ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,375 รายการ
ชื่อเรื่อง เรื่อง อ่านหนังสือวรรณคดีผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากISBN/ISSN -หมวดหมู่ บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์เลขหมู่ 028สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์ 2511ลักษณะวัสดุ 76 หน้าหัวเรื่อง บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์
ภาษา ไทย
บทคัดย่อ/บันทึก -
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม "ประดิษฐ์ขันหมากเบ็ง" เนื่องในวันวิสาขบูชา ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี สามารถร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.30 - 16.30 น. (ไม่มีวันหยุด) อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท (ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้พิการ พระภิกษุ-สามเณร ภิกษุณี เข้าชมฟรี) พร้อมทั้งยังมีบริการนำชม (ภาษาไทย - ภาษาอังกฤษ) และรถไฟฟ้าบริการ รับ - ส่ง ถึงบริเวณหอนางอุสา สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4221 9837, 0 42219838 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท https://www.facebook.com/phuphrabathistoricalpark
สี่ตระพังใหญ่ในเมืองสุโขทัย. “ตระพัง” มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร ត្រពាំង (อ่านว่า ตรอเปียง) หมายถึง บ่อหรือสระน้ำที่ขุดขึ้น เมืองสุโขทัย ได้รับน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคมาจากต้นน้ำที่เกิดบนเทือกเขาประทักษ์ ได้แก่ เขาเจดีย์งาม เขาค่าย เขาประทักษ์ เขาตะโหนกวัว เขาพระบาทใหญ่ แหล่งน้ำจากเขาต่างๆ เหล่านี้จะไหลมารวมกันในหุบเขา ซึ่งชาวเมืองสุโขทัยได้สร้างคันดินขึ้นมากักเก็บน้ำ เรียกว่า “สรีดภงส์” จากนั้นน้ำจะไหลมาตามคลองเสาหอจนถึงตัวเมืองสุโขทัยบริเวณกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่คูเมือง ซึ่งน้ำจากภายในคูเมืองจะไหลเข้าสู่สระใหญ่น้อยต่างๆ ที่มีชุมชนอาศัยอยู่ผ่านทางคลองส่งน้ำตรงประตูกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตกมายังตระพังเงินเป็นสระแรก โดยที่เมืองสุโขทัยมี ๔ ตระพังใหญ่ ดังนี้ - ตระพังเงิน มีขนาดกว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๒๕๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๙๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุตรงกลางมีโบสถ์ตั้งอยู่ในเกาะลอย - ตระพังทอง มีขนาดกว้าง ๑๗๐ เมตร ยาว ๑๘๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๙๒,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร เกาะกลางเป็นที่ตั้งพระอุโบสถและเจดีย์ - ตระพังตระกวน ถือเป็นตระพังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีขนาดกว้าง ๒๒๐ เมตร ยาว ๔๔๐ ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๑๕๘,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดตระพังเงิน ตรงกลางสระมีเกาะลอย ๒ เกาะ เป็นที่ตั้งของอุโบสถ วิหารและเจดีย์วัดสระศรี - ตระพังสอ มีขนาดกว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๒๑๐ เมตร ลึก ๓ เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๗๕,๖๐๐ ลูกบาศก์เมตร อยู่ด้านหลังพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตรงกลางมีเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งโบราณสถาน ๑ แห่ง ทั้งสี่ตระพังนี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญภายในเมืองสุโขทัยที่ยังเหลือร่องรอยมาจนถึงปัจจุบัน สามารถอ่านองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการน้ำเพิ่มเติม ได้ที่:“สรีดภงส์” https://www.facebook.com/.../a.46071674.../2304907616228400/“บารายเมืองสุโขทัย”https://www.facebook.com/.../a.46071674.../4813830355336101/“คันดินบังคับน้ำของเมืองสุโขทัย”https://www.facebook.com/share/p/14PNryAiQo/อ้างอิง - เอนก สีหามาตย์ และคณะ. (๒๕๕๗). ระบบชลประทานเมืองสุโขทัย. กรุงเทพฯ: โรงแรมบางกอกอินเฮาส์. - สำนักงานราชบัณทิตยสภา. เข้าถึงเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ เข้าถึงได้จากhttp://legacy.orst.go.th/?knowledges=ตระพัง-๒๓-กุมภาพันธ์-๒๕๕
เมื่อเดือนสิงหาคม ๑๔๗ ปีมาแล้ว ประเทศไทยได้เป็นจุดสนใจของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศล่วงหน้ามา ๒ ปีแล้วว่า จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ โดยเส้นศูนย์ของสุริยุปราคาจะอยู่ระหว่างแลตติจูด ๑๑ องศา ๓๘ ลิปดาเหนือ กับลองติจูด ๙๙ องศา ๓๙ ลิปดาตะวันออก บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุด จะอยู่ที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ จากเกาะจานขึ้นมาถึงปราณบุรี และลงไปถึงชุมพร ทั้งยังทรงระบุเวลาที่เงาของดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ เวลาที่จับเต็มดวง จนเวลาที่คลายออกทั้งหมด ทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติและทูตานุทูตมาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการท้าพิสูจน์ หากไม่เป็นไปตามที่ทรงคำนวณ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติอย่างยิ่ง นับว่าทรงมีความเชื่อมั่นและกล้าหาญอย่างมาก
แต่เดิม ชาวตะวันออกมักเชื่อกันว่า สุริยุปราคาเกิดจากยักษ์กำลังอมพระอาทิตย์และจะกลืนลงไป จึงพยายามทำเสียงดัง เช่นตีกลองหรือจุดประทัดเพื่อให้ยักษ์ตกใจหนีไป การคำนวณล่วงหน้าว่าจะเกิดสุริยปราคาของพระมหากษัตริย์ไทยเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าสยามได้พลิกโฉมหน้าไปจากอดีต และก้าวเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์ได้อย่างล้ำหน้า ที่สำคัญ การต้อนรับแขกเมืองที่ค่ายหลวงหว้ากอครั้งนี้ ยังทำให้แขกเมืองประหลาดใจไปตามกัน ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของราชสำนักสยาม
ชาวต่างชาติที่ตอบรับเชิญในครั้งนี้ มีแต่ชาติที่สนใจย่านตะวันออกในยุคนั้น นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ รักษาการณ์กงสุลอังกฤษประจำสยาม นำเรือรบ ๓ ลำไปถึงในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ร.๔. ทรงยิงสลุตต้อนรับด้วยพระองค์เอง ๗ นัด ทำให้นายอาลาบาสเตอร์ปลื้มเป็นล้นพ้น บันทึกไว้ว่า
“พระมหากรุณาธิคุณและความโอบอ้อมอารีที่คณะของเราได้รับพระราชทานครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนเลย และคงจะไม่มีวันได้พบเห็นอีกแล้ว”
นอกจากนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อัครมหาเสนาบดี ยังเชิญให้นายอาลาบาสเตอร์และครอบครัว เข้าพักร่วมกับครอบครัวของท่าน
คงด้วยเหตุเหล่านี้กระมัง เมื่อนายอาลาบาสเตอร์พ้นจากราชการสถานทูตอังกฤษแล้ว จึงเข้ารับราชการไทย ยึดประเทศไทยเป็นเรือนตาย จนเป็นต้นตระกูล “เศวตศิลา”
นอกจากกงสุลแล้ว เซอร์แฮรี ออด ผู้สำเร็จราชการสิงคโปร์ของอังกฤษ ยังพาครอบครัวมาทางเรือ ถือโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทำความคุ้นเคยกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการสยาม
ส่วนฝรั่งเศส นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจที่จะได้เห็นสุริยุปราคานานที่สุดในรอบ ๓๐๐ ปี แต่จะตั้งค่ายในเวียดนาม ต่อมาย้ายไปมะละกา เสียค่าเตรียมงานไปมาก ในที่สุดก็เห็นว่าไม่มีที่ใดเหมาะสม จึงกราบทูลขอเข้ามาร่วมด้วย ทรงสร้างค่ายให้ฝรั่งเศสใต้ค่ายหลวงลงไป ๑๘ เส้น นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสมากันเป็นขบวนใหญ่ มีกล้องมาถึง ๕๐ กล้อง นอกจากนี้ยังขนอิฐขนปูนมาสร้างที่ตั้งกล้อง ซึ่งสิ่งก่อสร้างของฝรั่งเศสนี้มีค่าอย่างมากในการหาสถานที่สร้างอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้าในปัจจุบัน เพราะค่ายหลวงที่สร้างด้วยไม้ไผ่มุงด้วยใบจากใบตาล ไม่เหลือซากทิ้งหลักฐานไว้เลย
นอกจากนี้ยังมีคณะธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส จากสวนพฤกษศาสตร์เมืองไซ่ง่อน เดินทางบกมาสมทบ เพื่อสังเกตว่าขณะมีสุริยุปราคาเต็มดวง พืชและสัตว์จะแสดงอาการหรือมีพฤติกรรมผิดไปจากปกติอย่างไร แล้วถือโอกาสเก็บพันธุ์ไม้แปลกๆไปเป็นร้อยๆชนิด
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ ๔ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิง ๓ พระองค์ ซึ่งมีพระชันษาราว ๑๖ พรรษาทุกพระองค์ และเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ (ร.๕) พระชนมายุ ๑๕ พรรษา เสด็จโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชไปทอดสมอที่หน้าหาดหว้ากอในเที่ยงวันที่ ๘ สิงหาคม โปรดฯให้คณะสำรวจฝรั่งเศส ๒๐ คน คณะนายอาลาบาสเตอร์ และคณะเซอร์แฮรี ออดพร้อมครอบครัว เข้าเฝ้าที่พลับพลา พระราชทานทองคำบางสะพานให้ทุกคนเป็นที่ระลึก
การต้อนรับครั้งนี้ บรรดาแขกเมืองทั้งหลาย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้พบกับความอุดมสมบูรณ์โก้หรูเช่นนี้กลางป่าของราชอาณาจักรสยาม ใช้พ่อครัวเป็นชาวฝรั่งเศส และหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเป็นอิตาเลียน มีทั้งวิสกี้และน้ำองุ่น พร้อมน้ำแข็งซึ่งสมัยนั้นยังต้องสั่งมาจากสิงคโปร์ อีกทั้งธรรมเนียมต้อนรับก็พลิกโฉมหน้าราชสำนักสยามไปมาก ฝ่ายจดหมายเหตุของสิงคโปร์บันทึกไว้ว่า
“...ราชสำนักได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างหมดจด เช่นการรับแขกเมืองครั้งนี้ แต่ก่อนมิได้เคยปรากฏ เป็นต้นว่าเปิดพระราชมณเฑียรที่ประทับส่วนพระองค์พระราชทานโอกาสให้แขกเมืองเข้าไปได้ และโปรดให้ฝ่ายในออกมารับแขกเมืองโดยเปิดเผย ส่วนเจ้านายที่ทรงพระเยาว์ก็ทรงยอมให้สมาคมกับชาวอังกฤษได้อย่างฉันท์มิตรสนิทสนม ซึ่งเรื่องราวของคณะทูตและจดหมายเหตุของผู้ที่มาเยือนกรุงสยามแต่ก่อน มีแต่บันทึกข้อห้ามตามธรรมเนียมของชาวสยามมากมาย นายครอฟอร์ดก็ดี เซอร์เจมส์ บรูค และเซอร์ยอน บาวริงก็ดี ได้กล่าวความเหล่านี้ไว้ ท่านเหล่านั้นได้เล่าเรื่องราวอย่างยืดยาวว่า ข้อห้ามต่างๆเช่นนั้นมีอยู่ทั่วไป จนทำความขัดข้องแก่คณะของท่านมาก แม้แต่เรื่องเหน็บกระบี่เข้าเฝ้าก็ถูกห้าม แต่ในคราวนี้ไม่มีการทำให้แขกเมืองรู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางของพระองค์กลับสมาคมกับแขกเมืองอย่างให้อิสระเป็นผู้เสมอกัน และดูเหมือนจะมุ่งให้คล้อยตามธรรมเนียมของแขกที่มา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชาติที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงดังนี้”
ในที่สุดก็ถึงวันสำคัญ ในเช้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม ตอนเช้ามืดท้องฟ้าโปร่งใส มีเพียงเมฆบางๆ ราว ๐๗.๐๐ น.ยังเห็นดวงจันทร์มีแสงเทาอ่อนๆอยู่เรี่ยขอบฟ้า พอ ๐๙.๐๐ น.อากาศเริ่มแปรปรวน เมฆดำขนาดใหญ่เข้ามาปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด มีฝนตกในหมู่บ้าน ทุกคนที่เฝ้ารอต่างรู้สึกหมดหวังที่จะได้เห็นสุริยุปราคา แต่แล้วอากาศก็เปลี่ยนแปลงอีก หมู่เมฆเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว ฟ้ารอบดวงอาทิตย์ใสสว่างขึ้น ทุกคนต่างยืนจังงังเมื่อเห็นดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ จนหมดดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๒ วินาที มีเพียงรังสีแลบออกมาจากขอบโดยรอบ
ขณะนั้นบริเวณหว้ากอมืดลงเหมือนเวลาค่ำ ต้นไม้เป็นเงาดำ ดวงดาวปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า นกกาบินกลับรัง ไก่ขันกันระเบ็งเซ็งแซ่ เครื่องวัดอากาศบอกอุณหภูมิลดลง ๖ องศาจนรู้สึกถึงความเย็น ทุกคนในที่นั้นต่างกู่ร้องกันเอิกเกริก ในหมู่บ้านมีการตีกลองจุดประทัด ส่วนพวกฝรั่งเศสที่ขึ้นไปเฝ้าดูธรรมชาติบนเขาหลวงรายงานต่อมาว่า พอดวงจันทร์บังล้ำเข้าไปในดวงอาทิตย์ได้ ๑ ใน ๕ ฝูงลิงก็วิ่งกันอึงคะนึง และรวมกลุ่มกันเป็นฝูงเล็กๆหลายฝูง นกเหงือกที่ไม่เคยส่งเสียงเลยต่างส่งเสียงกันระงมเพราะความกลัว ไม้ที่หุบใบในเวลากลางคืนเช่นไมยราบก็พากันหุบใบ
สุริยุปราคาจับหมดดวงนาน ๖ นาที ๔๕ วินาทีก็เริ่มคลาย มีแสงสว่างพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์ จนคลายทั้งดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๗ นาที ๔๕ วินาที เกินที่ทรงคำนวณไป ๑ นาที
เซอร์แฮรี ออดได้บันทึกไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างที่สุด ถูกต้องกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้”
แต่พระเกียรติคุณอันกึกก้องของพระองค์ในครั้งนี้ ก็ทรงแลกมาด้วยพระชนม์ชีพ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงประชวรด้วยเชื้อไข้ป่าที่ได้รับจากหว้ากอ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็ยังไม่ทุเลา ทรงต่อสู้กับโรคร้ายตามความเชื่อของพระองค์ จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันประสูติ จึงเสด็จสวรรคตในวันประสูติตามแบบพระพุทธเจ้า
ในปี ๒๕๒๕ รัฐบาลตระหนักที่จะให้อนุชนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท จึงประกาศให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ”
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์สยาม ใน “อุทยานราชภักดิ์” เพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ยังไม่ได้รับการถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” เหมือนกับอีก ๖ พระองค์ แต่ก็ทรงได้รับการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณในอุทยานแห่งนี้ด้วย
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลด่านสวี นำเด็กนักเรียนปฐมวัยเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
กำแพงและคูเมืองเชียงใหม่ทั้ง 4 ด้าน ก่อสร้างครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 1839 และได้รับการบูรณะในรัชสมัยพญาเมืองแก้ว สมัยล้านนา และในสมัยพระยากาวิละในสมัยรัตนโกสินทร์ และในปัจจุบัน
ร.ศ. 2016 ในสมัยพระเมืองแก้ว โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์และก่อกำแพงให้หนากว่าเดิม สมัยรัตนโกสินทร์ พระยากาวิละได้บูรณะอีก และได้สร้างป้อมเพิ่มขึ้นตรงมุมเมืองทั้ง 4 แห่ง ขุดคูให้ลึกลงไปอีก ซึ่งแนวกำแพงก่ออิฐและคูเมืองในเขต ต.พระสิงห์ กับ ต.ศรีภูมิ เป็นแนวกำแพงและคูเมืองที่ได้รับการบูรณะและก่อสร้างขึ้นใหม่
การประชุมเพื่อเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ พันเอกสมภพ ภาระเวช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒๓ เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีนายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา นางชุติมา จันทร์เทศ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย นายสมเดช ลีลามโนธรรม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสาตร์พิมาย เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ที่ตั้ง บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
อายุสมัย ศิลปะขอมแบบบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖
รายละเอียด
ปราสาทบ้านพลวง เป็นปราสาทขนาดเล็ก ๑ องค์ ก่อสร้างด้วยหินทรายสีขาวบนฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ ๘ เมตร ยาวประมาณ ๒๓ เมตร ปราสาทมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางเข้าออกด้านทิศตะวันออก ส่วนอีก ๓ ด้านทำเป็นประตูหลอก ทับหลังด้านทิศตะวันออกและทิศใต้สลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังด้านทิศเหนือเป็นภาพพระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ ส่วนทับหลังด้านทิศตะวันตกไม่ได้สลักภาพ
หน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นภาพพระกฤษณะยกเขาโควรรธนะ หน้าบันทิศเหนือสลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และหน้าบันด้านทิศใต้สลักเป็นภาพบุคคลประทับนั่งเหนือหน้ากาล บริเวณรอบปราสาทมีสระน้ำล้อมรอบเว้นทางเข้าด้านหน้า
จากลักษณะของปราสาทบ้านพลวง จะคล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง ประกอบกับลวดลายที่พบบนหน้าบันและทับหลัง กำหนดรูปแบบทางศิลปะได้ว่าป็นศิลปะขอมแบบบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖
ปัจจุบันปราสาทบ้านพลวงได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรแล้ว
เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา ๐๗.๐๐ -๑๘.๐๐ น.
อัตราค่าเข้าชม
ชาวไทย ๑๐ บาท
ชาวต่างชาติ ๕๐ บาท
การเดินทาง จากจังหวัดสุรินทร์ ถนนสุรินทร์ – ช่องจอม หมายเลข ๒๑๔ ระยะทาง ๓๓.๕ กิโลเมตร