ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,760 รายการ
อฎฺฐงฺคิกมคฺค (พรอฎงฺคิกมคฺค)
ชบ.บ.83/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ทสพร-กุมาร)
ชบ.บ.106ก/1-4ข
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.332/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 132 (343-358) ผูก 9 (2565)หัวเรื่อง : ปาลิวารปาลี (บาลีบริวาร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวแพรว... ด้วยวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ ถือเป็นวันสายตาโลก เพจคลังกลางฯ จึงขอยกสุภาษิตของเฟร็ดเดอร์ริค แลงบริดจ์ ที่แปลโดยเจษฎาจารย์ฟร็องซัว ตูเวอแน ฮีแลร์ ครูผู้วางรากฐานการศึกษาแห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งในโอกาสวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๔ เป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่าน จึงขอใช้โอกาสทั้งสองนี้ เสนอชีวประวัติ ฟ. ฮีแลร์ และงานศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “ดวงตา” ผ่านเลนส์แต่ละมิติทางศาสนา ร่วมกับ “แว่นตาพร้อมปลอกหนัง” ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ ณ อาคารคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่านาม ฟ. ฮีแลร์ “ฟ.” (ฟอ) ในที่นี้ ไม่ได้มีที่มาจากฟร็องซัวในชื่อ หรือฟาเทอร์ที่ใช้เรียกบาทหลวง แต่เป็นอักษรย่อจากคำว่า “frère” ในภาษาฝรั่งเศส หรือที่ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า brother ซึ่งต่อมาภาษาไทยนำคำว่า “ภราดา” (ที่แปลว่า พี่/น้องชายในภาษาสันสกฤต) หรือ “เจษฎาจารย์” มาใช้แทน โดยภราดรฮีแลร์ (นามที่สองสมเด็จใช้เรียกในจดหมายเวร) เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ดังจะเห็นได้จากนามของท่านปรากฏอยู่ในจดหมายเวรของสองสมเด็จอย่างน้อยถึง ๒ ครั้ง ดังมีระบุอยู่เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๔๗๗ เรื่อง “การสวมหมวกในพิธีกรรมของสังฆราช” และวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๘๓ เรื่อง “จำนวนเม็ดลูกประคำสำหรับภาวนา” นอกจากนี้ หลวงพ่อฮีแลร์ (นามที่ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ใช้เรียกในหนังสือพระประวัติลูกเล่า) ยังถูกเชิญให้เข้าร่วมใน “วรรณคดีสโมสร” องค์กรสำคัญที่ส่งเสริมให้แต่งหนังสือถูกต้องตามหลักภาษาไทยอีกด้วย
ส่วนในมิติทางศาสนา “ดวงตา” มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับแต่ละวัฒนธรรมความเชื่ออย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้ว่าในศาสนาฮินดูมีเทพเจ้าผู้มี “ดวงตาที่สาม” อย่างพระศิวะ หากพระเนตรเปิดขึ้นจะบันดาลให้ไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญโลก จึงถือพระศิวะเป็นเทพผู้ทำลาย ส่วนในทางพุทธศาสนาปรากฏในพุทธประวัติว่า โกณฑัญญะ คือพระสาวกองค์แรกที่ “ดวงตาเห็นธรรม” จากคำสอนว่าด้วยเรื่อง “พระธรรมจักรกัปวัตรสูตร” นอกจากนี้ในทางพิธีกรรม ยังมีพิธีที่เรียกว่า “เบิกพระเนตร” (การเปิดตา) เป็นคำเรียกที่ใช้ในพิธีฝังพระเนตร เขียน หรือเช็ดพระเนตรพระพุทธรูปที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จากความเชื่อที่ว่าพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นใหม่จากปูนบ้าง โลหะบ้าง ยังไม่เป็นองค์พระโดยสมบูรณ์จนกว่าจะผ่านพิธีกรรมดังกล่าว รวมถึงในงานสถาปัตยกรรมที่เนปาล ปรากฏรูป “ดวงตาแห่งพุทธะ” รอบองค์เจดีย์สี่ทิศ จากแนวคิดที่ว่าพระธรรมแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ หรือในคริสต์ศาสนาที่มีคำว่า The all seeing eye ระบุอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล หมายถึง ดวงตาที่มองเห็นได้ทุกอย่าง ซึ่งนัยหนึ่งก็คือ “ดวงตาพระเจ้า” นั่นเอง นอกจากนี้ ในคติของอียิปต์โบราณยังมี “ดวงตาของฮอรัส” อันเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครอง ความรอบรู้ สุขภาพดี ความมั่งคั่ง และมีพลังอำนาจมหาศาลอีกด้วย
ทั้งนี้ ในวันสายตาโลก... หากจะกล่าวถึงวิธีถนอมสายตาที่มีมายาวนาน เห็นจะเป็นการสวม “แว่นตา” ซึ่งในพจนานุกรมระบุว่าหมายถึง สิ่งที่ทำด้วยแก้วหรือวัสดุใส เป็นเครื่องสวมตาเพื่อช่วยให้แลเห็นชัดขึ้นนั่นเอง โดยแว่นตาน่าจะเข้ามาสู่สังคมไทยอย่างน้อยในสมัยรัชกาลที่ ๓ (ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔) ดังมีหลักฐานในงานจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นภาพสาวชาววังลองสวมแว่นตาจากพ่อค้าชาวต่างชาติ รวมถึงพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขณะฉลองพระเนตร (แว่นตา)
ดังนั้น แว่นตาจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นของจำเป็นสำหรับผู้มีปัญหาด้านสายตา กระทั่งกลายเป็นสินค้าที่มีขายอยู่ตามห้าง ดังมีตัวอย่างคือ แว่นตาพร้อมปลอกจากห้างสรรพสินค้า B.Grimm&Co. Bangkok (ห้างไทยสัญชาติเยอรมัน) ลักษณะเป็นแว่นตาขนาดเล็ก ก้านทำจากทองเหลือง บรรจุอยู่ในปลอกหนังสีน้ำตาล อนึ่ง ก่อนจากกันขอส่งท้ายด้วยสุภาษิตของ Frederick Langbridge ความว่า Two men look out the same prison bars; one sees mud and the other star. ที่สุดท้ายแล้วเมื่อสองคนยลตามช่อง... จะมองเห็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติ มุมมองของแต่ละคน ว่าคุณจะมองเห็นเป็นโอกาสหรือพลาดพลั้งไปในที่สุด
เผยแพร่โดย ศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์
ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง นายช่างภาพปฏิบัติงาน
เทคนิคภาพโดย ณัฐดนัย อรุณมาศ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์
กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
ชื่อผู้แต่ง ดำรงแพทยาคุณ, พระยา (ชื่น พุทธิแพทย์)
ชื่อเรื่อง จดหมายเหตุการพยาบาล
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์อุดม
ปีที่พิมพ์ ๒๔๙๖
จำนวนหน้า ๗๖ หน้า
หมายเหตุ สมาคมนางพยาบาลแห่งประเทศไทย พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ หม่อมเจ้าหญิง มัณฑารพ กมลาศน์ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๙๖
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับหม่อมเจ้าหญิง มัณฑารพ กมลาศน์ ผู้ก่อตั้งสมาคมนางพยาบาลแห่งประเทศไทย ประกอบกับประวัติการศึกษา และการทำงาน การรักษาทางการแพทย์ด้านต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 46 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 73 (ต่อ) -75) ทำเนียบข้าราชการนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2 กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสด็จไปจัดราชการ ณ หัวเมืองลาวพวน ปราบเงี้ยว ตอนที่ 1 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : ศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ จำนวนหน้า : 342 หน้า สาระสังเขป : ประชุมพงศาวดาร มีทั้งหมด 3 ภาค ตั้งแต่ภาค 73 – 75 มีเรื่องราวในแต่ละภาคดังนี้ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 73 (ต่อ) ทำเนียบข้าราชการนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2 เป็นเรื่องราว พระประวัติสังเขป พระเจ้าขัตติยราชนิคมสมมติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช ประวัติสังเขป เจ้าพระยาศรีสุธรรมมนตรีศรีโศกราชวงศ์ (เจ้าพัฒน์) ประวัติสังเขป เจ้าพระยานคร (เจ้าน้อย) แม่ทัพใหญ่ ผู้สำเร็จราชการทัพศึกภาคใต้ ฝ่ายตะวันตก ผู้ครองนครศรีธรรมราช ไทรบุรี ตรังกานู เประ ประวัติสังเขป เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง ณ นคร) ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 74 เรื่องกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เสด็จไปจัดราชการ ณ หัวเมืองลาวพวน และประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 75 ปราบเงี้ยว ตอนที่ 1
ชื่อผู้แต่ง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ชื่อเรื่อง แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๔
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๐
จำนวนหน้า ๓๔๔ หน้า
แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๑๔ เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งขาติที่รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป โดยเน้นหนักในกิจกรรมด้านเศรษฐกิจและสังคมหลายประการ ซึ่งแผนพัฒนาฉบับที่ ๑ ระบุไว้ไม่ชัดเจนหรือมิได้กล่าวถึง ได้แก่ความพยายามของรัฐที่จะกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงโดยเฉพาะในเขตทุรกันดาร ห่างไกลซึ่งร้อยละ ๗๕-๘๐ ของงบพัฒนามุ่งพัฒนาในส่วนภูมิภาคชนบทโดยตรง นอกจากนี้ยังมีโครงการพิเศษ ได้แก่ โครงการพัฒนาภาคต่างๆ โครงการเร่งรัดพัฒนาชนบทและโครงการช่วยเหลือชาวนา เป็นต้น พร้อมภาพประกอบ ตารางและแผนที่
ซากเรือบ้านคลองยวน สำรวจพบที่บ้านเลขที่ ๑๑๙/๒ หมู่ที่ ๘ บ้านคลองยวน ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดย นางพรพิมล มีนุสรณ์ เจ้าของบ้านเล่าว่าได้พบซากเรือไม้ในที่ดินของตนเองระหว่างการขุดสระเพื่อกักเก็บน้ำใช้ทำสวนปาล์มและได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยการก่อพื้นเทปูนมุงหลังคาคลุมซากเรือลำนี้ไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๕นอกจากหลักฐานตัวเรือแล้ว บริเวณที่พบซากเรือก็นับว่ามีความสำคัญทางโบราณคดีด้วยเช่นกัน เนื่องจากตั้งอยู่ไม่ห่างจากคลองท่าชนะ (๓ กิโลเมตร) ซึ่งเป็นคลองที่ไหลออกสู่อ่าวไทย ณ บริเวณที่เรียกว่าแหลมโพธิ์ ต.พุมเรียง อ.ไชยาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในพื้นที่แหลมโพธิ์บ่งชี้ว่า บริเวณนี้เป็นชุมชนเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ ดังสะท้อนผ่านหลักฐานการค้านานาชาติ เช่น ลูกปัดโบราณ เครื่องถ้วยจีนและเปอร์เซียที่พบจากการตรวจสอบพบว่า บริเวณหลังบ้านของ นางพรพิมล เป็นพื้นที่สวนปาล์ม มีการขุดสระน้ำสำหรับใช้ภายในสวน ภายในมีซากของไม้เรือโบราณถูกเก็บรักษาอยู่ภายในโรงเปิดโล่งมีหลังคาคลุม ซากเรือดังกล่าวประกอบด้วยไม้ ๘๔ ชิ้น เป็นไม้กระดานขนาดยาว ไม้ที่ทำเป็นทรงแหลมสำหรับหัวเรือ และเศษไม้ที่ไม่สามารถระบุส่วนได้ไม้กระดานเรือแต่ละแผ่น มีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้ตลอดความยาว อีกทั้งยังพบลูกประสักหรือสลักไม้สวนอยู่ในรูบางส่วน นอกจากนี้ที่แผ่นกระดานเปลือกเรือด้านในมีการทำปุ่มสันทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้านูนออกมาจากระดับพื้นกระดาน ยาวตลอดความยาวของแผ่นเปลือกเรือนอกจากไม้เรือแล้ว ในบริเวณที่เป็นที่เก็บซากเรือยังพบว่าเศษเชือกสภาพเปื่อยยุ่ยอยู่ที่พื้นและปะปนอยู่กับซากเรือ คาดว่าน่าจะเป็นเชือกที่มากับเรือ จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อนำไปตรวจหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์สภาพของซากเรือยังอยู่ในสภาพที่แข็งแรง แต่เนื่องจากไม่ได้รับการอนุรักษ์อย่างถูกวิธีตัวเรือจึงเริ่มเสื่อมสลายผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อวิเคราะห์จากลักษณะของซากเรือลำนี้โดยคร่าวเป็นเรือที่ต่อด้วยเทคนิค Lashed-Lug หรือ เชือกรัดสันรูเจาะ เป็นเทคนิคแบบโบราณที่มีมานานกว่า ๑,๐๐๐ ปี พบแพร่กระจายอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทะเลกองโบราณคดีใต้น้ำจึงได้ขอให้ นางพรพิมล มีนุสรณ์ มอบซากเรือโบราณให้แก่กองโบราณคดีใต้น้ำ เพื่อนำกลับไปอนุรักษ์และศึกษาวิเคราะห์ยังกองโบราณคดีใต้น้า จังหวัดจันทบุรีเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการถ่ายรูปไม้เรือทุกชิ้นที่พบจากนั้นทยอยลำเลียงขึ้นบนรถบรรทุกเพื่อนำมาเก็บรักษาไว้ที่สำนักงาน
การวิเคราะห์ชนิดไม้และการหาค่าอายุ
หลังจากที่นำซากเรือบ้านคลองยวนกลับมาเก็บรักษาที่สำนักงานกองโบราณคดีใต้น้ำแล้ว ได้นำตัวอย่างไม้เรือส่งไปวิเคราะห์ตรวจหาชนิดของไม้ที่นำมาใช้ในการต่อเรือ ณ สํานักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ กรมป่าไม้ โดยส่งตัวอย่างชิ้นไม้จำนวน ๓ ชิ้น ประกอบด้วย เปลือกเรือ ๑ ชิ้น และลูกประสัก ๒ ชิ้นผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ไม้เปลือกเรือบ้านคลองยวนนั้นทำจากไม้ในสกุลตะเคียน (Hopea sp.) แต่ไม่ทราบชนิด และลูกประสักทำจากไม้ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata Craib & Hutch.)นอกจากการตรวจหาชนิดไม้แล้ว กองโบราณคดีใต้น้ำยังนำตัวอย่างจากตัวเรือไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธี Accelerator Mass Spectrometry (AMS) ณ ห้องปฏิบัติการในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย โดยส่ง ๓ ตัวอย่าง ประกอบด้วย ไม้เปลือกเรือ เศษเชือก และลูกประสัก ซึ่งผลของค่าอายุที่ได้บ่งชี้ว่า เรือบ้านคลองยวนมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ (คริสต์ศตวรรษที่ ๙)
รูที่สันไม้กระดาน (dowel & lashing holes)
เปลือกเรือแต่ละแผ่นที่พบมีการเจาะรูที่ด้านสันของไม้กระดานยาวไปตลอดแนวของไม้เปลือกเรือและพบมีลูกประสักเสียบอยู่ในรูที่ถูกเจาะ จากการพินิจแล้วพบว่า การเจาะรูสันเปลือกเรือมีรูปแบบที่ซ้ำกันชัดเจน กล่าวคือ เจาะเพื่อใช้ยึดลูกประสัก ๔ รู สลับกับรูร้อยเชือกที่ด้านบนของกระดานทะลุกออกด้านสัน ๒ รู เป็นเช่นนี้ตลอดแนวสันเปลือกเรือ ถือเป็นลักษณะที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเรือบ้านคลองยวน ที่ไม่อาจพบได้ในการต่อเรือไม้สมัยใหม่ลูกประสักที่พบ มีลักษณะเป็นไม้ทรงกระบอกยาว ๔ เซนติเมตร มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ ขนาด คือ ๗ และ ๑๐ มิลลิเมตร พบว่าลูกประสักที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐ มิลลิเมตร จะใช้กับส่วนไม้ที่ต่อกับหัวเรือเท่านั้น แผ่นไม้เปลือกเรือบ้านคลองยวนนั้น หนา ๓.๕ – ๔ เซนติเมตร กว้าง ๒๗ เซนติเมตร (ส่วนที่กว้างที่สุด) ฝั่งกราบขวามี ๕ แผ่น ส่วนกราบซ้ายมี ๓ แผ่น (เท่าที่เหลือ) เมื่อพิจารณาจากกระดานเปลือกเรือแผ่นที่ ๕ ของกราบขวาพบว่า ที่ด้านสันของเปลือกเรือยังมีการเจาะรูรับลูกประสักอยู่ สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระดานเปลือกเรือแผ่นที่ ๕ ยังไม่ใช่แผ่นสุดท้าย ที่ส่วนปลายของไม้เปลือกเรือแต่ละแผ่นจะมีการทำให้เป็นรูปทรงแหลม เพื่อให้สามารถเข้าไม้ได้อย่างพอดีกับไม้หัวและท้ายเรือไม้เปลือกเรือของเรือบ้านคลองยวนไม่ได้สมบูรณ์ตลอดลำเรือ ส่วนที่คาดว่าจะเป็นท้ายเรือได้ขาดหายไปจึงไม่อาจสรุปได้ว่าไม้เปลือกเรือแต่ละชั้นจะเป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดลำเรือหรือไม่ แต่จากข้อมูลของเรือประเภทเดียวกันที่พบในต่างประเทศ เช่น แหล่งเรือ Punjurhajo บนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนั้น พบเปลือกเรือเป็นไม้แผ่นเดียวยาวตลอดลำเรือ จึงพอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีลักษณะเหมือนกัน
สันรูเจาะ (lug)
เปลือกเรือแต่ละแผ่น ทำขึ้นด้วยการถากไม้ให้เป็นแผ่นกระดานและรูปทรงตามที่ช่างต้องการเพื่อให้เข้ากับรูปทรงของเรือ และจะเว้นสันรูเจาะ หรือ lug ไว้ตลอดความยาวของเรือ เป็นลักษณะอันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของเรือประเภทนี้ โดยสันรูเจาะเหล่านี้มีไว้สำหรับรองรับกงเรือที่จะถูกนำมาเสริมในภายหลัง มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใกล้เคียงกัน คือ ยกสูงกว่าส่วนเรียบของแผ่นกระดานประมาณ ๑.๕ – ๒ เซนติเมตร ยาว ๓๐ เซนติเมตร กว้างประมาน ๒๐ เซนติเมตร ในส่วนที่กว้างที่สุด และจะค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ ไปทางหัวและท้ายเรือ สันที่แคบที่สุดกว้างเพียง ๔ เซนติเมตร แต่ละสันจะเว้นระยะห่างกันประมาณ ๓๐ เซนติเมตร ยกเว้นบริเวณกึ่งกลางลำเรือบนกระดานกระดูกงูและเปลือกเรือแผ่นที่ ๑ และ ๒ ของทั้งสองกราบจะเว้นช่วงห่างมากกว่าส่วนอื่น คือ ห่างประมาณ ๑๒๐ เซนติเมตร
ไม้กระดานกระดูกงู (keel plank)
ไม้ส่วนที่เป็นแกนกลางของเรือบ้านคลองยวนหรือที่มักเรียกกันว่ากระดูกงูนั้น มีลักษณะเป็นกระดูกงูที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนเปลือกเรือไปด้วยหรือที่เรียกว่า keel plank ซึ่งกระดูกงูแบบนี้เป็นลักษณะเฉพาะของเรือที่ต่อแบบต่อเปลือกก่อนแล้วนำกงมาเสริมทีหลัง หรือ shell-basedเมื่อวางกระดูกงูบนพื้นราบพบว่าปลายกระดานกระดกขึ้นสูงจากพื้นประมาณ ๕๐ เซนติเมตร พิจารณาจากลักษณะแล้วคาดว่าเรือบ้านคลองยวนเป็นเรือที่มีหัวและท้ายเชิดขึ้นและท้องเรือแอ่นส่วนสันรูเจาะบนกระดูกงูมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างไปจากสันรูเจาะบนกระดานแผ่นอื่น กล่าวคือ ระหว่างสันรูเจาะแต่ละสันจะมีสันแคบ ๆ กว้างประมาณ ๑๐ – ๑๒ เซนติเมตร เชื่อมต่อไปตลอดความยาวของกระดูกงู ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าช่างจงใจทำสันแคบ ๆ นี้ไว้เพื่ออะไร เบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจทำไว้เพื่อเสริมความแข็งแรงตามแนวยาวของเรือ
หัวเรือและท้ายเรือ (wing-end)
หัวและท้ายของเรือบ้านคลองยวนมีรูทรงและลักษณะที่โดดเด่นอย่างมาก ซึ่งเรือกว่า wing-end กล่าวคือ ช่างจะแกะไม้เป็นรูปทรงคล้ายตัว V และนำมาซ้อนกัน 2 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีการเจาะรูเพื่อใส่ลูกประสักเตรียมไว้การเข้าไม้หัวและท้ายเรือ ช่างจะนำ wing ชั้นที่ ๑ มาวางบนกระดูกงู หัวเรือและกระดูกงูจะได้ระยะเสมอกันพอดี แขนของ wing จะต่อชนกับกระดานแผ่นที่ ๑ พอดี ด้านบนของแขนจะเว้นช่องว่างไว้เพื่อให้ไม้กระดานแผ่นที่ ๒ มาต่อชนกันส่วนโคนของแขนรูปตัว V เมื่อชั้นที่ ๑ สามารถต่อเข้ากับกระดูกงู ไม้กระดานแผ่นที่ ๑ และ ๒ ได้แล้ว จึงนำเอา wing ชั้นที่ ๒ มาวางซ้อนบนชั้นที่ ๑ แล้วนำกระดานชั้นที่ ๓ และ ๔ มาต่อแบบเดียวกับชั้นที่ ๑เป็นที่น่าสังเกตว่าหัวและท้ายเรือแบบ wing-end นั้น มีขนาดค่อนข้างใหญ่และทำจากไม้ชิ้นเดียว เป็นไปได้ว่าช่างในสมัยนั้นอาจนำไม้จากบริเวณของโคนต้นมาผ่าตามแนวขวางแล้วจึงแกะให้เป็นรูปตัว V ดังสังเกตได้จากวงปีไม้ที่มีลักษณะเป็นวงวางตัวขวางกับแนวเรือ ส่วนกลางลำต้นจะนำไปทำไม้กระดาน
หนังสือเล่มนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ โดยทรงอธิบายไว้อย่างละเอียด และได้รับการยกย่องว่า เป็นยอดของความเรียงอธิบาย จากวรรณคดีสโมสร น่าสนใจว่าแทบทุกตอน จะทรงกล่าวถึงพระราชบิดา คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราชเสมอ ในฐานะที่ทรงเป็นผู้รอบรู้ในทางราชประเพณี ดังเรื่องสงกรานต์ ความว่า
“…ในเรื่องที่เปลี่ยนปีนี้ ตามพระบรมราชาธิบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ทรงไว้ในคําประกาศแห่งหนึ่งได้นำมาลงไว้ในหนังสือวชิรญาณเล่ม ๒ ฉบับที่ ๑๓ จํานวนเดือน ๑๑ ปี ๑๒๔๗ มีข้อใจความซึ่งว่าด้วยแรกที่จะกําหนดปีนี้ โบราณคิดเห็นว่าฤดูหนาวเป็นเวลาพ้นจากมืดฝนสว่างขึ้นเปรียบเหมือนเวลาเช้า คนโบราณจึงได้คิดนับเอาฤดูหนาวเป็นต้นปี ฤดูร้อนเป็นเวลาสว่างร้อนเหมือนกลางวัน จึงได้คิดว่าเป็นกลางปี ฤดูฝนเป็นเวลามืดคลุ้มโดยมาก และฝนพรำเที่ยวไปไหนไม่ใคร่ได้ จึงได้คิดเห็นว่าเป็นเหมือนกลางคืน คนทั้งปวงเป็นอันมากถือว่าเวลาเช้าเป็นต้นวัน กลางคืนเป็นปลายวันฉันใด คนโบราณก็คิดเห็นว่าฤดูเหมันต์ คือฤดูหนาวเป็นต้นปี ฤดูคิมห คือฤดูร้อนเป็นกลางปี ฤดูวัสสานะ คือฤดูฝนเป็นปลายปี เพราะเหตุนั้นจึงได้นับชื่อเดือนเป็น ๑ มาแต่เดือนอ้าย ข้อความอื่นๆ ถ้าผู้ใดอยากจะทราบ จงอ่านหนังสือวชิรญาณที่อ้างถึงมาข้างต้นนั้นเถิด ที่ยกมาว่าเดี๋ยวนี้เพื่อจะมาพิจารณาให้เห็น ว่าเหตุใดจึงไม่ตั้งปีใหม่ที่เดือนอ้าย ซึ่งแปลว่าเดือน ๑ มาตั้งปีใหม่ต่อเดือน ๕, เดือน ๖ คิดเห็นว่าความที่ตั้งเดือนอ้ายเป็นเดือน ๑ คงเป็นการถูกต้องตามกระแสพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงไว้นี้ แต่วิธีนับเดือนเช่นนี้เห็นจะมีมาก่อนที่นับศักราชเป็นเรื่องเดียวกันกับนับปี เป็นชวด ฉลู ขาล เถาะ ครั้นเมื่อมีผู้ตั้งศักราชขึ้นใช้ อาศัยเหตุที่จะเริ่มต้นตั้งศักราช เช่นพระพุทธศักราช นับตั้งแต่วันปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก็ต้องไปตั้งสงกรานต์เอาในวันวิศาขบุรณมี ซึ่งเป็นหัวรอบเหมือนอย่างกับนับเป็นเดือน ๑ ขึ้นใหม่นั้นอย่างหนึ่ง ด้วยมีเหตุที่จะสังเกตตัดวิธีกระบวนคิดอ่านได้ง่ายเช่นกับสงกรานต์ของจุลศักราช กำหนดเอาพระอาทิตย์ขึ้นสู่ราศีเมษซึ่งเป็นราศีดาวที่ฤกษ์ขาดตอนไม่ขนาบคาบเกี่ยวกับราศีอื่นๆ เป็นต้นนี้อย่างหนึ่ง เพราะเหตุเหล่านี้จึงได้ทิ้งชื่อเดือนที่ ๑ เดิมเสีย ให้ไปตกอยู่กลางปีหรือปลายปีตามแต่จะเป็นไป แต่ชื่อเดือนเช่นนั้นเคยใช้เข้าใจกับซึมซาบมาแล้ว ก็ทิ้งให้เคลื่อนอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีผู้เรียกตาม…”
ภาพ : ภาพถ่ายเก่าพระนครคีรี ถ่ายจากยอดพระราชวัง มองเห็นยอดพระธาตุจอมเพชร และยอดวัดพระแก้วน้อย
ชื่อเรื่อง มูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ผู้แต่ง พระยาศรีสุนทรโวหารประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ภาษาเลขหมู่ 495.918 ศ276มสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2508ลักษณะวัสดุ 352 หน้าหัวเรื่อง ภาษาไทย -- แบบเรียน ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกมูลบทบรรพกิจ วาหนิติ์นิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ พิศาลการันต์ ว่าด้วยวิธีใช้ตัวอักษรพยัญชนะเสียงสูงต่ำ การผัน การประสมอักษร และตัวสะกดการรันต์ เฉพาะมูลบทบรรพกิจ สันนิษฐานว่า จะได้เค้ามาจากหนังสือจินดามณี
อู่ฝู : ค้างคาว ๕ ตัว กับความสุข ๕ ประการ
ภาพสัญลักษณ์มงคลมีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมจีนมาช้านาน เราสามารถพบเห็นภาพสัญลักษณ์มงคลเหล่านี้ได้ บนเสื้อผ้า อาวุธ ข้าวของเครื่องใช้ งานศิลปกรรม หรือแม้แต่เครื่องถ้วย สัญลักษณ์มงคลจีนมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ดอกไม้ หรือตัวอักษรจีนที่มีความหมายเป็นมงคล เป็นต้น โดยสัตว์ชนิดหนึ่งที่มักพบในสัญลักษณ์มงคลจีน คือ "ค้างคาว"
"ค้างคาว" หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า "เปียนฝู" (蝙蝠) เป็นหนึ่งในสัตว์มงคลที่มักจะพบอยู่บนข้าวของเครื่องใช้เสมอ เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีมีสุข เนื่องจากอักษร ฝู ในคำเรียกค้างคาวนั้นไปพ้องเสียงกับอักษร "ฝู" (福) ที่แปลว่า โชคดี รวมถึงพ้องเสียงกับชื่อเทพเจ้า "ฝู" หนึ่งในสามเทพเจ้าแห่งดวงดาวในลัทธิเต๋า "ฝู ลู่ โซ่ว" (福禄寿, ภาษาแต้จิ๋ว : ฮก ลก ซิ่ว) นอกจากนี้ ค้างคาวยังปรากฏอยู่ในตำนานอื่น ๆ ของจีนอีกด้วย เช่น ชาวจีนเชื่อว่าค้างคาวมีอายุยืนยาวมากเพราะดื่มกินแต่น้ำบริสุทธิ์จากในถ้ำเท่านั้น หรือเชื่อว่าหากได้กินค้างคาวสีขาวก็จะมีอายุยืนยาว
การสร้างภาพมงคลรูปค้างคาวมีหลายแบบ แต่ละแบบก็ให้ความหมายที่แตกต่างกันไป อาทิ ค้างคาวตัวเดียว หมายถึง ความโชคดี ค้างคาวสองตัว หมายถึง ความโชคดีทวีคูณ นอกจากนี้ ค้างคาวยังถูกใช้เป็นรูปแทนเทพเจ้าฝูในฝู ลู่ โซ่วด้วย ทว่ารูปแบบหนึ่งที่พบบ่อย คือ การทำรูปค้างคาวห้าตัวซึ่งเป็นตัวแทนของ "อู่ฝู" (五福) หรือความสุขห้าประการ คำสอนสำคัญที่ปรากฏอยู่ใน "คัมภีร์ซ่างซู" (尚书) ของลัทธิขงจื๊อ กล่าวถึงความสุขอันแท้จริงของมนุษย์ที่พึงได้รับ ประกอบด้วย
๑. ฉางโซ่ว (长寿) หมายถึง มีอายุอันยืนยาว
๒. ฟู่กุ้ย (富贵) หมายถึง มั่งคั่งร่ำรวย
๓. คังหนิง (康宁) หมายถึง สุขภาพดีปราศจากโรคภัย
๔. เห่าเต๋อ (好得) หมายถึง คุณธรรมอันประเสริฐ
๕. ซ่านจง (善终) หมายถึง การตายอย่างสงบสุข
รูปค้างคาวแต่ละตัวจึงหมายถึงความสุขแต่ละประการข้างต้นนั่นเอง และในบางครั้งจะพบว่ามีการนำอู่ฝูมาประกอบร่วมกับสัญลักษณ์มงคลอื่น ๆ เช่น ลูกท้อ ผักกาด หรือประกอบตัวอักษรจีนประดิษฐ์ เช่น "ซวงสี่" (囍, มงคลคู่, ภาษาแต้จิ๋ว : ซังฮี้) เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองมีความเป็นสิริมงคลและได้รับโชคดี และยังสะท้อนภาพคติความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวจีนที่สืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จทวีปยุโรป พ.ศ. 2434. พระนคร : กรมศิลปากร, 2511. กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปทวีปยุโรป เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชทูตพิเศษ เสด็จไปเยี่ยมตอบแกรนด์ดุ๊ก ซาเรวิช รัชทายาทประเทศรุสเซีย โปรดให้เสด็จไปยังราชสำนักยุโรป รวม ๘ ประเทศ คือ ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เยอรมนี รุสเซีย ตุรกี กรีซ และอิตาลี
จารึกวัดจงกอ เป็น จารึกหินทราย สลักด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร ข้อความกล่าวถึง ธุลีพระบาทกมรเตงกำตวนอัญศรีชยวีรวรมันเทวะ (พระเจ้าชัยวีรวรมัน) มีพระบรมราชโองการ ให้ดำเนินการรังวัดและปักเขตที่ดิน เพื่อกัลปนาพร้อมด้วยข้าทาส ถวายแด่ #กมรเตงชคตวิมาย ระบุ มหาศักราช 930 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 1551 ซึ่งนับเป็นจารึกที่เอ่ยถึง “วิมายฺ” หรือ “พิมาย” ที่เก่าแก่ที่พบอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากเป็นจารึกที่เอ่ยถึง “วิมายฺ” ที่เก่าที่สุดแล้ว จารึกวัดจงกอ ยังกล่าวถึง บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์กัมพูชา อย่าง พระเจ้าชัยวีรวรมัน ซึ่งมีอายุร่วมสมัยกับพระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 จากข้อความบนจารึกวัดจงกอเเละจารึกที่กล่าวถึงพระเจ้าชัยวีรวรมันจึงสันนิษฐานว่า พระองค์ทรงถูกแย่งชิงราชสมบัติ โดย พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1
ภายหลังได้โยกย้าย มาตั้งถิ่นฐาน ใกล้กับเมืองพิมาย โดยประเด็นนี้ เป็น 1 ใน 3 ประเด็น ที่จารึกวัดจงกอ ช่วยเราสืบสาวราวเรื่อง ที่เกี่ยวกับ พระเจ้าชัยวีรวรมัน ได้เป็นอย่างดี ..
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ. 27/6ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 42 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.4 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
พระพุทธรูปนาคปรก
ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕
จากวัดประดู่ทรงธรรม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ประติมากรรมพระพุทธเจ้า ประทับขัดสมาธิราบ แสดงปางสมาธิ มีพุทธลักษณะคือ อุษณีษะทรงกรวย เม็ดพระศกใหญ่ พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงต่อกันเป็นปีกกา พระเนตรโปนเหลือบต่ำ พระนาสิกใหญ่ (ส่วนปลายพระนาสิกชำรุดหักหายไป) พระโอษฐ์หนา แย้มพระสรวล พระวรกายครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน มีลักษณะเป็นชายผ้าพับซ้อนทับกัน ประทับเหนือขนดนาค พระปฤษฎางค์มีพังพานนาค ๗ เศียร ปรกพระเศียร ขนาบข้างด้วยรูปสถูปและมีภาพคนแคระรองรับอยู่ใต้สถูป กึ่งกลางฐานล่างสุดเป็นรูปหน้าสิงห์
ประติมากรรมชิ้นนี้สัมพันธ์กับพุทธประวัติภายหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้หกสัปดาห์ เสด็จประทับเข้าสมาบัติเสวยวิมุติสุขใต้ต้นจิก ขณะนั้นเกิดฝนตกนาน ๗ วัน นาคตนหนึ่งนามว่า มุจลินทนาคราช ซึ่งอาศัยอยู่ ณ สระโบกขรณีใกล้ๆ กับที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ได้เลื้อยขึ้นมาจากสระและแผ่พังพานปกคลุมพระพุทธเจ้า ตามข้อความใน ปฐมสมโพธิกถา ระบุตอนนี้ไว้ว่า
“...ผิฉะนั้นอาตมาจะกระทำซึ่งกายป้องกันเสียซึ่งมูลมลทินอย่าให้ถูกต้องพระกรัชกาย* จึงขดเข้าซึ่งขนดกายเป็น ๗ รอบแวดวงองค์พระศาสดาจารย์ แล้วก็แผ่พังพานอันใหญ่ป้องปกเบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์** หวังประโยชน์จะมิให้เย็นและร้อนถูกต้องลมแดด แลฝนเหลือบยุงและสรรพสัปปชาติ ๆ ต่างๆ มาสัมผัสพระกรัชกาย”
เมื่อผ่านพ้นไป ๗ วัน ฝนจึงหยุดตก มุจลินทนาคราชได้คลายขนดนาคและแปลงกายเป็นมนุษย์มาอยู่เบื้องหน้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงออกจากสมาบัติทรงเปล่งคาถาว่า สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺสฯ ซึ่งมีอรรถาธิบายความว่า “บุคคลอันเห็นมรรคผลวิมุติธรรมปรากฏแล้ว ก็ยินดีในอุปธิวิเวกเป็นเอกอุดมสุขในโลก เว้นจากอาโภคพยาบาทสำรวมในการุญภาพทั่วไปในนิกรสัตว์ทั้งปวง”
นอกจากนี้รูปแบบของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีส่วนที่น่าสนใจ คือรูปสลักสถูปทรงหม้อน้ำทั้งสองข้าง ลักษณะสำคัญคือส่วนกลางของสถูปมีลักษณะเป็นทรงหม้อก้นกลมมีฐานรองรับ ส่วนยอดด้านบนมีฉัตรซ้อนหลายชั้น ลักษณะดังกล่าวน่าจะเป็นตัวอย่างของเจดีย์รูปแบบหนึ่งในสมัยทวารวดี (ปัจจุบันเจดีย์สมัยทวารวดีหลายแห่งเหลือเพียงส่วนฐานเท่านั้น)
พระพุทธรูปองค์นี้อัญเชิญมาจากวัดประดู่ทรงธรรม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์โปรดว่าเป็นประติมากรรมที่งามองค์หนึ่ง ดังข้อความในจดหมายของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ถึงอำมาตย์ตรี พระสมัครสโมสร มหาดไทยมณฑลอยุธยา ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า
“...ด้วยพระพุทธรูปสมัยทวารวดีนาคปรกจำหลักในแผ่นศิลาคล้ายใบเสมา มีรูปสถูป ๒ ข้าง ใต้ขนดนาคเปนหน้าสิงห์ ๒ ข้างหน้าสิงห์มีรูปเทวดายกมือรองสถูป อยู่ที่วัดประดู่โรงธรรมซึ่งผมได้ขึ้นมาตรวจเมื่อ ๒-๓ วันนี้นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา ตรัสว่าเปนของดี สมควรจะเชิญเอาลงไปรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ผมจึงได้จดหมายฉบับนี้มาเรียนคุณพระขอให้ช่วยจัดการเอาใส่หีบส่งลงไปทางรถไฟ...”
*กรัชกาย หมายถึง ร่างกาย
**อุตมังคสิโรตม์ หมายถึง ศีรษะ (พระเศียร)
อ้างอิง
ปรมานุชิตชิโนรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระ. ปฐมสมโพธิกถา. กรุงเทพฯ: กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๓๐. (รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐).
.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมยุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๔)ศธ ๒.๑.๑/๒๕๙. เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ กรมศิลปากร เรื่อง ขอให้ช่วยส่งพระพุทธรูปนาคปรกสมัยทวารวดี ซึ่งอยู่ที่วัดประดู่โรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (๒๗ ธ.ค. - ๖ ม.ค. ๒๔๗๔).