ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,272 รายการ
วัดศรีชุม เมืองสุโขทัย ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นกลุ่มโบราณสถานที่มีคูน้ำล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีพื้นที่นี้กว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร และยาวประมาณ ๑๕๐ เมตร ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างดังนี้
๑. อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ภายในอาคารหรือเรียกว่ามณฑป มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๑๑.๓๐ เมตร เชื่อกันว่าชื่อพระพุทธรูปเรียกตามที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ กล่าวว่า “เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาทมีป่าหมากพร้าว มีป่าหมากลาง” ชื่อพระอจนะสัญนิษฐานว่ามีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ราวปี พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๙ มณฑปนี้ตรงประตูทางเข้าเจาะเป็นช่องสูง ผนังด้านซ้ายมีทางเดินเข้าไปภายในผนังและขึ้นไปได้จนถึงหลังคา บนเพดานผนังทางเข้านี้ มีรอยพระพุทธบาท, ภาพสลักอยู่บนหินชนวนจำนวน ๖๔ แผ่น โดยทุกภาพมีอักษรไทยสมัยสุโขทัยโบราณบรรยาย บางภาพมีลักษณะทางศิลปกรรมคล้ายกับศิลปะลังกาและในช่องผนังของมณฑปได้ค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๒ เรียกว่า จารึกวัดศรีชุม ที่เล่าเรื่องราวของการก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัย รูปแบบมณฑปนี้นักวิชาการสันนิษฐานน่าจะได้รับอิทธิพลทางรูปแบบศิลปะมาจากศิลปะพุกามในพม่า
๒. ฐานวิหาร ๖ ห้อง ขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๒๒ เมตร มีผนังก่อด้วยอิฐเจาะช่องเป็นรูปกากบาท ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกหรือด้านหน้าของมณฑป สันนิษฐานว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นภายหลังมณฑปเนื่องจากด้านหลังของอาคารไม่มีทางเชื่อมต่อไปยังมณฑป
๓. วิหารอยู่ทางทิศเหนือของมณฑป ก่อด้วยอิฐขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๔ เมตร
๔. มณฑปขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกว้าง ยาว ด้านละ ๙.๕๐ เมตร อยู่ทางด้านหลังวิหารเล็กหรือทางทิศเหนือของมณฑปใหญ่
๕. ฐานเจดีย์รายจำนวน ๙ องค์ ตั้งอยู่ด้านข้างวิหารใหญ่ และมณฑปใหญ่ด้านทิศเหนือ
๖. พระอุโบสถอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑปใหญ่และอยู่นอกคูน้ำที่ล้อมรอบกลุ่มโบราณสถานขนาดใหญ่
๗. คูน้ำล้อมรอบวัด มีขนาดกว้างโดยประมาณ ๖ เมตร ล้อมรอบพื้นที่ที่ตั้งโบราณสถานเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาดพื้นที่กว้าง ๑๐๐ เมตร และยาว ๑๕๐ เมตร
ชื่อวัดศรีชุมสัญนิษฐานว่า มาจากคำว่า ศรี มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิมของไทยว่า สะหลี ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อศรีชุม จึงหมายถึง ดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นี้ว่า ฤๅษีชุม ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาประชุมทัพกันอยู่ที่นั้น ก่อนที่จะยกทัพไปปราบเมืองสวรรคโลก อันเป็นต้นตอของตำนานเรื่อง พระพุทธรูปพูดได้ ที่เล่าขานกันต่อมา
เรื่อง/ภาพ : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
วันอังคารที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายประทีปเพ็ง ตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพชรในเพลงของคณะกรรมการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) โดยก่อนการประชุมอธิบดีกรมศิลปากรได้มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีแก่นายวินัย พันธุรักษ์ ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๒ สาขาดนตรีไทยสากล- ขับร้อง ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
วันอังคารที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายประทีปเพ็ง ตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพชรในเพลงของคณะกรรมการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) โดยก่อนการประชุมอธิบดีกรมศิลปากรได้มอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีแก่นายวินัย พันธุรักษ์ ในโอกาสที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๖๒ สาขาดนตรีไทยสากล- ขับร้อง ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
วันอาทิตย์ ที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ได้จัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปโบราณสมัยทวารวดีและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของลุ่มน้ำโขงด้วย “หมากเบง” เพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา (วันพระใหญ่ ๑๕ ค่ำ) และสืบทอดภูมิปัญญาโบราณของชาวอีสาน โดยจัดทำเครื่องสักการะ “หมากเบง” แจกผู้เยี่ยมชมอุทยานฯ จำนวน ๖๐ ชุด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประกาศกรมศิลปากร เรื่อง แก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา ตำบลลิดล-ยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา นั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้
๑. ประกาศดังกล่าว ไม่ใช่การประกาศเพิกถอนภาพเขียนสีเขายะลาออกจากการเป็นแหล่งโบราณคดี แต่เป็นการประกาศแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานโดยรอบภาพเขียนสีเขายะลา โดยภาพเขียนสีเขายะลายังคงสภาพเป็นโบราณสถานเหมือนเดิม และได้รับการปกป้องตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ฯ (รายละเอียดการประกาศขอบเขตตามภาพที่แนบ)
๒. การประกาศดังกล่าวไม่ใช่การเปลี่ยนพื้นที่โบราณสถานให้เป็นแหล่งสัมปทานเหมืองหิน เนื่องจากพื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นแหล่งสัมปทานเดิมอยู่ก่อนแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และบริเวณดังกล่าวไม่ใช่ตำแหน่งที่ตั้งของแหล่งภาพเขียนสี ทั้ง ๒ แห่ง
๓. กรณีที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวการสัมปทานแร่หินในบริเวณใกล้เคียง มีผลทำให้ภาพเขียนสีเขายะลา เสียหายไปแล้วหนึ่งจุดนั้น ผลจากการตรวจสอบ โดย สำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต ๑ สงขลา พบว่าการพังทลายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ จากรอยเลื่อน และการกัดเซาะของน้ำใต้ดิน ทำให้รอยแตกขยายกว้างขึ้น ประกอบกับบริเวณเชิงเขามีลักษณะเป็นโพรง รวมถึงการทำเหมืองในอดีตด้วยวิธีแบบโบราณที่มีมาก่อนการให้ประทานบัตร ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมการพังทลาย โดยไม่เกี่ยวข้องกับสัมปทานเหมืองหินที่อยู่โดยรอบแต่อย่างใด
๔. เหตุผลการประกาศแก้ไขเขตที่ดินฯ ในครั้งนี้ มีที่มาจากการขอความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย ๑) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ๒) ศูนย์อำนวยการบริหารส่วนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ๔) จังหวัดยะลา และ ๕) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งในครั้งนั้นกรมศิลปากรพิจารณาแล้วเพื่อเหตุผลด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของประเทศ จึงพิจารณาให้ความร่วมมือ โดยการพิจารณาแก้ไขเขตพื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อแหล่งศิลปกรรมภาพเขียนสีเขายะลาแต่อย่างใด
สำหรับกรณีตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลา ได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นั้น นายประสพ เรียงเงิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนกรมศิลปากร ได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว และได้นำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมตามลำดับ หลังจากนี้จะได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยกรมศิลปากรจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ เพื่อหาข้อสรุปชี้แจงแก่ผู้ร้องเรียนโดยด่วนต่อไป
ภาพ : เส้นสีแดงแสดงขอบเขตการประกาศขึ้นทะเบียนฯ พ.ศ. ๒๕๔๔ พื้นที่สีเขียวแสดงการประกาศแก้ไขเขตที่ดินฯ พ.ศ. ๒๕๖๒ ลูกศรสีชมพูแสดงระยะห่างระหว่างภาพเขียนสีทั้ง ๒ จุด กับพื้นที่ประกาศแก้ไขเขตที่ดิน (พื้นที่สีเขียว)
วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๓) เวลา ๐๙.๔๕ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง “วิชชาแห่งบูรพา:พระศรีอารยเมตไตรย-พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ”ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ โดยมีนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวรายงาน และมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังการสัมมนากว่า ๒๐๐ คน ทั้งนี้ ได้มีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย และแจกหน้ากากอนามัยให้แก่ผู้เข้าร่วมฟังการสัมมนาและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อสวมใส่ป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า การจัดสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการของซีกโลกตะวันออก เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อในพระพุทธศาสนา พระศรีอารยเมตไตรยพระอนาคตพุทธ ตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท หรือพระโพธิสัตว์ไมเตรยะ พระโพธิสัตว์ตามคติพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะมีกำเนิดจากประเทศอินเดีย แต่จากแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ในประเทศไทยได้มีการพบหลักฐานประติมากรรม รูปเคารพพระศรีอารยเมตไตรย-พระโพธิสัตว์ไมเตรยะไม่น้อย การสัมมนาในวันนี้ นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลวิชาการในเรื่อง ประติมานวิเคราะห์ และศิลปะของพระศรีอารยเมตไตรย-พระโพธิสัตว์ไมเตรยะแล้ว ยังเป็นการทบทวนความรู้ในเรื่องราวของคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายานให้แพร่หลายในวงกว้างไม่เฉพาะเพียงแวดวงวิชาการเท่านั้น
ประติมากรรมพระศรีอารยเมตไตรย หรือ พระโพธิสัตว์ ไมเตรยะ แสดงถึงอิทธิพลทางศาสนาที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ซึ่งเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะสำคัญที่พบอยู่เป็นจำนวนมาก อันจะบอกเล่าเรื่องราว และแสดงให้เห็นถึงการถ่ายทอดทางศาสนา และศิลปวัฒนธรรมระหว่างดินแดนต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออก ทั้งในดินแดนประเทศไทยเอง และประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมสำคัญของโลกตะวันออก เช่น อินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งกรมศิลปากรได้เชิญนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับโบราณวัตถุและประติมานวิเคราะห์ของพระศรีอารยเมตไตรย หรือ พระโพธิสัตว์ ไมเตรยะ มาร่วมบรรยาย และแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรือแสดงถึงคติ แนวคิด การติดต่อสัมพันธ์ รับและแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนานแต่โบราณ โดยช่วงเช้าเป็นการบรรยาย เรื่อง “พระศรีอาริยเมตไตรย อนาคตพุทธ” โดย ดร. นันทนา ชุติวงศ์ ช่วงบ่าย เป็นการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “พระศรีอารยเมตไตรย-พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ:จากต่างแดนสู่สุวรรณภูมิ” โดย ดร. อมรา ศรีสุชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี กรมศิลปากร ผศ. ดร. ชานป์วิชช์ ทัดแก้ว คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเดชา สุดสวาท ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ดำเนินการเสวนา โดย นางสาวศุภวรรณ นงนุช ภัณฑารักษ์ชำนาญการ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
กรมศิลปากรหวังว่า การสัมมนาในครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาเกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพระศรีอารยเมตไตรย-พระโพธิสัตว์ไมเตรยะ ซึ่งจะนำไปสู่การเห็นคุณค่าและความสำคัญของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไป
เมืองไผ่ ตั้งอยู่ที่ บ้านเมืองไผ่ หมู่ที่ ๑ ตำบลเมืองไผ่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นเมืองโบราณสำคัญอีกแห่งในภาคตะวันออกที่มีพัฒนาการทางด้านประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีและมีพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงในสมัยที่วัฒนธรรมเขมรโบราณเข้ามามีบทบาทอยู่ในดินแดนแถบนี้ ซึ่งมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ อีกทั้งจากผลการสำรวจในปัจจุบัน เมืองไผ่ ยังถือได้ว่า เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่ตั้งอยู่ชายขอบสุดของภาคตะวันออกอีกด้วย
ลักษณะผังเมืองของเมืองไผ่ มีลักษณะเป็นรูปวงรีคล้ายรูปไข่ มีขนาดความกว้างประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๑,๓๐๐ เมตร มีคูเมืองและกำแพงเมืองล้อมรอบ โดยคูเมืองมีขนาดความกว้างประมาณ ๔๐ เมตร กำแพงเมืองกว้างประมาณ ๑๕ เมตร และสูงประมาณ ๒-๓ เมตร ตัวเมืองแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ซึ่งสันนิษฐานว่า ส่วนแรกเป็นที่ตั้งเมืองและอีกส่วนหนึ่งมีห้วยไผ่ไหลผ่านกลางอาจใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม
ผลการสำรวจทางด้านโบราณคดีบริเวณเมืองไผ่พบโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ ปราสาทเมืองไผ่ เนินโบราณสถานนอกเมืองไผ่ คูเมือง กำแพงเมือง และสระน้ำโบราณ ซึ่งสำหรับปราสาทเมืองไผ่นั้น หน่วยศิลปากรที่ ๕ ได้เคยทำการสำรวจและขุดแต่งเบื้องต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ พบเป็นโบราณสถานก่อสร้างด้วยอิฐ มีลักษณะเป็นปราสาทหลังเดียว ส่วนฐานเป็นมุขยื่นออกไปทั้ง ๔ ทิศ บริเวณผนังแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น รูปหน้าบุคคล เป็นต้น และมีกำแพงแก้วล้อมรอบ ๒ ชั้น นอกจากนี้ยังพบโบราณวัตถุที่สำคัญในบริเวณเมืองไผ่อีกหลายชิ้น เช่น เทวรูปยืนถือกระบองแบบศิลปะบายนอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ธรรมจักรสมัยทวารวดี ชิ้นส่วนเศียรพระพุทธรูปทำด้วยหินทรายสีเขียว และศิลาจารึก เป็นต้น โดยภายหลังจากการขุดแต่งในครั้งนั้นยังไม่ได้ทำการบูรณะ ซึ่งในปัจจุบันสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กำลังดำเนินการขุดตรวจสอบแนวฐานรากของปราสาท เมืองไผ่เพื่อเตรียมทำการบูรณะต่อไป
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมืองไผ่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๒ ตอนพิเศษ ๑๒๖ ง ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ ๑,๒๗๑ ไร่ ๓ งาน ๒๕ ตารางวา
รูปที่ ๑ แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งเมืองไผ่
รูปที่ ๒ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงผังเมืองไผ่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒
รูปที่ ๓ ผังขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองไผ่
รูปที่ ๔ ปราสาทเมืองไผ่ (กลางเมือง)
รูปที่ ๕ บาราย
รูปที่ ๖ เนินโบราณสถานนอกเมือง
รูปที่ ๗ คูน้ำและคันดินเมืองไผ่
รูปที่ ๘ ศิลาจารึกเมืองไผ่
รูปที่ ๙ การขุดตรวจปราสาทเมืองไผ่ของสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ในปัจจุบัน
รูปที่ ๑๐ การขุดตรวจปราสาทเมืองไผ่ของสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ในปัจจุบัน
รูปที่ ๑๑ การขุดตรวจปราสาทเมืองไผ่ของสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ในปัจจุบัน
ข้อมูล : นางสาวเลิศลักษณ์ สุริมานนท์ นักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี
ถ้ากล่าวถึงจังหวัดอุบลราชธานี หลายๆคนอาจนึกถึงอุทยานแห่งชาติผาแต้ม แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติยอดนิยมของคนไทยและคนต่างชาติ นอกจากจะมีทิวทัศน์ที่สวยงามมองเห็นวิวสองฝั่งโขงแล้ว สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม คือ กลุ่มภาพเขียนสีขนาดใหญ่ที่คนในสมัยโบราณได้สร้างสรรค์ขึ้นมา นักโบราณคดีถือว่าภาพเขียนสีเหล่านี้เป็นแหล่งโบราณคดีประเภทหนึ่ง เป็นที่รู้จักและเรียกกันทั่วไปว่า “แหล่งภาพเขียนสี” หรือ “แหล่งศิลปะถ้ำ” รู้หรือไม่ว่า นอกเหนือจากกลุ่มภาพเขียนสีที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ภายในจังหวัดอุบลราชธานี ก็ยังมีแหล่งภาพเขียนสีที่น่าสนใจอีกหลากหลายแห่ง
ในวันนี้สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี ขอนำเสนอแหล่งภาพเขียนสี “ถ้ำแต้ม” ตั้งอยู่ที่บ้านใหม่ดงสำโรง หมู่ ๑๒ ตำบลนาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี บริเวณที่พบภาพเขียนสีมีลักษณะเป็นเพิงผาตั้งอยู่บนภูเขาหินทราย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์ถ้ำขามภูสูบ จากหลักฐานภาพเขียนสีที่พบ ปรากฏภาพมือ ภาพสัตว์ ภาพสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายเกวียนและกลองมโหระทึก ภาพคนจำนวน ๕ - ๖ คน จับมือต่อกันเรียงเป็นแถว บางส่วนของภาพได้ชำรุดกะเทาะหลุดหายเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ตัวภาพเขียนด้วยสีแดงแบบระบายสีทึบ เมื่อมองแล้วมีลักษณะคล้ายภาพขบวนคาราวานของคนในสมัยก่อน
สันนิษฐานว่าในอดีตพื้นที่บริเวณนี้ น่าจะเป็นเส้นทางที่คนในสมัยโบราณ ใช้เดินทางติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างชุมชน บริเวณไม่ไกลมากนักห่างออกไปประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร จากจุดที่พบภาพเขียนสี พบร่องรอยทางเกวียนในสมัยโบราณ เกิดจากการที่ล้อเกวียนกดบดลงบนพื้นหินทรายเป็นจำนวนบ่อยครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าก็เกิดเป็นร่องลึกบนพื้นหินอย่างที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน รอยทางเกวียนในสมัยโบราณถือว่าเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับภาพขบวน คณะเดินทางที่พบในถ้ำแต้ม ซึ่งคนในสมัยโบราณอาจใช้เพิงผาแห่งนี้เป็นที่หยุดพักชั่วคราว และได้ขีดเขียนวาดภาพไว้บนผนังเพิงผาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว
ดังนั้น ภาพเขียนสีเหล่านี้ถือว่าเป็นวิธีการสื่อความหมายอีกอย่างหนึ่งของคนในสมัยโบราณ อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหรือบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญเอาไว้
ภาพเขียนสีจึงนับว่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มีความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะ สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมการดำรงชีวิตของคน ในสมัยโบราณ รวมถึงสามารถบ่งบอกลักษณะทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละแถบพื้นที่ได้
ข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
จัดแสดงแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติประเภท ดิน หิน แร่ธาตุและรูปจำลอง ลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ( กาญจนบุรีและเพชรบุรี ) โดยมีตัวอย่างของซากดึกดำบรรพ์ ดิน หินแร่ อัญมณี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีแหล่งกำเนิดในจังหวัดราชบุรีจัดแสดงประกอบ
จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในจังหวัดราชบุรี เรียงลำดับตามยุคสมัยดังต่อไปนี้
๑. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงหลักฐานที่สำคัญของโบราณคดีของมนุษย์ในยุคที่มีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยบริเวณจังหวัดราชบุรี เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งเครื่องประดับที่ทำจากหิน โลหะ กระดูกสัตว์ต่างๆ รวมทั้งภาชนะดินเผา กลองมโหระทึก และโครงกระดูกมนุษย์ เป็นต้น ๒. ราชบุรีในวัฒนธรรมทวารวดี จัดแสดงเรื่องราวและหลักฐานต่างๆ ของวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖ โดยเฉพาะเรื่องราวของเมืองโบราณคูบัว และเทือกเขางู ๓. ราชบุรีในวัฒนธรรมเขมร จัดแสดงเรื่องราวและหลักฐานของวัฒนธรรมเขมร หรือ “ลพบุรี”ที่ปรากฏในจังหวัดราชบุรี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ โดยมีโบราณวัตถุที่สำคัญภายในห้องจัดแสดงนี้ ได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี พบที่บริเวณจอมปราสาท เมืองโบราณโกสินารายณ์ เป็น ๑ ในจำนวน ๕ องค์ ที่พบในดินแดนประเทศไทย ๔. ราชบุรีในสมัยสุโขทัย - ธนบุรี จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๔จากหลักฐานชื่อเมืองราชบุรีที่ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ราชบุรีเป็นเมืองท่า เมืองหน้าด่านและเส้นทางการเดินทัพในสมัยอยุธยา โดยจัดแสดงหลักฐานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม เครื่องถ้วยจีนและเครื่องปั้นดินเผา ๕. ราชบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วง พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๔๗๕ แสดงถึงความสำคัญของเมืองราชบุรี ในด้านการเมืองการปกครองการพัฒนาท้องถิ่น ต่อเนื่องจากสมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ( ร.๗ )