ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,735 รายการ
ชื่อเรื่อง : แนะนำวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
ชื่อผู้แต่ง : ชลธีร์ ธรรมวรางกูร, พระมหา
ปีที่พิมพ์ : 2512
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : หน่วยพิมพ์และจำหน่ายศาสนภัณฑ์ (โรงพิมพ์การศาสนา)
จำนวนหน้า : 168 หน้า
สาระสังเขป : วัดเบญจมบพิตรเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เพิ่มสร้อยนามเป็น ดุสิตวนาราม เพื่อให้คล้องกับพระราชอุทยานสวนดุสิต และทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้ว่า เมื่อพระองค์สวรรคตและถวายพระเพลิงแล้ว ให้นำพระสรีรางคารมาบรรจุไว้ภายใต้รัตนบังลังก์พระพุทธชินราช ภายในวัดมีพระวิหารคด ซึ่งเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์พระพุทธรูป เนื่องจากมีการสร้างพระพุทธรูปโบราณแบบต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก อาทิ พระยืนปางห้ามญาติ แบบสมัยสุโขทัย พระนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย แบบสมัยเชียงแสน พระยืนแบบญี่ปุ่นหล่อขยาย เป็นต้น นอกจากนี้มีเสนาสนะวัตถุสถานและปูชนียสถานที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น หอระฆัง พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาหน้าพระอุโบสถ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นต้น
องค์ความรู้ เรื่อง ศาสนาพุทธและพราหมณ์ จากเนินทางพระ จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
19 กันยายน วันพิพิธภัณฑ์ไทย
พิพิธภัณฑสถาน ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 ว่า สถานที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่างๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรม หรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมาย เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ พิพิธภัณฑสถาน มาจากคำภาษาบาลีและสันสกฤต “พิพิธ” แปลว่า ต่างๆ กัน “ภัณฑ์” แปลว่า สิ่งของ เครื่องใช้ “สถาน” หมายถึง สถานที่ แหล่ง ที่ตั้ง ดังนั้น คำว่า “พิพิธภัณฑสถาน” จึงแปลว่า “สถานที่สำหรับรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อาทิ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหงตั้งอยู่ทางด้านขวาของอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑ์ไทย
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16 – 17 ทางด้านซีกโลกตะวันตก ได้มีการตื่นตัวในด้านการเก็บรวบรวม และสะสมทรัพย์สมบัติ และมรดกต่างๆ ทั้งที่เป็นวัตถุ สิ่งของมีค่า สิ่งเก่าแก่ ที่หายาก และแปลกๆ เพื่อเป็นหลักฐานทางมรดกวัฒนธรรมของชาติอันเป็นการแสดงถึงความเป็นใหญ่และความมั่งคง ของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เด่นชัด ซึ่งเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมนั้น จะปรากฏขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาตินั้นๆ ได้มีการรวบรวมหลักฐานที่เป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ สิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้นหรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติของชาติ มาประมวลเป็นหลักฐาน ให้ชีวิตของชนในชาตินั้นได้
ในดินแดนสยามหรือประเทศไทยพิพิธภัณฑสถานถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์เป็นผู้ที่ทำการริเริ่มดำเนินการรวบรวมวัตถุที่เป็นมรดกวัฒนธรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งราชฤดีเป็นครั้งแรก ต่อมาทรงโปรดฯ ให้ย้ายสิ่งของจัดแสดงมาไว้ยังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาวนิเวศน์
เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และของแปลกประหลาดจากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ มาจัดแสดงในหอมิวเซียม (Museum) ณ หอคองคอเดีย ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพิธีเปิด หอมิวเซียม หรือพิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย ในวันที่ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ถือเป็นวันกำเนิดของพิพิธภัณฑสถานของชาติแห่งแรกในราชอาณาจักรไทย เพราะเป็นพิพิธภัณฑสถานของหลวงหรือทางราชการที่จัดตามหลักวิชาการสากลและเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรก
พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย พิพิธภัณฑ์สถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศ
พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทั่วไป มีพระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) นายทหารในกรมทหารมหาดเล็ก เป็นหัวหน้าฝ่ายไทย และมีนายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ เป็นผู้อำนวยการจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถาน หอคองคอเดียให้เป็นแบบสากลการจัดแสดงในหอคองคอเดีย แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.ศิลปะโบราณวัตถุของไทย 2. ศิลปะโบราณวัตถุส่วนพระมหากษัตริย์ และ 3.ศิลปะโบราณวัตถุจากต่างประเทศ ซึ่งนายเฮนรี่ ยังเป็นผู้ริเริ่มจัดทำแค็ตตาล็อกบัญชีภาษาอังกฤษ และภาษาไทยด้วย
จนถึงปีพุทธศักราช 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ย้าย “มิวเซียม” จากพระบรมมหาราชวังไปจัดตั้งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) โดยใช้พระที่นั่งส่วนหน้าสามองค์เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์สถานสำหรับพระนคร เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2469
ครั้นรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอาคารหมู่พระวิมานทั้งหมด เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร เรื่องประวัติศาสตร์ไทย ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ในอาคารมหาสุรสิงหนาทและอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เรื่องประณีตศิลป์และชาติพันธุ์วิทยา ในอาคารหมู่พระวิมาน
จากอดีตจนถึงปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานไทยมีมากมายหลายประเภท ตามลักษณะของศิลปวิทยาการที่เกิดขึ้นในโลก ทั้งทางศิลปะ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชาติพันธุ์วิทยา สังคมวิทยา และสาขาวิชาอื่นๆ กว่า 200 แห่ง และได้ยกระดับกิจการพิพิธภัณฑ์ไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยเข้าเป็นสมาชิกสภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM ซึ่งให้คำจำกัดความว่า “พิพิธภัณฑ์” ว่ามิใช่เป็นแหล่งเก็บรวบรวม สงวนรักษาศึกษาวิจัย และจัดแสดงเฉพาะวัตถุเท่านั้นแต่พิพิธภัณฑ์ไดัรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นหลักฐานสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับสังคมวัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ จากหลักฐานในอดีต สิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน และแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
พิพิธภัณฑ์ สามารถแบ่งประเภทตามหลักสากลทั่วโลก ดังนี้
พิพิธภัณฑสถานทางศิลปะ (Museum of Art)
พิพิธภัณฑสถานศิลปะร่วมสมัย (Gallery of Contemporary Arts)
พิพิธภัณฑสถานทางธรรมชาติวิทยา ( Natural History Museum)
พิพิธภัณฑสถานทางวิทยาศาสตร์และเครื่องกล (Museum of Science and Technology)
พิพิธภัณฑสถานทางมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา (Museum of Anthropology and Ethnology)
พิพิธภัณฑสถานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี (Museum of History and Archaeology)
พิพิธภัณฑสถานประจำท้องถิ่น (Regional Museum)
พิพิธภัณฑสถานแบบพิเศษ (Specialized Museum)
พิพิธภัณฑสถานของมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา (University Museum)
ในประเทศไทย พิพิธภัณฑสถาน ในสังกัดกรมศิลปากร ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ จึงมีคำว่า “แห่งชาติ” กำกับ นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑสถานอื่นๆ เช่น พิพิธภัณฑสถานในส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ เช่น รัฐสภา สวนสัตว์ดุสิต พิพิธภัณฑสถานในส่วนประจำวัด หรือ องค์กรทางศาสนา เช่น พิพิธภัณฑสถานแสดงชีวประวัติหลวงปู่มั่น ท่านพุทธทาส และพิพิธภัณฑสถานของเอกชน เช่น เมืองโบราณ บ้านจิม ทอมสัน เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานในความดูแลของกรมศิลปากร มี 2 ลักษณะ คือ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เป็นต้น
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ส่วนภูมิภาค เช่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
หน้าที่ของพิพิธภัณฑสถาน แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ดังนี้1.รวบรวมวัตถุ (Collection) 2.จำแนกประเภทวัตถุ (Identifying) 3.ทำบันทึกหลักฐาน (Recording) 4.สงวนรักษา (Preservation) 5.จัดแสดง(Exhibition) และ 6.ให้บริการทางการศึกษา (Education)
พิพิธภัณฑสถาน จึงมีความสำคัญในฐานะสถาบันแห่งการอนุรักษ์มรดกอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ สถาบันแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ในปีพุทธศักราช 2538 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปี เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานต่อการปลูกฝังให้คนไทยรัก และหวงแหนในมรดกศิลปวัฒนธรรม อันเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย เพื่อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของปวงชนชาวไทยโดยทั่วกัน
เสฐียรโกเศศ. ชีวิตของชาววัด. พระนคร: ประพาสต้นการพิมพ์ ,2499. 24 หน้า. กล่าวถึงชีวิตของชาววัด และชาวบ้านซึ่งต่างพึ่งพาอาศัยอย่างใกล้ชิด คือชาววัด ย่อมพึ่งชาวบ้าน และชาวบ้านต้องพึ่งชาววัด ด้วยวัดเป็นสถานที่อบรมจิตใจ และให้วิชาความรู้แก่ชาวบ้าน เพราะแต่ก่อนชาวบ้านเมื่อวัยเด็กอยู่วัด เพื่อศึกษาวิชาและศึกษาศาสนาเบื้องต้น เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ก็อุปสมบท เป็นพระภิกษุสืบศาสนา เมื่อชาวบ้านได้อุปการะจากชาววัดดังกล่าว ก็จะร่วมกันทำนุบำรุงวัดวาอาราม รวมความว่า ชาววัดบำรุงชาวบ้านด้วยอาหารทางใจ ชาวบ้านก็บำรุงชาววัดด้วยอาหารภัต หล่อเลี้ยงร่างกาย แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน พิมพ์ชำร่วยในงานทำบุญครบ 60 ปีของพระครูสุธีวรคณาจารย์ เผยแผ่จังหวัดปราจีนบุรี วัดอุดมวิทยาราม 28 มกราคม 2499294.3138 ส893ช
ลวดลายต่าง ๆ ที่ใช้ในการตกแต่งเครื่องสังคโลก แบ่งออกเป็น ๒ แบบ คือ ลวดลายที่พบเห็นได้ในธรรมชาติ เช่น ลายดอกไม้ ลายพันธุ์พฤกษา ลายสัตว์ และลวดลายประดิษฐ์ จำพวกลายเรขาคณิต ลายช่องกระจก ซึ่งลวดลายเหล่านี้ยังเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการรับอิทธิพลมาจากต่างชาติด้วย เช่น ลายพันธุ์ไม้ก้านขด ที่พบในภาชนะดินเผาของจีน ลายตาราง (หรือลายร่างแห หรือลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน) ที่สันนิษฐานว่าน่าจะสืบทอดมาจากลายประแจจีน เป็นต้น ไม่เพียงช่วยให้เครื่องสังคโลกมีความสวยงามเท่านั้น แต่ลวดลายดังกล่าวยังถือเป็นลายมงคลที่ซ่อนความหมายต่าง ๆ ไว้อีกด้วย เช่น ลายดอกบัว หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์ และฤดูร้อน ลายดอกเบญจมาศ หมายถึง การหยุดพักผ่อน การมีอายุยืน และฤดูใบไม้ร่วง ลายดอกโบตั๋น หมายถึง ความร่ำรวย เกียรติยศ ความรัก ความงาม และฤดูใบไม้ผลิ ลายดอกพิกุล และ ลายปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ ลายปลาคู่ หมายถึง ความปรองดองและความสุขในชีวิตสมรส ลายนกยูง หมายถึง ความงามและการมีเกียรติยศ ลายดอกบัว ลายดอกเบญจมาศ ลายดอกพิกุล ลายปลา ลายนกยูง ลายพันธุ์พฤกษา ลายช่องกระจก ลายตาราง หรือลายร่างแห ------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก------------------------------------------------
ทองคำที่ใช้ในการบูรณะปฏิสังขรณ์ปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่าง พ.ศ.2537 - 2538
ชื่อเรื่อง เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐานสพ.บ. 197/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 16 หน้า : กว้าง 4.7 ซ.ม. ยาว 54.3 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณภิธมฺมเทสนา (เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ. 130/2ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 38 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง ธรรมเทศนา
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.70/ก/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 5 x 57.5 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 45 (29-34) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฎฐกถา (ชนก-สุวณฺณสาม) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.101/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 60 (170-178) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : เทวทูตสุตฺต (เทวทูตสูตร) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.130/10ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 4.7 x 54.6 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 76 (288-301) ผูก 10 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺตฎีกา (ฎีกาธมฺมจกฺก)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
"กำเนิดเวียงกุมกาม"
...แค่ช่วงเวลาการกำเนิดเมืองทุกท่านอาจจะคิดว่าไม่น่าจะไม่มีอะไรมากนัก แต่ที่เวียงกุมกามไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในช่วงตั้งเมืองหรือช่วงสมัยพญามังราย ประวัติศาสตร์ของเวียงกุมกามถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มากที่สุด วันนี้พี่ไมค์จะมานำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเวียงกุมกามในสมัยพญามังรายก่อนอื่นเราไปดูกันว่าในตำนานสิบห้าราชวงศ์กล่าวถึงเวียงกุมกามไว้ว่าอย่างไรบ้าง
-----พี่ไมค์สามารถถอดความจากตำนานสิบห้าราชวงศ์ได้ว่า “...เมื่อศักราช 648 พญามังรายได้สร้างเวียงกุมกาม โปรดให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน ผันน้ำปิงเข้าใส่ สร้างบ้านสร้างเรือนสร้างพระราชวัง โปรดให้ขุดหนองชื่อ หนองต่าง โดยสร้างที่นี้เพื่อเป็นแหล่งค้าขาย วันหนึ่งพญามังรายปลอมพระองค์ไปสังเกตชาวบ้าน นั่งอยู่ริมน้ำปิงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พบเรือชนกันล่ม จึงโปรดให้สร้างสะพานกุมกาม...ต่อมาเมื่อศักราช 650 พระองค์โปรดให้สร้างเจดีย์ เพื่อเป็นที่ไหว้และบูชา จึงให้เอาดินจากหนองต่างมาก่อเจดีย์กู่คำ...ตามตำนานยังกล่าวถึงตำนานการสร้างวัดกานโถมไว้ว่า ที่แห่งนี้เคยมีต้นเดื่อเป็นที่สักการะบูชาโดยทั่วไป ใครมาขอสิ่งใดก็มักจะสมปรารถนา ต่อมาต้นเดื่อตายลงแต่คนก็ยังไปสักการบูชา ณ ที่แห่งนั้น จนกระทั่งในสมัยที่พญามังรายมาสร้างเวียงกุมกาม ได้มีพระมหาเถร 5 รูป โดยมีพระชื่อมหากัสสปะเป็นหัวหน้า เล็งเห็นว่าที่แห่งนี้มีความสงบ จึงเลือกเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรม เมื่อพญามังรายมายังที่แห่งนี้ก็แล้วได้สนทนากับพระท่านก็เกิดความเลื่อมใสขึ้น จึงโปรดในช่างชื่อกานโถมสร้างพระพุทธรูป 5 องค์...”
-----จากย่อหน้าที่ผ่านมา พี่ไมค์สามารถแยกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเวียงกุมกามได้ดังนี้
1.ศักราชที่สร้างเวียงกุมกาม
2.ผังเวียงกุมกาม (คูน้ำ-คันดิน)
3.วิถีชีวิตของคนในเวียงกุมกาม
ทุกท่านสามารถอ่านรายละเอียดในแต่ละเรื่องโดยคลิ๊กภาพด้านล่างแล้วเลื่อนไปทีละรูป..
1.ศักราชที่สร้างเวียงกุมกาม
ตามเอกสารทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่กล่าวว่า เวียงกุมกาม สร้างขึ้นในศักราช 648 หรือ พุทธศักราช 1829 ยกตัวอย่างเช่น
ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
“...ถึงปีระวายเส็ดศักราชได้ 648 ตัว เจ้าพระยามังรายย้ายมาสร้างเวียงกุมกาม หื้อขุดเวียงที่สี่ด้าน ไปเอาน้ำระมิงค์เข้าใส่ คือ ตั้งลำเวียงรอดทุกเบื้อง ตั้งบ้านเรือนอยู่มากนัก...”
พงศาวดารภาคที่ 61
“...ถึงศักราช 648 ตัว ปีระวายเสดพระยามังรายเจ้า ก็ยกเอาหมู่รี้พลไปตั้งอยู่บ้านเชียงกู่มกวม แม่น้ำระมิง...”
พงศาวดารโยนก
“...ครั้นถึงปีจอ อัฐศกจุลศักราช 648 พระยาเมงรายจึงย้ายสถานมาสร้างเวียงกุมกาม ณ ที่ใกล้น้ำระมิงค์ (พิงค์)...”
ยกเว้นชินกาลมาลีปกรณ์ที่จะกล่าวว่า พญามังรายสร้างเวียงกุมกาม ในปีพุทธศักราช 1846 ดังความว่า
“...ต่อจากได้ชัยชนะเจ้าญีบาแล้ว พระเจ้ามังรายได้สร้างนครกุมกาม เมื่อจุลศักราช 665...”
ทั้งนี้มีนักวิชาการเสนอว่าปีที่สร้างเวียงกุมกามน่าจะเป็นปีพุทธศักราช 1837 ท่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “เวียงกุมกาม การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนโบราณในล้านนา” เขียนโดย สรัสวดี อ๋องสกุล
2.ผังเวียงกุมกาม (คูน้ำ-คันดิน)
จากภาพถ่ายทางอากาศปีพุทธศักราช 2497 จะเห็นว่าผังเวียงกุมกามมีรูปเป็นสี่เหลี่ยม วางตัวตามทิศตะวันออกเฉียงใต้-ทิศตะวันตกเฉียงเหนือเรียบไปกับแม่น้ำปิงสายเดิม (ปิงห่าง) และเอกสารที่สนับสนุนว่าเวียงกุมกามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมคือตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “...หื้อขุดเวียงที่สี่ด้าน ไปเอาน้ำระมิงค์เข้าใส่...” และจากข้อความดังกล่าวยังเป็นตัวสนับสนุนว่าเวียงกุมกามน่าจะมีคูน้ำและคันดิน
ทั้งนี้มีนักวิชาการอธิบายถึงเหตุผลที่พญามังรายเลือกทำเลที่ตั้งเป็นที่ลุ่มต่ำไว้ว่า น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากหริภุญชัย โดยทำเลแห่งนี้มีประโยชน์คือ เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับลำน้ำปิงสายเดิมทำให้มีความสะดวกในเรื่องคมนาคม ซึ่งสามารถทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่สามารถพัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ได้ในภายหลัง สามารถพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมได้เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับลำน้ำปิงและมีแหล่งน้ำตามธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ตำแหน่งของเวียงกุมกามตั้งอยู่ค่อนกลางอาณาจักล้านนาทำให้สะดวกต่อการปกครองเมืองต่าง ๆ
ที่มาภาพ : เพจ Archaeology 7 Chiang Mai
3.วิถีชีวิตของคนในเวียงกุมกาม
จากตำนานต่าง ๆ ได้บ่งชี้ให้เห็นเรื่องราวที่โดดเด่นของผู้คนในเวียงกุมกามไว้ดังนี้
- ศูนย์กลางการค้า
เนื่องจากภูมิประเทศและทำเลที่เอื้ออำนวย ทำให้เวียงกุมกามกลายเป็นศูนย์กลางการค้า ตามตำนานกล่าวถึงกาดกุมกามไว้คือ “...เจ้ามังรายร่ำเปิงว่าไพร่กูนี้ยังสุขทุกข์เป็นอย่างใดใคร่รู้จึงแต่งตัวปลอม ถือกุ๊บตองตึง นุ่งผ้าผืนค่าร้อยคำภายใน นุ่งผ้าไทยภายนอก ไปเข้ากาดกุมกามนั่งอยู่แม่น้ำปิงอว่ายหน้าเมือวันออก (หันหน้าไปทางทิศตะวันออก) เล็งดูคนทั้งหลายเข้ากาด แล้วลงอาบน้ำปิง...” และ “...วันนั้นเจ้ามังรายหัน (เห็น) ชาวแช่ช้างเชียงเรือ (สันกำแพง) ที่มากาดกุมกาม เรือล่มสองเล่มสามเล่มทุกวัน เจ้ามังรายคะนึงใจว่าไพร่กูบ่ว่าตายอั้นแล จึงแปงขัวกุมกามแต่นั้นมาแล...”
- ความเชื่อ
ตามตำนานสิบห้าราชวงศ์สื่อให้เห็นว่า ณ เวียงกุมกาม มีความเชื่อท้องถิ่นมาก่อน คือการเชื่อถือต้นเดื่อที่เคยอยู่บริเวณวัดกานโถม ต่อมาเมื่อมีพระมหาเถรมาบำเพ็ญสมณธรรมที่นี้ จึงได้สร้างวัดกานโถมขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า พญามังรายได้ผสานเอาความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับศาสนาพุทธ เนื่องจากเวียงกุมกามมีพลเมืองหลากหลายเชื่อชาติ คือ ลัวะ เมง เป็นต้น โดยเชื่อว่าชาวลัวะนับถือผีปู่แสะย่าแสะ ชาวเมงนับถือพุทธศาสนา ชาวไทนับถือผีปู่ย่าและผีแถน การนับถือศาสนาพุทธของพญามังรายยังเห็นได้จากการโปรดให้ก่อเจดีย์กู่คำตามตำนาน