ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,123 รายการ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ มีพระราชประสงค์ว่าจะเสด็จเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรไปทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ตามสภาพภูมิลำเนาหัวเมืองต่างๆ รวมถึงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ด้วยพระองค์เอง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ ระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ รวม ๓๒ วัน โดยทางรถไฟและรถยนต์ เริ่มเดินทางจากการประทับรถไฟ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เสด็จตามหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองที่สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของล้านนาไทย และมีประวัติความเป็นมายาวนาน ในการเสด็จฯ ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ที่ได้เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพด้วยระยะทางที่ยาวไกล เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่างใกล้ชิด ดังข้อความต่อไปนี้
กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (๑-๒) “... นับว่ายังไม่มีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดได้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย จริงอยู่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (บางทีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วย) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปแล้วแต่เสด็จไปเมื่อยังมิได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตราธิราช เพราะฉะนั้นหากครั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลพายัพ ก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรกที่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลนั้น
อีกประการหนึ่ง การเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณฑลน้อยใหญ่ ยังเป็นโอกาสให้ ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศถิ่นฐานบ้านเมือง ทรงทราบความเป็นไปอันเนื่องด้วยสุขด้วยทุกข์ ตลอดถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพของข้าขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั่วไป ได้ทรงพบเห็นสิ่งต่างๆ มากอย่างสำหรับจะได้นำมาเป็นเครื่องทรงพระราชดำริดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พ้นสมัยผดุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้คงดีตลอดไป และพยายามให้ดียิ่งๆ ขึ้นสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาติ พระราชจรรยาเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกาธิราช ได้ทรงกระทำเป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาแล้ว ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช ก็ได้ทรงพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองมณฑลเช่นเดียวกัน ผลของการเสด็จพระราชดำเนินปรากฏว่า มีแต่กระทำให้ราชการบ้านเมืองทวีความเจริญในทางก้าวหน้า เมื่อดังนี้จึงเป็นการสมควรยิ่งที่จะทรงอนุวัตรตามพระราชจรรยาดังเช่นสมเด็จพระบรมชนกาธิราชและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชได้ทรงประพฤติเป็นทิฏฐานุคติมาก่อนแล้วนั้น ทั้งเป็นการแสดงความเคารพต่อสมเด็จพระบรมชนกาธิราช และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชด้วยอีกส่วนหนึ่ง...”
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ถือว่าเป็นครั้งแรกพระมหากษัตริย์สยามเสด็จฯ เยือนมณฑลพายัพอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ราษฎร กลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นประมุขของราษฎรในมณฑลพายัพในภายหลังได้เป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์
ปัจจุบันซุ้มประตูชัยทั้งหมดถูกรื้อถอนแล้วเหลือเพียงหลักฐานทางภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อถวายพระพรและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งจัดได้อย่างสมพระเกียรติ สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่า นับว่าเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง
เรียบเรียงโดย : นางสาวรัฐธีย์ มูลพนัส, นางสาววรันธร รักยา และนางสาวศตวรรณ ศรีสมบัตินักศึกษาสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ควบคุมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (ผู้รวบรวม). จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๔. (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๔).
ณัฐพล ใจจริง และศรัญญู เทพสงเคราะห์. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแนวพระราชดำริด้านการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๘.
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า. ปกประชาฉายาลักษณ์. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๙.
พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (รวมเล่ม). พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๙.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
สถาบันพระปกเกล้า. เสด็จฯ เลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=eXugbbna4RU&list=PLz3ADrKTT5i0vjsCnIPrpraHExclR_Odo&index=26
สถาบันพระปกเกล้า. เสด็จฯ สู่เมืองนครเชียงใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=LYj2-XNnbJA
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ มีพระราชประสงค์ว่าจะเสด็จเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรไปทอดพระเนตรวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ตามสภาพภูมิลำเนาหัวเมืองต่างๆ รวมถึงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสำคัญเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ด้วยพระองค์เอง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ ระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙ รวม ๓๒ วัน โดยทางรถไฟและรถยนต์ เริ่มเดินทางจากการประทับรถไฟ เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ในวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เสด็จตามหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองที่สำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของล้านนาไทย และมีประวัติความเป็นมายาวนาน ในการเสด็จฯ ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์จักรี ที่ได้เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพด้วยระยะทางที่ยาวไกล เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเหล่าพสกนิกรของพระองค์อย่างใกล้ชิด ดังข้อความต่อไปนี้
กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (๑-๒) “... นับว่ายังไม่มีสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์ใดได้เสด็จพระราชดำเนินไปเลย จริงอยู่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (บางทีพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยด้วย) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปแล้วแต่เสด็จไปเมื่อยังมิได้ราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตราธิราช เพราะฉะนั้นหากครั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลพายัพ ก็ต้องนับว่าพระองค์เป็นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกรุงรัตนโกสินทร์พระองค์แรกที่ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังมณฑลนั้น
อีกประการหนึ่ง การเสด็จพระราชดำเนินเลียบหัวเมืองมณฑลน้อยใหญ่ ยังเป็นโอกาสให้ ได้ทอดพระเนตรภูมิประเทศถิ่นฐานบ้านเมือง ทรงทราบความเป็นไปอันเนื่องด้วยสุขด้วยทุกข์ ตลอดถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพของข้าขอบขัณฑสีมาอาณาจักรทั่วไป ได้ทรงพบเห็นสิ่งต่างๆ มากอย่างสำหรับจะได้นำมาเป็นเครื่องทรงพระราชดำริดัดแปลงแก้ไขสิ่งที่พ้นสมัยผดุงสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้คงดีตลอดไป และพยายามให้ดียิ่งๆ ขึ้นสมกับที่ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาติ พระราชจรรยาเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกาธิราช ได้ทรงกระทำเป็นเยี่ยงอย่างอันดีมาแล้ว ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช ก็ได้ทรงพระราชนิยมในการเสด็จพระราชดำเนินตามหัวเมืองมณฑลเช่นเดียวกัน ผลของการเสด็จพระราชดำเนินปรากฏว่า มีแต่กระทำให้ราชการบ้านเมืองทวีความเจริญในทางก้าวหน้า เมื่อดังนี้จึงเป็นการสมควรยิ่งที่จะทรงอนุวัตรตามพระราชจรรยาดังเช่นสมเด็จพระบรมชนกาธิราชและสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชได้ทรงประพฤติเป็นทิฏฐานุคติมาก่อนแล้วนั้น ทั้งเป็นการแสดงความเคารพต่อสมเด็จพระบรมชนกาธิราช และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชด้วยอีกส่วนหนึ่ง...”
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ ถือว่าเป็นครั้งแรกพระมหากษัตริย์สยามเสด็จฯ เยือนมณฑลพายัพอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจจากเจ้านายฝ่ายเหนือ ราษฎร กลุ่มชาติพันธุ์ และชาวต่างชาติ เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นประมุขของราษฎรในมณฑลพายัพในภายหลังได้เป็นส่วนหนึ่งของสยามโดยสมบูรณ์
ปัจจุบันซุ้มประตูชัยทั้งหมดถูกรื้อถอนแล้วเหลือเพียงหลักฐานทางภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ ที่ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อถวายพระพรและรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ซึ่งจัดได้อย่างสมพระเกียรติ สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ผู้คนทุกหมู่เหล่า นับว่าเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง
เรียบเรียงโดย : นางสาวรัฐธีย์ มูลพนัส, นางสาววรันธร รักยา และนางสาวศตวรรณ ศรีสมบัตินักศึกษาสาขาวิชาสารสนเทศศึกษา ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ควบคุมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
กมล มโนชญากร, รองอำมาตย์ตรี (ผู้รวบรวม). จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๗๔. (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๔๗๔).
ณัฐพล ใจจริง และศรัญญู เทพสงเคราะห์. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับแนวพระราชดำริด้านการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๘.
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า. ปกประชาฉายาลักษณ์. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๙.
พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น (รวมเล่ม). พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๙.
สถาบันพระปกเกล้า. สมุดภาพ รัชกาลที่ ๗ เสด็จฯ เลียบมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๖๑.
สถาบันพระปกเกล้า. เสด็จฯ เลียบหัวเมืองฝ่ายเหนือ และมณฑลพายัพ. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=eXugbbna4RU&list=PLz3ADrKTT5i0vjsCnIPrpraHExclR_Odo&index=26
สถาบันพระปกเกล้า. เสด็จฯ สู่เมืองนครเชียงใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=LYj2-XNnbJA
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารจัดแสดงนิทรรศการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2566 ปัจจุบันดำเนินการเสร็จสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 27 พฤษภาคม 2569
อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อบริการผู้เข้าชมตามแนวทางการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มาตั้งแต่ พ.ศ.2536 จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และความเป็นมาของเมืองพิมาย ซึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้นับเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ โดยการปรับปรุงใน พ.ศ. 2566 - 2567 เป็นการปรับปรุงอาคารจัดแสดงและนิทรรศการถาวรชั้นล่าง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองพิมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ.2568 - 2569 ได้ปรับปรุงอาคารจัดแสดง ส่วนบริการ และนิทรรศการถาวรชั้นบน มีเนื้อหาบอกเล่าพัฒนาการของมนุษย์ในพื้นที่แอ่งโคราชตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงช่วงระยะเวลาที่วัฒนธรรมเขมรโบราณรุ่งเรือง จัดแสดงโบราณวัตถุที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับแอ่งโคราชและเมืองพิมาย ซึ่งบางชิ้นยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน พร้อมทั้งนำเอาเทคนิคการจัดแสดงและกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ความรู้คู่ความสนุก นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นห้อง Co-Working Space พื้นที่จัดแสดงผลงานและนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน อันเป็นการยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ให้เป็นมากกว่าการเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวด้านศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญในระดับภูมิภาคอีสานตอนล่าง
ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย มีส่วนจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 อาคาร ได้แก่ อาคารจัดแสดงหลักเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่เรียงร้อยเรื่องราวของเมืองพิมายผ่านหลักฐานทางโบราณคดี และอาคารศิลาจำหลัก เป็นอาคารคลังเก็บโบราณวัตถุประเภทองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยอาคารจัดแสดงหลักที่ได้รับการปรับปรุงแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 9 ห้อง ได้แก่ 1. ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสาน 2. ความเชื่อและพิธีกรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราช 3. จากชุมชนสู่รัฐ : ยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่มในวัฒนธรรมทวารวดี 4. วัฒนธรรมเขมรโบราณในแอ่งโคราชระยะแรกเริ่ม 5. แอ่งโคราช : ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18 6. อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองพิมาย 7. ศาสนาในเมืองพิมาย 8. เมืองพิมายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-23 9. พิมาย : ศูนย์กลางความยิ่งใหญ่
ขอเชิญร่วมชมและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดให้บริการทุกวันพุธ-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย 20 บาท ต่างชาติ 200 บาท
วันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษกเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเชียงใหม่ และการประชุมคณะกรมการจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ ๕/๒๕๖๙ ผ่านระบบออนไลน์
วันพุธที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๑.๐๐ น. Mr. Park Sang Ho เยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ มุมหนังสือเกาหลี และเข้าพบนางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เพื่อพูดคุยหารือเรื่องความร่วมมือด้านห้องสมุดกับเครือข่ายห้องสมุดเกาหลีในอนาคต
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ "สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7" เนื่องในโอกาสการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี
.
สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ขอพาทุกท่านย้อนกลับไปเยี่ยมชมบรรยากาศ คราวสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ทอดพระเนตร #โบราณสถานปราสาทพนมวัน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมบรรยากาศการอนุรักษ์โบราณสถาน เมื่อ พ.ศ. 2513 หรือเมื่อ 56 ปีที่ผ่านมา ครับ
.
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ได้รับการประกาศสดุดีโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ด้วยการบรรจุพระนามไว้ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ ประจำปี พ.ศ. 2569–2570 โดยยกย่องพระราชกรณียกิจที่ยังประโยชน์อันไพศาลแก่ราษฎรชาวไทย ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ โดยทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีผู้ทรงเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของราชอาณาจักรไทย ด้วยพระราชจริยวัตรอันสุขุม มั่นคง และสง่างาม เปรียบประดุจแสงประทีปที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดแห่งกาลสมัย และเมื่อทรงติดตามเสด็จไปประทับ ณ ต่างประเทศ ก็ทรงประทับเคียงข้างอย่างมิห่างพระวรกาย สะท้อนพระราชปณิธานแห่งความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ และความเข้มแข็งทางพระราชหฤทัย
.
และภายหลังเสด็จนิวัตประเทศไทย พระองค์ได้เสด็จฯ ไปประทับที่พระตำหนักสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี เป็นเวลานานกว่า 18 ปี และเมื่อเสด็จกลับวังศุโขทัยด้วยพระชนมพรรษามากขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ อุทิศ "วังสวนบ้านแก้ว" ซึ่งเป็นที่ประทับในจังหวัดจันทบุรี ให้เป็นรากฐานแห่งการศึกษา และได้พัฒนาเป็น "มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี" ในปัจจุบัน อันเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่สร้างโอกาสและปูเส้นทางสู่อนาคตแก่เยาวชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังทรงส่งเสริมการเกษตรและอาชีพท้องถิ่น โดยทรงวางแนวคิดการพัฒนาชุมชนบนหลักการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ขอบพระคุณข้อมูลจาก กระทรวงมหาดไทย PR
ดู
Press kit
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ได้ดำเนินงานโครงการปรับปรุงอาคารนิทรรศการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ดำเนินโครงการต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ.2566 ถึงปัจจุบันโครงการฯ ดังกล่าว ได้ดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเข้าชมแก่ประชาชนผู้สนใจตั้งแต่วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป
โดยการปรับปรุงในครั้งนี้นับเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดให้บริการเข้าชมตั้งแต่ พ.ศ. 2536 ซึ่งการปรับปรุงในพ.ศ. 2566-2567 เป็นการปรับปรุงอาคารจัดแสดงและนิทรรศการถาวรชั้นล่าง ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเมืองพิมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
สำหรับการปรับปรุงในพ.ศ.2568-2569 เป็นการปรับปรุงอาคารจัดแสดง ส่วนบริการ และนิทรรศการถาวรชั้นบน มีเนื้อหาบอกเล่าพัฒนาการของมนุษย์ในพื้นที่แอ่งโคราชตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงช่วงระยะเวลาที่วัฒนธรรมเขมรโบราณรุ่งเรือง
นอกจากนิทรรศการถาวรที่มีการอัพเดทข้อมูลทางวิชาการ ปรับปรุงรูปปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัย สวยงาม และมีการจัดแสดงที่เป็นไปตามมาตรฐานของพิพิธภัณฑ์สากลแล้ว ในการปรับปรุงครั้งนี้ก็ยังมีการเพิ่มพื้นที่ให้บริการแก่ประชาชนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นห้อง Co-Working Space / พื้นที่จัดแสดงผลงานและนิทรรศการหมุนเวียนที่เปิดให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เพื่อยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ออกไปให้มากกว่าการเก็บรักษาและจัดแสดง หากยังรวมถึงการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย มีส่วนจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 อาคาร ได้แก่
อาคารจัดแสดงหลักเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรที่เรียงร้อยเรื่องราวของเมืองพิมายผ่านหลักฐานทางโบราณคดี
อาคารศิลาจำหลัก เป็นอาคารคลังเก็บโบราณวัตถุประเภทองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่พบจากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง
อาคารจัดแสดงหลักที่ได้รับการปรับปรุงแบ่งห้องจัดแสดงออกเป็น 9 ห้อง
ห้องจัดแสดงที่ 1 ภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคอีสานห้องจัดแสดงที่ 3 จากชุมชนสู่รัฐ : ยุคประวัติศาสตร์แรกเริ่มในวัฒนธรรมทวารวดี
ห้องจัดแสดงที่ 2 ความเชื่อและพิธีกรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราช
ห้องจัดแสดงที่ 4 วัฒนธรรมเขมรโบราณในแอ่งโคราชระยะแรกเริ่ม
ห้องจัดแสดงที่ 5 แอ่งโคราช : ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมเขมรโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16-18
ห้องจัดแสดงที่ 6 อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองพิมาย
ห้องจัดแสดงที่ 7 ศาสนาในเมืองพิมาย
ห้องจัดแสดงที่ 8 เมืองพิมายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-23
ห้องจัดแสดงที่ 9 พิมาย : ศูนย์กลางความยิ่งใหญ่
โดยในการปรับปรุงอาคารจัดแสดงในครั้งนี้ คณะทำงานด้านวิชาการได้คัดเลือก ค้นคว้า และสืบค้นโบราณวัตถุที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับแอ่งโคราชและเมืองพิมาย และบางชิ้นยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน
นอกจากนี้ยังมีการนำเอาเทคนิคการจัดแสดงและกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้เข้าชมได้ ความรู้คู่ความสนุก และเป็นการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร