ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,483 รายการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปร่วมโหลดแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” เพื่อเก็บข้อมูลการเดินทางของประชาชนและพฤติกรรมความเสี่ยงต่อการป่วยโควิด-19 จากสถานที่ต่างๆ เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ไทย สามารถวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงในการติดเชื้อของประชาชนที่เข้ารับการรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำมากยิ่งขึ้น
เมื่อวันพุธที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี พร้อมด้วย นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี นางสาวเมริกา สงวนวงษ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี และนางสาวสิริภา เจริญเขต ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบกลองมโหระทึก ซึ่งได้รับแจ้งจากนางโสภิตา บัวทิพย์ พนักงานบริษัท วนิชชัยก่อสร้าง ๑๙๗๙ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ ว่าพบกลองมโหระทึกที่บ้านหนองบง หมู่ ๙ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ในที่นาของนางชม สิงห์ศร จากการขุดดินเพื่อทำถนนสี่เลน จากการตรวจสอบพบกลองมโหระทึกลึกจากผิวดินประมาณ ๑ เมตร ในลักษณะคว่ำอยู่ เป็นกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ I หน้ากลองขนาด ๙๕ เซนติเมตร สูง ๗๐ เซนติเมตร ประติมากรรมรูปกบขนาดยาว ๕ เซนติเมตร หูกลองขนาด ๑๐×๑๙ เซนติเมตร จึงได้เข้าพบนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ นายอำเภอคำชะอี เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการค้นพบ การเก็บรักษาโบราณวัตถุและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ยังได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป และขณะนี้ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน และ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ได้เข้าตรวจสอบแหล่งโบราณคดีบ้านศรีป่าซาง ตามที่มีรายงานว่า พบโบราณวัตถุเครื่องถ้วยจำนวนมาก ในเขตพื้นที่บ้านศรีป่าซาง หมู่ ๙ ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ บริเวณที่พบโบราณวัตถุเป็นพื้นที่ติดเชิงเขา ท้ายหมู่บ้านศรีป่าซาง หมู่ ๙ ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย สภาพพื้นที่ถูกน้ำจากลำห้วยกัดเซาะดินตลิ่ง ทำให้พบเครื่องถ้วยจำนวนมาก ลักษณะพื้นที่เป็น ที่ราบริมห้วย พื้นฐานเป็นก้อนหินใหญ่ ดินที่สะสมเป็นตะกอนทรายหยาบ เมื่อขึ้นไปบนเนินเขาพบชิ้นส่วนจาน และไหเคลือบสีน้ำตาล มีลำห้วยไหลผ่าน ชาวบ้านเรียกห้วยสามไห ซึ่งเคยพบไห สร้อยสังวาล มีด และเครื่องสำริดจากลำห้วยมาแล้ว จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า ภาชนะที่พบทั้งหมดมีจำนวน ๙๖ รายการ ทั้งหมดเป็นถ้วย ทั้งถ้วยรูปทรงทั่วไปและถ้วยทรงสูง ลักษณะตั้งใจฝัง จากชั้นดินพบว่ามีการขุดหลุมกลมขนาดกว้างประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ครึ่งหนึ่งถูกน้ำกัดเซาะพังทลายไป เครื่องถ้วยที่พบมีลักษณะเนื้อดินคล้ายกับภาชนะจากแหล่งเตาพาน แต่มีข้อน่าสังเกต คือ ลักษณะการปาดก้นแบบเรียบและน้ำเคลือบที่ขังอยู่ภายในก้นถ้วยนั้น คล้ายกับแหล่งเตา วังเหนือ จังหวัดลำปางมากกว่า ขณะนี้โบราณวัตถุที่พบได้นำไปเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการและดำเนินการศึกษาวิจัยทางโบราณคดีต่อไปภาพจากการเข้าตรวจสอบวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๒ภาพจากการเข้าตรวจสอบวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓
วันพุธ ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี พร้อมด้วย นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี นางสาวเมริกา สงวนวงษ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี และนางสาวสิริภา เจริญเขต ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบกลองมโหระทึก ณ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
โดยเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ ได้รับแจ้งจากนางโสภิตา บัวทิพย์ พนักงานบริษัท วนิชชัยก่อสร้าง ๑๙๗๙ ว่าพบกลองมโหระทึกที่บ้านโพน หมู่ ๗ ตำบลบ้านเหล่า อ. คำชะอี จ.มุกดาหาร พบในที่นาของนางชม สิงห์ศร จากการขุดดินในที่นาเพื่อทำถนนสี่เลน พบกลองมโหระทึกลึกจากผิวดินประมาณ ๑ เมตร ในลักษณะคว่ำอยู่ เป็นกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ I
วันนี้ทางคณะได้เข้าพบนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ นายอำเภอคำชะอี เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการค้นพบ การเก็บรักษาโบราณวัตถุและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ยังได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่ ที่ให้ความสนใจ เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป
และขณะนี้ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
***ข้อสังเกต กลองมโหระทึกใบนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๕ เซนติเมตร ซึ่งนับว่าเป็นกลองมโหระทึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้
วันพุธ ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๓ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี พร้อมด้วย นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี นางสาวเมริกา สงวนวงษ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี และนางสาวสิริภา เจริญเขต ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบกลองมโหระทึก ณ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
โดยเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๓ ได้รับแจ้งจากนางโสภิตา บัวทิพย์ พนักงานบริษัท วนิชชัยก่อสร้าง ๑๙๗๙ ว่าพบกลองมโหระทึกที่บ้านโพน หมู่ ๗ ตำบลบ้านเหล่า อ. คำชะอี จ.มุกดาหาร พบในที่นาของนางชม สิงห์ศร จากการขุดดินในที่นาเพื่อทำถนนสี่เลน พบกลองมโหระทึกลึกจากผิวดินประมาณ ๑ เมตร ในลักษณะคว่ำอยู่ เป็นกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ I
วันนี้ทางคณะได้เข้าพบนายสมพงษ์ คุ้มสุวรรณ นายอำเภอคำชะอี เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการค้นพบ การเก็บรักษาโบราณวัตถุและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ยังได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่ ที่ให้ความสนใจ เพื่อดำเนินการตามระเบียบต่อไป
และขณะนี้ได้นำมาเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
***ข้อสังเกต กลองมโหระทึกใบนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๙๕ เซนติเมตร ซึ่งนับว่าเป็นกลองมโหระทึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่พบในประเทศไทยในขณะนี้
ตามที่คณะอนุกรรมการฝ่ายจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีความประสงค์จะจัดทำหนังสือที่ระลึก เพื่อร่วมเฉลิม พระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดำเนินการตามขั้นตอนการขอจัดทำหนังสือตามหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาที่คณะทำงานฝ่ายกลั่นกรองการพิจารณาการจัดทำหนังสือที่ระลึกเฉลิม พระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้กำหนดไว้ เพื่อให้การจัดทำหนังสือมีวัตถุประสงค์และลักษณะเนื้อหา รูปแบบ ที่ถูกต้องและเหมาะสมไปแล้วนั้น ขณะนี้มีหน่วยงานที่มีความประสงค์จัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย พร้อมทั้งเฉลิมพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี จำนวนทั้งสิ้น ๑๒ หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรุงเทพมหานคร กรมชลประทาน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการพัฒนาชุมชน กรมปศุสัตว์ และสำนักงานเทศบาลเมืองทุ่งตำเสา ซึ่งคณะทำงานฝ่ายกลั่นกรอง ฯ ได้แจ้งผลการพิจารณาไปยังหน่วยงานดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปแล้ว ทั้งนี้ การนำตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปพิมพ์ในหนังสือที่ระลึกฯ หน่วยงานต้อง แจ้งขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ฯ ไปยังคณะอนุกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะหมดเขตพร้อมกันในวันที่ ๔ พฤษภาคมศกนี้ ดังนั้น สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร จึงขอให้หน่วยงานที่มีความประสงค์จัดทำหนังสือที่ระลึกฯ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กรอกแบบสรุปการขอจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ ส่งมายังสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และขอใช้ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยสามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์และดาวน์โหลดแบบสรุปการจัดทำหนังสือ ที่ระลึกฯ ได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1AS1gn6vTNxUinzPs4c8TwmjAnI5yW2zo/view?usp=sharing เว็บไซต์ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th และเว็บไซต์ของกรมศิลปากร www.finearts.go.th สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๘๔๒๓, ๐ ๒๒๘๑ ๑๕๙๙ ต่อ ๑๔๒ – ๑๔๕ โทรสาร ๐ ๒๒๘๑ ๕๓๔๑, ๐ ๒๒๘๒ ๓๘๒๖
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด ทั่วประเทศ จัดทำข้อมูลองค์ความรู้ทางด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมและข้อมูลทางวิชาการ งานค้นคว้า วิจัย ในรูปแบบที่น่าสนใจและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น infographic วีดีทัศน์ ภาพเล่าเรื่อง และการใช้ภาษาที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย นำเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการเพิ่มช่องทางในการแบ่งปันความรู้สู่สาธารณชน กรมศิลปากรเป็นสถาบันที่ดำเนินงานทางด้านวิชาการใน ๔ สาขาหลัก ประกอบด้วย งานด้าน นาฏศิลป์และดนตรี งานด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ งานด้านภาษา เอกสาร และหนังสือ งานด้านศิลปกรรม และช่างศิลป์ไทย ซึ่งบุคลากรมีองค์ความรู้ทางด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมสั่งสมอยู่มาก และได้เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งการจัดพิมพ์หนังสือ การจัดกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้กับงานด้านมรดกศิลปวัฒนธรรม มีการปรับเปลี่ยนข้อมูลเนื้อหาให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสืบค้นข้อมูลทางวิชาการได้ตลอดเวลา ซึ่งที่ผ่านมาการเข้าถึงองค์ความรู้อาจจะจำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่ศึกษาหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติแขนงต่างๆ แต่จากการที่กรมศิลปากรได้เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงและปรับรูปแบบให้สอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงองค์ความรู้ด้านมรดกศิลปวัฒนธรรมได้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจ สามารถติดตามองค์ความรู้จากกรมศิลปากรได้ที่ facebook fanpage : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร