังเหมาะแก่การอยู่อาศัยและพักหลบคลื่นลม จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกร่องรอยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่อ่าวพังงาอีกแห่งหนึ่ง
อ้างอิง
ธนภรณ์ หาญฉวะ. รายงานสำรวจแหล่งภาพเขียนสีเขาเขียน 2 ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา. เอกสารอัดสำเนา. กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, 2568.
รียบเรียง/กราฟฟิก : นางสาวอนุธิดา ส่งบำเพ็ญ นักวิชาการวัฒนธรรม
“มหาธาตุ” ในจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก. เดือนกุมภาพันธ์นี้ ทางอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดกิจกรรม “ซุโขทัย Light up : Light&Love” โดยเป็นกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเข้าชมวัดมหาธาตุยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ – อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ องค์ความรู้ในเดือนนี้ จึงขอนำเสนอเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดมหาธาตุ นั่นคือ “มหาธาตุ” ที่ปรากฏอยู่ในจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก. โดยจดหมายระยะทางไปพิษณุโลก เป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ครั้งเสด็จขึ้นมาตรวจแก้แบบปั้นหุ่นพระพุทธชินราชจำลอง ณ เมืองพิษณุโลก และตรวจดูสถานที่สร้างที่ประทับพลับพลาตามระยะเส้นทางที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จราชดำเนินขึ้นมาเททองหล่อพระพุทธชินราชจำลองอีกด้วย โดยในระหว่างที่เดินทางขึ้นมาที่เมืองพิษณุโลก หนึ่งในนั้นมีวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัยอยู่ด้วย ดังนี้. “…วัดนี้เป็นวัดสำคัญในเมืองนี้ ที่มีเรื่องซึม ๆ เกี่ยวอยู่ คือ ๑ พระศรีศากยมุนีที่วัดสุทัศน์เดิมอยู่ที่นี้ แลขอมดำดินก็อยู่ที่นี้...ดูไปทางไหนก็มีแต่พระเจดีย์กับกุฎพระพุทธรูป เบียดเสียดยัดเยียดกันเต็มไปทั้งนั้น... องค์พระมหาธาตุเป็นรูปเจดีย์ทรงทนาฬ ตั้งบนชั้นแว่นฟ้า ๓ ชั้น อย่างพระมหาเจดีย์ ที่วัดพระเจดีย์เจ็ดแถว...เว้นแต่พระมหาธาตุที่นี่ใหญ่สูงกว่าหน่อย แลบนฐานเขียงมีปราสาทยอดพระเจดีย์ล้อมอยู่ ๘ องค์ ๘ ทิศ...ในซุ้มคูหาช่องคฤห์ปั้นรูปพระลีลาบ้างยืนบ้างทุกคูหา ที่ฐานเขียงเห็นจะมีลายทั้งนั้นทีเดียวเหมือนกัน เห็นแห่งหนึ่งมีรูปพระสาวกเดินประนมมือเปนแถวอยู่สามองค์ แต่จะว่าปั้นไว้ตรงไหนไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่ารูปฐานเขียงฟันอย่างไร...ด้วยวิหารกว้างหนัก ต้องลดแก้หน้าให้เล็กจึงจะดูทรงงามได้ เขาว่าพระศรีสากยมุนีเอาไปจากวิหารนี้ ดูที่ในประธานวิหารตอนใน เห็นมีรอยอิฐหักๆ กองอยู่ แต่ไม่มากนัก สูงจากพื้นวิหารเล็กน้อย... นอกจากนี้ยังมีพระเศียรพระองค์พระหล่อทิ้งเกะกะอยู่บ้างไม่เปนที่เปนทาง ในเวลาเที่ยวดูอยู่นี้ พระยาศุโขไทยตามมาอธิบายอะไรต่างๆ ให้รู้ด้วย ที่หน้าวิหารทิศใต้ มีฐานก่อด้วยแลงอันหนึ่ง เห็นจะเปนฐานพระเจดีย์ ที่ข้างฐานนั้นมีหินก้อนหนึ่ง ที่ว่าเป็นขอมดำดินมาเพื่อฆ่าพระร่วงโผล่ขึ้นครึ่งตัวถามหาพระร่วงต่อตัวพระร่วงเอง พระร่วงจึงสาปให้คาแผ่นดินอยู่ครึ่งตัวกลายเป็นหิน แต่บัดนี้ไม่คาเสียแล้ว ขึ้นอยู่บนแผ่นดินเต็มตัว เพราะหลวงสารสาสน์ (เยรินี) มาขุดเอาขึ้นไว้ การที่ขุดขึ้นนั้น เห็นจะเพราะอยากรู้ว่าหินอะไร เดิมมันจมดินอยู่แลลึกด้วย เพราะถูกคนต่อยเอาไปเปนเครื่องราง หลวงสารสาสน์ก่อนที่จะขุด คงนึกว่าเปนหินรูปพรรณอะไรอย่างหนึ่ง แต่ขุดขึ้นมาแล้วคงเสียใจ ด้วยยังคงไม่รู้ว่าอะไรอยู่นั่นเอง จะว่าก้อนหินธรรมดาก็ใช่ จะว่ารูปพรรณอะไรก็เชิง มันเปนอย่างนี้ ถ้าเปนรูปพรรณก็งามจะเปนองค์พระ ที่รักแร้วิหารทิศด้านหลังพระมหาธาตุ มีมณฑปพระสาวสิบห้าอยู่ทั้งสองรักแร้ มณฑปนั้นมีแต่ผนัง หลังคาพังหมดแล้ว พระสาวกสิบห้าปีนั้นเปนพระยืน ก่อติดกับผนัง สูงประมาณ ๔ ฤๅ ๕ วา องค์ในมณฑปซ้ายนั้น มีอาการยืนทอดสองมือ องค์ในมณฑปขวาเห็นจะยืนยกมือหนึ่ง...เดินเลยเข้าวัดมหาธาตุไปดูเจดีย์องค์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง อยู่ริมกำแพงวัดข้างทิศใต้ พระยาสุโขทัยว่ามีรูปนารายณ์ แต่เมื่อไปดูเห็นหาใช่นารายณ์ไม่ เป็นรูปยักษ์ ๔ กร...เดิมทีสำคัญว่าเป็นมารแบกฐานเขียงแห่งพระเจดีย์ เขาปั้นไว้บนเสาเข้าใจว่าเตาหม้อฐาน ที่ช่องท้องไม้ระหว่างเสาเขาปั้นเป็นช้างครึ่งตัวยัดไว้หันหน้าออกมา เหมือนกับวัดช้างล้อมจึงทำให้เข้าใจว่าเป็นฐานแท้ ๆ แต่เมื่อขุดลงไปเหลือบางนิดเดียว กลายเป็นพนักประทักษิณพระเจดีย์ไป รูปยักษ์ก็คืออยู่ที่เสากำแพงแก้วแบกไม้ทับหลังรูปช้างที่ช่องลูกฟัก...ที่ฐานชั้นล่างของพระเจดีย์นี้ มีรูปพระใหญ่ก่อฝากไว้ครึ่งซีกกับฐาน มีอาการเป็นพระนั่ง แต่หกคเมนลงมาหมดแล้วทั้ง ๔ ด้านครึ่งตัว...ที่ตั้งแห่งพระเจดีย์องค์นี้อยู่เบื้องขวาแห่งพระมหาธาตุ เป็นพระเจดีย์ใหญ่รองพระมหาธาตุ ในวัดมหาธาตุนี้...”. จะเห็นได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบันทึกเกี่ยวกับวัดมหาธาตุ ณ ขณะนั้น ไว้โดยละเอียด ส่งผลให้ผู้อ่านมองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากท่านใดอยากมาสัมผัสความงดงามของวัดมหาธาตุด้วยตัวเอง สามารถมาเที่ยวชมได้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย.อ้างอิง - สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. (๒๕๐๖). จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก. เข้าถึงเมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘. เข้าถึงได้จาก https://vajirayana.org/จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก%23google_vignette
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ "เสาสะกั้ง: มรดกทางจิตวิญญาณ ตัวแทนของความผูกพัน ระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ"โดย นายภาณุพงษ์ ปัญจบุรี นักศึกษาฝึกประสบการณ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่