ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.203/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  56 หน้า ; 5.5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 109 (141-147) ผูก 11 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา(เวสสันดรชาดก) ชาตกฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา(พระมหาเวสสันดรชาดก มหาราช)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.313/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 70 หน้า ; 5 x 56.5 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 128  (317-320) ผูก 5 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี - กถาวตฺถุ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


      โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรีที่จะนำเสนอในครั้งนี้ ก็คือ โต๊ะสี่เหลี่ยมมีฉากผนัง ๘ ขา ลักษณะเด่นและเป็นที่น่าสนใจของโบราณวัตถุชิ้นนี้ คือ การประดับลวดลายรูปนก นกยูง ดอกโบตั๋น และทิวทัศน์จากเครื่องมุกของญี่ปุ่นบริเวณผนังของโต๊ะ มีการเขียนเส้นสีทองและลายดอกไม้หลายบริเวณแต่หลุดล่อนหายไป ชำรุดตามรอยต่อของไม้ยาวตลอดแนว ขนาดสูง ๖๙ เซนติเมตร กว้าง ๙๗ เซนติเมตร วัสดุทำมาจากไม้ เป็นของที่เก็บรักษาอยู่ที่พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์มาแต่เดิม ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ห้องทรงพระสำราญ (พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์)



ชื่อเรื่อง : ซวยงัก เล่ม ๒ชื่อผู้แต่ง : ซวยงัก ปีที่พิมพ์ : 2513สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 248 หน้า สาระสังเขป : นิยายอิงพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง ตัวเอกของเรื่องชื่อว่างักฮุยมีฉายานามว่าผงกื้อเกิดในตระกูลที่ยากจนมีความกตัญญู ใฝ่การศึกษาได้เป็นทหารและไปปราบกบฏหลีเซ้งจนพระเจ้าซ้องเกาจงทรงมีพระราชหัตถเลขา 4 อักขระความว่ารักงักฮุย ผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีเป็นธงพระราชทานภายหลังงักฮุยถูกใส่ร้ายและถูกฆ่าเมื่ออายุ 39 ปีจาก จากวีรกรรมของงักฮุยได้รับการยกย่องทางอักษรศาตร์และยุทธศาสตร์ยากจะหาใครเสมอเหมือนพงษาวดารเรื่องนี้จะให้ความบันเทิงสนุกสนานสาระอันประเทืองปัญญาให้งอกงาม


การสำรวจภาพลายเส้นใบเสมาบ้านกุดโง้ง ใบเสมาบ้านกุดโง้ง ตั้งอยู่ที่บ้านกุดโง้ง หมู่ที่ ๔ ตำบลบุ่งคล้า อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ หลักฐานที่พบบริเวณบ้านกุดโง้ง ได้แก่ กลุ่มใบเสมาจำนวนมากที่ปักอยู่ตามบริเวณเนินดินรอบหมู่บ้าน บางส่วนถูกนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่วัดศรีปทุมคงคาราม เนื่องจากมีคนเข้ามาลักลอบขุดนำออกไปจากหมู่บ้าน จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๕๓๘ กรมศิลปากร โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา (ขณะนั้น) จึงได้จัดสร้างอาคารไว้ภายในวัดศรีปทุมคงคาราม เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงใบเสมาเหล่านี้ ใบเสมาที่สำคัญที่บ้านกุดโง้ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มของใบเสมาที่มีการสลักลวดลายประดับเป็นภาพพระพุทธเจ้า ได้แก่ ภาพพระพุทธเจ้าหรือพระศรีศากยมุนี ภาพพระศรีอริยเมตไตย และภาพเล่าเรื่องราวชาดกตอนต่างๆ ในพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมนารทชาดก เตมียชาดก ภูริฑัตชาดก มโหสถชาดก อัมพชาดก ปัญจาวุธชาดก วิฑูรบัณฑิตชาดก ปี พุทธศักราช ๒๕๖๓ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลภาพสลักใบเสมาบ้านกุดโง้ง เชิงวิเคราะห์ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลงานด้านศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าให้คงอยู่ต่อไป ขั้นตอนการดำเนินงาน ๑. ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลภาพลายเส้นตามร่องรอยที่หลงเหลืออยู่จริง ๒. ดำเนินการวิเคราะห์ลายเส้นใบเสมา ร่วมกับนักโบราณคดี เพื่อเติมเต็มภาพลายเส้นให้สมบูรณ์ ๓. ดำเนินการเติมภาพลายเส้นให้สมบูรณ์ ที่ได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ ๔. ดำเนินการจัดทำเสกลหน้างานจากแหล่งใบเสมา เพื่อให้ได้ความแม่นยำของระยะของลวดลาย ๕. ดำเนินการวาดภาพลายเส้นใบเสมาให้สมบูรณ์ตามแนวทางการวิเคราะห์ร่วมกับนักโบราณคดี ๖. ภาพผลงานการวาดลายเส้นลวดลายใบเสมาที่เติมเต็มให้สมบูรณ์ บนกระดาษกราฟที่เข้าเสกลตามสัดส่วนจริง ๗. นำภาพผลงานการวาดลายเส้นลวดลายใบเสมาที่เติมเต็มให้สมบูรณ์ มาดำเนินการวาดเส้นในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Illustrator เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายต่อไป ผู้เรียบเรียงนำเสนอโดย นางสาวนิตยา สาระรัตน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส



องค์ความรู้เรื่อง "๒ เมษายน วันอนุรักษ์มรดกไทย"   ในปี ๒๕๒๘ รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ ๒ เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่องานด้านศิลปวัฒนธรรม และทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์และสืบสานมรดกศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของชาติ   กรมศิลปากร ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ จึงได้กำหนดจัดกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นแนวทางในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อันเนื่องด้วยการอนุรักษ์มรดกไทยให้แพร่หลายกว้างขวาง และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตื่นตัวในการร่วมกันดูแลรักษาศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ     หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตรัง สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา กรมศิลปากร ได้กำหนดจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๖๕ โดยมีกิจกรรมรณรงค์การดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมในวันศุกร์ที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๕ ณ แหล่งโบราณสถานวัดจอมไตร หมู่ที่ ๗ บ้านเจาะ ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง  บรรณานุกรม กรมศิลปากร.  ๒ เมษายน วันอนุรักษ์มรดกไทย.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕, https://www.finearts.go.th/main/view/24746 กรมศิลปากร.  กรมศิลปากรเปิดงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๔. [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๕, https://www.finearts.go.th/promotion/view/24752 สมบัติ  จำปาเงิน.  วันสำคัญของเรา.  กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, ๒๕๔๗.


เครื่องมือเครื่องใช้ในพิธีกรรมตอน สัตตภัณฑ์  สัตตภัณฑ์ คือ พุทธศิลป์ของชาวล้านนา มีจุดกำเนิดจากวัฒนธรรมและความเชื่อที่ผสมผสานกัน ซึ่งบรรจุความเชื่อและความศรัทธาลงบนเชิงเทียนที่ใช้ประกอบพิธีกรรม สัตตภัณฑ์ เป็นคำที่มาจากภาษาบาลี จำนวน ๒ คำ คือคำว่า สตฺต แปลว่า เจ็ดหรือจำนวนเจ็ด และ ภณฺฑ แปลว่า เครื่องใช้ สิ่งของ สัตตภัณฑ์จึงมีความหมายว่า สิ่งของเครื่องใช้เจ็ดประการ หรือสิ่งของเครื่องใช้จำนวนเจ็ดอย่าง  การสร้างสัตตภัณฑ์มีที่มาจากความเชื่อ ๒ แนวคิด แนวคิดแรกเชื่อว่าเป็นการจำลองเชิงเทียนตามหลักศาสนา คือ หลัก โพชฌงค์ ๗ และแนวคิดที่สอง คือ การจำลองจากสัตตบริภัณฑ์คีรีเจ็ดชั้น ซึ่งเป็นภูเขาตามตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์และล้อมเขาพระสุเมรุไว้ ในส่วนของลวดลาย มักเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ พระไตรปิฎก หรือสัตว์ที่มีความมงคลและเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา เช่น รูปพญานาค ครุฑ เหรา รุกขเทวดาและนางฟ้า พืชพรรณต่าง ๆ เป็นต้น สัตตภัณฑ์ มีรูปลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ รูปแบบที่นิยมและพบเห็นทั่วไป คือ สัตตภัณฑ์รูปสามเหลี่ยม สัตตภัณฑ์รูปวงโค้งหรือครึ่งวงกลม และแบบขั้นบันได ซึ่งรายละเอียดของสัตตภัณฑ์แต่ละรูปแบบ จำแนกเป็นดังนี้ ๑. สัตตภัณฑ์รูปสามเหลี่ยม เป็นสัตตภัณฑ์ที่มีลักษณะค่อนข้างใหญ่ มีเชิงเทียนปักเป็นชั้นลดหลั่นลงมา มักทำลวดลายพฤกษาพรรณไม้ กรอบด้านนอกเป็นลายตัวนาคทอดยาวลงมา ตกแต่งด้วยการเขียนสีประดับกระจก สัตตภัณฑ์รูปแบบนี้ถือเป็นเอกลักษณ์งานช่างของชาวเชียงใหม่ ๒. สัตตภัณฑ์รูปโค้งหรือรูปครึ่งวงกลม ลักษณะคล้ายสัตตภัณฑ์รูปสามเหลี่ยม แต่ส่วนยอดจะมนเป็นวงโค้งคล้ายตัวเตียงดูเป็นวงกลม มียอดเสา ๗ ยอด กรอบด้านข้างไม่นิยมลวดลายนาค แต่จะตกแต่งนาคไว้ภายในเป็นลายคดเคี้ยวหรือเครือเถาพรรณพฤกษา ราหูอมจันทร์ เป็นต้น สัตตภัณฑ์รูปแบบนี้พบมากในจังหวัดลำพูนและลำปาง เช่น สัตตภัณฑ์ในวัดช่างฆ้อง จังหวัดลำพูน  ๓. สัตตภัณฑ์รูปขั้นบันได หรือเรียกว่า สัตตภัณฑ์ขั้นบันไดแก้ว ขนาดกว้างประมาณหนึ่งเมตร มักไม่มีการแกะสลักมากนัก แต่ตกแต่งด้วยการปิดทองหรือทาสีโดยใช้กระดาษฉลุ และพบยอดเสาประดับได้ตั้งแต่ ห้ายอด เจ็ดยอด หรือถึงเก้ายอด พบว่าเป็นฝีมือช่างชาวแพร่และชาวน่านซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายไทลื้อ นอกจากนั้นพบว่าสัตตภัณฑ์ มีรูปแบบอื่น ๆ อีก เช่น สัตตภัณฑ์แบบห้าเหลี่ยม ตัวโครงสร้างเป็นแผงห้าเหลี่ยมปิดทับแล้วมียอดเสาจำนวนเจ็ดยอดด้านบน และสัตตภัณฑ์แบบเสา ที่มีลักษณะเป็นเชิงเทียนเป็นเสาทั้งสิ้นเจ็ดเสาลดหลั่นความสูงลงมาผู้เรียบเรียง : นางสาวอริสรา คงประเสริฐ นักจดหมายเหตุ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่.อ้างอิง :๑. ประทีป และ ญาตาวีมินทร์ พืชทองหลาง. ๒๕๖๒. “สัตตภัณฑ์ : พุทธศิลป์ถิ่นล้านนา.” วารสารพื้นถิ่นโขง ชี มูล ๖ (๑): ๖๕-๑๑๖.๒. จักรพงษ์ คำบุญเรือง. ๒๕๖๐. “สัตตภัณฑ์และตุงกระด้าง เครื่องประกอบพิธีทางศาสนาของล้านนา” เชียงใหม่นิวส์ (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/571500/ , สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.๓. ชมรมฮักตั๋วเมือง สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.(๒๕๖๔). "ล้านนาคำเมือง ชมรมฮักตั๋วเมือง : "สัตตภัณฑ์". มติชนออนไลน์ (Online). https://www.matichonweekly.com/column/article_397994 , สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕.


          วันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๗.๓๐ น. กระทรวงวัฒนธรรมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕ โดยนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ หัวหน้าส่วนราชการและนายพนมบุตร จันทรโชติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร ร่วมในกิจกรรมพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล โดยรับบิณฑบาตร ณ บริเวณด้านหน้าอาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ ในการนี้ นายนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง กระทรวงวัฒนธรรม บูรณาการจัดกิจกรรมร่วมกับทุกภาคส่วน และเข้าร่วมพิธีดังกล่าว ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ (COVID-19)


          สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญร่วมรับชมการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย "กิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือ คณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน" โดย อธิบดีกรมศิลปากร (นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ) ในวันศุกร์ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชั่น กรุงเทพมหานคร ติดตามชมได้ทาง Facebook Live ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ  National Library of Thailand           โครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย จัดโดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ เพื่อดำเนินการสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน และจัดเก็บเอกสารโบราณต่างๆ ในวัดให้เป็นระบบ สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาพิพิธภัณฑ์ของวัด อันจะบูรณาการประโยชน์อย่างรอบด้าน เช่น แหล่งเรียนรู้อักษร ภาษา วัฒนธรรม สังคม และยังเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรเครื่อข่ายภาคีกรมศิลปากรกับองค์กรสงฆ์อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไป


      กลองมโหระทึกยางแดง       สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔       พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระราชทานให้พิพิธภัณฑสถาน        ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       กลองมโหระทึกยางแดง ลักษณะเป็นกลองหน้าเดียว หน้ากลองมีลายดาวแฉกอยู่กึ่งกลาง ล้อมรอบด้วยเส้นวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ คั่นด้วยลายดอกไม้สลับลายนก ขอบกลองประดับกบสามตัวซ้อนกันทั้ง ๔ ด้าน ด้านข้างกลองมีหูหิ้วสองข้าง ตัวกลองด้านบนคอดลงและด้านล่างผายออกเล็กน้อย ประดับแถบลายดอกไม้และลายสี่เหลี่ยม       กลองมโหระทึกเป็นเครื่องดนตรีในพิธีกรรมของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยพบกลองมโหระทึกจากแหล่งโบราณคดีในหลายพื้นที่ เช่น อุตรดิตถ์ มุกดาหาร อุบลราชานี ราชบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช และสงขลา เป็นต้น สันนิษฐานว่าในอดีตกลองมโหระทึกเป็นเครื่องประโคมในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ และความตาย รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการแสดงสถานะของความเป็นผู้นำชุมชนในแต่ละท้องที่ นอกจากนี้ยังเป็นภาพสะท้อนของการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนต่าง ๆ เนื่องจากกลองมโหระทึกเป็นโบราณวัตถุที่พบอย่างแพร่หลายทั่วพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะแหล่งชุมชนที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า      ส่วนเหตุที่เรียกกลองมโหระทึกยางแดงนั้น เนื่องจากเป็นรูปแบบกลองของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งในอดีตคนไทยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ยางแดง” กล่าวคือ ผู้นำชุมชนจะเป็นผู้ครอบครองกลองมโหระทึก และใช้ตีในพิธีกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ความนิยมในการครอบครองกลองมโหระทึกนี้มีปรากฏในบันทึกการสำรวจประเทศไทยของพระวิภาคภูวดล หรือ เจมส์ ฟิตซรอย แมคคาธี (Jame Fitzroy McCathy) เจ้ากรมแผนที่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า   “...เราพบชาวขมุกลุ่มหนึ่งขนกลองโลหะที่งดงามมาด้วยหลายใบ รอบขอบกลองด้านหน้าประดับด้วยรูปกบ จากลักษณะดังกล่าว พวกเราจึงเรียกว่า “กลองกบ” กลองนี้ทำขึ้นในถิ่นของชาวกะเหรี่ยงแดง ชาวสยามใช้ตีเฉพาะในงานพระราชพิธีเท่านั้น และเรียกว่า กลองมโหระทึก ชาวขมุพยายามทำงานอย่างลำบากตรากตรำด้วยความปรารถนาจะได้กลองเช่นนี้กลับไปถิ่นฐานของพวกเขาที่เมืองหลวงพระบาง...”         ทั้งนี้กะเหรี่ยงแดงหรือยางแดง เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของชาวกะเหรี่ยงในงานศึกษาเรื่อง “ว่าด้วยชนชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย” ของ เอ คารร์ และอี.ไซเดนฟาเดน (Erik Seidenfaden) พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๔๙๓ กล่าวถึง ยางแดงหรือกะเหรี่ยงแดงไว้ว่า เป็นกลุ่มชนที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ชายสวมเสื้อและกางเกงขาสั้นสีแดง นิยมสักรูปพระอาทิตย์ที่หลัง ผู้หญิงนุ่งซิ่นสีแดง นิยมใช้ห่วงไม้ทาสีดำรัดขาใต้หัวเข่า ส่วนศีรษะโพกผ้า       ราชสำนักในสมัยรัตนโกสินทร์ใช้กลองมโหระทึกประโคมในพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น สมัยรัชกาลที่ ๕ คราวพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลวันคล้ายประสูติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้มีการอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบรมทนต์ และพระพุทธรูปประจำวันพระชนมพรรษา ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีกลองชนะ แตร สังข์ มโหระทึกประโคมตลอดพิธี และปัจจุบันยังคงใช้กลองมโหระทึกประกอบพิธีสำคัญ อาทิ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากนี้กลองมโหระทึกยังปรากฏใน “ไตรภูมิพระร่วง” กล่าวถึงบุคคลที่อาศัยอยู่ ณ ดินแดนอุตรกุรุทวีป ว่าเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ผู้คนไม่แก่เฒ่า ต่างเที่ยวเล่นกันไปอย่างสนุกสนานมีการร้องรำทำเพลง ดังความตอนหนึ่งกล่าวว่า “...พื้นฆ้องกลองแตรสังข์กังสดาล หรทึกกึกก้อง ทำนุกพิธี*มีดอกไม้อันตระการต่าง ๆ สิ่ง...”       *ทำนุกพิธี หมายถึง ประกอบพิธี       อ้างอิง จิรวัฒน์ วรชัย บรรณาธิการ. ชนชาติไทย ประมวลพระบรมราชาธิบายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยาม และชาติพันธุ์วิทยา. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๖๒. ธนิต อยู่โพธิ์. หนังสือเครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเณศ, ๒๕๓๐ (กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ ๘๐ ปี ของ นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ. ๒๔๙๙- ๒๕๑๑ วันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๐). แมคคาร์ธี, เจมส์. บันทึกการเดินทางสำรวจประเทศสยามโดย เจมส์ แมคคาร์ธี. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๖๒. สุจิตต์ วงษ์เทศ. ร้องรำทำเพลง: ดนตรีและนาฎศิลป์ชาวสยาม. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: งานดี, ๒๕๕๑.




วัดพระฝาง : มหาธาตุแห่งเมืองสวางคบุรี"วัดพระฝาง" เป็นวัดสำคัญของเมืองสวางคบุรีที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า โดยถือเป็นพระธาตุกลางเมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรีซึ่งสร้างตามคติโบราณที่นิยมสร้างพระธาตุเป็นศูนย์กลางของเมือง ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธามาตั้งแต่อดีตกาล ทั้งจากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผู้คนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชาวมอญจากพม่าและชาวลาวจากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าบริเวณวัดพระฝางมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย โดยปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายในฐานะที่เป็นพระธาตุสำคัญประจำเมืองฝาง เช่น ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุมที่กล่าวว่าพระมหาเถรศรีศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้พระธาตุเมืองฝางก่อนจะเดินทางต่อไปอ่าวเมาะตะมะเพื่อลงเรือไปยังลังกาความศรัทธาในพระธาตุวัดพระฝางยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ดังพบว่าพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จฯ มาสักการะพระธาตุที่วัดพระฝางแห่งนี้โดยถือเป็นวัดสำคัญเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก อาทิ พ.ศ. ๒๒๘๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จฯ มาสมโภชพระธาตุ พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้จัดการสมโภชพระธาตุแห่งนี้อีกครั้งภายหลังจากการปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางซึ่งใช้วัดพระฝางเป็นศูนย์กลางในการซ่องสุมกำลังพลหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และพระราชศรัทธานี้ยังคงสืบเนื่องต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โปรดฯ ให้มีการบูรณะพระธาตุนี้ใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ การเสด็จฯ มาสักการะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ซึ่งในการนี้โปรดฯ ให้อัญเชิญ "พระฝาง" พระประธานในอุโบสถไปประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จวบจนปัจจุบันกล่าวได้ว่าวัดพระฝางเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเมืองสวางคบุรีโดยได้รับการบูรณะมาโดยตลอดจึงยังสามารถตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา เป็นที่นับถือของผู้คนทั้งในจังหวัดอุตรดิตถ์และในประเทศไทยตราบจนทุกวันนี้ที่มาภาพ : - https://www.hoteluttaradit.com/.../wat-phra-fang...- ที่มา : https://www.silpa-mag.com/culture/article_8965


กรมศิลปากร.  การศึกษาวิจัยเพื่อจัดทำแผนแม่บทโครงการอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์ภูเก็ต. กรมศิลปากร : กรุงเทพฯ, 2537.                     เนื้อหาเกี่ยวกับจังหวัดภูเก็ต การศึกษารูปแบบและวิวัฒนาการบ้านเรือน กลุ่มอาคารในภูเก็ต ตลอดจนเศรษฐกิจภูเก็ต และทัศนคติของชาวภูเก็ตในการอนุรักษ์ย่านประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต


black ribbon.