ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,443 รายการ
กรมศิลปากรได้เข้าร่วมขบวนรถแห่เทียนพรรษาตามตารางกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเนื่องในเทศกาลอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาเฉลิมพระเกียรติฯ ในวันพุธที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น. – ๑๒.๐๐ น. ณ บริเวณท้องสนามหลวง และนำเทียนพรรษาไปถวายยังวัดปรินายก กรุงเทพมหานครฯ ต่อไป โดยมีท่านอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานและผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ข้าราชการเข้าร่วมพิธีดังกล่าว
มรดกดีเด่น(Significant heritage)
เนื้อหาจะกล่าวถึงมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป คือ งานศิลปหัตถกรรม ได้แก่ การทำเครื่องประดับเงินและการทอผ้าไหม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ได้แก่ การแสดงเรือมอันเร(การรำสาก) การละเล่นเจรียง รวมถึงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงกันตรึม วงมโหรี และการเลี้ยงช้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ในส่วนการจัดแสดงจะใช้โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ หุ่นจำลอง ภาพถ่าย วีดิทัศน์ และเครื่องเล่นแผ่นเสียง เป็นสื่อให้เห็นถึงการแสดงพื้นบ้าน การผลิตและใช้ประโยชน์จากงานหัตถกรรม มีหุ่นจำลองและวีดิทัศน์เรื่องการจัดแสดงศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ฉากจำลองบรรยากาศหมู่บ้านเลี้ยงช้างและวีดิทัศน์เกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนเลี้ยงช้าง ให้ผู้เข้าชมได้ทราบถึงมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสุรินทร์ที่มีมาในอดีตและยังคงรับใช้ชุมชนอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน
Significant heritage
Exhibits highlight the well – known cultural heritage of Surin province: handicrafts, such as silver ornaments and silk weaving; folk performances such as “Ruam”, or local dancing, “Jariang”, or local singing, and local music such as “Kantruem”; and elephant training, for which Surin is famous throughout the world. Models, photographs and audio – visual displays illustrate handicraft production, and samples of silk cloth and silver are on display. A model of an elephant training village, as well as audio – visual displays, help visitors to learn about the heritage of local wisdom from ancient times to the present.
ำลองการประกอบพิธีแกลมอ (Healing ceremony) ของกลุ่มชาติพันธุ์กวย(Kuay)หุ่นจำลองการประกอบพิธีการ์แซน(การแต่งงาน) Wedding ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร(Khmer)และภาพถ่ายเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีบายศรีสู่ขวัญ สภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว(Lao)ซึ่งจะสื่อถึงสภาพวิถีชีวิต ลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบกันเป็นคนสุรินทร์ในปัจจุบัน และยังมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบรรจุอยู่ใน Computer Touch Screen ให้ศึกษาค้นคว้าได้โดยละเอียด
Ethnology
Displays here focus on the population of Surin province, which can be divided into three groups: the Kuay, who excelled at catching and training elephants, the Khmer, the original inhabitants of Surin province, and the Laos, a later group who immigrated to Surin province. Models depict the houses, ceremonies, photographs and paintings, daily tools, and objects reflecting the lives and cultures of the three groups. A computer touch screen provides additional information.
วัสดุ สำริด
อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สังคมเกษตรกรรม (ประมาณ 2,500–1,800 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด
กระดึง คงใช้ผูกคอสัตว์หรือประดับอยู่กับเครื่องผูกบนคอสัตว์ เช่นเครื่องผูกบนหลังช้าง ม้า วัว สำหรับยึดสัปคับหรือที่วางสัมภาระ ค้นพบตามแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เคยค้นพบกระดึงอยู่กับโครงกระดูกสัตว์ประเภทใช้งานดังกล่าว จึงอาจใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น เช่น เป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมเป็นต้น จากลักษณะรูปทรง สันนิฐานว่ามีเทคนิคการหล่อแบบไล่ขี้ผึ้ง (lost wax casting) โดยปั้นหุ่นรูปกระดิ่งแล้วแกะหรือปั้นลายรูปคล้ายจั่วบนขี้ผึ้ง แล้วหุ้มด้วยดินหุ่น เมื่อเทสำริดแทนขี้ผึ้ง แล้วปล่อยให้เย็นตัว จึงทุบดินหุ่นออก แล้วขัดแต่งผิวให้สวยงาม นับว่าเป็นกระดึงที่มีลวดลายเรียบง่าย แต่วางจังหวะของลวดลายได้เหมาะสมลงตัว
วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๑ นางกันยา แต้เจริญวิริยะกุล ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๖ พรรษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา
นับแต่การสถาปนากรุงศรีอยุธยา มีการสร้างบ้านแปลงเมือง ขุดคูเมือง สร้างกำแพง ป้อม ค่าย มีประตูเข้าออกโดยรอบกำแพงพระนคร มีผู้คนต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างชาติ ต่างภาษา เข้ามาค้าติดต่อราชการ การค้าขาย อีกทั้งโดยตลอดวันยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ในสมัยที่การส่งข่าวสารต่างๆมิได้สะดวกรวดเร็วดังเช่นปัจจุบัน หอกลอง จึงทำหน้าที่สำคัญในการส่งสัญญาณบอกแก่ผู้คนในพระนครถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น โดยหอกลองของกรุงศรีอยุธยานั้น อยู่ในความดูแลของกรมพระนครบาล อยู่บริเวณตลาดหน้าคุก แถววัดเกตุ เป็นหอกลองสูง3ชั้น แขวนกลองขนาดต่างกันจำนวน3 ใบ ภาพ : วัดเกตุ จาก https://www.bloggang.com/m/mainblog.php… ชั้นล่างสุดนั้นเป็นกลองมีชื่อว่า พระทิวาราตรี เป็นกลองใบใหญ่สุดในจำนวนกลอง3ใบ ใช้ตีเวลาย่ำเที่ยง ย่ำสันนิบาต เวลาย่ำรุ่ง(ตอนเช้า) ย่ำค่ำ (ตอนเย็น) เป็นการตีสัญญาณบอกเวลาเป็นประจำทุกวัน ชั้นกลางแขวนกลอง มีชื่อว่าพระมหาระงับดับเพลิง ตีเฉพาะเมื่อเกิดเหตุเพลิงใหม้ หากเกิดเพลิงไหม้นอกพระนครนับแต่ตลิ่งแม่น้ำออกไปด้านนอกคาดกลองเป็นสัญญาณ 3 ครั้ง แต่หากเพลิงนั้นเกิดไหม้ในเกาะพระนคร อันเป็นที่มีสถานที่สำคัญทั้งพระราชวัง วัด ตลาด บ้านเรือนราษฎร จะเกิดเพลิงลุกลามไวทำให้ต้องคาดกลองตลอดจนกว่าจะดับเพลิงได้ ชั้นบนสุด แขวนกลองมีชื่อว่า พระมหาฤกษ์ หากได้ยินเสียงกลองใบนี้ เป็นอันว่าคงต้องเตรียมตัวโดยเร่งด่วนเพราะจะคาดกลองนี้ก็ต่อเมื่อมีศึกมาประชิดติดพระนครเท่านั้น เมื่อเป็นหอกระจายสัญญาณสำคัญของพระนครย่อมต้องมีการดูแลเข้มงวดแต่มักเกิดปัญหาด้วยสัตว์ตัวน้อยคือมุสิกะ(หนู)ชอบกัดหนังหน้ากลองให้ได้รับความเสียหาย ในแต่ละวันเจ้าพนักงานพระนครบาลผู้ดูแลหอกลองจึงต้องเรี่ยไรเก็บเงินจากร้านค้าตลาดหน้าคุกร้านละ 5 เบี้ย เพื่อนำมาซื้อปลาย่างเลี้ยงวิฬาร์ (แมว) ไว้คอยกัดหนู ถึงแม้ปัจจุบันจุบันหอกลองนั้นจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็ยังคงสะท้อนถึงวิถีชีวิตผู้คนในอดีตที่ล่วงมาแล้ว เรียบเรียงโดย นายปวิตร ใจเสงี่ยม นักวิชาการวัฒนธรรม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง วรรณกรรมพุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 28 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53.5 ซม. บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับชาดทึบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534