ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,299 รายการ

          อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ขอเชิญสรงน้ำพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา เสริมสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปีพุทธศักราช ๒๕๖๖ ระหว่างวันที่ ๑๒ - ๑๗ เมษายน ๒๕๖๖ ณ ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย -----------------------------------------           พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา พระพุทธเจ้าสูงสุดทางการแพทย์และโอสถในศาสนาพุทธลัทธิมหายาน พระนามหมายถึง บรมครูแห่งโอสถ (รักษาโรค) ผู้มีรัศมีดุจไพฑูรย์ (มณีสีน้ำเงิน)


ชื่อเรื่อง                         สํยุตฺตนิกายกถา (สํยุตฺตนิกาย)ลบ.บ.                            35/2หมวดหมู่                       พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                  54 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง                         พระไตรปิฎก                                                                         บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องรัก ไม้ประกับธรรมดา


         แบบศิลปะ / สมัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๑๘ – ๒๐          วัสดุ (ชนิด) สำริด          ขนาด ตักกว้าง ๙๕ เซนติเมตร สูง ๑๑๔ เซนติเมตร          ประวัติความเป็นมา พระธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรวิหาร อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ให้ยืมจัดแสดง          ความสำคัญ ลักษณะและสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ           พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานหน้ากระดานเตี้ย รูปแบบศิลปกรรมเป็นพระพุทธรูปล้านนาที่เรียกว่า พระพุทธรูปแบบสิงห์ คือ มีพระพักตร์กลม พระเนตรเหลือบต่ำ พระขนงโก่งโค้งไม่ติดกัน พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์แย้ม พระหนุเป็นปมขนาดใหญ่ ขมวดพระเกศาใหญ่ พระรัศมีทำด้วยไม้สามารถถอดแยกออกจากส่วนพระเศียรได้ พระวรกายอวบอ้วน พระอังสากว้าง พระอุระนูน ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ปลายหยักคล้ายเขี้ยวตะขาบ พระหัตถ์ขวาวางเหนือพระชานุ ปลายนิ้วพระหัตถ์ยาวไม่เท่ากัน  พระพุทธรูปปางมารวิชัยมีร่องรอยของสลัก (แซว่) เชื่อมต่อระหว่างส่วนพระเศียรกับพระวรกายเข้าด้วยกัน เทคนิคการปั้นหล่อนี้ปรากฏหลักฐานในชินกาลมาลีปกรณ์ว่าพระพุทธรูปที่พระเจ้าติโลกราชโปรดฯ ให้หล่อขึ้นเพื่อประดิษฐานในวัดบุปผารามในพุทธศักราช ๒๐๔๘ มีที่ต่อถึง ๘ แห่ง  อย่างไรก็ดีเทคนิคที่ปรากฏอยู่ในชินกาลมาลีปกรณ์อาจเป็นที่นิยมทำแพร่หลายอยู่ในล้านนามาก่อนก็เป็นได้  


องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “น้ำตกตรอกนอง” น้ำตกตรอกนอง ตั้งอยู่ที่ตำบลตรอกนอง อำเภอขลุง การเดินทางใช้เส้นทางแยกเข้าน้ำตกพลิ้วไปทางจังหวัดตราด ถึงสี่แยกเข้าอำเภอขลุง แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสาย ขลุง-มะขามอีก 10 กิโลเมตร ถึงตลาดตรอกนอง เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามทางเข้าสู่น้ำตกตรอกนองอีก 2 กิโลเมตร ถึงบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ พล.1 .(ตรอกนอง) ต่อจากนั้นเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ก็จะถึงน้ำตก น้ำตกตรอกนอง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธร... ดูเพิ่มเติม



           อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ร่วมกับ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย กำหนดจัดโครงการเสวนาวิชาการ เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย และทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา” เนื่องในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย นครราชสีมา ประจำปี 2566 และงานฉลอง 555 ปี เมืองนครราชสีมา ในวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00 น. ณ อุดรโคปุระ (โคปุระด้านทิศเหนือ) ปราสาทพิมาย อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำเสนอและเผยแพร่องค์ความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปราสาทพิมายและข้อมูลใหม่จากการปฏิบัติงานโบราณสถานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา             พบกับการเสวนา เรื่อง “อัตลักษณ์ทับหลังปราสาทพิมาย" ร่วมเสวนาโดย นายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย  นางสาวอทิตยา ถิระโชติ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ และนางสาวนัยนา มั่นปาน ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย และการบรรยายพิเศษ เรื่อง "ทับหลังพบใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา ณ ปราสาทบ้านบุใหญ่” วิทยากรโดย นายธันยธรณ์ วรรณโพธิ์พร นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา             ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) รับจำนวนจำกัดเพียง 40 ท่าน ลงทะเบียนได้ ที่นี่  (*ไม่มีถ่ายทอด Live สด แต่จะมีการบันทึกเทปให้ชมภายหลัง*) สอบถามเพิ่มเติมหรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟสบุ๊ก เพจ : อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย Phimai Historical Park  / สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร / Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย  ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนที่เข้าร่วมฟังภายในงาน จำนวน 40 ท่าน จะได้รับเอกสารประกอบการเสวนาทางวิชาการด้วย


วันกองทัพเรือ 20 พฤศจิกายน วันกองทัพเรือ (Royal Thai Navy Day) เป็นวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2443 ทางราชการทหารเรือได้ถือเอาวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ เป็นวันที่ระลึกของกองทัพเรือตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ในสมัยโบราณยังมิได้มีการแบ่งแยกกำลังรบทางเรือออกจากทางบก จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเริ่มมีการแบ่งแยกกำลังรบทางเรือออกจากทางบก เมื่อครั้งเริ่มแรกตั้งกรมทหารเรือนั้น กิจการทหารเรือบางอย่างยังขาดบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญ จึงมีความจำเป็นต้องจ้างชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการตามตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ อาทิ ผู้บังคับการเรือ และผู้บัญชาการป้อมต่างๆ ต่อมาภายหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า กิจการของทหารเรือเท่าที่อาศัยชาวต่างประเทศเข้ามาประจำตำแหน่งหน้าที่ต่างๆในเรือรบและตามป้อมนั้น ไม่สู้มีหวังในการรักษาความมั่นคงและความเป็นเอกราชของประเทศ ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดการศึกษาแก่ทหารเรือไทย ให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะรับตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ในเรือแทนชาวต่างชาติที่จ้างไว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระราชโอรส เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการทหารเรือที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2436 ทรงสำเร็จการศึกษากลับมารับราชการในปี พ.ศ. 2443 ทรงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากรมทหารเรือให้เจริญก้าวหน้าทั้งด้านบุคลากรและวัตถุตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภายหลังจากที่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารเรือ และกลับมารับราชการในกรมทหารเรือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมทหารเรือ จัดการฝึกสอนวิชาการทหารเรือขึ้น โดยเริ่มตั้งโรงเรียนขึ้นครั้งแรกที่บริเวณอู่หลวงใต้วัดระฆัง ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ สำหรับอบรมนายทหารชั้นประทวน หรือฝ่ายช่างกลและปากเรือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2434 ได้ตั้งโรงเรียนนายสิบขึ้น และในปี พ.ศ. 2440 ได้จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารเรือขึ้นอีกโรงเรียนหนึ่ง จนถึงปี พ.ศ. 2442 ได้จัดตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้น สถานที่ตั้งโรงเรียนนายเรือครั้งแรก อยู่ที่นันทอุทยาน (สวนอนันต์) มีนาวาโท ไซเดอลิน (Seidelin) เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายเรือคนแรก ในปี พ.ศ. 2443 เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมจักรพรรดิพงศ์ สิ้นพระชนม์ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นที่ประทับได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทาน พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ให้เป็นสถานที่ตั้งโรงเรียนนายเรือ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 เป็นต้นมา และได้เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 กับได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาในสมุดเยี่ยมของโรงเรียน ความว่า ”วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๕ เราจุฬาลงกรณ์ ปร. ได้มาเปิดโรงเรียนนี้ มีความปลื้มใจ ซึ่งได้เห็นการทหารเรือ มีรากหยั่งลงแล้ว จะเป็นที่มั่นสืบไปในภายน่า”


         พระพิมพ์อัษฏมหาโพธิ์สัตว์          ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ - ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว)          พบที่เขาขรม อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อ ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙)          ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          พระพิมพ์ดินดิบ ทรงรีคล้ายหยดน้ำ ขนาดกว้าง ๘.๕ เซนติเมตร สูง ๑๒ เซนติเมตร กึ่งกลางเป็นรูปพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิเพชร (วัชราสนะ) แสดงปางปฐมเทศนา (ธรรมจักรมุทรา) ประทับภายในซุ้ม ล้อมรอบด้วยพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่แปดองค์ ล้อมรอบมณฑลอยู่ทั้งแปดทิศ ประกอบด้วย พระไมเตรยะ (พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตา) พระอวโลกิเตศวร (พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา) พระสมันตภัทร (พระโพธิสัตว์แห่งการอธิษฐานขอพร) พระวัชรปาณี (พระโพธิสัตว์แห่งพละกำลัง) พระมัญชุศรี (พระโพธิ์สัตว์แห่งปัญญา) พระสรรวนีวรณวิษกัมภีนะ (พระโพธิสัตว์แห่งการขจัดอุปสรรค) พระกษิติครรภ์ (พระโพธิสัตว์แห่งสินในดิน หรือมหาปรณิธาน )และพระอากาศครรภ์ (พระโพธิสัตว์แห่งการชำระบาป หรือมหาสมาธิ)           การนับถือพระโพธิสัตว์ทั้งแปดองค์ปรากฏอยู่ในคัมภีร์สังเคราะห์ (ธรรมสังครหะ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานสกุลวัชรยาน ซึ่งเชื่อว่าพระโพธิสัตว์นั้นมีอยู่มากมายเปรียบดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา           พระพิมพ์ดินดิบชิ้นนี้เป็นหนึ่งในพระพิมพ์จำนวน ๑๗ ชิ้นที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ต่อมาพระองค์ได้มีลายพระหัตถ์พระราชทานเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ มอบพระพิมพ์ทั้ง ๑๗ ชิ้นเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถาน ดังข้อความในลายพระหัตถ์ที่ ๙๘/๑๐๓๘ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ร.ศ. ๑๒๕ ความว่า           “พระพิมพ์ที่ได้จากถ้ำเขาขรม แขวงอำเภอลำพูน เมืองไชยา ซึ่งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงดำรงราชานุภาพส่งมาทูลเกล้าถวาย มาให้เจ้าคุณสำหรับเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถาน ได้ส่งมาพร้อมกับจดหมายนี้แล้ว”      อ้างอิง กรมศิลปากร. พระพิมพ์ : พระเครื่องเมืองไทย. นครปฐม: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๔. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. ร.๕ ศ.๑๓/๔๑. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ ๕ กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง พระพิมพ์เมืองไชยา (๑๑-๑๗ ตุลาคม ๑๒๕).



องค์ความรู้ เรื่อง ข้าวแช่: สำรับอาหารคู่หน้าร้อน โดย นายชญานิน นุ้ยสินธุ์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มจารีตประเพณี สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร




***รายการบรรณานุกรม*** หนังสือหายาก กรมศิลปากร.  ละคอนพันทาง เรื่อง พญาผานอง.  พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๑.


***บรรณานุกรม*** พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว โคลนติดล้อ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายจรัล บุณย์เพิ่ม ณ เมรุวัดสุวรรณคีรี (ขี้เหล็ก) เขตบางกอกน้อย วันที่ 22 ธันวาคม พุทธศักราช 2527 กรุงเทพฯ ห.จ.ก.อรุณการพิมพ์ 2517



เรา - เหล่าราบ 21: We - Infantry  21  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 45           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 45 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช ๒๕๑๙ เพลงนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีพระราชเสาวนีย์ให้ พันตำรวจโทวัลลภ จันทร์แสงศรี (ขณะมียศเป็นร้อยตำรวจโท) แต่งเนื้อเพลงให้แก่กรมทหารราบ 21 แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชนิพนธ์ ทำนองเพลง พระราชทาน นับเป็น เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 ที่ทรงจากคำร้อง   Royal Composition Number 45           The forty-fifth royal musical composition was written in 1976. It started with Her Majesty the Queen's suggestion to Police Lieutenant Colonel Vallop Chansaengsri (then First Lieutenant) to write the lyrics for the Infantry Regiment 21 to be presented to His Majesty the King, who duly wrote the melody to the lyrics. It was the third royal composition written to the lyrics.


Messenger