ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,535 รายการ

ชื่อเรื่อง                      พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ 5 พระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอ ครั้งที่พิมพ์                   26ผู้แต่ง                        กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย        หนังสือหายากหมวดหมู่                    วรรณคดีเลขหมู่                       895.915 จ657พสถานที่พิมพ์                พระนครสำนักพิมพ์                  รุ่งเรืองธรรม ปีที่พิมพ์                     2513ลักษณะวัสดุ                90 หน้า หัวเรื่อง                      พระบรมราโชวาท                               รัชกาลที่ 5 ภาษา                        ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ รองอำมาตย์ ขุนสมัคศุขการ พ.ศ.2513 เนื้อหาเกี่ยวกับพระบรมราโชวาทในรัชการที่ 5 ที่พระราชทานแนะนำสั่งสอนพระเจ้าลูกยาเธอ และยังเป็นคติสอนใจแก่ผู้อ่านทั่วไป  


ประเพณีสารทเดือนสิบถือเป็นประเพณีประจำปีที่สำคัญที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช และถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยเชื่อว่าในช่วงเดือน ๑๐ ตามปฏิทินจันทรคติ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เปรตที่มีกรรมหนักตกอยู่ในนรกภูมิ จะได้รับการปล่อยตัวจากยมโลกมายังโลกมนุษย์เพื่อพบลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ เรียกว่า “วันรับตายาย” และจะต้องกลับสู่นรกภูมิในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เรียกว่า “วันส่งตายาย” พุทธศาสนิกชนจะจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับในสองวันนี้ แต่มีวิธีถือปฏิบัติยิ่งหย่อนต่างกัน โดยจะให้ความสำคัญกับการทำบุญวันส่งตายายมากว่าวันรับตายาย ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ยืนยันได้ว่าประเพณีสารทเดือนสิบนี้เริ่มต้นเมื่อใดและเริ่มต้นที่ไหน นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการรับอิทธิพลจากอินเดียมาประยุกต์ และถือปฏิบัติสืบต่อมาอย่างยาวนาน ด้วยในศาสนพิธีของศาสนาฮินดูปรากฏพิธีหนึ่งที่เรียกว่า “ศราทธะ” คือธรรมเนียมการเซ่นพลีและทำทักษิณาอุทิศแก่บุรพบิดร (บรรพบุรุษ ๓ ชั้น ได้แก่ บิดา ปู่ และทวด) ผู้ล่วงลับ โดยกระทำในวันเผาศพบ้าง วันครบรอบวันเสียชีวิตบ้าง เมื่อทำทักษิณาอุทิศแล้วก็กรวดน้ำโดยลงไปในแม่น้ำ เอามือตักน้ำขึ้นมาแล้วค่อย ๆ ปล่อยให้น้ำไหลลง พร้อม ๆ กับอธิษฐานอุทิศกุศลแก่ผู้ล่วงลับว่า “ขอให้น้ำนี้ระงับความกระหายของผู้นั้น” ส่วนอาหารที่เซ่นพลีแล้วก็โปรยทานแก่แร้งกา จากนั้นเชิญพราหมณ์มาถวายอาหารและเครื่องบูชา โดยเฉพาะผ้านุ่ง ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ด้วยเชื่อว่าผู้ล่วงลับหิวกระหายและเปลือยกายหนาวเย็นเป็นที่ทรมาน พิธีศราทธะนี้ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นพิธีปุพพเปตพลีในภายหลัง ตามพุทธประวัติระบุว่าภายหลังที่พระเจ้าพิมพิสารนับถือเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว ทรงประกอบพิธีปุพพเปตพลีโดยเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ไปทรงอังคาสที่พระราชวัง เมื่อพระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเรียบร้อยแล้วจึงทรงถวายเครื่องไทยธรรมต่าง ๆ รวมทั้งผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย แล้วทรงอุทิศแก่บุรพบิดร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาที่มีคำว่า “อทาสิ เม อกาสิ เม” เป็นต้น หมายความว่า ญาติก็ดี มิตรก็ดี รำลึกถึงอุปการะอันท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า ท่านได้ให้แล้วแก่เรา ท่านเป็นญาติเป็นมิตร เป็นสาขาของเราพึงให้ทักษิณาเพื่อเปตชน ไม่พึงทำการร้องไห้เศร้าโศก รำพึงถึง เพราะการอย่างนั้นไม่เป็นประโยชน์เพื่อเปตชน ญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ส่วนทักษิณานี้ท่านทั้งหลายบริจาคทำให้ตั้งไว้ดีในสงฆ์ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปตชนนั้นโดยฐานะสิ้นกาลนาน ท่านทั้งหลายได้แสดงญาติธรรมนี้ด้วย ได้ทำบูชาเปตชนให้ยิ่งด้วย ได้เพิ่มกำลังให้แก่ภิกษุทั้งหลายด้วย เป็นอันได้บุญไม่น้อยเลย” จากพุทธประวัติดังกล่าวจะเห็นว่าประเพณีสารทเดือนสิบได้มีพัฒนาการจากพิธีศราทธะและพิธีเปตพลีของศาสนาฮินดู แม้ภายหลังบรรดาพราหมณ์จำนวนหนึ่งได้หันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็ยังคงถือปฏิบัติพิธีนี้อยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ของพิธีดังกล่าว จึงทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติต่อไป เนื่องจากเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที รวมทั้งก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้ปฏิบัติ เพียงแต่มีการเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของพิธีกรรมบ้างเท่านั้น ประเพณีสารทเดือนสิบจะเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตามปฏิทินจันทรคติ ถือเป็นวันรับตายาย พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติเพียงแต่จัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดเป็นการต้อนรับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับกลับสู่โลกมนุษย์เท่านั้น บางพื้นที่จะเรียกวันดังกล่าวนี้ว่า “วันหมฺรับเล็ก” และเรียกวันส่งตายายในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ว่า “วันหมฺรับใหญ่” เมื่อใกล้ถึงวันส่งตายาย ซึ่งเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจะให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษประมาณ ๑ – ๓ วัน พุทธศาสนิกชนจะเตรียมจัดหาข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อจัดหมฺรับ (ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึงสำรับ) บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะนำสิ่งของที่ต้องใช้ในโอกาสนี้มาวางขายกันอย่างคึกคัก เรียกว่า “วันจ่าย” โดยมากจะตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ในวันจ่ายนี้ในตลาดสดต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชจะหอมกลิ่นขนมเดือนสิบไปทั้งตลาดเลยทีเดียว จากนั้นเมื่อจัดเตรียมสิ่งของที่ต้องใช้ในการจัดหมฺรับเรียบร้อยแล้ว พุทธศาสนิกชนจะนำมาดับหมฺรับ (จัดสำรับ) การดับหมฺรับนี้โดยมากมักจะจัดกันในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ แต่เดิมจะนิยมดับหมฺรับในกระบุงทรงเตี้ยสานด้วยไม้ไผ่ขนาดเล็กใหญ่ตามความต้องการของผู้จัด จากนั้นใส่ข้าวสารรองในกระบุง แล้วใส่หอม กระเทียม พริก เกลือ น้ำตาล และเครื่องปรุงรสที่จำเป็น แล้วจึงใส่อาหารแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม ผัก ผลไม้ เช่น มะพร้าว ฟัก มัน กล้วย อ้อย ข้าวโพด เป็นต้น จากนั้นจึงใส่ของอุปโภคในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องเชี่ยนหมาก เช่น ยาเส้น ใบจาก ยาสามัญประจำบ้าน ธูปเทียน แล้วจึงใส่ขนมเดือนสิบซึ่งถือเป็นหัวใจของการดับหมฺรับ ประกอบด้วยขนม ๕ อย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของประเพณีสารทเดือนสิบ และมีนัยยะต่อการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลต่อตายายผู้ล่วงลับ ได้แก่ ๑. ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องนุ่งห่ม ๒. ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับผู้ล่วงลับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติทางพระพุทธศาสนา ๓. ขนมกง หรือขนมไข่ปลา เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ ๔. ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินตรา ๕. ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนลูกสะบ้าสำหรับผู้ล่วงลับใช้เล่นในวันสงกรานต์ ในบางพื้นที่นิยมใช้ขนมลาลอยมันอีกด้วยเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แทนฟูกหมอน ขนมต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเก็บไว้ได้นานไม่บูดเสียง่ายเหมาะที่จะใช้เป็นเสบียงเลี้ยงพระภิกษุสงฆ์ไปตลอดฤดูฝน ปัจจุบันภาชนะที่ใช้ดับหมฺรับนิยมใช้ตามแต่ความสะดวกของผู้จัด เช่น ถาด กระจาด กะละมัง กระเชอ เป็นต้น สิ่งของที่ใช้ดับหมฺรับนั้น นิยมใช้เพียงขนมเดือนสิบเท่านั้น ไม่ค่อยปรากฏการใส่สิ่งของอุปโภคบริโภคตามธรรมเนียมเดิมอีก เมื่อจัดหมฺรับเรียบร้อยแล้วจะปักธูปเทียนไว้บนยอดหมฺรับ แล้วประดับด้วยดอกไม้สดอย่างสวยงามโดยไม่มีรูปแบบตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้จัด ส่วนมากจะนิยมทรงกรวย หรือทรงพระบรมธาตุเจดีย์ การดับหมฺรับอาจจะรวมกันจัดเฉพาะครอบครัว หรือรวมกันจัดกันในเครือญาติ หรือรวมกันจัดในหมู่เพื่อนฝูงก็ได้ นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่ขาดไม่ได้ของการดับหมฺรับคือน้ำสะอาดใส่ภาชนะเพื่อเป็นน้ำดื่มแก่ตายายผู้ล่วงลับอีกด้วย เมื่อถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ อันเป็นวันส่งตายาย ซึ่งทางจังหวัดนครศรีธรรมราชประกาศเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ พุทธศาสนิกชนยกหมฺรับพร้อมกับปิ่นโตใส่ภัตตาหารเพื่อที่จะถวายพระภิกษุสงฆ์ไปที่วัดก่อนช่วงเวลาที่พระภิกษุสงฆ์จะฉันภัตตาหารเพล โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่เคยเผาบรรพบุรุษ หรือวัดอันเป็นที่ตั้งของบัวบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ หรือถ้าวัดใดมีประกวดหมฺรับก็จะมีขบวนแห่ใหญ่โตเอิกเกริก การทำบุญในวันดังกล่าวนี้บางทีเรียกว่า “วันหลองหมฺรับ” คือ วันฉลองหมฺรับ นอกจากนี้มีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ตายายผู้ล่วงลับ ถือเป็นการส่งตายายที่ล่วงลับกลับสู่ภพภูมิที่ตนจากมา พุทธศาสนิกชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือผู้ไปทำงานต่างถิ่นจะเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเพื่อร่วมในการทำบุญวันส่งตายายนี้ต่างมุ่งหวังให้ตายายผู้ล่วงลับจะไม่อดอยากหิวโหย ถ้าหากใครไม่ได้เข้าร่วมจะถูกมองว่าอกตัญญู นายภูวนารถ สังข์เงิน นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มจารีตประเพณี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ค้นคว้าเรียบเรียง



ชื่อผู้แต่ง       ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระยา ชื่อเรื่อง         นิราศนครวัด ครั้งที่พิมพ์     - สถานที่พิมพ์   ธนบุรี สำนักพิมพ์     โรงพิมพ์รุ่งวัฒนา ปีที่พิมพ์        ๒๕๑๔ จำนวนหน้า    ๒๓๑ หน้า หมายเหตุ      -                   หนังสือนิราศนครวัด เล่มนี้ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จไปยังประเทศเขมรหรือกัมพูชา ซึ่งได้ให้ความรู้ไว้อย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องโบราณสถานที่สำคัญๆและอื่นๆที่น่าสนใจ  


เลขทะเบียน : นพ.บ.143/10ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  46 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 86 (346-361) ผูก 10 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺปฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง         พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก     ชื่อเรื่อง             บทละครเรื่องรามเกียรติ์  เล่ม๑ ครั้งที่พิมพ์        พิมพ์ครั้งที่ 6 สถานที่พิมพ์       นครหลวง  สำนักพิมพ์       สำนักพิมพ์แพร่พิทยา    ปีที่พิมพ์            2515     จำนวนหน้า       704    หมายเหตุ               บทละครเรื่องรามเกียรติ์เล่ม๑ เป็นวรรณคดีที่รู้จักกันแพร่หลายต้นกำเนิดมาจากคัมภีร์รามายณะอันเป็นหนังสือสำคัญในลัทธิศาสนาฮินดู  ชาวฮินดูใช้สวดในพิธีทางศาสนาเช่นเดียวกับเทศมหาชาติของไทย                 รามเกียรติ์ภาษาไทยมีหลายสำนวนสำนวนนี้เป็นผลงานพระราชนิพนธ์ของ ร1   ประเภทบทละคร


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.13/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : คู่มือสนทนาภาษาจีนกลาง – แต้จิ๋ว ชื่อผู้แต่ง : วายจิง เจ ปีที่พิมพ์ : 2509 สถานที่พิมพ์ : ธนบุรีสำนักพิมพ์ : หจก.เกษมบรรณกิจ จำนวนหน้า : 416 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบทสนทนาไว้อย่างกว้างขวาง ทุกประโยค และ สำนวนล้วนเป็นภาษาพูดอย่างง่ายๆ ซึ่งใช้กันเป็นประจำวัน ท่านจะนำไปใช้ในการทัศนาจร หรือในวงการค้า ตลอดจนในวงสังคมทุกแห่ง ก็คงจะอำนวยผลประโยชน์อย่างมาก นอกจากบทสนทนา ซึ่งมีอยู่ 41 บท ยังได้รวบรวมคำศัพท์ประเภทต่างๆ ไว้อีกมากมาย เพื่อนักศึกษาจะได้เลือกใช้ในโอกาสสมควร






     พระพิมพ์ดินเผาภาพพระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม พบจากเจดีย์หมายเลข ๙ เมืองโบราณอู่ทอง จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      พระพิมพ์ดินเผาขนาด กว้าง ๖ เซนติเมตร สูง ๙ เซนติเมตร ภาพพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มวงโค้ง พระพักตร์กลม พระกรรณยาว มีประภามณฑลรอบพระเศียร ครองจีวรห่มคลุม จีวรเรียบไม่มีริ้วบางแนบพระวรกาย ปรากฏขอบจีวรบริเวณพระศอ จีวรพาดผ่านข้อพระกรทั้งสองข้าง แล้วทิ้งชายลงเป็นวงโค้งเบื้องหน้า ขอบสบงและชายจีวรยาวถึงข้อพระบาท พระกรทั้งสองยกขึ้นเสมอพระอุระแสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม) ยืนในท่าสมภังค์ (ยืนตรง) บนฐานกลมประดับด้วยกลีบบัว ซุ้มด้านในประดับด้วยเสากลม ด้านนอกประดับด้วยเสาสี่เหลี่ยม ปลายกรอบซุ้มมีการตกแต่งลวดลาย ส่วนฐานยกเก็จคล้ายกับรูปแบบที่พบบนฐานของสถาปัตยกรรมทวารวดี      สุนทรียภาพโดยรวมของพระพิมพ์องค์นี้ ได้แก่ การครองจีวรห่มคลุม จีวรเรียบบางแนบพระวรกาย การยืนในท่าสมภังค์ (ยืนตรง) และแสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ (ปางแสดงธรรม) เป็นรูปแบบเฉพาะที่นิยมในพระพุทธรูปยืนสมัยทวารวดี ซึ่งพบทั้งพระพุทธรูปและพระพิมพ์ตามเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี  ส่วนลักษณะฐานพระพุทธรูปที่มีการยกเก็จ สันนิษฐานว่ารับอิทธิพลมาจากส่วนฐานยกเก็จของพระพุทธรูปอินเดียแบบปาละ และอาจมีความเกี่ยวข้องกับซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปที่ประดับอยู่บนผนังของสถาปัตยกรรม ประเภทเจดีย์และวิหารที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ก็เป็นได้ จึงกำหนดอายุพระพิมพ์องค์นี้ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว      จากการขุดแต่งโบราณสถานหมายเลข ๙ เมืองโบราณอู่ทอง ยังมีการค้นพบพระพิมพ์ดินเผาซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างจากแม่พิมพ์รูปแบบเดียวกัน แต่มีสภาพไม่สมบูรณ์อีกจำนวนหนึ่ง พระพิมพ์เหล่านี้น่าจะสร้างขึ้นตามคติความเชื่อเรื่องการสร้างพระพิมพ์จำนวนมากเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา หรือเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาตามคติความเชื่อเรื่องการสร้างบุญกุศลก็เป็นได้   เอกสารอ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. ศิลปะไทยภายใต้แรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละ. นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด, ๒๕๕๘. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน: กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.


           ต้นพระศรีมหาโพธิ์นับว่าเป็นต้นไม้มีความสำคัญในพุทธศาสนา มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ตอน พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา เมืองพาราณสี และปรากฏภาพสลักรูปบัลลังก์เปล่าใต้ต้นโพธิ์ในศิลปะอินเดียโบราณ ทั้งนี้ยังปรากฏข้อความในกาลิงคโพธิชาดก (ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย) พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบแก่พระอานนท์ว่าให้สัญลักษณ์แทนพระองค์หลังจากปรินิพพานแล้วคือต้นไม้ ทำให้มีการปลูกต้นโพธิ์ที่เชตวันวิหารเป็นครั้งแรกสมัยพุทธกาล เกิดการเคารพบูชาต้นโพธิ์ขึ้นฐานะตัวแทนของพระพุทธเจ้า ครั้งมีการเผยแพร่พุทธศาสนาจากอินเดียไปยังศรีลังกา ได้มีการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกยังศรีลังกา และกลายเป็นสิ่งสำคัญที่มักมีในทุกอารามในศรีลังกาดังที่ปรากฏหลักฐานเป็นอาคารหรือฐานปลูกต้นศรีมหาโพธิ์เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญ เรียกว่า โพธิมณฑล ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาจากศรีลังกาได้เผยแพร่มายังบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยทั้งเมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร จึงได้นำความเชื่อเรื่องการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์เข้ามา            แม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นต้นไม้ในโบราณสถานให้เห็นในปัจจุบัน แต่พบข้อความในจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการปลูกโพธิ์ แสดงให้เห็นว่ามีการให้ความสำคัญกับต้นโพธิ์เช่นเดียวกับในศรีลังกา เช่น จารึกวัดศรีชุม มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีได้อัญเชิญต้นศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูก “…พระศรีมหาโพธินครสิงหลนั้นก็ดี สมเด็จพระมหาเถรเป็นเจ้าเอามาปลูกเหนือดิน…”           จารึกวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยาราม ได้กล่าวถึงสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิกลรัตนราชได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังการสร้างวัดแล้วเสร็จใน ๓ ปีต่อมา “…สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราช กรรโลง จึงสถิตสถาปนาปลูกพระพฤกษาธิบดีศรีมหา(โพธิ)…”          จารึกนครชุม ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๗ – ๑๒ ความว่า “...ศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราชหากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครชุมนี้ปีนั้น พระธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานย์ คือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลังกาทวีปพู้นมาดาย เอาทั้งพืชพระศรีมหาโพธิ์ อันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นแลผจญพลขุนมาราธิราช ได้ปราบแก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธมาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้...” กล่าวถึงการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและการปลูกต้นศรีมหาโพธิ์นำมาจากลังกาทวีปไว้ที่เมืองนครชุม โดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐          ในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร พบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบการก่อศิลาแลงเป็นขอบหรือกรอบเว้นตรงกลางให้เป็นลานดิน ไม่พบหลักฐานประเภทผนังอาคาร โครงสร้างหลังคา และการประดิษฐานพระพุทธรูปภายใน และไม่พบโครงสร้างของฐานรากเจดีย์ภายในแต่อย่างใด จึงมีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสถานที่สำหรับปลูกหรือประดิษฐานต้นโพธิ์ และพบฐานโบราณสถานรูปแบบข้างต้นในวัดดังต่อไปนี้           วัดพระนอนพบฐานโบราณสถานรูปแบบดังกล่าวด้านตะวันตกของวัด หลังเจดีย์ประธานจำนวน ๑ แห่ง และฐานโบราณสถานด้านหลังมณฑปของวัดอีก ๑ แห่ง วัดนาคเจ็ดเศียรพบฐานโบราณสถานจำนวน ๑ แห่ง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของอุโบสถ ซึ่งฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่พบในวัดพระนอนและวัดนาคเจ็ดเศียรมีรูปแบบที่คล้ายกัน โดยพบการก่อศิลาแลงในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและเว้นตรงกลางเป็นลานดิน ด้านหน้าของฐานโบราณสถานมีศิลาแลงก่อเป็นอาสนะ (บัลลังก์) และเปรียบเทียบได้กับรูปแบบของโพธิมณฑลในศรีลังกา เช่น โพธิมณฑลที่อิสุรุมุณิยะปรากฏอาสนะเปล่าที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึงวัชราสนะหรือบัลลังก์ตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าก่อนมีการสร้างพระพุทธรูป หรือโพธิฆระ (โพธิมณฑลที่มีหลังคาล้อมรอบโคนต้น) นอกจากนี้ที่อภัยคีรีวิหารมีการประดิษฐานพระพุทธรูปไว้บนอาสนะด้วย            วัดหมาผีพบฐานศิลาแลงก่อเป็นขอบบ่อในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน และที่วัดเพการามพบกรอบศิลาแลงรูปแปดเหลี่ยมที่ใช้ศิลาแลงขนาดสูง ๐.๘ เมตร ปักตั้งขึ้นเรียงกันและวางทับหลังศิลาแลงด้านบน ทั้งสองแห่งพบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบคล้ายกันคือมีการก่อศิลาแลงเป็นขอบเขตและเว้นตรงกลางเป็นลานดินไว้ ไม่พบอาสนะ (บัลลังก์) ด้านหน้าของฐานดังกล่าว            ตำแหน่งของฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ยังมีความสัมพันธ์กับข้อความในจารึกนครชุมที่ระบุตำแหน่งว่ามีการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านหลังพระธาตุอีกด้วย เนื่องจากฐานอาคารที่พบมีตำแหน่งในแนวแกนหลักของวัดและตั้งอยู่ด้านหลังของเจดีย์ประธาน ทั้งนี้นอกจากที่เมืองกำแพงเพชรแล้วที่เมืองศรีสัชนาลัยก็พบลักษณะพื้นที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่ด้านทิศตะวันตกของวัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดยายตาที่พบฐานรูปแปดเหลี่ยมด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานและยังตั้งอยู่ในแนวแกนหลักของวัดเช่นกัน           นับว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านอกเหนือไปจากงานศิลปกรรมต่าง ๆ ในพุทธศาสนาที่พบแล้วบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยต่างรับความเชื่อการปลูกและบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาพร้อมกันกับการติดต่อสัมพันธ์เพื่อรับพระพุทธศาสนาด้วย-----------------------------------------------------------ที่มาของช้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง :กรมศิลปากร. ประชุมจารึกภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๘. พัชรินทร์ ศุขประมูล, วิเศษ เพชรประดับ และเมธินี จิระวัฒนา. รูปและสัญลักษณ์แห่งพระศากยพุทธ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๒. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ลังกา. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๖. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๓.


ชื่อเรื่อง                         วินยธรสิกฺขปท (สิกขาบท)     สพ.บ.                           390/9 หมวดหมู่                       พุทธศาสนา ภาษา                           บาลี/ไทยอีสาน หัวเรื่อง                        พุทธศาสนา                                  พระวินัยปิฎก ประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลาน ลักษณะวัสดุ                   60 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55.5 ซม.  บทคัดย่อ เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


black ribbon.