ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,635 รายการ
ประเพณียี่เป็ง ตอนที่ ๓ : ผางประทีป แสงสว่างส่องนำทางศรัทธาแห่งล้านนา ผางประทีป ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ใส่น้ำมันหรือขี้ผึ้ง มีไส้ทำมาจากเส้นฝ้าย ใช้จุดให้เกิดแสงสว่าง เพื่อสักการบูชาตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา โดยจุดวางตามวัดวาอารามหรือศาสนสถานในวันสำคัญทางศาสนาหรือเทศกาลสำคัญ ก่อนถึงช่วงประเพณียี่เป็ง จะมีการนำดินเหนียวที่มีการหมักมาปั้นเป็นตัวภาชนะขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป ในปัจจุบันมีวางขายทั่วไป มักจากมีขนาดประมาณ ๒ - ๓ เซนติเมตร จากนั้นนำมาผึ่งลมทิ้งไว้ให้พอหมาดนำไปเผา ใส่ไส้เทียน เทขี้ผึ้ง ทิ้งไว้จนขี้ผึ้งแข็งตัวเป็นอันเรียบร้อย เมื่อถึงช่วงประเพณียี่เป็ง ชาวล้านนาจะนิยมจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชา และใช้จุดบูชาแสดงออกถึงความเคารพผู้มีพระคุณ สักการบูชาสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ใช้ประโยชน์ เช่น ประตูบ้าน บ่อน้ำ ยุ้งข้าว เตาไฟ บันได และยังเป็นการบูชาแสงสว่างโดยเชื่อว่าจะทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีแสงสว่างนำทางชีวิตให้โชติช่วงชัชวาลอีกด้วยผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่อ้างอิง ๑. รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน. (๒๕๓๗). ชีวิตแสนสุขที่เชียงใหม่. กรุงเทพฯ : หจก. เม็ดทรายพริ้นติ้ง. ๒. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (๒๕๔๘). ประเพณีพิธีกรรมเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่ : บริษัท เชียงใหม่พริ้นติ้ง จำกัด.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 32/4ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปริตฺต (พฺรสตฺตปริตฺต) ชบ.บ 123/1ข
เอกสารโบราณ
(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/1 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
“การไหว้ครู” หมายถึง การทำพิธีแสดงความเคารพสักการบูชาครูบาอาจารย์ด้วยความสำนึกในพระคุณของท่าน เป็นจารีตประเพณีไทยมาช้านาน เป็นพิธีกรรมที่ปรากฏอยู่ในศาสตร์หลายแขนง เช่น ศาสตร์ด้านการแพทย์ การช่าง เป็นต้น
โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวกับนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ ซึ่งให้ความสำคัญกับบุคคลที่เป็นครูบาอาจารย์อย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่เพลงดนตรีบางเพลง หรือท่ารำบางท่าเป็นเพลงและท่ารำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ หากไม่ได้ทำการไหว้ครูและครอบครู* เสียก่อนก็มิอาจสอนลูกศิษย์ได้ หรือหากสอนลูกศิษย์ไปแล้วเกิดผลร้ายแก่ผู้สอนหรือลูกศิษย์ในภายหลัง ถือกันว่าเป็นการผิดครู ดังนั้นจึงต้องมีพิธีการ “ไหว้ครู” และ “ครอบครู”
หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพิธีการไหว้ครูและครอบครูมีตัวอย่าง ตามหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ เรื่อง ไหว้ครูละครหลวง ปีขาล ฉศก พ.ศ. ๒๓๙๗ โปรดเกล้าฯ ให้ทำพิธีไหว้ครูและครอบครู ณ ชาลา พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท กระทำพิธีในวันพฤหัสบดี** ในหมายรับสั่งนี้ ระบุการมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ จัดเตรียมสิ่งของที่ใช้ในงานพิธีไหว้ครูครอบครูเท่านั้น อย่างไรก็ตามใน “พระตำราครอบโขนละคร เล่ม ๒ ฉบับหลวงครั้งรัชกาลที่ ๔” กล่าวถึงขั้นตอนในพิธีการไหว้ครูและครอบครูไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่การตั้งเครื่องพิธีสงฆ์ ตั้งเครื่องละคร การจุดเทียนบูชาพระ การทำน้ำพระพุทธมนต์ บูชาเทวรูป-กล่าวคำเชิญเทพเทวดา ถวายเครื่องเซ่นไหว้ สักการะ การนำหัวโขนมาครอบแก่ลูกศิษย์ ฯลฯ ลำดับพิธีการดำเนินกระทั่งจบพิธีการเจิมหน้าโขนและเจิมหน้าลูกศิษย์ ลูกศิษย์เอาของมาบูชาครูและรำถวายครู ดังความตอนท้ายของเอกสารกล่าวว่า “...แล้วครูก็ดับควันเทียน เอาแป้งหอมน้ำมันหอมเจิมหน้าโขน แล้วเจิมหน้าลูกศิษย์ทุก ๆ คน แล้วลูกศิษย์เอาของมาคำนับครู แล้วก็รำถวายมือ...”
การประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูนั้น ผู้ประกอบพิธีจะสมมติตนเป็นพระภรตฤษี ซึ่งเป็นผู้รับเทวโองการจากพระพรหมให้มาถ่ายทอดแก่มนุษย์โลก (นาฏศาสตร์ การฟ้อนรำ มีกำเนิดจากพระอิศวรเป็นปฐม แล้วมอบให้พระพรหมแต่งเป็นตำรา ผ่านมาถึงพระภรตฤษี)
ราชสำนักในสมัยรัตนโกสินทร์ มีบุคคลที่เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูหลายท่านด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ พระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณภารต) เจ้ากรมโขนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) เป็นผู้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูมาแต่ครั้งนั้น และเคยเป็นผู้ประกอบพิธีในพระราชพิธีครอบโขนละครและมีปี่พาทย์ครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ต่อเบื้องพระพักตร์
ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ คุณหญิงนัฏกานุรักษ์ (เทศ สุวรรณภารต) ได้รักษาไว้ จวบจนศิษย์ของท่าน คือ นายอาคม สายาคม ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ประกอบพิธีฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ คุณหญิงฯ จึงได้มอบ “สัตตมงคล” ที่พระยานัฏกานุรักษ์เคยใช้ประกอบพิธีและครอบครูให้เป็นสิริมงคลและเกียรติประวัติ
กระทั่งนายอาคม สายาคม ถึงแก่มรณกรรม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ทายาทได้เก็บรักษาไว้ และเมื่อคำนึงถึงประโยชน์สำหรับการศึกษาในศาสตร์แขนงนี้สืบไป จึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราช กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจัดแสดง ไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
สัตตมงคลเหล่านี้ แต่ละชิ้นมีที่มาและความสำคัญอย่างยิ่ง ประกอบด้วย
๑. พระตำราไหว้ครูฉบับครูเกษ พระราม ตั้งแต่พ.ศ. ๒๓๙๗
๒. หัวโขนพระภรตฤษี (ผู้รับเทวโองการจากพระพรหมมาถ่ายทอดแก่มนุษย์โลก)
๓. หัวโขนพระพิราพ (ปางหนึ่งของพระอิศวรผู้ให้กำเนิดการฟ้อนรำ)
๔. เทริดโนราพร้อมหน้าพราน (โนราเป็นละครดั้งเดิมปรากฏตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา)
๕. ตู้เทวรูป พร้อมเทวรูป ๕ องค์
๖. ไม้เท้าหน้าเนื้อ (เป็นไม้ไผ่หัวเป็นรูปหน้าเนื้อสมัน แต่ไม่มีเขา)
๗. ประคำโบราณ และแหวนพิรอด (ทำจากผ้าถักลงยันต์แล้วพันด้วยด้าย)
*คำว่า “ครอบครู” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายว่า พิธีตั้งครูโขนเพื่อให้ผู้นั้นสามารถเป็นผู้ครอบศิษย์ต่อไป
**วันพฤหัสบดี เป็นวันที่มีความหมายถึงวันครู เนื่องจากพระพฤหัสบดี (หรือ คุรุ) เป็นครูของเทพทั้งหลาย ประติมากรรมแสดงเป็นรูปนักบวชสวมสร้อยประคำ มีพาหนะเป็นกวางที่น่าจะหมายถึง กวางในป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน สถานที่ปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้าและเป็นที่อยู่ของเหล่าฤๅษีนักบวช
อ้างอิง
กรมศิลปากร. พิธีไหว้ครูและตำราครอบโขนละคร. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: ไทยแบบเรียน (แผนกการพิมพ์) (ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาเสวกเอก พระยาอนุรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) อดีตผู้บัญชาการกรมมหรสพ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๔)
กรมศิลปากร. เทวดานพเคราะห์. กรุงเทพฯ: เฮงศักดิ์มั่นคง, ๒๕๖๐.
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ศกุนตลา. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๕, จาก: https://vajirayana.org/ศกุนตลา/ภาคผนวก-๑-กล่าวด้วยนาฏกะ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 16/3ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง ประวัติวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพมหานคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์วิจิตรหัตถกร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๒
จำนวนหน้า ๕๔ หน้า
วัดเบญจมบพิตรเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนนครปฐม(ถนนฮก) ติดคลองเปรมประชากรด้านตะวันตก แขวงดุสิต(ตำบลดุสิต) เขตดุสิต(อำเภอดุสิต) กรุงเทพมหานคร(จังหวัดพระนคร) ซึ่งอยู่ระหว่างสถานที่สำคัญคือ พระราชวังสวนจิตลดา พระที่นั่งอนันตสมาคม-ทำเนียบรัฐบาล-เขาดินวนา และอยู่ระหว่างถนนใหญ่ คือ ถนนศรีอยุธยา - ถนนราชดำเนิน – ถนนพระรามที่ ๕ และถนนพิษณุโลก
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายวิรัตน์ การุณยวนิช
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ -
สำนักพิมพ์ -
ปีที่พิมพ์ ๒๕๓๖
จำนวนหน้า ๑๕๔ หน้า
คุณปรีชา พบสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “บางแสน” ได้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือเรื่อง “เขาเล่าว่า” พิมพ์แจกเป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นายวิรัตน์ การุณยวนิช ท.ม. ป.ม. และฌาปนกิจศพนายดนัย การุณวนิช ณ เมรุวัดอรัญญิกาวาส อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๓๖ หนังสือ เขาเล่าว่า เล่มนี้แม้จะได้จัดพิมพ์มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ปรากฏว่าเป็นที่ต้องการของนักหนังสืออยู่มาก พิมพ์แต่ละครั้ง เรื่องเขาเล่าว่าก็เพิ่มขึ้นทุกครั้ง ถ้าจะนับวันเวลาเขียนหนังสือเล่มนี้แล้ว ต้องใช้เวลาเขียน ๓๐ ปี เป็นหนังสืออ่านเพลิน ๆ เรื่องจริง และเกือบจริง เชิงโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ตลอดจนสาระประจำวันในเหตุการณ์ที่ผ่านไป
เลขทะเบียน : นพ.บ.433/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า ; 5 x 60 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 156 (131-140) ผูก 1ก (2566)หัวเรื่อง : สังข์ศิลป์ชัย--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.581/2 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 4 x 52 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 188 (365-371) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : เวสฺสนฺดรชาดก--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรคูเมืองโบราณกำแพงเพชร..เมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ผังเมืองมีลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมคางหมู วางตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำปิง มีคูเมืองและกำแพงที่สร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบเมืองทั้ง 4 ด้าน มีระบบการนำน้ำจากแม่น้ำปิงเข้ามาหล่อเลี้ยงคูเมือง มีทางระบายน้ำออกบริเวณมุมท้ายเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แนวกำแพงเมืองชั้นในก่อด้วยศิลาแลง ประกอบด้วย แนวกำแพงเมืองที่มีเชิงเทินและใบเสมา ปัจจุบันปรากฏประตูเมืองจำนวน 9 ประตู และป้อมปราการจำนวน 11 ป้อม ซึ่งสันนิษฐานว่ามีการก่อสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22.กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกำแพงเมือง-คูเมืองกำแพงเพชร ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 85 ตอนที่ 41 วันที่ 7 พฤษภาคม 2511 บริเวณที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 503 ไร่ .คูเมืองกำแพงเพชรมีลักษณะเป็นร่องน้ำหรือทางน้ำที่ขุดขึ้นขนานกับแนวกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองกำแพงเพชร คูเมืองปัจจุบันกว้างประมาณ 11-33 เมตร ลึกประมาณ 4.20 เมตร และมีความยาวรวม 5,466 เมตร โดยคูเมืองด้านทิศเหนือยาวประมาณ 2,563 เมตร ด้านทิศใต้ยาวประมาณ 2,041 เมตร ด้านทิศตะวันออกยาวประมาณ 632 เมตร และด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 230 เมตร..เมื่อ พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร และทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง “เสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2” มีเนื้อความกล่าวถึงคูเมืองกำแพงเพชรดังนี้.“...น่าประตูนี้เป็นทางลึกลงไปจากฝั่งจนถึงท้องคูแล้วจึงขึ้นเมือง ๆ ตั้งอยู่ในที่ดอนน้ำไม่ท่วม เลียบไปตามทางริมกำแพงซึ่งเขาว่าได้ตัดแล้วรอบ เมืองนี้ไม่ได้ทำเป็นเหลี่ยม โอนรูปไปตามแม่น้ำ ประมาณว่าด้านเหนือด้านใต้ 50 เส้น ด้านสกัดทิศใต้ 12 เส้น สกัดข้างเหนือ 6 เส้นรูปสอบ ใช้พูนดินเปนเชิงเทิน คิดทั้งท้องคูข้างนอกสูงมาก กำแพงก่อด้วยแลง ใบเสมาเป็นรูปเสมาหยักแต่ใหญ่ คออ้วนเหลืออยู่น้อย ตามประตูน่าจะเป็นป้อมทุกแห่ง แต่ที่ได้เห็น 3 ประตู คือประตูน้ำอ้อย ประตูบ้านโนน ประตูดั้น ประตูหลังยังคงมีป้อมก่อด้วยแลงปรากฏป้อมนั้นเป็นลับแลอยู่ปากคูข้างนอก...”.เมื่อ พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร และทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” มีเนื้อความกล่าวถึงคูเมือง-กำแพงเมืองกำแพงเพชรดังนี้.“...กำแพงเชิงเทินทำแน่นหนาก่อด้วยแลง มีใบเสมาก่อเป็นแผ่นตรงขึ้นไปสักศอกหนึ่งแล้วจึงก่อเป็นรูปหลังเจียดขึ้นไปอีกศอกหนึ่ง บนกำแพงมีทางเดินได้รอบกว้างพอคนเดินหลีกกันได้สบาย นอกกำแพงมีคูลึก เดี๋ยวนี้น้ำยังขังอยู่บ้างเป็นแห่ง ๆ มีทางน้ำไหลเข้ามาจากลำแควน้อยได้ สังเกตว่าเปนเมืองที่แขงแรงมั่นคง น่าจะรักษาไว้ให้มั่นได้นาน ๆ..”.การศึกษาดำเนินงานทางโบราณคดีเมืองกำแพงเพชรโดยกรมศิลปากร เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2507-2512 หลังจากนั้นได้มีการดำเนินงานต่าง ๆ ทั้งการสำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะ รวมทั้งปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โบราณสถานทั้งบริเวณเขตอรัญญิก เขตในกำแพงเมือง และบริเวณนอกเมือง สำหรับการดำเนินงานทางโบราณคดีบริเวณคูเมืองกำแพงเพชร มีสาระโดยสังเขปดังต่อไปนี้.เมื่อ พ.ศ. 2528 โครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรดำเนินการขุดลอกคูเมืองกำแพงเพชร เป็นความยาวประมาณ 3,735 เมตร เพื่ออนุรักษ์คูเมืองให้มั่นคงตามร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้พบร่องรอยเดิมของคูเมืองกำแพงเพชร ซึ่งมีความกว้าง 15-40 เมตร ลึกประมาณ 0.50-1.50 เมตร.เมื่อ พ.ศ. 2539-2541 อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดำเนินโครงการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์คูเมืองกำแพงเพชร โดยมีการดำเนินงาน 2 ส่วน ประกอบด้วย งานขุดลอกคูเมือง และงานบูรณะแนวกำแพงเมือง สำหรับงานขุดลอกคูเมืองนั้นมีการปรับแต่งขอบคูเมืองด้านนอกคูเมืองด้านทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้ตั้งแต่ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงป้อมเจ้าจันทร์ โดยเน้นการอนุรักษ์สภาพพื้นที่เดิม.เมื่อ พ.ศ. 2548 อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดำเนินการทางโบราณคดีภายใต้โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเพื่อการอนุรักษ์และเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยว โดยดำเนินการขุดแต่งคูเมือง กำแพงเมือง และป้อมปราการ จากการขุดแต่งคูเมืองพบว่า ส่วนคันดินชั้นกลาง คูเมืองชั้นกลาง และคูเมืองชั้นนอก ด้านทิศเหนือ มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างจากคูเมืองชั้นใน เนื่องจากระดับก้นคูตื้นกว่าคูเมืองชั้นในประมาณ 2-3 เมตร อีกทั้งก้นคูเมืองยังเป็นดินทรายที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ จึงสันนิษฐานว่า คูเมืองและคันดินชั้นกลางและชั้นนอกทางด้านทิศเหนือ ไม่น่าจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ แต่น่าจะมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันข้าศึกศัตรูมากกว่า ส่วนคูเมืองทางด้านทิศใต้ ใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำและใช้ในการป้องกันข้าศึกศัตรูด้วย.การดำเนินการทางโบราณคดีครั้งนี้ พบตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถกำหนดอายุเชิงเทียบ (relative dating) ได้ เช่น ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งตกแต่งด้วยลายขูดขีดและลายกดประทับจากแหล่งเตาบ้านบางปูน กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 18-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีเขียว ชิ้นส่วนตุ๊กตาดินเผาเคลือบสีเขียว จากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีขาวนวลเขียนลวดลาย จากแหล่งเตาเมืองสุโขทัย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 19-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งตกแต่งด้วยลวดลายตัวอุ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาลดำ จากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-23 ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเขียนสีน้ำเงินใต้เคลือบ สมัยราชวงศ์หมิง กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-22 ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเขียนสีน้ำเงินใต้เคลือบ สมัยราชวงศ์ชิง กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 22-23 เป็นต้น..เอกสารอ้างอิงกฤษฎา พิณศรี, ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และอุษา ง้วนเพียรภาค, เครื่องถ้วยสุโขทัย พัฒนาการของเครื่องถ้วยไทย (กรุงเทพฯ: โอสถสภา, 2535.กรมศิลปากร, เตาแม่น้ำน้อย, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร), 2531.ธงชัย สาโค, สังคโลกเตาทุเรียงเมืองสุโขทัย: ข้อมูลใหม่จากหลักฐานโบราณคดี (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2564.นารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์, ธาดา สังข์ทอง และอนันต์ ชูโชติ ; ผู้แปลภาษาอังกฤษ, นันทนา ตันติเวสสะ และ สุรพล นาถะพินธุ. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (Guide to Sukhothai Si Satchanalai and Kamphaeng Phet historical parks). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ,2542.ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน, (2511, 7 พฤษภาคม), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 85, ตอนที่ 41), 1340.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, 2519.มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. ครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549. กรุงเทพฯ : จังหวัดกำแพงเพชร, 2549.สายันต์ ไพรชาญจิตร์, โบราณคดีเครื่องถ้วยในสยาม แหล่งเตาล้านนาและสุพรรณบุรี, (กรุงเทพฯ : โครงการศิลปากรพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศิลปากร), 2554.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร, รายงานผลการขุดค้น ขุดตรวจ ขุดแต่งพื้นที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (ฝั่งตะวันตก) คูเมืองและคันดินชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้อมด้านหน้าประตูวัดช้าง ป้อมด้านหน้าประตูเตาอิฐ ป้อมมุมเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ, (กำแพงเพชร : โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเพื่อการอนุรักษ์และเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยว), ไม่ระบุปีที่พิมพ์.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, รายงานการขุดลอกคูเมือง เมืองกำแพงเพชร, (กำแพงเพชร : โครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร), ไม่ระบุปีที่พิมพ์.
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมโครงการบรรยาย - อภิปราย เนื่องในวันสุนทรภู่ ประจำปี 2566 รับชมรับฟังการอภิปรายประกอบการแสดงหุ่นกระบอกไทย เรื่อง "พระอภัยมณี ตอน หนีนางผีเสื้อ" โดย ดร.นิเวศ แววสมณะ แห่งบ้านตุ๊กตุ่นไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์เพื่อเข้าร่วมโครงการล่วงหน้า ได้ที่ https://forms.gle/8d7dqfKSBWd3kLPu9 หรือ สแกน QR code ในภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2280 9828 ต่อ 734 (ในวันและเวลาราชการ)
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร ขอเชิญชมนิทรรศการ “แรงบันดาลใจ” ครั้งที่ 7 จัดโดยบ้านรักศิลปะชุมพร จัดแสดงฝีมือของน้องๆ ระดับชั้นอนุบาลจนถึงศิลปิน ร่วมวาดภาพผ่านเฟรมแคนวาสมากกว่าร้อยภาพ เปิดให้ชมตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2566 ถึง 18 สิงหาคม 2566 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร โดยผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธิีเปิด พร้อมทำกิจกรรม Work Shop วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2566 เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บ้านรักศิลปะ ชุมพร โทร. 08 1268 2740
น้ำต้นนั้นเป็นภาษาถิ่นเหนือตรงกับ คนโท ในภาษากลางนั่นเอง น้ำต้นที่กล่าวถึงนี้พบจำนวน ๒ ใบ ในคลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำคัญคือบริเวณส่วนคอมีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย จำนวน ๔ บรรทัด ความว่า “กองทัพฝ่ายเหนือ ๑๒๕๐ ทำ เมืองหลวงพระบาง” พร้อมลงลายมือชื่อกำกับว่า “สุรศักดิ์” เมื่อตรวจสอบประวัติที่มาจากสมุดทะเบียนระบุเพียงว่าเป็นของอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
เมื่อสืบย้อนประวัติศาสตร์จากหลักฐานปีบนจารึกพบว่าช่วงเวลานั้นมีสงครามสำคัญคือสงครามปราบฮ่อ ซึ่งสงครามดังกล่าวยืดเยื้อมาตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๑๘ แล้ว กระทั่งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในการประชุมเสนาบดี ว่า “...หม่อมฉันก็จะขอจัดกองทัพเป็นอย่างใหม่...จะจัดกองทัพเป็น ๒ กอง คือ กองทัพฝ่ายเหนือและกองทัพฝ่ายใต้ กองทัพฝ่ายเหนือนั้นหม่อมฉันจะให้พระนายไวยฯ เป็นแม่ทัพ...ส่วนแม่ทัพฝ่ายใต้นั้น หม่อมฉันจะให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นแม่ทัพ...”
กองทัพทั้งสองที่ถูกส่งไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ และได้รับชัยชนะ พร้อมจับบุตรเจ้าเมืองไลลงมากรุงเทพฯ เนื่องด้วยเจ้าหมื่นไวยวรนารถเห็นว่าเมืองไลเอาใจออกห่างสยาม จึงหวังให้เจ้าเมืองไลยอมอ่อนน้อม แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เมืองไลยกทัพมาพร้อมกับฮ่อธงดำเข้าปล้นและทำลายเมืองหลวงพระบางเพราะเข้าใจว่าพี่น้องของตนถูกจับไว้ที่เมืองแห่งนี้ ทำให้ พ.ศ. ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงส่งทัพเพื่อขึ้นไปรักษาความสงบและป้องกันการเข้าแทรกแซงดินแดนลาวของฝรั่งเศส โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (ขณะนั้นได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพระยาสุรศักดิ์มนตรี) เป็นผู้รับผิดชอบ โดยการยกทัพขึ้นไปครั้งนี้เป็นการยืนยันสิทธิของไทยในดินแดนลาวต่อฝรั่งเศส พร้อมส่งคณะทำแผนที่เพื่อปักปันเขตแดน มีการจัดการบ้านเมือง เช่น ทำสำมะโนประชากร ฝึกกองทหาร ตัดถนน ตั้งโรงพยาบาล กระทั่งบ้านเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยจึงเดินทัพกลับและถึงกรุงเทพฯ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๒
การยกทัพไปคราวนี้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้เขียนบันทึกในไดอารี่ไว้ตอนหนึ่งช่วง พ.ศ. ๒๔๓๑ ว่า “ระหว่างราชการสงบในคราวฤดูฝนคราวนี้ ข้าพเจ้าว่างราชการ ได้ประชุมกันคิดทำนุบำรุงบ้านเมืองขึ้นตามกำลังและความสามารถ...ได้สังเกตเห็นดินเมืองนครหลวงพระบางเหนียวดี จึงได้ทำอิฐและกระเบื้องขึ้นไว้...ส่วนอิฐและกระเบื้องในบริเวณคุ้มและศาลาว่าการนั้น ได้มีตรานามแม่ทัพและจุลศักราชที่ได้ยกทัพขึ้นไปปราบฮ่อ เพื่อไว้เป็นที่ระลึก...” อีกทั้งยังพบหลักฐานยืนยันบันทึกดังกล่าว คือ แผ่นอิฐปูพื้นพระอุโบสถ วัดจอมเพชร วัดไทยขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง มีจารึกเนื้อความเช่นเดียวกันตอกประทับไว้บนอิฐทุกแผ่น ดังนั้นอาจสันนิษฐานว่าน้ำต้นคู่นี้คงผลิตขึ้นหลังการปราบฮ่อลุล่วงแล้ว และเป็นคราวเดียวกับที่ทำนุบำรุงบ้านเมืองที่นครหลวงพระบาง
อย่างไรก็ตาม จากรูปแบบของน้ำต้น ที่ตกแต่งด้วยการรมดำขัดมัน รูปแบบเช่นนี้ไม่นิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากการรมดำทำให้เกิดกลิ่นเขม่าควันเจือปนกับน้ำ ดังนั้นน้ำต้นรูปแบบดังกล่าวหากเป็นชาวบ้านมักใช้ถวายเป็นพุทธบูชา และหากเป็นเจ้านายมักใช้เป็นเครื่องประกอบยศ
เมื่อพิจารณาจากรูปแบบของน้ำต้นร่วมกับบันทึกความทรงจำของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงสันนิษฐานว่า หน้าที่ของน้ำต้นนี้ไม่ได้ผลิตขึ้นเพื่อบรรจุน้ำสำหรับดื่มกิน แต่ผลิตขึ้นและนำกลับมายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นของที่ระลึกในการยกทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหลวงพระบางนั่นเอง
บรรณานุกรม
- กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, สมเด็จ. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๕. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตฯ (ม.ร.ว.อรุณ ฉัตรกุล ณ กรุงเทพ) พ.ศ. ๒๔๖๕.
- ไกรฤกษ์ นานา. หน้าหนึ่งในสยาม : ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์ กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๖.
- แจ้งราชการ. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒. ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๓๐.
- เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม). ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๑ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- ประวัติการของจอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เล่ม ๒ มปพ, ๒๔๗๖. คุณหญิงสงวน สุรศักดิ์มนตรี พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีฯ ๘ เมษายน ๒๔๗๖.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. การปราบฮ่อและการเสียดินแดน พ.ศ. ๒๔๓๑ วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๐๙.
- พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์. เรื่องตั้งเจ้าพระยา ในกรุงรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ:
หอพระสมุดวชิรญาณ, ๒๔๖๑.
- พระวิภาคภูวดล, เขียน. สุทธิศักดิ์ ปาลโพธิ์, แปล. บุกเบิกสยาม : การสำรวจของพระวิภาคภูวดล
(เจมส์ แมคคาร์ธี) พ.ศ. ๒๔๒๔ - ๒๔๓๖ กรุงเทพฯ: ริเวอร์ บุ๊คส์, ๒๕๖๑.
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. พจนานุกรมภาษาล้านนา เชียงใหม่: สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, ๒๕๕๐.
- มัณฑนา ชอุ่มผล. “ลายมือ” และ “ลายเซ็น” ของรัชกาลที่ ๔.” ใน ศิลปวัฒนธรรม ๒๔, ๗ พฤษภาคม ๒๕๔๖.
- ประกาศให้เสนาบดีลงชื่อข้างท้ายท้องตรา. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕ วันเสาร์ เดือนสี่ ขึ้นแปดค่ำ ปีชวด สัมฤทธิศก ๑๒๕๐.
- ประชุมพงศาวดาร เล่ม ๙ (ประชุมพงศาวดาร ภาค ๙ และภาค ๑๐ ตอนต้น) กรุงเทพฯ: คุรุสภา, ๒๕๐๗.
- เปลี่ยนตำแหน่งแลเพิ่มบรรดาศักดิทหารที่ไปราชการทัพ. ๒๔๓๐, ๒๔ พฤศจิกายน. ราชกิจจานุเบกษา. [ออนไลน์]. เล่ม ๔ หน้า ๒๘๐ สืบค้นเมื่อ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๕. จาก: ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2430/035/280.PDF
- สุรพล ดำริห์กุล. แผ่นดินล้านนา กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๓๙
- อัญชลี โสมดี และคณะ. “น้ำต้น” อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของอนุภาคลุ่มน้ำโขง กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๗.
- Liu Xu Yin และ ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. “ข้อถกเถียงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ เกี่ยวกับการต่อสู้ของ
ตู้เหวินซิ่วในประเทศจีน ค.ศ. ๑๙๕๕-๒๐๑๕.” ใน ศาสตร์แห่งการจำ ศิลป์แห่งการลืม เล่ม ๒ ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, ๒๕๕๙.