ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ

#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ หีบพระธรรมลายรดน้ำ รูปแบบ : ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 24วัสดุ : ไม้ ลงรักปิดทอง ประดับกระจกประวัติ : พุทธสถานเชียงใหม่มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จัดแสดงลักษณะเป็นหีบพระธรรมทรงลุ้ง คือ หีบทรงสูงที่มีส่วนบนกว้าง ส่วนล่างสอบลง และมีฝาปิดครอบด้านบน ตกแต่งด้วยการลงรักปิดทอง แสดงภาพทศชาติชาดกและพุทธประวัติ ตั้งอยู่บนฐานบัวลูกแก้วอกไก่ประดับกระจก มีห่วงวงกลม 4 วงรองรับเพื่อใช้สำหรับสอดไม้คานหามได้ ---------------------------------------------------ภาพเขียนลงรักปิดทองของหีบพระธรรมใบนี้ มีรูปแบบผสมอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ล้านนา และจีน โดยเห็นได้จากเครื่องทรงของตัวละครหลัก และสถาปัตยกรรมแบบไทยประเพณี เป็นแบบอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ในขณะที่เครื่องแต่งกายและทรงผมของเหล่านางกำนัลเป็นแบบศิลปะล้านนา ส่วนฉากประกอบธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ ลวดลายที่ขอบและบนฝาหีบพระธรรม เช่น รูปมังกร ก้อนเมฆ มีอิทธิพลของศิลปะจีนผสมอยู่.ช่างได้เขียนภาพเล่าเรื่อง “ทศชาติชาดก และ พุทธประวัติ” โดยเลือกทศชาติชาดกมา 3 ชาติ คือ ชาติที่ 8 นารทชาดก, ชาติที่ 9 วิทูรชาดก และชาติที่ 10 เวสสันดรชาดก ส่วนพุทธประวัติ คือ  ตอนออกมหาภิเนษกรมณ์.- ด้านที่ 1 “นารทชาดก”เป็นชาติที่ 8 เพื่อบำเพ็ญอุเบกขาบารมี พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นท้าวมหาพรหม ชื่อว่า นารทะ ในครั้งนั้นพระเจ้าอังคติราชมีความเห็นผิดว่า นรก สวรรค์ ไม่มีจริง นารทะพรหมจึงได้เสด็จลงมาแสดงโทษแห่งความเห็นผิดให้พระเจ้าอังคติราชสดับฟัง ทำให้พระองค์คลายจากมิจฉาทิฐิละความเห็นผิด กลับมาปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากตอนที่นารทะพรหมหาบสาแหรกทองคำ เหาะลงมายังปราสาทของพระเจ้าอังคติราช โดยมีพระธิดาเข้าเฝ้าอยู่ เพื่อแสดงโทษแห่งความเห็นผิดให้พระเจ้าอังคติราชฟัง.- ด้านที่ 2 “วิทูรชาดก” เป็นชาติที่ 9 เพื่อบำเพ็ญสัจจบารมี พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นอำมาตย์ ชื่อว่า วิทูระ เป็นผู้สอนอรรถและธรรมแด่พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ แห่งกรุงอินทปัตถ์ เมื่อปุณณกยักษ์มาท้าพนันเล่นสกากับพระเจ้าธนัญชัย โดยมีวิทูรบัณฑิตเป็นเดิมพัน เพื่อหวังเอาหัวใจไปให้นางวิมาลาซึ่งเป็นมเหสีของพญานาค พระเจ้าธนัญชัยทรงแพ้ แม้วิทูรบัณฑิตจะรู้ดีว่า หากตอบว่าตนไม่ใช่ทาสของพระราชาก็จะพ้นจากสถานการณ์นี้ แต่ก็ยังคงตอบตามความเป็นจริงไป เพราะยึดมั่นในสัจจะฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากตอนที่ปุณณกยักษ์ปรารถนาจะได้หัวใจวิทูรบัณฑิตไปให้นางวิมาลามเหสี จึงควบม้าไปในทางที่มีต้นไม้และภูเขา โดยให้วิทูรบัณฑิตจับที่หางม้าไว้ หวังเหวี่ยงให้ร่างวิทูรบัณฑิตกระแทกต้นไม้และภูเขาตายไปโดยชอบธรรม แต่ทั้งต้นไม้และภูเขากลับแหวกทางออกให้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ.- ด้านที่ 3 “เวสสันดรชาดก”เป็นชาติที่ 10 เพื่อบำเพ็ญทานบารมี ชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนจะทรงอุบัติเป็นพระโคตมพุทธเจ้า โดยชาตินี้เสวยชาติเป็น พระเวสสันดร พระองค์ทรงตั้งปณิธานในการบริจาคทาน แม้จะมีใครขอสิ่งที่รัก สิ่งที่หวงแหนก็ทรงบริจาคเป็นทานได้ฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากในตอนของกัณฑ์ที่ 2 คือ กัณฑ์หิมพานต์ เป็นตอนที่พระเวสสันดรทรงมอบช้างปัจจัยนาเคนทร์ ช้างเผือกมงคลที่ไปที่ไหนฝนก็ตกที่นั่นให้แก่เหล่าพราหมณ์ทั้ง 8 (ในภาพวาดเพียง 7 คน) จากเมืองกลิงคราษฎร์ที่กำลังประสบปัญหาฝนแล้ง โดยพระหัตถ์หนึ่งกำลังหลั่งน้ำสิโณทก ไปที่มือของพราหมณ์ อีกพระหัตถ์จับงวงช้างไว้.- ด้านที่ 4 “ออกมหาภิเนษกรมณ์”เป็นตอนในพุทธประวัติ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ที่เทวดาแสร้งนิมิตไว้ แล้วทรงสังเวช แสวงหาอุบายแก้ทุกข์ จึงตัดสินใจออกผนวชฉากที่เลือกมาเขียน เป็นฉากในตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จไปยังปราสาท เพื่อทอดพระเนตรพระนางพิมพา (พระมเหสี) และพระราหุล (พระโอรส) ที่เพิ่งประสูติ ซึ่งทั้งสองกำลังบรรทมอยู่ และมีเหล่านางกำนัลกำลังหลับใหล ที่ด้านนอกปราสาทมีนายฉันทะที่เตรียมม้ากัณฐกะรออยู่ เพื่อเสด็จออกจากพระนครเพื่อออกผนวช ---------------------------------------------------อ้างอิง- ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ. สมุทรปราการ : เมืองโบราณ, 2565.- วชิรญาณวโรรส, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา. พุทธประวัติ เล่ม 1. พระนคร : โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, 2455.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           33/1ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              48 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


          วันศุกร์ที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๔๕ น. นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคเหนือตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ในการจัดงาน พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม องค์กรเครือข่ายศิลปวัฒนธรรม ร่วมการอบรมในครั้งนี้  ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ณ โรงแรมกรีนเลค รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรกำหนดจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์ ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคเหนือตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๑ มกราคม ๒๕๖๖ ณ จังหวัดเชียงใหม่            กรมศิลปากรมีแนวนโยบายส่งเสริมให้ประชาชน องค์กรภาครัฐและเอกชน เข้ามาเป็นเครือข่ายและมีส่วนร่วมในการดำเนินงานดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ จึงจัดให้มีโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายอนุรักษ์มรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคเหนือตอนบน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในมรดกทางศิลปวัฒนธรรม คุณลักษณะ คุณค่าและความสำคัญ ของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อชาติและท้องถิ่น เสริมสร้างความเข้าใจและตระหนักในบทบาทหน้าที่เครือข่ายมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่มีต่อการดำเนินงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายในการดูแล คุ้มครอง ป้องกัน และรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมระหว่างกรมศิลปากร อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.)  พระสังฆาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายอื่นในเขตพื้นที่ เช่น สภาวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานราชการในจังหวัด อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมภายใต้หน้าที่และความรับผิดชอบของกรมศิลปากร โดยมีเครือข่ายอนุรักษ์ ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมเขตภาคเหนือตอนบนในพื้นที่ ๔ จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และลำพูน เข้ารับการอบรมรวม ๒๐๐ คน ประกอบด้วย อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) พระสังฆาธิการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดและอำเภอ และวัฒนธรรมจังหวัด          การจัดอบรมในครั้งนี้ นอกจากจะมีการบรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังมีการศึกษาดูงานโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ วัดศรีสุพรรณ วัดหัวฝาย และโบราณสถานเวียงกุมกาม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายอนุรักษ์ดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม และให้การดำเนินงานดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติในท้องถิ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล 


ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1ง เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/6เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


         ประติมากรรมปูนปั้นรูปศีรษะบุรุษ สมัยทวารวดี          ประติมากรรมปูนปั้นรูปศีรษะบุรุษ ได้จากวัดช่องลม อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           ประติมากรรมปูนปั้นนูนสูงรูปศีรษะบุรุษ กว้าง ๑๑.๕ เซนติเมตร สูง ๑๓ เซนติเมตร ใบหน้ากว้างค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วเป็นสันนูนต่อกันเป็นปีกกา ตาเรียวเหลือบต่ำ จมูกโด่งและใหญ่ ริมฝีปากหนามีเส้นขอบที่ขีดเป็นร่อง อมยิ้มเล็กน้อย ผมเรียบเฉพาะบริเวณด้านข้างตกแต่งด้วยเส้นตรงขีดเป็นร่องในแนวตั้ง ด้านหลังประติมากรรมแบนเรียบ           ลักษณะใบหน้าของประติมากรรมที่มีคิ้วต่อกันเป็นปีกกา จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา เป็นลักษณะเฉพาะที่เป็นเป็นเอกลักษณ์ของใบหน้าประติมากรรมบุคคลในสมัยทวารวดีที่มีการพัฒนาจากศิลปะอินเดียที่เป็นต้นแบบแล้ว จึงกำหนดอายุประติมากรรมชิ้นนี้ในสมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ หรือประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว          เนื่องจากประติมากรรมมีแผ่นหลังที่แบนเรียบ จึงสันนิษฐานว่าประติมากรรมนี้เคยประดับบนผนังของสถาปัตยกรรมในสมัยทวารวดี ซึ่งมักก่อด้วยอิฐ และนิยมประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมดินเผาหรือปูนปั้น พบหลักฐานประติมากรรมสำหรับประดับสถาปัตยกรรมจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี เช่น ประติมากรรมปูนปั้นเล่าเรื่องชาดก พบที่เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ประติมากรรมปูนปั้นรูปนักดนตรี และประติมากรรมดินเผารูปชาวต่างชาติ พบที่เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี ประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระประดับฐานเจดีย์เขาคลังใน จังหวัดศรีเทพ และประติมากรรมดินเผารูปพระภิกษุสามองค์อุ้มบาตร พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น          แม้ประติมากรรมชิ้นนี้จะอยู่ในสภาพชำรุดมีเพียงศีรษะ แต่ก็เป็นประติมากรรมปูนปั้นที่ผลิตขึ้นด้วยความประณีต แสดงถึงเทคนิคการประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมของช่างพื้นเมืองสมัยทวารวดี และยังอาจเป็นหลักฐานที่แสดงถึงเค้าโครงหน้าตาของผู้คนในสมัยทวารวดีด้วย   เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๕๒. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           17/2ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                38 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อผู้แต่ง         ปรีดา  ศรีชลาชัย ชื่อเรื่อง           ประวัติพระแก้วมรกต  ฉบับตรวจสอบ ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ 2 สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       บริษัทประยูรวงศ์ จำกัด ปีที่พิมพ์          2525 จำนวนหน้า      78 หน้า หมายเหตุ        พิมพ์เป็นอนุสรณ์งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี   รายละเอียด      หนังสือประวัติพระแก้วมรกต ฉบับตรวจสอบเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๗๕ เนื้อหาประกอบด้วย  บทที่ ๑ ตำนานพระแก้วมรกต  บทที่๒ ว่าด้วย ข้อสังเกตบางประการ บทที่ ๓ ว่าด้วยอาณาจักรไทนสมัยโบราณ บทที่ ๔ ว่าด้วยมหาอาณาจักรไทยศรีธรรมราชฯ และบทที่ ๕ สรุปเรื่องพระแก้วมรกต


แนะนำ หนังสือ E-book หายาก จำนวน 3 เล่ม 1.จาริกอินเดีย ภาคสอง พระเทพกวี (ประยูร สนฺตงฺกุโร). จาริกอินเดีย ภาคสอง. พระนคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2509. 2.พระประวัติลูกเล่า ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จกรมพระยา. พระประวัติลูกเล่า. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505. 3.เรื่องเที่ยวประเทศตะวันออก สิบพันพารเสนอ โสณกุล, หม่อมเจ้า. เรื่องเที่ยวประเทศตะวันออก. พระนคร: โรงพิมพ์กรมวิชชาธิการ, 2475.


ชื่อผู้แต่ง            ดำรงราชานุภาพ , กรมพระยา ชื่อเรื่อง              ตำนานคณะสงฆ์ และตำนานพระปวิตร ครั้งที่พิมพ์          พิมพ์ครั้งที่เจ็ด , พิมพ์ครั้งที่แปด สถานที่พิมพ์        พระนคร สำนักพิมพ์          โรงพิมพ์วิทยากร ปีที่พิมพ์              ๒๕๑๗ จำนวนหน้า          ๖๑  หน้า                          นางอนงค์  อนัมบุตร ผู้เป็นบุตรบุญธรรม ได้มีความประสงค์ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อแจกเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเลื่อน  ปิ่นทอง บ.ช. ณ เมรุวัดฉัตรแก้วจงกลณี หนังสือตำนานคณะสงฆ์ เป็นหนังสือที่ว่าด้วยการปกครองคณะสงฆ์ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกที่พุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ในประเทศอินเดีย จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หนังสือเรื่อง ตำนานพระปวิตร เป็นคำอธิบายมูลเหตุที่จะเกิดมีการปวิตร และลักษณะการสวดพระปวิตร และเจ้าภาพได้เรียบเรียงประวัติ นายเลื่อน  ปิ่นทอง ผู้วายชนม์ให้พิมพ์ไว้ด้วย


ชื่อผู้แต่ง         - ชื่อเรื่อง           อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณยี่สุ่น  สนิทวงศ์ ณ  อยุธยา  ครั้งที่พิมพ์      - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       อมรินทร์การพิมพ์ ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๙ จำนวนหน้า      ๑๒๙  หน้า หมายเหตุ        อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพคุณยี่สุ่น สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา รายละเอียด                          หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ คุณยี่สุ่น สนิทวงศ์ ณ อยุธยา  เนื้อหาประกอบด้วยเรื่องตำราอาหารของยี่สุ่นจาหนังสือตำรับสายเยาวภา คนไทยคนแรกที่จบวิชาแพทย์จากอังกฤษ  กุหลาบ-ราชินี แห่งบุปผชาติและเข้าของประเทศสยามทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ


เลขทะเบียน : นพ.บ.436/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 14 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 157  (141-148) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ปัญญาบารมี--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.583/1                            ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188  (365-371) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : แทนน้ำนมแม่--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ตามรอยบันทึก : เมื่อข้าราชการต้องย้ายที่ (ตอนที่ 2) -- ความเดิมจากตอนที่แล้ว พระเจดีย์รัฐธำรง ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปรับตำแหน่งปลัดจังหวัดหล่มศักดิ์ และเริ่มออกจากเดินทางจากจังหวัดพิษณุโลก พักตามศาลาที่พักหลายแห่งจนถึงอำเภอป่าหมากและพักแรมที่นั่น ต่อไปนี้คือการเดินทางของคุณพระและคณะในช่วงต่อไป- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - คนเก่าเล่าตำนาน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปนั้น คุณพระจำเป็นต้องหาคนหาบหามชุดใหม่ ได้ขอความช่วยเหลือจากหลวงพำนักนิกรราษฎร์ นายอำเภอป่าหมาก แต่โชคไม่ดีที่นายอำเภอหาคนจ้างไม่ได้ในวันนั้น จึงต้องอยู่ที่อำเภอป่าหมากอีกวัน ระหว่างรอเดินทางได้เดินดูตลาดในเมือง และเช่นเคย คุณพระได้บันทึกสภาพการค้าขายที่ตลาดอำเภอป่าหมาก พบว่าต้องอาศัยเรือสินค้าที่ล่องไปตามลำน้ำวังทองเป็นหลัก ขาไปเอาข้าวเปลือกซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองไปขายกรุงเทพฯ ขากลับซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ เข้ามาขาย ช่วงระหว่างที่พักอยู่ที่อำเภอป่าหมากนั้น คุณพระได้ฟังเรื่องเล่าตำนานเขาสมอแครง (สะกดตามต้นฉบับ) จากนายถนอม ครูโรงเรียนวัดป่าหมาก สรุปความได้ว่า สองสามีภรรยาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บึงราชนก มีลูกสาวสวยอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักใคร่ของวานรที่อาศัยอยู่บนเขาฟ้า วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก มีปลาหมอยักษ์มาอยู่ที่บันไดเรือน สองสามีภรรยาจึงปลาหมอมาต้มกินและแจกจ่ายให้คนอื่นกินด้วย ต่อมาเกิดเหตุน้ำท่วมมีผู้คนตาย วานรทราบข่าวจึงหักหินที่ยอดเขาฟ้าจะมาทดน้ำหวังช่วยหญิงสาวที่รักให้รอด แต่สุดท้ายก็ไม่ทันกาล วานรจึงทิ้งหินก้อนนั้นที่ทุ่งนาบ้านหนองกระทอน และกลายเป็นเขาสมอแครงในที่สุด- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เดินทางเข้าป่า วันที่ 25 ธันวาคม 2468 เมื่อได้คนหาบหามแล้ว คุณพระและคณะจึงออกเดินทางเลียบลำน้ำวังทองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางในช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ป่าอย่างแท้จริง โดยคุณพระได้บันทึกไว้ว่าระหว่างทางต้องผ่านทั้งป่าไม้สักและป่าไม้เต็งรัง รวมถึงต้องฝ่าภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง เช่น เขาวัวหัก เขาฟอง และเขาปลาตะเพียร มีข้อสังเกตประการหนึ่งคือ จุดพักระหว่างการเดินทางไม่ใช่ศาลาอย่างที่เคยเป็น หากแต่เป็นลำห้วยต่างๆ ที่มีน้ำพอใช้อุปโภคบริโภค เช่น ห้วยฟอง ห้วยสพานหิน ห้วยม่วง คณะได้เดินทางออกจากป่ามาถึงศาลาห้วยหนองปรือที่เป็นทุ่งนาเมื่อเวลา 18.30 น. จึงพักค้างคืนที่นั่น- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ฝ่าด่าน 33 ห้วย วันรุ่งขึ้น คุณพระและคณะออกเดินทางจากบ้านหนองปรือตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปตามเส้นทางที่บุกป่าฝ่าดงอีกครั้ง รวมถึงต้องขึ้นเขากระยางซึ่งคุณพระบรรยายว่า “สูงเป็นชั้น 5 กระพัก [ไหล่เขาที่เป็นขั้นๆ พอพักได้] ถึงยอดเขาระยะ 100 เส้น [4 กิโลเมตร]” ซึ่งถึงแม้จะเป็นยอดเขาสูง แต่คุณพระก็ยังได้พบเห็นชาวบ้านไล่ต้อนกระบือลงจากเขาถึง 120 ตัว เพื่อนำไปขายทางใต้ ชาวบ้านบอกว่าได้กำไรดีแต่เสียค่าโสหุ้ยมาก นอกจากเขากระยางแล้ว คุณพระยังต้องขึ้นลงเนินเขาจำนวนมาก และต้องขึ้นลงห้วยอีก 33 แห่ง รวมระยะทางในการเดินทางตลอดทั้งวัน 700 เส้น (28 กิโลเมตร) กว่าจะถึงจุดหมายที่พักที่ศาลาวัดบ้านหนองกระเท้าก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว การเดินทางอันแสนทรหดของคุณพระเจดีย์รัฐธำรงยังไม่จบแค่นี้ ในตอนต่อไปจะเล่าเรื่องราวการเดินทางช่วงสุดท้ายจนถึงจังหวัดหล่มศักดิ์และชะตากรรมของคุณพระหลังจากไปรับตำแหน่งใหม่แล้วผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ 2.42/25 เรื่อง รายงานเดินทางของพระเจดีย์รัฐธำรงไปเมืองหล่มศักดิ์ [ 6 ม.ค. 2468 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ



black ribbon.