ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,708 รายการ
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่พระพุทธรูปปางมารวิชัยรูปแบบ : ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 21 วัสดุ : สำริด ลงรักปิดทองประวัติ : พบที่วัดศรีโขง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคราวที่สำรวจแหล่งโบราณคดีก่อนสร้างเขื่อนภูมิพลเมื่อปีพ.ศ. 2502-2503ลักษณะ : พระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย มีพระรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็ก พระเนตรหรี่เหลือบต่ำฝังมุกและพลอย ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิยาวจรดพระนาภีปลายเป็นรูปลายสี่กลีบ ฐานเป็นแบบบัวคว่ำ- บัวหงาย มีลายเกสรบัว มีประดับเม็ดไข่ปลา รองรับด้วยฐานหกเหลี่ยม เจาะช่องกระจก และมีขาสามขา ----------------------------------------------------พระพุทธรูปองค์นี้มีลักษณะที่เหมือนกันกับพระพุทธรูปปางวิชัย ที่วัดพันเตา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีจารึกระบุปีที่สร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. 2040 โดยจัดเป็นพระพุทธรูปกลุ่มขัดสมาธิราบที่ได้รับอิทธิพลศิลปะสุโขทัยในยุคสมัยของพระเมืองแก้ว กำหนดอายุได้ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ในยุคนี้ได้ค้นพบหลักฐานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและนิยมการสร้างพระพุทธรูปเป็นอย่างมาก .จากลักษณะรูปแบบจะเห็นได้ว่ามีลักษณะสำคัญหลายประการที่เป็นข้อสังเกตของพระพุทธรูปในสมัยพระเมืองแก้ว ตัวอย่างเช่น .ส่วนของพระเนตรที่ทำหรี่เหลือบมองต่ำ ต่างจากพระพุทธรูปแบบเดียวกันในสมัยพระเจ้าติโลกราชที่นิยมทำพระเนตรเปิดกว้างและมองตรงมากกว่า.ส่วนของฐานที่ทำเป็นบัวคว่ำ-บัวหงาย มีลายเกสรบัวด้านใน ที่ฐานเหลี่ยมด้านล่างมีการเจาะช่องคล้ายลายก้อนเมฆ เรียกว่า “ช่องกระจก” ซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะจีน สันนิษฐานว่าช่างล้านนานำลายที่ปรากฏบนเครื่องถ้วยจีนมาดัดแปลงเป็นลายประดับฐานและอาจจะช่วยความสะดวกในเรื่องการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปก็เป็นได้.ส่วนการทำขาสามขารองรับ โดยส่วนนี้มาจากสายท่อชนวนสำหรับหล่อพระพุทธรูปและเหลือไว้ไม่ตัดทิ้ง (โดยปกติเมื่อเสร็จแล้วจะตัดทิ้ง) จึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะที่ได้รับความนิยมในสมัยนี้ .ส่วนของชายสังฆาฏิทำเป็นแผ่นค่อนข้างใหญ่ มักพบในศิลปะอยุธยา จึงสันนิษฐานว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะอยุธยามาผสมด้วย ส่วนปลายมีลักษณะพิเศษ โดยตัดตรงและตกแต่งลวดลายบนส่วนปลาย เป็นลักษณะของพระพุทธรูปกลุ่มหนึ่งที่นิยมในสมัยนี้ อีกกลุ่มหนึ่งยังคงทำเป็นแบบปลายแยก 2 ชายม้วนเข้าหากันคล้ายเขี้ยวตะขาบ.นอกจากลักษณะดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีลักษณะสำคัญอื่น ๆ ที่มักปรากฏในกลุ่มพระพุทธรูปอิทธิพลศิลปะสุโขทัยในสมัยนี้ คือ นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเท่ากันและเรียวยาว ส่วนใหญ่นิยมจารึกบอกศักราชปีที่สร้าง ตัวอย่างสำคัญคือ พระเจ้าเก้าตื้อ วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ----------------------------------------------------อ้างอิง- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 243-244.ที่มารูปภาพพระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดพันเตา- ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ. (2547, 14 พฤษภาคม) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 121 ตอนที่ 55ง. หน้า 69.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมสร้างความทรงจำ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปี การเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย โดยร่วมส่งภาพถ่ายของท่านที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย อาทิ ภาพการเข้าชม การเข้าร่วมกิจกรรม หรือการมอบโบราณวัตถุ เพื่อเก็บความทรงจำร่วมกัน โดยภาพถ่ายของท่านจะถูกนำไปสร้างความทรงจำภายในงาน "เก็บไว้ในความทรงจำ" กิจกรรมอำลาพิพิธภัณฑ์โฉมเก่า ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมกราคม ๒๕๖๖ นอกจากนี้ภาพเหล่านั้นยังถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการครบรอบ ๓๐ ปี การเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมายอีกด้วย:ภาพตัวอย่าง
ผู้สนใจสามารถส่งภาพถ่ายได้ที่ อีเมล phimaimuseum@hotmail.com หรือทางข้อความเพจเฟสบุ๊ก Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย หรือสามารถโพสต์เฟสบุ๊ก แล้วติดแฮชแท็ก #สร้างความทรงจำกับพชพิมาย ทั้งนี้ ทุกท่านที่ส่งภาพเข้ามาจะได้รับของที่ระลึก และผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับของรางวัลสุดพิเศษ กำหนดส่งภาพได้ตั้งแต่วันนี้ – ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖
สอบถามเพิ่มเติมได้ทางเพจเฟสบุ๊กของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum หรือ โทร. ๐ ๔๔๔๘ ๑๒๖๙, ๐ ๔๔๔๗ ๑๑๖๗
ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1จ
เอกสารโบราณ
(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/7เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือพระพุทธรูปปางชนะมาร หล่อด้วยสำริด พระรัศมีเป็นเปลว พระศกขมวดเล็ก มีเส้นขอบไรพระศก พระพักตร์กลม พระหนุเป็นปม พระขนงโก่ง พระเนตรเรียว พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย พระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายผ้าสังฆาฏิแผ่นเล็กปลายตัดยาวจรดพระนาภี ประทับขัดสมาธิราบเหนือฐานบัวคว่ำ-บัวหงายที่ประดับด้วยลวดลายเกสรบัว รองรับด้วยฐานหกเหลี่ยมยกสูงตกแต่งด้วยช่องสี่เหลี่ยม
จากรูปแบบศิลปกรรมของพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในศิลปะล้านนา กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เนื่องจากพบพระพุทธรูปกลุ่มที่ประทับบนฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย มีเกสรและฐานยืดสูงเจาะเป็นช่อง ที่เรียกว่า “ช่องกระจก” ส่วนใหญ่มักพบจารึกที่บริเวณฐานช่องกระจกระบุว่าสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ช่วงรัชกาลพระเจ้าติโลกราชถึงพระเมืองแก้ว ตัวอย่างสำคัญได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัยมีจารึกที่ฐานในพระวิหารวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
พระพุทธรูปกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยและอยุธยา แต่มีลักษณะเฉพาะของศิลปะล้านนาผสมผสานจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ กล่าวคือ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็นเปลว พระอังสาใหญ่และขัดสมาธิราบแบบพระพุทธรูปสุโขทัย มีชายสังฆาฏิปลายตัด ยาวจรดพระนาภีแบบศิลปะอยุธยาตอนต้น ในขณะเดียวกันมีลักษณะที่แสดงรูปแบบของพระพุทธรูปศิลปะล้านนา คือ มีพระพักตร์กลม พระหนุเป็นปม และประทับบนฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย มีเกสรแบบพระพุทธรูปล้านนา การปรากฏรูปแบบพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยและอยุธยา ในพระพุทธรูปสมัยล้านนาองค์นี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ดินแดนล้านนามีความสัมพันธ์กับสุโขทัยและอยุธยา
คติการสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย คือการแสดงพุทธประวัติเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงสามารถชนะพระยามารที่ยกพลมาผจญพระองค์ และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงสัญลักษณ์โดยวางพระหัตถ์ขวาเหนือพระชานุ นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงสู่พระธรณีเป็นกิริยาเรียกพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานในพระบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา พระแม่ธรณีจึงปรากฏกายขึ้นและบีบน้ำที่ทรงรดสรงในการบำเพ็ญทานในอดีตชาติ อันนับประมาณมิได้ จนท่วมทัพของพรยามารพ่ายแพ้ไป การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ เหนือกว่าชัยชนะทั้งปวงของพระองค์ โดยนัยการบูชาพระพุทธรูปองค์นี้ จึงบูชาเพื่อชัยชนะทั้งทางโลกและทางธรรมในทางโลกคือชัยชนะเหนือศัตรู ทางธรรมคือชัยชนะเหนือกิเลสทั้งปวง
เอกสารอ้างอิง
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. พระพุทธรูปสำคัญและพุทธศิลป์ในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๔.
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๕๕.
สุรพล ดำริห์กุล. ประวัติศาสตร์และศิลปะล้านนา. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๑.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 17/3ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 24 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่ง กระทรวงศึกษาธิการ กรมสามัญศึกษา
ชื่อเรื่อง ที่ระลึกในงานพระกฐินพระราชทาน กรมสามัญศึกษา ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ หจก.จงเจริญการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2523
จำนวนหน้า 50 หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระกฐินพระราชทาน กรมสามัญศึกษา ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร อ.เมืองเพชรบุรี
รายละเอียด หนังสือที่ระลึกของกรมสามัญศึกษาเล่มนี้ นำเนื้อหาเรื่องรางต่างๆประกอบด้วย ประวัติวัดมหาธาตุวรวิหาร จ.เพชรบุรี เรื่องการศึกษาของตนพิการ โครงการโรงเรียนมัธยมเพื่อพัฒนาชนบท (มพธ) และงานของกรมสามัญศึกษาที่สนองนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน
แนะนำ หนังสือ E-book หายาก จำนวน 5 เล่ม
1.ประวัติครู คุรุสภา จัดพิมพ์ในวันครู 16 มกราคม 2503
คุรุสภา. ประวัติครู คุรุสภาจัดพิมพ์ในวันครู 16 มกราคม 2503. พระนคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2503.
2.วินสตัน เชอร์ชิลล์ ผู้กู้อังกฤษจากสงคราม
เสฐียร พันธรังษี. วินสตัน เชอร์ชิลล์ ผู้กู้อังกฤษจากสงครามล่มจม. พระนคร: โรงพิมพ์วิบูลกิจ, 2494.
3.ความทรงจำ
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. ความทรงจำ. พระนคร: เจริญธรรม, 2494.
4.เที่ยวนครวัด นครธม
อนุศาสน์จิตรกร, พระยา. เที่ยวนครวัด นครธม. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2493.
5.ไปแคนาดาเยี่ยมชาวพุทธในตะวันตก
พูนพิสมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้าหญิง. ไปแคนาดา เยี่ยมชาวพุทธในตะวันตก. พระนคร: ชุมนุมช่าง, 2511.
ชื่อผู้แต่ง พระธรรมโกศาจารย์ ราชบัณฑิต
ชื่อเรื่อง ตำนานพระอรหันต์แปดทิศ
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ บริษัท ประยูรวงศ์ จำกัด
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๘
จำนวนหน้า ๑๓๐ หน้า
ยุวพุทธิกสมาคมชลบุรีในพระสังฆราชูปถัมภ์ พิมพ์เป็นธรรมบรรณษการงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูอุดมวิชาการ (เหมือน อินทโชตเถร) ตำนานพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลแต่ละองค์เรียบเรียงจำแนกเป็นองค์ๆ ไป ด้วยสำนานภาษาไทยแบบชาวบ้านที่อ่านง่าย เข้าใจดี เป็นตำนานพระอรหันต์ร่วมร้อยองค์ มีทั้งพระมหาเถระ พระมหาเถรี มหาอุบาศก มหาอุบาสิกา ตำนานพระอรหันต์แปดทิศ อาชานิพนธ์พิเศษของพระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ ราชบัญฑิต ยังผลเพิ่มพูลความรู้ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะท่านปรีชาสามารถปรุงเรื่องที่ยากให้อ่านเข้าใจง่าย
เลขทะเบียน : นพ.บ.583/1ก ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 32 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188 (365-371) ผูก 1ก (2566)หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ตราสัญลักษณ์ ๑๑๒ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากรตราสัญลักษณ์ ๑๑๒ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร ประกอบด้วย ตราประจำกรมศิลปากรอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแพรแถบพื้นเขียวขลิบทอง บนแพรแถบซ้าย - ขวา มีตัวเลขปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ และ ๒๕๖๖ เป็นปีแรกเริ่มการสถาปนาจวบจนถึงปีปัจจุบัน ด้านล่างมีข้อความ "กรมศิลปากร" ด้านบนมีตัวเลข ๑๑๒ อยู่ภายในกรอบ หมายถึง การครบรอบ ๑๑๒ ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ออกแบบโดย นายปัญญา โพธิ์ดี นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ สังกัดกลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมอนึ่ง พระพิฆเนศวร ดวงตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากรสัญนิษฐานว่าพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร (พุทธศักราช ๒๔๗๗ – ๒๔๘๕) เป็นผู้ริเริ่มให้นำรูปพระพิฆเนศวรมาเป็นดวงตราประจำกรมศิลปากร ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๘๐ โดยมอบหมายให้คุณพระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) ออกแบบ และนายปลิว จั่นแก้ว เป็นผู้ลงเส้นหมึก และขอพระราชทานบรมราชานุญาตใช้พระพิฆเนศวร เป็นดวงตราประจำกรมศิลปากร ดวงตรากรมศิลปากรดวงแรก เป็นรูปพระพิฆเนศวรสี่กรล้อมรอบด้วยวงกลม มีลวดลายเป็นดวงแก้วเจ็ดดวง หมายถึง ศิลปวิทยาเจ็ดแขนงที่เป็นลักษณะงานของ กรมศิลปากร ได้แก่ ช่างปั้น จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วาทศิลป์ สถาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ พระพิฆเนศวรทรงนาคยัชโญปวีต ถืองาหัก ตรีศูล เชือก บ่วง (บ่วงบาศ) และถ้วยใส่ปยาสะ ทรงสวมสนับเพลาที่มีลวดลายไทย ตกแต่งองค์ด้วยลายไทย ลายพื้นหลังเป็นลายกระหนกลักษณะคล้ายเมฆ#วันสถาปนากรมศิลปากร#๑๑๒ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากรภาพ : กรมศิลปากร www.finearts.go.th อ้างอิง : ๑. กรมศิลปากร. "ตราสัญลักษณ์ ๑๑๒ ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร"(Online). www.finearts.go.th๒. กรมศิลปากร. "พระพิฆเนศวร ดวงตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากร"(Online). www.finearts.go.th
ไม้มงคลเรียกทรัพย์ เสริมดวง
เรียบเรียง : นางสาวกาญจนา ศรีเหรา ( บรรณารักษ์)
ไม้มงคล 9 ชนิดเป็นไม้ที่นิยมใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนหรือก่อฐานประดิษฐานถาวร วัตถุต่างๆ พิธีก่อฤกษ์หรือวางศิลาฤกษ์ ส่วนมากจะนิยมปลูกบริเวณรอบๆ บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ไม้มงคลทั้ง 9 ชนิด มีความหมายดังนี้
#คนโทบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวกรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินออกแบบ จัดทำหุ่นต้นแบบ กระทรวงมหาดไทย จัดหาโรงงานในการผลิตชิ้นงาน โรงงานรัตนโกสินทร์ จ.ราชบุรี ดำเนินการผลิต และสำนักช่างสิบหมู่กำกับควบคุมการผลิต เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีความสวยงามสมพระเกียรติผลงานศิลปกรรมออกแบบโดย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน – ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)#พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีสำคัญสูงสุดสำหรับผู้ที่จะขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับอิทธิพลบางประการมาจากรูปแบบพิธีกรรมในคัมภีร์สันสกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พิธีราชสูยะ” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติยศแห่งพระราชาธิบดีที่ได้แผ่พระบรมเดชานุภาพเหนือบรรดาพระราชาทั้งปวง อย่างไรก็ตาม เมื่อคติความเชื่อดังกล่าวเผยแพร่เข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มีการผสมผสานคติความเชื่อและพิธีกรรมทั้งของศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ และความเชื่อในประเพณีดั้งเดิมผ่านกระบวนการทำให้เป็นท้องถิ่นซึ่งมีรายละเอียดขั้นตอนการพระราชพิธีเป็นลักษณะเฉพาะของตนเองนักวิชาการสันนิษฐานว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยน่าจะรับรูปแบบพิธีกรรมจากอินเดียผ่านจากพวก มอญ ชวา และเขมร จากหลักฐานต่าง ๆ กล่าวได้ว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยได้มีพัฒนาการอย่างน้อยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนกระทั่งปรากฏเด่นชัดในสมัยอยุธยาและสืบเนื่องมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์#การเตรียมพระราชพิธีมีการทำพิธีตักน้ำสำหรับถวายเป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษก การจารึกพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกร การเตรียมตั้งแต่งเครื่องบรมราชาภิเษก และเตรียมสถานที่จัดพระราชพิธีการเตรียมน้ำสรงพระมุรธาภิเษก และน้ำอภิเษกการสรงพระมุรธาภิเษกและทรงรับน้ำอภิเษกนับเป็นขั้นตอนสำคัญในการพระราชพิธี บรมราชาภิเษก น้ำสรงพระมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษกตามคติพราหมณ์จะต้องใช้น้ำจากแม่น้ำสำคัญ ๕ สายในชมพูทวีป คือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมนา แม่น้ำมหิ แม่น้ำอจิรวดี และแม่น้ำสรภู เรียกว่า “ปัญจมหานที” ด้วยเชื่อว่าแม่น้ำเหล่านี้มีต้นกำเนิดมาจากเขาไกรลาสอันเป็นที่สถิตของพระอิศวร อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยได้ใช้น้ำปัญจมหานทีหรือไม่ พบแต่เพียงการใช้น้ำจากสระแก้ว สระคา สระยมนา สระเกษ ในแขวงเมืองสุพรรณบุรีเป็นสำคัญครั้นถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดให้มีพิธีพลีกรรมตักน้ำอภิเษกจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ๑๐๘ แห่งทั่วทุกจังหวัด และตั้งพิธีเสกน้ำในพระอารามจังหวัดนั้น ๆ ก่อนเชิญมาทำพิธีเสกรวมอีกครั้งหนึ่ง ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร