ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,486 รายการ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 95/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 44 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)
อย.บ. 128/1
หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 20 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58.5 ซม.
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ชวนผู้อ่านไปค้นพบหลากหลายเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือกรมศิลปากร วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “แรกมีไม้ขีดไฟในสยาม”
“ไม้ขีดไฟ” ถูกนำเข้ามายังสยามผ่านทางบาทหลวงที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นไม้ขีดไฟของบริษัท Swedish Match จากสวีเดน ต่อมาเริ่มมีการวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะไม้ขีดไฟของญี่ปุ่น ซึ่งมีตราต่างๆ จำนวนมากหลายพันแบบ มีลักษณะบรรจุภัณฑ์ที่มีรูปลักษณ์สวยงามและมีเอกลักษณ์อันโดดเด่น ตราและสลากบนกล่องไม้ขีดไฟเป็นภาพวาดหลากหลายลวดลาย เหมาะสำหรับการเก็บสะสม เช่น ภาพวาดคน สัตว์ ผลไม้ ดอกไม้ บุคคลสำคัญ รวมทั้งภาพวาดเหตุการณ์ต่างๆ
ครั้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การนำเข้าไม้ขีดไฟเริ่มลดลงเนื่องจากประเทศไทยได้จัดตั้งโรงงานผลิตไม้ขีดไฟใช้เอง เช่น บริษัท มิ่นแซ จำกัด, บริษัท ตังอา จำกัด, บริษัท ไทยไฟ จำกัด, บริษัท ไม้ขีดไฟไทย จำกัด (เดิมคือบริษัท สยามแมตซ์แฟ็กตอรี่ จำกัด) เป็นต้น จนทำให้ต้องมีการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยไม้ขีดไฟขึ้นเป็นครั้งแรก ประกาศใช้เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 เพื่อควบคุมการดำเนินกิจการโรงงานไม้ขีดไฟ และจัดเก็บภาษีไม้ขีดไฟที่ผลิตภายในพระราชอาณาเขต ปัจจุบันความสำคัญของไม้ขีดไฟได้ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสินค้าอื่นที่สามารถใช้ในการจุดไฟได้อย่างสะดวกสบายมากกว่า ไม้ขีดไฟที่เรายังคงสามารถพบเห็นได้ทั่วไปที่คุ้นตาและยังคงมีจำหน่ายถึงทุกวันนี้คือ ตราพระยานาค ของบริษัทไม้ขีดไฟไทย
ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวของไม้ขีดไฟ และหน้ากลักไม้ขีดไฟ ซึ่งเป็นของสะสมที่มีคุณค่าและหายาก สามารถอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ เรื่อง “อาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี” ซึ่งจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในวาระครบ 70 ปี หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ที่ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี หรืออ่านในรูปแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.finearts.go.th/main/view/46626
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. อาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี = Archive : please keep it properly preserved. กรุงเทพฯ: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2567.
เอนก นาวิกมูล. แรกมีในสยาม ภาค 1. กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2559.
ชื่อเรื่อง อานิสงส์สร้างพระรูป (สองพระเจ้า)เลขทะเบียน 19/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 10 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พระพุทธรูปภาษา บาลี/ไทยอีสานบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับมอบมาจากนางสุดา วงษ์พันธุ์
ชื่อแบบฉบับ : มาเลยฺยสุตฺต (ผูก 2)
ชื่อเรื่อง : ปฐมมาลัย-ทุติยมาลัย (ผูก 2)
เลขทะเบียน : ชม.บ.594/2
ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ ปีที่สร้าง : จ.ศ.1004 (พ.ศ. 2185)
จำนวน : 1 คัมภีร์ 2 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 2)
จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด จำนวนหน้า : 54 หน้า
อักษร : ธรรมล้านนา ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา เส้น : จาร
ฉบับ : ล่องชาด ไม้ประกับ : ไม่มี ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน
ประวัติ : จ.ศ.1004 (พ.ศ.2185 สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531
โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568
เลขทะเบียน : นพ.บ.780/ค5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 241 (452-462) ผูก ค5 (2568)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ขอเชิญประชาชนร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำหรับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช สามารถรับโบว์สีดำสำหรับติดเสื้อได้ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ณ อาคารพิพิธภัณฑ์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. เปิดทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ และวันหยุดขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๕๓๔ ๑๐๗๕ เฟซบุ๊ก: Nakhon Si Thammarat National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช https://www.facebook.com/nst.museum
----------------------------------------------------------
In mourning for
Her Majesty Queen Sirikit
The Queen Mother.
Visitors to the Nakhon Si Thammarat National Museum
may receive a black mourning ribbon
starting from 1st November 2025
at the museum building,
from 9 a.m. – 4 p.m.
Wednesday - Sunday and public holidays.
สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ร่วมกับศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ เชิญฟังและรับชม "THE KINGDOM'S BLACKSMITH ลัวะ : เหล็ก : ล้านนา" กิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ ที่จะชวนมองอดีตของล้านนาผ่านมุมมองของทรัพยากรและผู้คน ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 13.00 - 15.30 น. ณ หอกลางเวียง ศูนย์มรดกเมืองเทศบาลนครเชียงใหม่ (หลังอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) จังหวัดเชียงใหม่
- ฟัง เสวนาพิเศษ "มองอดีตผ่านทรัพยากร : ลัวะ เหล็ก และระบบเศรษฐกิจจารีตล้านนา" แลกเปลี่ยนผ่านมุมมองของ 3 นักวิชาการ ได้แก่ ดร.ภีร์ เวณุนันทน์ อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ และอาจารย์วิชญา มาแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
- รับ เอกสาร "ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา" ผลงานล่าสุดจากสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ที่จะนำมาเปิดตัวในงานนี้ (มีจำนวนจำกัด ลงทะเบียนและรับฟรี)
- ชม นิทรรศการพิเศษ "THE KINGDOM'S BLACKSMITH ลัวะ : เหล็ก : ล้านนา" นำเสนอภาพถ่ายหาชมยาก และหลักฐานของกลุ่มชาวลัวะทำเหล็กสมัยโบราณ และการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน
- ชิม เครื่องดื่มสุดพิเศษ กาแฟลัวะจากดอยบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่
พิเศษ! รับของที่ระลึก สำหรับผู้มาร่วมงานทุกท่านจะได้รับเอกสาร “ลัวะทำเหล็ก กลุ่มชาติพันธุ์และทรัพยากรโบราณล้านนา”
.
ผู้สนใจร่วมงานและรับเอกสาร สามารถลงทะเบียนได้โดยสแกน QR CODE ด้านล่างโปสเตอร์ หรือทางลิ้งก์นี้ https://qrfy.io/Q_e9b8_AdI เพื่อสำรองที่นั่งสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 5322 2262 หรือ เฟซบุ๊ก เพจ: สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ https://www.facebook.com/finearts7chiangmai
ศรัทธาบนยอดเขา : เรื่องราวรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ
จังหวัดจันทบุรีเป็นจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาอันทรงคุณค่า หนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของจังหวัดได้อย่างชัดเจน คือ อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญและผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่เทือกเขาสูงชันแห่งนี้
ภายในอุทยานแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ หรือพระบาทพลวง ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 1,050 เมตรจากระดับน้ำทะเล รอยพระพุทธบาทดังกล่าวถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2397 โดยชาวบ้านที่ขึ้นไปหาของป่าและพักแรมบนภูเขา ขณะถางหญ้าได้สังเกตเห็นรอยลักษณะคล้ายก้นหอยลึกบนแผ่นหินขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร ใกล้กันนั้นยังปรากฏหินก้อนมหึมารูปทรงคล้ายบาตรคว่ำ ตั้งอยู่บริเวณชะง่อนผา เรียกว่า หินลูกบาตร ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นราวกับตั้งอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงก่อให้เกิดเรื่องเล่า ตำนาน และความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยพุทธศาสนิกชนเชื่อว่าการได้ขึ้นไปนมัสการ ณ สถานที่แห่งนี้จะได้รับกุศลอันยิ่งใหญ่ เสมือนได้เข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อเขียน พระครูธรรมสรคุณ ได้เสนอให้ใช้ชื่อ เขาคิชฌกูฏ เพื่อเชื่อมโยงกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในพุทธประวัติ ณ กรุงราชคฤห์ ประเทศอินเดีย พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและขยายระยะเวลาการจัดงานนมัสการ จนกลายเป็นประเพณีสำคัญที่มีผู้เข้าร่วมนับล้านคนต่อปี
งานนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ จัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคมของทุกปี ภายในงานมีการบวงสรวงเทวดา การปิดทองรอยพระพุทธบาท และการเดินขึ้นเขาเพื่อแสดงความศรัทธา กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นและความอดทนของผู้แสวงบุญ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยจุดสักการะและปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ผูกโยงกับตำนานทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นและทิวทัศน์กว้างไกลของเมืองจันทบุรี
ด้วยความสำคัญทั้งในมิติธรรมชาติและศาสนา สถานที่แห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน การร่วมกันดูแลรักษาความศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนความงดงามของผืนป่าและรอยพระพุทธบาทให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ จึงนับเป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อสืบสานคุณค่าอันล้ำค่านี้ให้ดำรงอยู่สู่ชนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. สำนักบริหารงานกลาง. เปิดเขาพระบาทวันแรก! พุทธศาสนิกชนแห่นมัสการรอยพระบาทพลวงคึกคัก ด้านอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏจัดเต็ม! เข้มมาตรการความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวกทุกจุดบริการ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จากhttp://news.dnp.go.th/news/38212
_____. อุทยานฯ เขาคิชฌกูฏ พร้อมเปิดนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ ปี 2567 เริ่ม 10 ก.พ. – 9 เม.ย. นี้. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก http://news.dnp.go.th/news/26485
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.). งานประเพณีนมัสการลอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://thai.tourismthailand.org/Events-and-Festivals/งานประเพณีนมัสการลอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ
ท่องเที่ยว 4 จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด : 4 way Trips chonburi Rayong Chanthaburi Trat. ม.ป.ท.: ม.ป.พ., 2561.
พระครูธรรมสรคุณ. ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พลวง). จันทบุรี: จันทบุรีการพิมพ์, ม.ป.ป. https://www.finearts.go.th/chantaburilibrary/view/17214
พระมหาหงษ์สา ดิษชัง. รูปแบบการพัฒนาความยั่งยืนในประเพณีงานนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี. ดุษฎีนิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน). จันทบุรี: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, 2566. ฉบับอัดสำเนา.
สุทธิชัย ปทุมล่องทอง. ที่นี่ประเทศไทย : ท่องเที่ยวภาคตะวันออก. กรุงเทพฯ: สถาพรบุ๊คส์, 2549.
อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี KhaoKhitchakut National Park. เติมพลังใจรับต้นปี กับจุดเช็คอินบนเส้นทางศรัทธาแห่งเขาคิชฌกูฏ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569, จาก https://www.facebook.com/share/p/1AhnKCCYxM/
เรียบเรียงโดย นางสาวทิพวรรณ จันทร์ปัญญา บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
ผู้แต่ง : ทศ คณนาพร ปีที่พิมพ์ : ม.ป.ป. สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์เอ็นสแควร์ เรื่องเล่า เวียงเจียงใหม่ เป็นการเล่าถึง ประวัติศาสตร์วีรกรรมของเหล่าบรรพชนล้านนา ที่ร่วมแรงร่วมใจกันก่อร่างสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น รวมถึงเหตุการณ์นานา ทั้งภายนอกและภายใน ความเจริญรุ่งเรืองอย่างก้าวหน้าของเมืองเชียงใหม่ ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี การปกครอง เศรษฐกิจการค้าที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 700 ปี จึงยังประโยชน์ และควรค่าแก่รับทราบถึงรากเหง้า และความเป็นมานี้ด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นบทเรียนสอนใจในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย