ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ

องค์ความรู้จากหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เรื่อง สาระจากเอกสารโบราณ ตอน ความเชื่อเกี่ยวกับการบันทึกอักษร



สวัสดีค่ะ พบกันอีกเช่นเคยกับ #องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน วันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ "งาช้างดำ" ซึ่งเป็นโบราณวัตถุคู่บ้านคู่เมืองน่าน และเป็นโบราณวัตถุชิ้นเด่นที่สำคัญซึ่งจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน กล่าวได้ว่าหากใครได้มาเยือนเมืองน่านแล้วไม่ได้แวะมาเยี่ยมชมงาช้างดำถือว่ามาไม่ถึงเมืองน่านนะคะ ดังจะเห็นความสำคัญที่ปรากฏในคำขวัญจังหวัดน่านที่ว่า "แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง" --- งาช้างดำ เดิมเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองนครน่าน ที่รักษาสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งยังคงอยู่คู่กับหอคำ หรืออาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน มาจนถึงปัจจุบัน --- ลักษณะเป็นงาปลี (งาที่มีความยาวไม่มากนัก แต่มีวงรอบขนาดใหญ่) สีน้ำตาลเข้ม มีจารึกอักษรธรรมล้านนา ถอดความเป็นภาษาไทยว่า "กิ่งนี้หนักหนึ่งหมื่นห้าพัน" ขนาดของงาช้างดำยาว ๙๗ เซนติเมตร วัดโดยรอบตรงส่วนที่กว้างที่สุดได้ ๔๗ เซนติเมตร มีโพรงตอนโคนลึก ๑๔ เซนติเมตร มีน้ำหนัก ๑๘ กิโลกรัม  --- จากการศึกษาทางวิชาการพบว่า เป็นงาช้างตันที่ถูกถอดมาจากตัวช้าง โดยช้างเจ้าของงาน่าจะมีอายุ ๖๐ ปี สันนิษฐานว่าเป็นงาช้างข้างซ้าย เพราะมีรอยเสียดสีกับงวงชัดเจน --- อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่างาช้างดำกิ่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร แต่มีตำนานและความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับงาช้างดำ ดังนี้ --- ตำนานที่ ๑ กล่าวว่าพญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖ แห่งราชวงศ์ภูคา (ครองเมืองพุทธศักราช ๑๘๙๖ - ๑๙๐๖) ได้ทำพิธีสาปแช่งให้งาช้างดำกิ่งนี้เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป ห้ามผู้หนึ่งผู้ใดนำไปเป็นสมบัติส่วนตัว ต้องไว้ที่หอคำหรือวังเจ้าผู้ครองนครน่านเท่านั้น เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย ในพุทธศักราช ๒๔๗๔ เจ้านายบุตรหลานจึงได้มอบงาช้างดำให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน --- ตำนานที่ ๒ กล่าวว่าในสมัยเจ้าสุมนเทวราช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ (ครองเมือง พ.ศ.๒๓๕๓ - ๒๓๖๘) มีพรานคนเมืองน่านเข้าป่าล่าสัตว์ไปถึงเขตแดนระหว่างไทยกับเชียงตุง ได้พบซากช้างตัวดำสนิทตายอยู่ในห้วย พอดีกับพรานชาวเชียงตุงมาพบด้วย พรานทั้งสองจึงแบ่งงาช้างดำกันคนละกิ่ง ต่างคนต่างก็นำมาถวายเจ้าเมือง ต่อมาเจ้าเมืองเชียงตุงได้ส่งสารมาทูลเจ้าสุมนเทวราชว่า ตราบใดที้งาช้างดำคู่นี้ไม่สูญหาย เมืองน่านกับเมืองเชียงตุงจะเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป --- ตำนานที่ ๓ กล่าวว่ากองทัพเมืองน่านยกทัพไปล้อมเมืองเชียงตุงหลายเดือน  ทำให้ชาวเมืองเชียงตุงเดือดร้อน โหรเมืองเชียงตุงทูลเจ้าเมืองว่าเป็นเพราะมีงาช้างดำอยู่ด้วยกัน ทางที่ดีควรแยกกันอยู่ จึงได้นำงาช้างดำกิ่งหนึ่งมอบให้กองทัพเมืองน่าน แล้วกระทำสัตย์สาบานเป็นมิตรไมตรีกันตลอดไป --- ส่วนฐานที่เป็นครุฑแบกรับงาช้างอยู่นั้น ทำจากไม้สักทั้งท่อน สร้างขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๖๙ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีข่าวว่าเจ้าเมืองทางเหนือบางเมืองแข็งข้อก่อกบฏ เจ้าเมืองน่านจึงให้ทำครุฑขึ้นมาแบกงาช้างดำ วัตถุคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นว่า นครน่านยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไม่เสื่อมคลาย เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. เมืองน่าน โบราณคดีประวัติศาสตร์ และศิลปะ, ๒๕๓๗. - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน. มรดกท้องถิ่นน่าน เล่มที่ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน และโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ. น่าน: องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน, ๒๕๔๗.


รวมถ้อยคำเหนียตจ่ายซากาตฟิฏรฺและดุอา จัดทำโดย นางสาวฤทัยรัตน์ เส้งสุวรรณ์ เอกปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักศึกษาฝึกงาน


          การทอผ้านับเป็นภูมิปัญญาของชาวสยามมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะเมืองจันทบุรีมีการทอผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองกันแพร่หลาย ดังพระราชหัตถเลขาพระพุทธเจ้าหลวงคราวเสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออกเมื่อ พ.ศ.2419 ว่า...เมื่อวานนี้เราซื้อผ้าได้ที่บางกระจะ...ซึ่งผ้าที่พระองค์ทรงซื้อจากราษฎร ได้พระราชทานให้ผู้ติดตามและทหารตามเสด็จฯนั้นเป็นผ้าตาสมุกไหม ผ้าตาสมุกด้ายแกมไหม และผ้าพื้นเมือง นอกจากนี้ยังได้มีพระราชนิพนธ์ชื่นชมผ้าไหมเมืองจันทบุรีว่า"ดูงามดีนัก"           การทอผ้าไหมและผ้าพื้นเมืองของชาวจันท์ มีเทคนิคการย้อมผ้าด้วยการผสมสีจากเปลือกไม้หรือแก่นพรรณไม้ หรือวัสดุพื้นบ้านธรรมชาติ ทำให้สีคงทนอยู่ได้เป็นร้อยปี จากชื่อเสียงที่โด่งดังในการทอผ้าของคนไทย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา จึงมีดำริที่จะบันทึกไว้เป็นตำรา จึงได้มีท้องตรามายังมณฑลต่างๆรวมทั้งมณฑลจันทบุรีให้รายงานสีสำหรับการย้อมด้ายและไหม           จากเอกสารจดหมายเหตุได้ระบุไว้ว่าชนิดของสีธรรมชาติที่ใช้ย้อมด้ายและไหมของมณฑลจันทบุรี มีความหลากหลายกว่ามณฑลอื่นๆ ได้แก่สีเหลือง ทำด้วยเปลือกมะพูด สีน้ำตาล ทำด้วยแก่นแกแล สีเขียว ทำด้วยเปลือกมะพูดกับผงคราม สีหมากรุก ทำด้วยเมล็ดลูกคำ สีแดง ทำด้วยครั่งไทยและใบโรงทอง สีช็อกแกแร้ต ทำด้วย เปลือกโปรง สีดำ ทำด้วยลูกมะเกลือ สีน้ำเงินคราม ทำด้วยใบคราม สีม่วง ทำด้วยครั่งไทยกับใบคราม (ภาษาที่ใช้ตามต้นฉบับ :ผู้เขียน)           ซึ่งสีธรรมชาติเหล่านี้เป็นพันธุ์ไม้ที่ส่วนใหญ่หาได้เฉพาะถิ่นในเมืองจันทบุรีเอง ส่วนจังหวัดตราดและจังหวัดระยองมีรายงานมาว่า จังหวัดระยองมีการย้อมผ้าด้วยมะเกลือเพียงเล็กน้อย ส่วนจังหวัดตราดไม่มีการย้อมผ้าเองเลย ///ผู้เขียนเห็นว่าเทคนิคการย้อมผ้าโบราณด้วยสีธรรมชาติน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจจะฟื้นฟูการทอผ้าพื้นเมือง และการย้อมผ้าด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน ย่อมมีโอกาสในการสร้างมูลค่าและคุณค่าในวงการทอผ้าต่อไป--------------------------------------------------------------------ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ --------------------------------------------------------------------อ้างอิง เอกสารจดหมายเหตุลายลักษณ์.(13)มท2.5/29เรื่อง ให้สอบสวนการย้อมผ้าสมัยโบราณราชบัณฑิตยสภา.[14 ต.ค.-10 ธ.ค.2473].


          ตำบลบางกะจะ เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี มีสถานที่สำคัญ คือค่ายเนินวง วัดพลับบางกะจะ ศาลหลักเมือง และวัดโยธานิมิต เป็นที่ตั้งของ "สำนักงานโบราณคดีใต้น้ำ" และ "พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี" ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักศิลปากรที่ ท5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม           ปัจจุบันบ้านบางกะจะ ต.บางกะจะ อ.เมือง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP ของจังหวัดจันทบุรี ตามที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินงานโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวขึ้น และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักศิลปากรที่ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ที่เรียบกันว่า “บางกะจะ” นั้น มีใครทราบบ้างไหมว่าชื่อนี้มีที่มาอย่างไร           นายธารินทร์ ศรีจันทร์ ชาวบ้านตำบลบางกะจะได้ให้ข้อมูลว่า เดิมที่บ้านบางกะจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 7-8 กิโลเมตร การคมนาคมไปมาไม่สะดวก ต้องเดินทางด้วยเท้า หมู่บ้านนี้มีป่าไม้หนาแน่นและติดคลอง จึงมีสัตว์จำพวกนกและกาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกกา ดังนั้นในตอนเช้าของทุกวันจะได้ยินเสียงพวกนก กา ส่งเสียงร้องกันดังลั่นอยู่บนต้นไม้ นั้นถ้าใครมาเที่ยวหรือผ่านมาในหมู่บ้านนี้ในตอนเย็นๆ ก็จะได้ยินเสียงร้องของสัตว์พวกนี้ดังสนั่นป่า คนทั่วๆไปจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านบางกาจับ” ต่อมากาลเวลาผ่านไปจึงเปลี่ยนไปเป็น “บ้านบางกะจะ” จนถึงปัจจุบันนี้           แต่ที่เรียกกันว่า “บางกะจะ” นั้นหมายถึงหมู่ที่ 1 ของตำบลนี้ ส่วนหมู่บ้านอื่นๆก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น บ้านตะบกเตี้ย บ้านท่าแฉลบ บ้านเก่า บ้านหัวหิน บ้านป่าใต้ บ้านเกาะลอย เป็นต้น แต่ชื่อดังกล่าวก็อยู่ในตำบลบางกะจะทั้งสิ้น           ปัจจุบันหมู่บ้านบางกะจะได้เจริญขึ้นมาก มีตลาดภายในหมู่บ้าน มีการจัดตั้งเป็น “สุขาภิบาล” และยกฐานะเป็น ”เทศบาลตำบลบางกะจะ” การคมนาคมติดต่อสะดวก เป็นทางผ่านของตัวเมืองจันทบุรี และอำเภอท่าใหม่ มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ ค่ายเนินวง วัดโยธานิมิต และวัดพลับ เป็นอีกสถานที่อีกแห่งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใช้ทำพิธีก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี และบ้านบางกะจะยังเป็นเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP ของจังหวัดจันทบุรีด้วย-----------------------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี-----------------------------------------------------------อ้างอิง : นิภา เจียมโฆษิต. ประเพณีท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี. จันทบุรี : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี. 2538. ขอขอบคุณภาพประกอบ จากเว็บไซด์ เภพาเที่ยว เรื่อง “หนึ่งวัน@จันทบุรี ตอน บางกะจะ” https://www.phephatiew.com/travel



องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง พัฒนาการทางวัฒนธรรมเมืองโบราณศรีฐาน จากหลักฐานการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดี โดย นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น


           สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสนพระทัยในศิลปวิทยาการหลายแขนง โดยเฉพาะในทางศิลปะ ดนตรี ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในรัชกาลที่ ๕ ทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราชในหลายด้าน ถึงปลายรัชกาลจึงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการด้วยเหตุที่พระสุขภาพทรุดโทรม ไม่อาจทำราชการได้ทันตามพระราชประสงค์ เมื่อทรงว่างจากราชการประจำแล้ว ทรงมีเวลาว่างมากขึ้น จึงได้ทรงสร้างสรรค์ผลงานด้านศิลปะเรื่อยมา ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลานี้ ทรงมีลายพระหัตถ์ไปยังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระเชษฐาซึ่งทรงรอบรู้ในสรรพวิทยาโดยเฉพาะทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ลายพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์ มีมากขึ้นเมื่อทั้งสองพระองค์ทรงพ้นจากราชการทั้งหลายแล้ว และมีเนื้อหาที่เต็มไปด้วยความรู้ ไม่เฉพาะสิ่งที่ทั้งสองพระองค์สนพระทัยเท่านั้น หากยังมีเรื่องราวที่สะท้อนภาพของสังคม วัฒนธรรมในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ลายพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์ ในเวลาต่อมาทายาทได้รวบรวมจัดพิมพ์ และรู้จักกันในชื่อหนังสือเรื่อง “สาส์นสมเด็จ”            ในลายพระหัตถ์ “สาส์นสมเด็จ” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีไปถึงสมเด็จฯเจ้าฟ้านริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๔ มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับ “พัดวไลย” ดังนี้    บ้านซินนามอน ปีนัง วันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ ... หม่อมฉันได้รับหนังสือแจกงานพระศพทูลกระหม่อมหญิงวลัย ชุด ๑ เห็นใบปกสมุดเล่ม ๑ มีรูปพระสถูปเป็นประธาน แต่แรกเข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายพระธรรมปริยายที่พิมพ์ในสมุดเล่มนั้น พิจารณาไปเห็นรูปกำไลก้านบัว ๒ วงกับดอกประจำยามอยู่ข้างใต้ ได้เค้าว่าหมายว่า “วลัยกับอลงกร” แลกลับขึ้นไปดูรูปพระสถูปเห็นมีช่องคูอยู่ที่ฐานก็รู้ได้ว่าเขาหมายจะทำรูป “พระธาตุจอมเพชร์” บนยอดเขามหาสวรรค์ที่เมืองเพชร์บุรีเป็นเครื่องหมายนามกรมหลวงเพชรบุรี ก็ต้องชมว่าเขาช่างคิดเลือกจะหารูปสิ่งอื่นหมายให้เหมาะกว่าเห็นจะไม่มี... ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ดำรงราชานุภาพ             ลายพระหัตถ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ทราบว่า ผลงานออกแบบของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นอกจากที่ใช้เป็นแบบของพัดรองที่ระลึก เนื่องในงานพระเมรุพระราชเพลิงพระศพแล้ว ยังใช้เป็นภาพปกของหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานพระเมรุครั้งนั้นด้วย โดยหนังสือดังกล่าว คือหนังสือเรื่อง “ประชุมโอวาท คณะครูโรงเรียนราชินี พิมพ์น้อมเกล้าสนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระราชปิตุจฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร งานพระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ.๒๔๘๔” สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ “สนองลายพระหัตถ์” สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า    ตำหนักปลายเนิน คลองเตย วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๘๔ กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทราบฝ่าพระบาท ...สนองลายพระหัตถ์ (ฉบับหลัง) ...พระตราทูลกระหม่อมหญิงเพชรบุรี ซึ่งมีพระธาตุจอมเพชรอยู่ด้วยนั้นเป็นของเกล้ากระหม่อมคิดขึ้นเอง สมเด็จพระพันวัสสาตรัสสั่่งมาให้เขียนพัด เมื่อเขียนถวายไปแล้วโรงเรียนราชินีเขาก็ถ่ายทำเป็นใบปกหนังสือไปอีกต่อหนึ่ง ในการที่เกล้ากระหม่อมทำนั้นคิดหลบสิ่งที่เป็นของพระบรมราชาฯ เหตุด้วยมีกฎหมายบังคับ ว่าถ้าทำแล้วให้ขอพระบรมราชานุญาตก่อน เห็นว่าขอพระบรมราชานุญาตนั้นลำบาก จึงไปฉวยเอาพระธาตุจอมเพชรมาทำ ฝ่าพระบาทก็เก่งทายาดที่ทรงทราบได้ว่าพระธาตุจอมเพชร ภายใต้นั้นตั้งใจจะทำเป็นกลุ่มใบตาล เป็นเขาเป็นดงตาลเสร็จไปในตัว แต่ตาไม่เห็นลำบากในการเขียน ต้องหาคนช่วย ต่อลงสีแล้ว จึงเห็นว่ามันบางกะหรอนไปจนเกือบจะไม่เห็นว่าเป็นกลุ่มใบตาล เพราะสีทำให้จะแจ้งขึ้น จะแก้ก็ไม่ทราบว่างานจะช้า กลัวจะไม่ทันการ จึ่งปล่อยไปเลยตามเลย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด นริศ             จากลายพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์ข้างต้น เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงข้อสันนิษฐาน ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีเมื่อได้เห็นภาพปกหนังสือดังกล่าวว่าเป็นพระธาตุจอมเพชร บนพระนครคีรี และต่อมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงอธิบายถึงที่มาของแนวคิดในการออกแบบพัดรองที่ระลึก เนื่องในงานพระเมรุ สมเด็จพระราชปิตุจฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร ว่า ทรงเลี่ยงการใช้สิ่งซึ่งต้องพระราชทานพระบรมราชานุญาต ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทรงเลือกใช้ภาพพระธาตุจอมเพชร พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรีมาเป็นภาพหลักในพัดรองดังกล่าว เพราะมีความสอดคล้องกับพระนาม “กรมหลวงเพ็ชรบุรีราชสิรินธร” นั่นเอง นอกจจากนี้ ยังทรงแทรกภาพของภูเขา และใบตาล อันหมายถึงเขามหาสวรรค์ และต้นตาล ต้นไม้ที่มีอยู่มากในท้องที่จังหวัดเพชรบุรีอีกด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีลายพระหัตถ์ตรัสถึงเรื่อง “พัดวไลย” โดยทรงยกย่องในความคิดเรื่องการออกแบบพัดรอง ดังความว่า     บ้านซินนามอน ปีนัง วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ทูล สมเด็จกรมพระนริศฯ ...ตราพัดรองงานพระศพทูลกระหม่อมหญิงกรมหลวงเพชรบุรีนั้น หญิงพิลัยเธอตีความที่หม่อมฉันยังคิดไม่เห็นออกอีกอย่าง ๑ ที่มีวงจักร์ต่อกำไลก้านบัวหมายเป็นอักษร ว ข้าง ๑ เป็นอักษร อ ข้าง ๑ ที่หม่อมฉันทูลชมตรานั้นนับได้ว่าชมอย่างบริสุทธิ์ เพราะเมื่อชมไม่รู้ว่าใครคิด ถ้ารู้ก่อนว่าเป็นพระดำริของท่าน คำชมก็ระคนด้วยความนับถือส่วนพระองค์ท่านหาบริสุทธิ์ปลอดบัลลัยทีเดียวไม่... ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ดำรงราชานุภาพ            หนังสือ “สาส์นสมเด็จ” นอกจากจะเป็นลายพระหัตถ์ที่เจ้านายทั้งสองพระองค์ทรงแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านต่างๆ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี ศิลปะแขนงต่างๆ แล้ว ยังมีเรื่องราวของเหตุการณ์บ้านเมือง ตลอดจนสภาพสังคมเมื่อเกือบหนึ่งร้อยปีมาแล้วที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “สมเด็จ” ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ จนกระทั่งปี ๒๔๘๖ ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพสิ้นพระชนม์จึงเป็นอันสิ้นสุด และทรงมีลายพระหัตถ์สุดท้าย ประทานแก่หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม  ดิศกุล ความว่า    ตำหนักปลายเนิน คลองเตย ๒๒ ธันวาคม ๒๔๘๖ หญิงจง ที่ให้ลายพระหัตถ์เด็จพ่อนั้นดีเต็มที ในเรื่องเรือนคนทำตามประเทศนั้นดีมาก ถ้าหาไม่ก็จะเขียนหนังสือกราบทูลถวาย เสียดายเต็มทีที่สิ้นพระชนม์เสีย จะกราบทูลอะไรไม่ได้ทั้งนั้น นริศ   อ้างอิง  สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๔. โครงการห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔,  จาก: https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๔ สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๖. โครงการห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๔,  จาก: https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๖/ธันวาคม   ราชินี, โรงเรียน. ประชุมโอวาท.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยเขษม, ๒๔๘๔. (คณะครูโรงเรียนราชินี พิมพ์น้อมเกล้าฯ  ถวายสนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระราชปิตุจฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีราช       สิรินธร งานพระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๘๔) ภาพประกอบ  ภาพปกหนังสือ “ประชุมโอวาท” ซึ่งโรงเรียนราชินี จัดพิมพ์สนองพระเดชพระคุณ ในงานพระเมรุ สมเด็จพระราชปิตุจฉาเจ้า เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชรบุรีสิรินธร พุทธศักราช ๒๔๘๔



ชื่อเรื่อง                                เวสฺสนฺตรชาตกานิสํสกถา (อานิสงส์เวสสันดร) สพ.บ.                                  242/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           28 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 58 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภธมฺม (สังคิณี-ยมก) สพ.บ.                                  375/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           98 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.157/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  66 หน้า ; 4.5 x 54.5 ซ.ม. : ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 94 (17-21) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทศนา (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.37/1-6  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


นิพฺพานสุตฺต (นิพฺพานสูตร)  ชบ.บ.75/1-1ธ  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


black ribbon.