ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,975 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.244/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 4 x 57.5 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 114 (194-202) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ปพฺพเปตพลีกถา(หนังสือเทศนาวิเศษ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง เวียงแพร่ : การดำเนินงานทางโบราณคดีและการกำหนดอายุสมัยโดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่.     เวียงแพร่เป็นชุมชนโบราณที่มีคูคันดินหรือกำแพงเมือคูเมืองล้อมรอบ โดยมีกำแพงเมือง ๑ ชั้น คูเมือง ๑ ชั้น ขุดล้อมเนินดินธรรมชาติอันเกิดจากการทับถมของตะกอนแม่น้ำยมจำนวน ๓ เนิน ตัวเมืองมีความกว้างที่สุด ๘๓๐ เมตร ยาวที่สุด ๑,๔๖๖ เมตร เดิมมีประตูเมือง ๔ ประตู ซึ่งเป็นประตูมาแต่โบราณ ประกอบด้วย ประตูชัย ประตูยั้งม้า ประตูศรีชุม และประตูมาน เวียงแพร่เป็นศูนย์กลางของนครรัฐแพร่ จนกระทั่งในปี พ.ศ.1986 พระเจ้าติโลกราชทรงให้พระมารดายกทัพหลวงมาตีเมืองซึ่งในขณะนั้นมีท้าวแม่นคุณเป็นเจ้าเมือง ต่อมาเมืองแพร่ถูกปกครองโดยอาณาจักรพม่า ก่อนที่พญามังไชยเจ้าเมืองแพร่เข้าสวามิภักดิ์กับพระเจ้ากรุงธนบุรีทำให้เมืองแพร่อยู่ภายใต้การปกครองของสยามในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ โดยเมืองแพร่ในขณะนั้นมีเมืองขึ้น ๒ เมืองคือเมืองสองและเมืองม่าน ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมืองแพร่ถือเป็นหนึ่งใน ๕ หัวเมืองประเทศราชที่สำคัญของสยาม .     เวียงแพร่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองและพื้นที่ใช้งานภายในเมือง จำนวน ๔ ครั้ง ทำให้เราทราบได้ว่าว่าเวียงแพร่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19 โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานทางโบราณคดีโดยสรุป ดังนี้     - ครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ในบริเวณวัดศรีชุม จากการขุดค้นพบเศษภาชนะดินเผาชนิดเคลือบและไม่เคลือบแบบเชลียงจากแหล่งเตารุ่นเก่าเมืองศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซึ่งพบเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังได้พบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเคลือบสีเขียว (Celadon) ผลิตจากแหล่งเตาหลงฉวน มณฑลเจ๋อเจียง สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๒๓ – ๑๙๑๑) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยเคลือบจากแหล่งเตาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เศษภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดาจากแหล่งเตาพื้นเมืองล้านนา แวดินเผา ร่องรอยหลุมเตาไฟ และเศษถ่านที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กำหนดอายุชั้นการอยู่อาศัยในระยะแรกนี้อยู่ในช่วงระยะเวลาประมาณพุทธศตวรรษที่   ๑๙ – ๒๐      - ครั้งที่ ๒ เป็นการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จากหลุมขุดค้นทางโบราณคดีหลุมที่ ๑ สรุปการค้นพบหลักฐานได้ว่า “...ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา เป็นชิ้นส่วนแตกหักของภาชนะดินประเภทชามหรือจาน ไห ถ้วย โดยในชั้นหลักฐานที่ ๑ ๒ และ ๓ ของหลุมขุดตรวจที่ ๑ พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่งเคลือบสีดำ เคลือบสีเขียวมะกอก เคลือบสีน้ำตาลไหม้ เป็นผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาลำปาง เตาบ่อสวก (จังหวัดน่าน) และเตาเมืองพะเยา ที่มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๒ หรือประมาณ ๘๐๐ – ๔๐๐ ปีมาแล้ว ฉะนั้นจึงสามารถกำหนดอายุกำแพงเมืองแพร่ได้ว่าถูกสร้างขึ้นและใช้งาน รวมทั้งพัฒนาขึ้นเป็นกำแพงอิฐตั้งแต่เมื่อประมาณ ๘๐๐ – ๔๐๐ ปีมาแล้ว” อย่างไรก็ตามค่าอายุข้างต้นเป็นการกำหนดอายุเชิงเปรียบเทียบในปัจจุบันมีการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ในแหล่งเตาบ่อสวก จังหวัดน่านและแหล่งเตาเวียงบัว (แหล่งเตาพะเยา) จังหวัดพะเยา เป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน ๑๔ ได้ค่าอายุเตาบ่อสวกอยู่ที่ พ.ศ.๑๘๓๘ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๙  และค่าอายุแหล่งเตาเวียงบัว (แหล่งเตาพะเยา) อยู่ที่ พ.ศ.๑๘๓๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๑๙  ดังนั้นค่าอายุเศษเครื่องถ้วยบ่อสวกและพะเยาที่ขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ สามารถช่วยกำหนดอายุกำแพงเมืองแพร่ว่ามีก่อสร้างขึ้นไม่ควรเกินไปกว่าพุทธศตวรรษที่ ๑๙     - ครั้งที่ ๓ การขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีประกอบการบูรณะและพัฒนาเจดีย์วัดหลวง ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีที่ ๓ โดยดำเนินการขุดค้นบริเวณฐานกำแพงวัดด้านในทางด้านทิศตะวันออกของวัดใกล้ซุ้มประตูโขง จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งลายขูดขีดเป็นเส้นคลื่นสีน้ำตาลมีหูปั้นแปะโดยพบในชั้นความลึก 190 – 220 cm.DT  ซึ่งเป็นชั้นดินและชั้นวัฒนธรรมที่ไม่ถูกรบกวน มีลักษณะคล้ายกับเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งสีน้ำตาลลายขูดขีดเส้นคลื่นของแหล่งเตาเมืองเชลียงและมีบางส่วนมีลักษณะคล้ายเศษเครื่องถ้วยเนื้อแกร่งชนิดเคลือบแหล่งเตาบ่อสวก เศษเครื่องถ้วยที่พบยังมีลักณะเหมือนกับที่ขุดค้นพบที่วัดศรีชุม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ จากข้างต้นจึงสันนิษฐานได้ว่ามีการใช้พื้นที่ภายในเมืองแพร่อย่างน้อยในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒     - ครั้งที่ ๔ เป็นการขุดค้นทางโบราณคดีกำแพงเมืองบริเวณชุมชนร่องซ้อหรือกำแพงเมืองส่วนด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากการขุดค้นชั้นคันดินชั้นแรกสุด ขุดค้นพบเศษภานะดินเผาจากแหล่งเตาสันกำแพง ที่มีแหล่งผลิตบริเวณที่ลาดเชิงเขาแม่น้ำปิง เป็นแหล่งเตาที่มีการผลิตถ้วยชามและจานเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างมาก โดยมักพบเศษเครื่องถ้วยในแหล่งโบราณคดีหลายแหล่งทั่วภาคเหนือของประเทศไทย ลักษณะโดยทั่วไปของแหล่งเตาสันกำแพงจะมีเนื้อดินหยาบสีเทาถึงสีเทาดำมีการใช้น้ำดินสีขาวทารองพื้นบริเวณขอบปากและตัวภาชนะด้านในก่อนนำไปตกแต่งลวดลายหรือเคลือบ เครื่องถ้วยสันกำแพงมีทั้งประเภทเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาล หรือเขียนลายสีดำ กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ สอดคล้องกับค่าชั้นคันดินชั้นแรกที่นำไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (TL Dating) ได้ค่าอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐ เช่นเดียวกัน                   --------------------------------------------- เอกสารอ้างอิง - ก่องแก้ว วีระประจักษ์, สายันต์ ไพรชาญจิตร์ และสุภมาศ ดวงสกุล. โบราณคดีล้านนา. กรุงเทพฯ : สมาพันธ์, 2540.ชอว์, จอห์น. เครื่องปั้นดินเผาไทย .กรุงเทพฯ : โครงการศึกษาเครื่องปั้นดินเผา ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่,2534.ปริวรรต ธรรมาปรีชากร. เครื่องถ้วยศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : โอสถสภา, 2539.สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน. การบูรณะและพัฒนาโบราณสถานเจดีย์วัดหลวง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่. น่าน :สำนักศิลปากรที่ 7 น่าน, 2555.สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. สรุปผลการขุดตรวจทางโบราณคดีกำแพงเมืองแพร่. เชียงใหม่ : สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2546.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และ เดวิด เค.วัยอาจ. ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์มบุคส์, 2547.Praicharnjit, Sayan. Archaeology of Ceramic in LAN NA, Northern Siam. Bangkok : Silpakorn University, 2011.


ชื่อผู้แต่ง          : พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อเรื่อง           : ประชุมนิทานพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ (นิทานทองอิน ภาคที่ ๒) ครั้งที่พิมพ์       : พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์    : พระนคร สำนักพิมพ์       : โรงพิมพ์พระจันทร์ ปีที่พิมพ์           : ๒๕๐๖               จำนวนหน้า       : ๑๑๖  หน้า หมายเหตุ         : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์ตรี พระธราทร  พิทักษณ์ (อั๋น กนิษฐะเสน)                    พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือไทยไว้ทุกแผนก ในแผนกกวีมีทั้งฉันท์ ลิลิต และกลอน เฉพาะที่เป็นนิทานได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้หลายเรื่อง มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับไหวพริบ คติและนักสืบ ส่วนมากได้ตีพิมพ์ในหนังสือทวีปัญญา



ปราสาทแก้ว หรือ ปราสาทพระปืด #คันธกุฎีแบบล้านนาในเขตเขมรป่าดง ปราสาทแก้ว หรือ ปราสาทพระปืด ตั้งอยู่ภายในวัดปราสาทแก้ว ในเขตคูน้ำคันดินด้านทิศตะวันออกของเมืองโบราณบ้านพระปืด ซึ่งเป็นชุมชนโบราณ มีคูน้ำล้อมรอบ ๒ ชั้น กำหนดอายุอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีลักษณะเป็นอาคารโปร่ง รูปสี่เหลียมผืนผ้า มีขนาด กว้าง ๖.๕๐ เมตร ยาว ๑๔.๕๐ เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าคือทิศตะวันออก ๒ บันได (ซ้าย-ขวา) ฐานยกสูงประมาณ ๑.๖๐ เมตร ส่วนฐานก่อด้วยศิลาแลง เหนือขึ้นไปก่อด้วยอิฐสอดิน แต่ยังมีบางส่วนที่มีศิลาแลงประกอบ อิฐที่ใช้ลักษณะการก่อเป็นแบบ English bond คือแบบที่ใช้ด้านกว้างและยาวของอิฐก่อสลับชั้นกัน และในส่วนบนของฐานบางด้านปรากฏร่องรอยอิฐปาดมุม ลักษณะจงใจตกแต่งเป็นเส้นลวดบัวของชุดฐาน มีโครงสร้างไม้โดยรอบอาคารรองรับหลังคา โครงสร้างหลังคาเป็นโครงไม้มุงสังกะสีลดหลั่นซ้อนกัน ๒ ชั้น ชาวบ้านเล่าว่าแต่เดิมส่วนหลังคาเคยมุงด้วยแป้นเกล็ดหรือกระเบื้องไม้ นอกจากนี้ ยังมีช่อฟ้า ใบระกา ทำด้วยไม้ประดับอยู่บนหลังคาด้วย (แต่ปัจจุบันได้ผุพังหมดแล้ว) ด้านในสุดของอาคารก่ออิฐเป็นซุ้มคันธกุฎีทรงปราสาทย่อมุมไม้สิบสอง มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีขนาดกว้างและยาวด้านละ ๒.๕๐ เมตร สูงประมาณ ๔.๕๐ เมตร ส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง ด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) มีการฉาบปูนปิดทับ ส่วนด้านหลัง (ด้านทิศตะวันตก) ยังปรากฏสภาพดั้งเดิมว่าเป็นชุดฐานบัวลูกแก้วอกไก่ คือ ประกอบด้วยบัวคว่ำ ท้องไม้ที่คาดประดับด้วยแถบนูนเป็นสัน และบัวหงายตามลำดับ ถัดขึ้นไปเป็นส่วนเรือนธาตุ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง มีบัวเชิง และบัวรัดเกล้า ประดับที่มุมส่วนล่างและส่วนบนของเรือนธาตุ ด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) มีช่องคูหาสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร (พระปืด) พื้นผนังเรียบเพราะฉาบด้วยปูนซีเมนต์สมัยใหม่ ส่วนผนังด้านอื่นๆ เป็นผนังทึบเรียบ ยังปรากฏร่องรอยการฉาบปูนแบบเก่า และภายในปราสาทยังปรากฏร่องรอยโครงสร้างไม้ที่เป็นคานด้วย เครื่องบนมีลักษณะเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป สภาพชำรุด แต่เดิมเข้าใจว่าจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแก้ว โดยส่วนของตัวปราสาทน่าจะสร้างขึ้นมาก่อน ต่อมาจึงมีการสร้างอาคารที่มีหลังคาเครื่องไม้คลุมทับลงไปในภายหลัง แต่จากการศึกษาพบว่าอาคารทั้งหมดก่อสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ – ๒๔ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมล้านช้าง ในรูปแบบที่เป็นวิหารโถงที่ก่อซุ้มพระเป็นอุบมุงหรือคันธกุฎีทรงปราสาทบรรจุพระพุทธรูปไว้ภายใน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมล้านนาอีกต่อหนึ่ง ซึ่งพบได้ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ไม่ค่อยพบโบราณสถานรูปแบบนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างนอกพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำมูล แสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชุมชนในวัฒนธรรมล้างช้าง หรือพื้นถิ่นอีสานร่วมสมัยกับวัฒนธรรมอยุธยาที่รับวัฒนธรรมล้านช้าง ที่ย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในพื้นที่อีสานตอนล่างในพื้นที่เขมรป่าดงที่เป็นชุมชนชาวเขมรที่รับวัฒนธรรมอยุธยา ก่อนที่บ้านพระปืดจะกลายเป็นชุมชนเชื้อสายเขมรในปัจจุบัน โดย นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ เอกสารอ้างอิง -กรมศิลปากร. รายงานการสำรวจแหล่งเมืองโบราณบ้านพระปืด ต.เขวาสินรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์. โครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กองโบราณคดี กรมศิลปากร เล่ม ๒๑/๒๕๒๖. (เอกสารอัดสำเนา), ๒๕๒๖. -สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา. รายงานประกอบการสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทแก้ว บ้านพระปืด ตำบลบ้านแร่ กิ่ง อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์. (เอกสารอัดสำเนา), ๒๕๔๕.


นิทรรศการ "ช่างศิลป์ไทย เทิดไท้องค์ราชัน" ครั้งที่ ๒ เสมือนจริง


ชื่อเรื่อง                                อานิสงส์เวสสันดร (ฉลองมหาชาด) สพ.บ.                                  422/1ก ประเภทวัสดุมีเดีย                  คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่                               พุทธศาสนา ลักษณะวัสดุ                          28 หน้า กว้าง 4 ซม. ยาว 56 ซม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                             เทศน์มหาชาติ                                             ชาดก บทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอมธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ  ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ: สถานีประมงจังหวัดแพร่ -- เมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลส่งเสริมกิจกรรมประมงทุกภูมิภาค โดยทยอยจัดตั้งสถานีประมงในหลายจังหวัด เพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพประมง คิดค้น วิจัย พัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำให้แก่ราษฎร จังหวัดแพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ รัฐจึงมอบหมายกรมประมงจัดตั้งสถานีประมงขึ้น จากแผนที่ที่นำมาเสนอนี้ แสดงบริเวณที่ตั้งสถานีประมง ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะใช้พื้นที่ในอำเภอหนองม่วงไข่ ใกล้กับหนองน้ำชื่อนั้น เป็นบริเวณไร่ข้าวโพดเดิม ขนาด 94 ไร่ ซึ่งองค์ประกอบทางกายภาพรวมๆแล้ว คือแหล่งชุมชนพร้อมมูล มีทั้งหมู่บ้าน ตลาดสด โรงเรียน วัด การประปา และไม่ไกลจากแม่น้ำยม แม่น้ำที่จะใช้ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมประมงต่างๆได้ต่อไป นอกจากนั้น พื้นที่ยังเป็นบริเวณกึ่งที่ลุ่มที่ดอน ไม่แปลกแยกจากพื้นที่ข้างเคียง ทำให้ในอนาคตสามารถขยายสถานีประมงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม แผนที่นี้หาได้ประกอบด้วยแผนผังอาคาร บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือโรงเรือนต่างๆ อีกทั้งยังไม่มีแบบแปลนขณะก่อสร้างสถานีประมง มิฉะนั้นเราจะเห็นสถานีประมงจังหวัดแพร่เมื่อแรกเริ่มชัดเจนผู้เขียน: นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา ผจ (2) กษ 1/6 แผนที่สังเขปบริเวณที่ตั้งสถานีประมงจังหวัดแพร่ [ม.ท.]#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


      สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการ เรื่อง “ศาสตร์พระราชาในวรรณกรรมยอดเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ ๙” จัดแสดงองค์ความรู้จากวรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ ๙ ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา ได้แก่ นวนิยาย เรื่องสั้น กวีนิพนธ์ สารคดี และวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน           ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “ศาสตร์พระราชาในวรรณกรรมยอดเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ ๙” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๘.๓๐ น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ โถงกลาง อาคาร ๑ ชั้น ๑ สำนักหอสมุดแห่งชาติ (ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดชดเชย และวันหยุดอื่นๆ ตามมติ ครม.)


       ตะเกียงดินเผา สมัยทวารวดี        ตะเกียงดินเผา พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง        ตะเกียงดินเผา ขึ้นรูปด้วยมือ ขนาดกว้าง ๙ เซนติเมตร ยาว ๑๙ เซนติเมตร อยู่ในสภาพชำรุด แตกต่อไว้ ส่วนลำตัวที่เป็นถ้วยหักหายไปบางส่วน มีลำตัวลักษณะคล้ายถ้วยรูปทรงกลม ปากกลม ก้นแบน สำหรับใส่น้ำมัน มีพวยยาวยื่นออกมาจากลำตัว ปากพวยทรงกลมอยู่ในระดับเสมอกับปากถ้วย สำหรับสอดไส้ตะเกียงเพื่อจุดไฟให้แสงสว่าง เนื้อตะเกียงค่อนข้างหยาบและหนา พื้นผิวด้านนอกขรุขระ ไม่ตกแต่งลวดลาย กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว         ตะเกียงดินเผารูปแบบนี้ นักวิชาการบางท่านเรียกว่า “ตะเกียงโรมัน” หรือ “ตะเกียงอานธระ” เนื่องจากมีรูปทรงและลักษณะการใช้งานคล้ายคลึงกับตะเกียงโรมันสำริด ซึ่งพบที่ชุมชนโบราณพงตึก จังหวัดกาญจนบุรี และยังคล้ายคลึงกับตะเกียงดินเผาที่มีต้นแบบจากตะเกียงโรมัน ซึ่งผลิตขึ้นในแคว้นอานธระซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดียอีกด้วย นักวิชาการสันนิษฐานว่าตะเกียงดินเผารูปแบบนี้น่าจะผลิตขึ้นในท้องถิ่น โดยอาจมีต้นแบบมาจากตะเกียงโรมันโดยตรง หรืออาจรับรูปแบบจากตะเกียงดินเผาที่ผลิตขึ้นในประเทศอินเดีย ซึ่งมีต้นแบบมาจากตะเกียงโรมันอีกทอดหนึ่งก็เป็นได้        ตะเกียงดินเผารูปแบบที่มีลำตัวเป็นถ้วยทรงกลมและมีพวยลักษณะคล้ายคลึงกันนี้ นอกจากที่เมืองโบราณอู่ทองแล้วยังพบที่เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี เมืองโบราณบ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณจันเสนและเมืองโบราณโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น เนื่องจากในดินแดนไทย ตะเกียงรูปแบบนี้พบจำนวนไม่มาก จึงสันนิษฐานว่า อาจเป็นของใช้ในหมู่ชนชั้นสูงหรือใช้ในพิธีกรรม เพราะให้แสงสว่างยาวนานกว่าตะคันดินเผาซึ่งพบทั่วไปตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี  แม้ตะเกียงดินเผาใบนี้จะอยู่ในสภาพชำรุด แตกหัก ไม่สมบูรณ์ แต่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนของผู้คนท้องถิ่นบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง กับชาวต่างชาติในดินแดนห่างไกลเมื่อกว่าพันปีมาแล้ว   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. จากบ้านสู่เมือง : รัฐแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๖๑.   ผาสุข อินทราวุธ. ดรรชนีภาชนะดินเผาสมัยทวารวดี. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, ๒๕๒๘.  


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           43/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                               80 หน้า : กว้าง 5.1 ซม. ยาว 57.3 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           46/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              28 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง : บทละครเรื่อง ท้าวแสนปม กับ หนามยอกเอาหนามบ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี ต.จ. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2493 ชื่อผู้แต่ง : มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2423-2468ปีที่พิมพ์ : 2493 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ. จำนวนหน้า : 154 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงไผ่ เกษมศุขการี ต.จ. ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2493 เนื้อหาภายในประกอบด้วย ตำนานเรื่องท้าวแสนปม พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นตำนานและสันนิษฐานทางโบราณคดี และบทละครเรื่องท้าวแสนปม ยกมาเฉพาะฉากพระชินเสนทูลลาพระบิดาไปดูตัวนางในไตรตรึงษ์ จนได้นางกลับมาศรีวิชัย สุดท้ายคือบทละครชวนหัวสลับลำเรื่อง เรื่องหนามยอกเอาหนามบ่ง


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 143/7ก เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 177/2จเอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


Messenger