ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,557 รายการ

          ชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งอยู่บนคาบสมุทรมาลายู บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทร คือเป็นพื้นดินแคบ ๆ ทอดตัวออกไปในแนวเหนือใต้ โดยมีทะเลขนาบทั้งสองฝั่ง ฝั่งตะวันตกคือทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย และฝั่งตะวันออกคือทะเลอ่าวไทยและทะเลจีนใต้ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการค้นพบร่องรอยวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ เช่นแหล่งโบราณคดี ถ้ำหลังโรงเรียน จังหวัดกระบี่ ที่สามารถกำหนดอายุได้ถึง ๔๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ( สุรพล นาถะพินธุ ๒๕๕๐ : ๒๔ ) จนเข้าสู่สมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ด้วยชายฝั่งทะเลอันดามันตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นชัยภูมิสำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลจึงมีปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายกันระหว่างชาติตะวันออกอย่างประเทศจีน กับชาติตะวันตกอย่างประเทศอินเดีย และอาหรับ-เปอร์เชีย มีความเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ – ๑๔ โดยมีข้อสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าบริเวณชายฝั่งอันดามันอาจจะเป็นที่ตั้งของเมือง “เกอหลัว/ตักโกลา” ตามที่มีปรากฏในหลักฐานเอกสารโบราณ ( อมราศีสุชาติ ๒๕๕๗ : ๑๑๕ ) จากการเข้ามาติดต่อค้าขายของอินเดีย ทำให้พบหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่นจารึกภาษาทมิฬ อักษรปัลลวะ เทวรูปพระวิษณุ และหลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงถึงการเข้ามาของกลุ่มคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในไวษณพนิกาย           ไวษณพนิกาย คือนิกายหนึ่งของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการนับถือพระวิษณุเป็นเทพเจ้าสูงสุด แพร่หลายในอินเดียตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๕ – ๖ เน้นความภักดีด้วยวิธีง่าย ๆ ไม่ผ่านพิธีกรรมบูชายัญ ( จีราวรรณ แสงเพ็ชร์ ๒๕๖๑ : ๗๒) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถพบเทวรูปพระวิษณุได้ตามเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ในประเทศไทยพบหลักฐานเทวรูปรุ่นเก่าพระวิษณุสี่กร ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ – ๑๐ จากวัดศาลาทึง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศิลปะอินเดียเก่าก่อนสมัยคุปตะ แต่มีลักษณ์พื้นเมืองเด่นชัดยิ่งกว่าสุนทรียภาพของต้นแบบ เทวรูปพระวิษณุองค์นี้ยังถือเป็นเทวรูปฮินดูรูปแบบศิลปะอินเดียใต้ ที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในประเทศไทย ( สันติ เล็กสุขุม ๒๕๕๔ : ๔๖ ) และอาจเก่าถึงช่วงศิลปะมธุราตอนปลาย และศิลปะอมราวดี ซึ่งมีความเจริญในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๗ – ๙ ( จีราวรรณ แสงเพ็ชร์ ๒๕๖๑ : ๗๓ )           จากการศึกษาของ ดร.จิราวรรณ แสงเพ็ชร์ ปี ๒๕๖๑ ในหัวข้อ “พระวิษณุจากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศิลปะในประเทศไทย ช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙” สามารถจัดจำแนกความสัมพันธ์ระหว่างพระวิษณุในประเทศไทยกับพระวิษณุในศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ออกเป็น ๕ รูปแบบด้วยกัน ในส่วนของพระวิษณุที่พบบนฝั่งทะเลอันดามัน สามารถแบ่งได้สองรูปแบบ คือรูปแบบแรกเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะหลังคุปตะสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๔ ผสมผสานกับลักษณะท้องถิ่น ในรูปแบบนี้พระวิษณุจะสวมกิรีฏมกุฎเรียบไม่มีลาย นุ่งผ้าโธตียาว ไม่คาดเข็มขัดผ้ากฏิสูตร รวมทั้งการจำหลักกล้ามที่เหมือนจริงตามหลักกายวิภาค แสดงให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่นตัวอย่างเช่น พระวิษณุ จากเขาพระเหนอ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ รูปแบบที่สองเป็นรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสมัยราชวงศ์ปัลลวะตอนปลาย ถึงสมัยต้นของราชวงศ์โจฬะ หรือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ ในรูปแบบนี้พระวิษณุจะสวมกิรีฏมกุฎทรงสูงจำหลักลวดลาย เป็นประติมากรรมนูนสูงขนาดใหญ่ พระหัตถ์ขวาล่างแสดงปางประทานอภัย พระหัตถ์ซ้ายล่างจับที่พระโสณี(สะโพก) ทรงถืออาวุธในพระหัตถ์ขวาบนและซ้ายบน คือจักรและสังข์ นุ่งผ้าโธตียาว คาดกฏิสูตรและเข็มขัด ที่มีการตกแต่งอย่างประณีต ตัวอย่างเช่น พระวิษณุจากเขาพระนารายณ์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ปัจจุบัน จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งลักษณะประติมานดังกล่าวเป็นไปตามหลักของคัมภีร์ ศิลปศาสตร์ภาษาสันสกฤตของอินเดียใต้ ได้แก่คัมภีร์อังศุมัทเภทาคม และคัมภีร์สุประเภทาคม ( เชษฐ์ ติงสัญชลี ๒๕๕๙ : ๖๓ ) ซึ่งต่อมาได้มีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะแบบอินเดียเหนือ คือศิลปะปาละตอนต้น ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ จนกลายเป็นเอกลักษณะเฉพาะของศิลปะชวาภาคกลาง และอาจเป็นไปได้ที่จะตรงกับประติมากรรมในศิลปะศรีวิชัยทางภาคใต้ของประเทศไทย ( เชษฐ์ ติงสัญชลี ๒๕๕๘ : ๑๘๙ )           พระวิษณุจากเขาพระนารายณ์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา จึงเป็นพระวิษณุในรูปแบบ ศิลปะอินเดียใต้ ปัลลวะ-โจฬะ ที่ค่อนข้างมีความสำคัญที่พบบนฝั่งทะเลอันดามัน และพบเพียงองค์เดียว ในประเทศไทย ที่อาจบอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในช่วงเวลาดังกล่าว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ ได้จัดให้มีการเสวนา ทางวิชาการเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในหัวข้อ “พระวิษณุกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บนฝั่งทะเลอันดามัน”  โดยมุ่งเน้นให้มีการเสวนาในเรืองหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ประวัติศาสตร์-ศิลปะ ของพระวิษณุช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๗ บนคาบสมุทรมาลายู และฝั่งทะเลอันดามัน เพื่ออธิบายความสำคัญของเมืองท่าโบราณบนฝั่งทะเลอันดามัน รวมไปถึงรูปแบบทางประติมานวิทยาของพระวิษณุ จากเขาพระนารายณ์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ตามคัมภีร์ศิลปศาสตร์ภาษาสันสกฤต การรับและส่งต่ออิทธิพลต่อรูปแบบศิลปะอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคติการบูชาพระวิษณุจากอินเดียสู่คาบสมุทรมาลายู เพื่อเป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ บนฝั่งทะเลอันดามัน และคาบสมุทรมาลายูต่อไป-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง


เลขทะเบียน : นพ.บ.141/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  50 หน้า ; 4.5 x 50.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 84 (334-339) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : ปุณฺณปทสังคหะ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง              หม่อมเจ้าวงศนิชร  เทวกุล ชื่อเรื่อง               ลำดับราชสกุล  เทวกุล  รวมทั้งราชสกุลและสกุลอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง ครั้งที่พิมพ์         พิมพ์ครั้งแรก สถานที่พิมพ์      พระนคร   สำนักพิมพ์         โรงพิมพ์ตีรณสาร ปีที่พิมพ์            2513      จำนวนหน้า       72    หมายเหตุ               พิม์ในงานพระราชพระราชทานเพลิงศพพลตรี หม่อมเจ้าปรีดีเทพย์พงษ์  เทวกุล                                                   ลำดับราชสกุลเล่มนี้เป็นชุดที่ทำการรวบรวมรายพระนามและนามสมาชิกในราชสกุลเทวกุล             รวบรวมจากหลักฐานหลายเล่มประกอบด้วยฉบับที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการทรงบันทึกไว้ฉบับที่พลตรีหม่อมเจ้าปรีดิแทพย์พงษ์  เทวกุลจัดทำ ฉบับนที่โอรสและธิดาของหม่อมใหญ่เทวกุล ณ อยุธยาทรงรวบรวมตอนต้นนำเสนอประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ  องค์ต้นราชสกุลเทวกุล


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.10/1-5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)




    แผ่นอิฐเขียนสีรูปเจดีย์ทรงหม้อน้ำ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง แผ่นอิฐทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ยาว ๓๓ เซนติเมตร หนา ๗ เซนติเมตร อิฐเนื้อละเอียด ผิวด้านหน้าและด้านข้างขัดมัน เห็นร่องรอยแกลบข้าวในเนื้ออิฐ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอิฐในสมัยทวารวดี ส่วนล่างมุมด้านซ้ายหักหายไป ด้านหลังและด้านข้างของอิฐมีร่องรอยปูนติดอยู่      อิฐแผ่นนี้ผลิตขึ้นด้วยความประณีตแตกต่างจากอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างทั่วไป โดยมีการตกแต่งพื้นผิวด้านหน้าด้วยการเขียนภาพเจดีย์ทรงหม้อน้ำตามแนวตั้งของอิฐด้วยสีดำและสีขาว ภาพเจดีย์มีองค์ระฆังกลมคล้ายหม้อน้ำ ส่วนยอดเป็นทรงกรวยตกแต่งด้วยใบฉัตร ซึ่งเป็นลักษณะเจดีย์ที่พบทั่วไปตามเมืองโบราณสมัยทวารวดี ทั้งส่วนยอดเจดีย์ศิลาและปูนปั้น เจดีย์สำริดจำลอง รูปสลักบนใบเสมาและพระพิมพ์ สามารถกำหนดอายุอยู่ในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ (ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว)     ภาพเจดีย์ทรงหม้อน้ำที่เขียนลงบนแผ่นอิฐนี้ น่าจะหมายถึงสัญลักษณ์มงคล ได้แก่ “กลศ” หรือ “ปูรณฆฏะ” เพื่อสื่อถึงความอุดสมสมบูรณ์และความเป็นศูนย์กลางจักรวาล จึงสันนิษฐานว่าอิฐแผ่นนี้ทำหน้าที่เป็นอิฐฤกษ์ ใช้ในการประกอบพิธีกรรมเมื่อเริ่มก่อสร้างศาสนสถาน เพื่อให้พื้นที่เกิดความเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ คติการวางฤกษ์ปรากฏในอินเดียและส่งอิทธิพลให้สมัยทวารวดี ปรากฏหลักฐานการวางฤกษ์ที่โบราณสถานในเมืองโบราณสมัยทวารวดีหลายแห่ง เช่น โบราณสถานที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม โบราณสถานที่บ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี และเจดีย์หมายเลข ๑ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น      นอกจากแผ่นอิฐเขียนสีรูปเจดีย์ทรงหม้อน้ำแผ่นนี้แล้ว ยังพบอิฐฤกษ์รูปแบบอื่น ๆ ที่มีเนื้อละเอียด ผิวขัดมัน ผลิตด้วยความประณีต มีการตกแต่งผิวหน้าอิฐด้วยการปิดทองคำเปลว การเขียนรูปลายเรขาคณิตหรือลวดลายมงคลอื่นๆ ด้วยสีแดง ขาว และดำ รวมถึงการจำหลักอิฐเป็นภาพนูนสูงลายเรขาคณิตและลวดลายอื่นๆ ด้วย    เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. นิตยา กนกมงคล. “สถูปทรงหม้อน้ำ ศิลปะทวารวดีที่พบในเขตภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัย ศิลปากร, ๒๕๔๗. วิภาดา  อ่อนวิมล. “อิฐมีลวดลายในสมัยทวารวดี”. เอกสารการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชาโบราณคดี  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.


     พระพุทธรูปปางมารวิชัย      ศิลปะสุโขทัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว      สำริด       สูงพร้อมฐาน ๑๐๐ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๗๕ เซนติเมตร      เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  รับมาจากกรมคลัง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๒      พระพุทธรูปปางมารวิชัย  ประทับนั่งขัดสมาธิบนฐานเรียบ พระพักตร์รูปไข่  พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่งงุ้ม  ขมวดพระเกศาเป็นรูปก้นหอยขนาดใหญ่ พระรัศมีเป็นเปลว  พระอังสากว้าง  บั้นพระองค์เล็ก  ครองจีวรห่มเฉียง  ชายจีวรยาวจรดพระนาภีปลายเป็นรูปเขี้ยวตะขาบ        ฐานด้านหน้ามีจารึกอักษรสุโขทัย ภาษาไทย ความว่า “พระพุทธรูปองค์นี้ ทิดไสหง นางแก้ว เป็นผู้สร้าง” แต่ไม่ระบุปีที่สร้าง  ลักษณะพระพุทธรูปสามารถเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยที่พระระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจารึกที่ฐานว่าสร้างในพ.ศ. ๑๙๖๕ แล้ว จึงสันนิษฐานว่า  พระพุทธรูปองค์นี้คงสร้างขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน      ปัจจุบันพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์นี้จัดแสดงในห้องประวัติศาสตร์และโบราณคดีสุโขทัย  อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 






          กรมศิลปากร โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ จัดนิทรรศการตู้ลายทอง และนิทรรศการเหรียญที่ระลึกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ถนนหน้าพระธาตุ หอสมุดแห่งชาติ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และส่งเสริมให้ตระหนักถึงคุณค่าในการอนุรักษ์ เผยแพร่ ภูมิปัญญางานช่างไทย รวมถึงศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองจากเหรียญที่ระลึกอันเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีต          ตู้ลายรดน้ำที่จัดแสดงอยู่ภายในอาคารถาวรวัตถุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสำหรับใช้เป็นตู้ใส่หนังสือในหอพระสมุด ด้วยมีพระราชดำริว่าตู้เหล่านี้เป็นฝีมือช่างไทยสมัยโบราณที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างประณีตงดงาม ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาสืบมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ควรค่าที่จะเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหาย อีกทั้งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาวิชาช่างสืบไป ปัจจุบันตู้ลายทองดังกล่าวเก็บรักษาอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติ (เทเวศร์) โดยได้นำบางส่วนมาจัดแสดง ณ อาคารถาวรวัตถุ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงให้เห็นบรรยากาศเมื่อครั้งที่อาคารแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งหอพระสมุดสำหรับพระนคร          นอกจากนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญสำหรับพระราชทานเนื่องในโอกาสต่างๆ เพื่อเป็นที่ระลึก และเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง อีกทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญราชอิสริยาภรณ์ สำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึกตลอดจนเป็นบำเหน็จความกล้าหาญ บำเหน็จความชอบในราชการ หรือบำเหน็จความชอบในพระองค์พระมหากษัตริย์ นับเป็นหนึ่งในหลักฐานร่วมสมัยที่แสดงให้เห็นเรื่องราวความเป็นไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นอย่างดี          ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการตู้ลายทอง และนิทรรศการเหรียญที่ระลึกในสมัยรัชกาลที่ ๕ ณ อาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ถนนหน้าพระธาตุ หอสมุดแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙. ๐๐ - ๑๖. ๐๐ น. (หยุดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)


          ภาคใต้ของไทยมีการค้นพบเหรียญโบราณที่มีรูปสัญลักษณ์มงคลของอินเดีย ซึ่งสันนิษฐานว่าใช้เป็น “เงินตรา” หรือเป็น “สื่อกลาง” ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนทางการค้าในสมัยโบราณ โดยพบมากบริเวณเมืองท่าและเมืองโบราณสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดีย เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งโบราณคดีคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีทุ่งตึก จังหวัดพังงา          สำหรับเหรียญที่นำมากล่าวถึงในองค์ความรู้ชุดนี้ คือ “เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ” พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔ ลักษณะเป็นเหรียญทรงกลมแบน ทำจากโลหะเงิน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ย ๓ เซนติเมตร พบทั้งเหรียญที่มีสภาพสมบูรณ์ และเหรียญที่มีการตัดแบ่งออกเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ (สองส่วนและสี่ส่วน) ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการตัดแบ่งเหรียญเพื่อให้เป็นหน่วยย่อยในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระอาทิตย์ มีเส้นรอบวงและลายไข่ปลาล้อมรอบ ส่วนด้านหลังของเหรียญเป็นรูปศรีวัตสะ และมีสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลล้อมรอบ ประกอบด้วย ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) สวัสดิกะ พระจันทร์ และพระอาทิตย์          รูปพระอาทิตย์ และศรีวัตสะ เป็นสัญลักษณ์มงคลตามคติความเชื่อของชาวอินเดีย มีการศึกษาพบว่าสัญลักษณ์ที่มักปรากฏบนเหรียญโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ ศรีวัตสะ สังข์ และวัวมีโหนก ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มสัญลักษณ์ของมงคล ๘ ประการ (อัษฏมงคล) และกลุ่มสัญลักษณ์มงคล ๑๐๘ ประการ (อัฏฐุตตรสตะมงคล) ของอินเดีย และเป็นสัญลักษณ์ที่เคยปรากฏมาก่อนบนเหรียญและตราประทับของกษัตริย์อินเดียสมัยราชวงศ์สาตวาหนะ (พุทธศตวรรษที่ ๕ - ๘) สมัยราชวงศ์คุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๑) และสมัยราชวงศ์ปัลลวะ (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๔)          ความหมายของสัญลักษณ์รูป “พระอาทิตย์” (Rising Sun) ที่ปรากฏบนเหรียญ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และความเป็นมงคล ซึ่งการบูชาพระอาทิตย์ในฐานะเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์และพืชพันธ์ธัญญาหารมีมาอย่างยาวนานในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์จะพบมากบนเหรียญประเภทเหรียญตอกลาย (punch-marked coins) ของกษัตริย์อินเดียโบราณ โดยมักปรากฏอยู่ด้านหน้าของเหรียญ ส่วนสัญลักษณ์รูป “ศรีวัตสะ” (Srivatsa) แปลตามรูปศัพท์ว่า “ที่ประทับของศรี” เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศรีหรือลักษมีในรูปคชลักษมีหรืออภิเษกของศรี ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง มีการสันนิษฐานว่ารูปศรีวัตสะที่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น่าจะได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบมาจากรูปศรีวัตสะที่ปรากฏบนเหรียญของกษัตริย์อินเดียราชวงศ์ศาสวาหนะ (ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๔-๘) ต่อมาเมื่อรูปศรีวัตสะมาปรากฏบนเหรียญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งผลิตโดยกษัตริย์ท้องถิ่น จึงมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดรอบศรีวัตสะทำให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น สำหรับสัญลักษณ์ที่ล้อมรอบศรีวัตสะ ได้แก่ ฑมรุ (กลอง ๒ หน้า) มีความหมายสื่อถึงการสร้างโลก และเป็นสัญลักษณ์ที่มักปรากฏอยู่ในพระหัตถ์ของพระศิวะ ส่วนสัญลักษณ์รูปสวัสดิกะ ถือเป็นหนึ่งในอัษฏมงคล ในพระราชพิธีราชาภิเษก          จากการศึกษาพบว่า เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ พบที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชดังกล่าวมานี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหรียญเงินรูปพระอาทิตย์ - ศรีวัตสะที่พบแพร่หลายในเมืองโบราณสมัยทวารวดีเกือบทุกแหล่งในทางภาคกลางของไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐมโบราณ จังหวัดนครปฐม และบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม เมืองไบถาโน เมืองศรีเกษตร และเมืองฮาลิน ประเทศพม่า ส่วนในภาคใต้ของไทยพบเหรียญลักษณะเดียวกันนี้ เช่น แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี          ที่น่าสนใจคือพบว่ามีการค้นพบแม่พิมพ์เหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ (และแม่พิมพ์รูปสังข์ – ศรีวัตสะ) ในเมืองโบราณสมัยทวารดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และเมืองจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ จึงมีการสันนิษฐานว่าเหรียญดังกล่าวน่าจะมีการผลิตขึ้นเองในรัฐทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย โดยนำเอาสัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อของอินเดีย ซึ่งสื่อความหมายถึงความเป็นมงคล ความอุดมสมบูรณ์ และพระราชอำนาจของกษัตริย์มาใช้ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการผลิตเหรียญสำหรับใช้เป็นเงินตรา เพื่อที่จะควบคุมค่าเงินในการค้าขายกับชุมชนภายนอก          ดังนั้น การค้นพบเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ ที่บ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงแสดงให้เห็นถึงการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างระหว่างผู้คนในชุมชนโบราณภาคใต้ กับรัฐทวารวดีทางภาคกลางของไทย รวมถึงบ้านเมืองอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันเหรียญพระอาทิตย์ – ศรีวัตสะ จากบ้านทุ่งน้ำเค็ม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังกล่าว เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช-----------------------------------------------------------เรียบเรียง/กราฟิก: นภัคมน ทองเฝือ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช-----------------------------------------------------------อ้างอิง ๑.ฉวีวรรณ วิริยะบุศย์. เหรียญกษาปณ์ในประเทศไทย .กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๑๖. ๒.ผาสุข อินทราวุธ. ทวารวดี การศึกษาเชิงวิเคราะห์จากหลักฐานทางโบราณคดี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๔๒. ๓.อนันต์ โพธิ์กลิ่นกลับ. “การศึกษาความหมายและรูปแบบของตราประทับสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี,” วิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิตสาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๗. ๔.J.Allan. Catalogue of Coins of Ancient India in the British Museum. New Delhi : Oriental Book Reprint Coration, ๑๙๗๕. ๕.Kiran Thaplyal. Studies in Ancient India Seals . Lucknow : Prem


ชื่อเรื่อง                                ธมฺมปทวณฺณา ธมฺมปทฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ธมฺมปทฺธ) สพ.บ.                                  376/10ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง 4 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด-ลองรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


black ribbon.