ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,525 รายการ
ตำราดูโชคชะตาและยันต์ ชบ.ส. ๑๓๒
พระครูวิจิตรธรรมรัตน์ เจ้าอาวาสวัดนามะตูม ต.นามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๓ มิ.ย. ๕0
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.35/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ปรางค์กู่ หรือที่ภาษากูย เรียกว่า “เถียด เซาะโก” เป็นศาสนสถานเนื่องในศาสนาฮินดูประจำชุมชน ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย ปรางค์กู่ ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง เรียงตัวตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงผังสี่เหลี่ยมผืนผ้าเดียวกัน ฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเพิ่มมุมเฉพาะด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเพื่อสอดรับกับบันไดทางขึ้น ปราสาททั้ง 3 หลัง ก่อสร้างด้วยศิลาแลง อิฐ และหินทราย มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปตัวยู (U) เว้นทางเข้าเฉพาะด้านทิศตะวันออก บริเวณด้านหน้า ระยะทาง 200 เมตร เป็นสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ขนาดกว้าง 270 เมตร ยาว 550 เมตร กำหนดอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 - ค้นพุทธศตวรรษที่ 17 ทับหลัง จากปราสาทปรางค์กู่ เราพบทั้งสิ้น 3 ชิ้น โดยประดับอยู่บริเวณประตูทางเข้า ของปราสาททั้ง 3 หลัง ดังนี้ 1. ทับหลังปราสาทประธาน วัสดุหินทราย สลักภาพ "พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ" ประทับอยู่บนแท่นเหนือหน้ากาลแยกเขี้ยวคายท่อนพวงมาลัยออกไปทั้ง 2 ข้าง ท่อนพวงมาลัยสลักเป็นรูปกลีบบับผสมลายก้านขด ที่ปลายท่วนพวงมาลัยสลักเป็นลายใบไม้ม้วน เช่นเดียวกับใต้ท่อนพวงมาลัยซึ่งจำหลักภาพลายใบไม้ม้วนประกอบจนเต็มทับหลัง นายศิริ แหวนเงิน ปราชญ์ท้องถิ่นระบุว่า ก่อนการขุดศึกษาโบราณสถานในปี 2531 ตนยังพบศิวลึงค์และฐานโยนี ในทางประติมานวิทยา พระอินทร์ เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันออก ความพิเศษของช้างเอราวัณที่พบ มีลักษณะเป็นช้างเศียรเดียว มีลักษณะคล้ายกับทับหลังที่พบจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย ปราสาทตาเล็ง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ และปราสาทบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-17 ร่วมสมัยกับปรางค์กู่ 2. ทับหลังปราสาทด้านทิศเหนือ วัสดุหินทราย สลักภาพเล่าเรื่อง "รามายนะ ตอน พระราม พระลักษณ์ถูกศรนาคบาศ" โดยพระราม และพระลักษมณ์อยู่ในท่านอนถูกรัดด้วยนาคบาศ แวดล้อมด้วยเหล่าวานร โดยฝูงวานรดังกล่าวแสดงความเคลื่อนไหวและแสดงอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด ตอนบนของภาพสลักภาพบุคคลหรือเทวาดาเหาะ ตรงกลางสลักรูปบุคคลถือคันธนู สันนิษฐานว่า เป็นอินทรชิต เนื่องจากในเรื่องอินทรชิตเป็นผู้ยิงศรนาคบาศใส่พระราม พระลักษมณ์ ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 3. ทับหลังปราสาทด้านทิศใต้ วัสดุหินทราย สลักภาพเป็นภาพ "พระวิษณุสี่กร (เป็นผู้รักษาโลก) ทรงถือ สังข์ จักร คทา และดอกบัว" ประทับยืนอยู่บนครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระองค์ ส่วนครุฑยืนอยู่บนหลังสิงห์ 2 ตัว ที่หันหลังหากัน สิงห์ทั้ง 2 ตัว เป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ คายท่อนพวงมาลัยออกมา โดยใช้มือจับยึดท่อนพวงมาลัยไว้ ปลายท่อนพวงมาลัยนั้นจำหลักเป็นรูปมกรคายนาคออกมาให้เห็นในด้านข้าง 3 เศียร ตอนบนของภาพสลักเป็นรูปบุคคลร่ายรำ สันนิษฐานว่าเป็นเทวดา ฝั่งละ 3 องค์ มุมซ้ายและขวาสลักรูปบุคคลนั่งชันเข่าสันนิษฐานว่าเป็นบริวาร ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา----------------------------------------------------------ข้อมูลโดย : นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา---------------------------------------------------------แหล่งอ้างอิงข้อมูล -กรมศิลปากร. โครงการขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2503-2504. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร. 2510. -กองโบราณคดี กรมศิลปากร. รายงานการขุดแต่งและค้ำยันโบราณสาน ปรางค์กู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ. นครราชสีมา: หน่วยศิลปากรที่ 6 พิมาย. 2531. -ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เว็บไซต์ http://gis.finearts.go.th/fineart/
องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี
เรื่อง วัดเขาบางทราย
วัดเขาบางทราย ตั้งอยู่ที่ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ชื่อวัดตั้งตามชื่อเรียกของท้องถิ่น คือ บางทราย สมัยก่อนชาวบ้านเรียกกันว่า วัดเขาพระพุทธบาทบางทราย เป็นเพราะด้านตะวันออกเฉียงเหนือของวัดเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ชาวบ้านจึงนำชื่อปูชนียวัตถุสำคัญนี้เรียกรวมไปกับชื่อวัดด้วย ปูชนียวัตถุและปูชนียสถานที่สำคัญของวัดเขาบางทราย ได้แก่ มณฑปพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาท พระเจดีย์ตัน และพระเจดีย์โพรง วัดเขาบางทรายได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2489
จัดทำโดย
นางสาวจิดาภา ศรีพรหมมา
นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพมหาวิทยาลัยบูรพา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
#หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #วัดเขาบางทราย #รอยพระพุทธบาท #มณฑปพระพุทธบาท #พระเจดีย์ตัน #พระเจดีย์โพรง #โบราณสถาน #พระอารามหลวงชั้นตรี #บางทราย #ชลบุรี
ชื่อเรื่อง มาเลยฺยสูตฺต (มาลัยสูตร) สพ.บ. 412/8ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 52 หน้า : กว้าง 4.7 ซม. ยาว 57.2 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา มาลัยสูตรภาษา บาลี/ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง อสีติมหาสาวกนิพฺพาน (พระอสีติมหาสาวกนิพพาน)
สพ.บ. 265/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 62 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธสาวก--ชีวประวัติ สงฆ์--ชีวประวัติ
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อผลงาน: เวสสันดรชาดก กัณฑ์ฉกษัตริย์ (วาดไม่เสร็จ)
ศิลปิน: ขรัว อินโข่ง
เทคนิค: จิตรกรรมสีฝุ่นบนแผ่นไม้
ขนาด: กว้าง 75 ซม. สูง 55 ซม.
อายุสมัย: รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 4 ปลายพุทธศตวรรษที่ 24)
รายละเอียดเพิ่มเติม: จิตรกรรมภาพเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก ฝีมือการวาด โดย ขรัว อินโข่ง จิตรกรและพระภิกษุในราชสำนักคนสำคัญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ขรัวอินโข่ง เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่ริเริ่มนำเอาเทคนิคการแสดงความลึกด้วยเส้นนำสายตา (linear perspective) ในงานจิตรกรรมแบบตะวันตก มาประยุกต์ใช้ในการสร้างความลึกลวงตาในงานจิตรกรรมไทยประเพณี
Title: Vessantara Jataka, scene: reunion of the kings (unfinished work)
Artist: Khrua In-Khong
Technique: tempera on wooden panel
Size: 75 × 55 cm.
Period: Rattanakosin era, mid-19th Century, some years in the reign of King Mongkut (Rama IV)
Detail: This Vessantara Jataka panel was painted by Siamese royal painter and Buddhist monk named Khrua In-Khong, a foremost painter in the reign of King Mongkut (Rama IV). Reverend In-Khong is considered as the first Thai artist who adapted western art technique of linear perspective, to create optical illusion of depth and space in traditional Thai panting.