ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,679 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.78/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  50 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 48 (59-70) ผูก 5 (2564)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา(ทสชาติ)ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา(ลำมโหสถ) --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อวัตถุ ภาชนะทรงพาน ทะเบียน ๒๗/๑๘๒/๒๕๓๒ อายุสมัย ก่อนประวัติศาสตร์ วัสดุ(ชนิด) ดินเผา ประวัติที่มา จากหลุมขุดค้นที่เพิงผาถ้ำหลังโรงเรียน บ้านทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๖ โดยดักลาศ แอนเดอร์สัน มหาวิทยาลัยบราวน์ สหรัฐอเมริกา ส่งมอบให้กองโบราณคดี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางรับมาเมื่อ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง          “ภาชนะทรงพาน” ภาชนะทรงพาน ปากภาชนะผายออกลำตัวสั้นและโค้งเข้าเป็นฐาน จากส่วนฐานมีเชิงสูงต่อลงมาส่วนฐานของเชิงโค้งออก ไม่มีการตกแต่งลวดลายบนภาชนะ ภาชนะใบนี้เป็นภาชนะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์พบหลากหลายรูปทรง เช่น หม้อ ภาชนะทรงปากแตรภาชนะแบบสามขา และภาชนะทรงพาน เป็นต้น ภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นภาชนะแบบเนื้อดิน (Earthenware)การผลิตภาชนะดินเผามีขั้นตอนหลักๆ คือ การเตรียมดินและนำดินที่ได้มาผสมเพื่อนำไปขึ้นรูปภาชนะเป็นทรงต่างๆ ซึ่งอาจขึ้นรูปด้วยมือ การตกแต่งผิว เช่น การใช้เชือกทาบ เปลือกหอย และการขูดขีด เป็นต้น จากนั้นจึงตกแต่งบนผิวภาชนะ อาทิ การขัดผิว การทาสี การทาผิวด้วยน้ำดินข้น และการรมควัน เป็นต้น แล้วจึงนำมาตากให้แห้งและเผา ซึ่งการเผาภาชนะในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของภาคใต้คงใช้เตาเผาแบบเปิดซึ่งเป็นการเผากลางแจ้ง ภาชนะทรงพานใบนี้ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เพิงผาถ้ำหลังโรงเรียน บ้านทับปริกอำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาชนะดินเผาทรงพานเป็นภาชนะรูปแบบพิเศษซึ่งไม่ได้ใช้ในครัวเรื่อง ภาชนะรูปแบบนี้จึงอาจถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ อาทิ พิธีฝังศพซึ่งใช้เป็นของอุทิศให้กับผู้ตาย ภาชนะทรงพานจึงถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของการผลิตภาชนะดินเผาของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์และเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมในอดีตอีกด้วย -----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง-----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - พัชรี สาริกบุตร. เทคโนโลยีสมัยโบราณ (Primitive Technology)เครื่องมือโลหะ งานโลหะ เครื่องปั้นดินเผา และ แก้วและลูกปัด. กรุงเทพฯ : ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๓.


เลขทะเบียน : นพ.บ.148/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  38 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 91 (392-403) ผูก 6 (2564)หัวเรื่อง : เทวทูตสุตฺต (เทวทูตสูตร)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          เริ่มด้วยที่มาของคำว่า “ฉลู” สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า ឆ្លូវ (ฉลูว) ในภาษาเขมรเก่า ส่วนพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่าคือชื่อปีที่ ๒ ของปีนักษัตร มีวัวเป็นเครื่องหมาย พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดับรูปวัวตรงชุดฐานสิงห์            สำหรับวัตถุชิ้นแรกเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตร ขัดสมาธิเพชรบนฐานบัวคว่ำบัวหงายเหนือชุดฐานสิงห์ ซึ่งชุดฐานนี้มีการประดับรูปวัวยื่นออกมา แสดงนัยยะว่าพระพุทธรูปองค์นี้ คือ “พระโคตโม” พระพุทธเจ้ากัปปัจจุบัน (ภัทรกัป) ตามเรื่องราวของพระเจ้าห้าพระองค์และตำนานแม่กาเผือกที่เล่าว่าทรงเป็นบุตรของพญากาเผือก (ที่มาของประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือกในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) โดยมีวัวเป็นผู้เลี้ยงดู พระพุทธเจ้าองค์นี้จึงมีนามว่า “พระโคตมพุทธเจ้า” ตามนามของแม่เลี้ยง ประติมากรรมรูปโคนนทิ           วัตถุชิ้นต่อไป เป็นประติมากรรมรูปโคนนทิ องค์เทวพาหนะของพระศิวะ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู มีรูปลักษณ์เป็นโคเพศผู้ สีขาวปลอด (ขาวสะอาดไม่มีสีอื่นปน) บางตำราถือว่าทรงเป็นหัวหน้าของบรรดาสัตว์สี่ขา โดยรูปโคนนทิที่พบในประเทศไทย มักพบอยู่ตามศาสนสถานในวัฒนธรรมร่วมแบบเขมร เช่น ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ นอกจากนี้ ยังปรากฏรูปโคนนทิในตราตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง ผลงานที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (ดูเพิ่มเติมใน เพจสมเด็จครู) และ“แผ่นตรานนทิมุข” สำหรับรถยนต์หลวง มีอักษรระบุว่า “กระทรวงวังอนุญาตรถนี้เข้าออกในพระบรมมหาราชวังได้” หนังใหญ่รูปไพร่พลลิงขี่หลังวัว           ส่วนวัตถุชิ้นสุดท้าย เป็นแผ่นหนังฉลุลาย ประเภทหนังเขน (“เขน” คือหนังใหญ่รูปไพร่พลในกองทัพ จัดอยู่ในกลุ่มหนังเบ็ดเตล็ด) รูปลิงสองตัวขี่หลังวัว ตัวหนึ่งถืออาวุธ อีกตัวดึงสายเชือกสนตะพายบังคับวัว ระบุประวัติว่าได้รับมอบจากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ซึ่ง “หนังใหญ่” โดยทั่วไปจะสร้างขึ้นจากหนังโค เพราะหนังโคมีความบางและโปร่งแสง หากเล่นในเวลากลางคืน เมื่อถูกไฟส่องจะเหมือนไฟลุกจับตัวหนัง หากเล่นในเวลากลางวัน ตัวหนังที่ถูกระบายสี ก็จะช่วยขับสีต่าง ๆ ให้เห็นเด่นขึ้นอย่างชัดเจน อนึ่ง ยังมีเกร็ดเล็กน้อยที่ว่า “หนังเจ้า” คือหนังรูปพระอิศวรและพระนารายณ์ จะต้องทำจากหนังที่เสือกินตาย ฟ้าผ่าตาย หรือออกลูกตาย อย่างที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกว่า “โคตายพราย” อีกด้วย           นอกจากนี้ ยังมีเรื่องวัว ๆ ที่พบเห็นได้ตามภูมิภาคต่าง ๆ เช่น “โคขาวลำพูน” โคพื้นเมืองภาคเหนือ ที่ใช้เป็นพระโคในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ “พระธาตุลำปางหลวง” พระธาตุประจำปีนักษัตรฉลูของชาวล้านนา (ดูเพิ่มเติมใน เพจพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ลำพูน) “รูปโคเหนือหน้าบันหอคำ” (ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน) และ “รูปโคเทินพระธาตุ” ตราประจำจังหวัดน่าน อีกทั้งคติหัวเมืองบริวาร ๑๒ นักษัตรของนครศรีธรรมราช ที่ถือว่า “เมืองปัตตานี” ถือตรานักษัตรปีฉลูเป็นตราประจำเมือง สุดท้ายนี้ ปีฉลู ๒๕๖๔              เผยแพร่โดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / เทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ / ภาพโดย กิตติยา เชื้อทอง กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร  


ตำรายาแผนโบราณ ๓๒ หน้า. ชบ.ส. ๕๒ เจ้าอาวาสวัดราษฏร์สามัคคี ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี .มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.25/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)




ป. ชื่นประโยชน์.  หลักวิชาดนตรีสากลการเรียนแอ๊คคอร์เดียน กับโน๊ตสากลเบื้องต้น.  พิมพ์ครั้งที่ ๑.  พระนคร : เขษมบรรณกิจ, ๒๕๐๑.  ๗๙ หน้า.     หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนดีดแอ๊คคอเดียนกับตัวโน๊ต ด้วยตนเอง  ซึ่งเริ่มแนะนำส่วนประกอบต่างของแอ๊คคอเดียน ลักษณะตัวโน๊ต ซึ่งมีกุญแจประจำเสียงหลัก ๒ ตัว คือ กุญแจซอล และกุญแจฟา ความสัมพันธ์ของตัวคีย์ ลักษณะการชักแอ๊คคอเดียน การนับนิ้ว เริ่มตั้งแต่หัวแม่มือ คือ ๑ นิ้วชี้ คือ ๒ เป็นต้น มีแบบฝึกหัดการดีด วิธีการเล่นส่วนต่าง ๆ ของเสียงเบสส การจับเล่นคอร์ดต่าง ๆ









องค์ความจากหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ เรื่อง  “ยาแผนไทย” : กรรมวิธีการแปรสภาพและเก็บสมุนไพร ตลอดจนการเตรียมเครื่องยาในการ ผลิตยาสมุนไพรไทยอย่างถูกวิธีเรียบเรียงโดย นางสาวสุภาพัฒน์ นำแปง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสาขาสารสนเทศศาสตร์และบรรณรักษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่          สุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีการดูแลเอาใจใส่ให้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ แต่ตัวเราเองก็ไม่สามารถหลีกหนีการเจ็บป่วยได้เช่นกัน จึงต้องมีการหาหนทางรักษาเพื่อให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆซึ่งการแพทย์แผนไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุง บำบัด บรรเทาและรักษาโรค โดยการใช้ยาสมุนไพรเข้ามาช่วยในการรักษานั่นเอง           แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนยังมีความเชื่อแบบผิด ๆ ที่ว่า การใช้สมุนไพรนั้นไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เมื่อขึ้นชื่อว่ายา ย่อมเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ทั้งสิ้น หากเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายไม่สามารถรับได้ ในบริบทของยาแผนไทยก็คือ การใช้ยาในปริมาณที่ไม่ถูกส่วน ซึ่งอาจส่งผลกับร่างกายได้ เช่น การแพ้ยา กระตุ้นโรคจนอาการหนักขึ้น หรือใช้ยาไม่ถูกส่วนกับโรค เป็นต้น           ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมตัวยาเพื่อใช้ปรุงยาตามตำรับต่าง ๆ ทางการแพทย์แผนไทยมีวิธีการเก็บ การทำให้แห้งและรักษาสมุนไพรให้เกิดตัวยาที่มีคุณภาพสูงสุด ปรุงแล้วสามารถรักษาโรคตามต้องการ โดยวิธีการต่าง ๆ อาจแตกต่างกันออกไปตามชนิดของสมุนไพร นอกจากนี้สมุนไพรหรือส่วนประกอบในการปรุงยาบางชนิดยังต้องผ่านกระบวนการบางอย่าง ก่อนจะนำมาใช้ปรุงยาเพื่อลดหรือเพิ่มฤทธิ์ตัวยาสมุนไพร ทำให้พิษของตัวยาลดลง ทำให้ตัวยาปราศจากเชื้อโรค เป็นต้น ซึ่งวิธีการต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมผ่านประสบการณ์อันยาวนาน ถ่ายทอดผ่านปากจากรุ่นสู่รุ่น 


black ribbon.