ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
: ทรงพระปรีชาเป็นเลิศในการช่าง เเละศิลปะทุกสาขา รวมทั้งวรรณศิลป์ ดนตรี เเละการละคร พุทธศักราช ๒๕๐๖ เนื่องในวาระฉลอง ครบ ๑๐๐ ปี วันประสูติ วันที่ ๒๘ เมษายน ยูเนสโกได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณ ให้ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก
: ทรงเป็นต้นราชสกุลจิตรพงศ์ ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แห่งกรุงสยาม อภิรัฐมนตรี ทหาร นักปราชญ์ และพหูสูต
: ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็น "สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม" เนื่องจากพระปรีชาสามารถด้านงานช่างของพระองค์ ทั้งด้านศิลปกรรม ด้านสถาปัตยกรรม ด้านภาพจิตรกรรม และด้านออกแบบ
: ทรงได้รับพระราชทานสร้อยพระนามตอนหนึ่งว่า “สังคีตวาทิตวิธีวิจารณ์” ซึ่งเเปลว่า ทรงจัดวิธีเเห่งดนตรีการ ฟ้อนรำ ขับร้องเเละทำนองเพลง
ภาพวาดสีน้ำมันโดย : อาจารย์ศักย ขุนพลพิทักษ์ ข้าราชการเกษียณอายุราชการ กลุ่มจิตรกรรมสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
Cr.บทความเเละข้อมูล : กระทรวงวัฒนธรรม,SULIBสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร
#กลุ่มจิตรกรรมสำนักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร #วันสำคัญ #บุคคลสำคัญของโลก
องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ประจำเดือนเมษายน ๒๕๖๙เรื่อง : มกรสังคโลก เมืองโบราณสุโขทัย
องค์ความรู้เวียงเชียงชื่น เมืองโบราณร้างกลางหุบเขา กับเบาะแสแหล่งผลิตตะกั่วค้นพบใหม่ของอาณาจักรล้านนา...เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ...เมืองโบราณเวียงเชียงชื่น หรือ เมืองช้างสาร เป็นร่องรอยชุมชนโบราณในหุบเขา ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์โบราณคดีมากที่สุดแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่เขตการปกครอง ตำบลต้าผามอก อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ...การศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ โดย ภูเดช แสนสา พบข้อมูลว่า พื้นที่เวียงเชียงชื่น หรือ เมืองช้างสาร เป็นเมืองที่พัฒนาขึ้นมาจากการมีทรัพยากรสำคัญ คือ ทองแดง ทองคำ และของป่า จึงทำให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานชุมชนสร้างเมืองแห่งนี้ขึ้นมา และได้มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า พื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นศูนย์กลางการผลิตพระพุทธรูปสำริดของแอ่งที่ราบลองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ร่วมสมัยช่วงยุคทองของอาณาจักรล้านนา...จากนัยความสำคัญดังกล่าว ทีมนักโบราณคดี ได้สำรวจผิวดินเบื้องต้นภายในพื้นที่เวียงเชียงชื่น เมืองโบราณร้างกลางป่าลึก จนทำให้ค้นพบกลุ่มหลักฐานสำคัญ ซึ่งไม่เคยมีรายงานการค้นพบมาก่อน คือ กลุ่มตะกรันเนื้อแก้วสีดำมันวาว ไม่ปรากฏสนิมบนพื้นผิวที่จะให้นัยข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับชนิดของธาตุโลหะได้ จึงเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบอย่างเร่งด่วน เพื่อกำหนดแนวทางศึกษาวิจัยเชิงลึกต่อไป...เพื่อไขปริศนาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับตะกรันหน้าตาประหลาดกลุ่มนี้ ทีมนักโบราณคดี ได้นำตัวอย่างไปศึกษาเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์วัสดุด้วยกล้องจุลทัศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุ (Scanning electron microscope: SEM - EDS) ณ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี...ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดี พบว่า ตะกรันดังกล่าวมีลักษณะเนื้อภายในคล้ายแก้วที่ถูกหลอมละลายด้วยอุณหภูมิสูง ปรากฏร่องรอยโพรงของก๊าซขณะหลอมเหลว และอนุภาคของโลหะแข็งกระจายอยู่ทั่วไปในเนื้อตะกรัน การวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุ พบธาตุหลัก คือ ตะกั่ว (Pb) ในปริมาณที่สูงมากกว่าปกติ อยู่ระหว่าง 23.85 – 29.14 Wt% กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในเนื้อตะกรัน จึงให้ข้อสังเกตเบื้องต้นได้ว่า กลุ่มตะกรันเนื้อแก้วสีดำมันวาวที่พบในพื้นที่เมืองโบราณเวียงเชียงชื่น น่าจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมการ “ถลุงโลหะตะกั่ว” สมัยโบราณ...การค้นพบเบาะแสครั้งนี้ ถือเป็นนัยการค้นพบประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการโบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนาและพื้นที่ประเทศไทย เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ยังไม่เคยปรากฏข้อมูลการศึกษาแหล่งผลิตหรือแหล่งถลุงโลหะตะกั่วสมัยโบราณมาก่อน โดยการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับโลหะตะกั่ว มุ่งเน้นไปที่โบราณวัตถุและแหล่งทรัพยากรเหมืองแร่ตะกั่วสมัยโบราณเป็นหลัก การค้นพบเบาะแสแหล่งผลิตหรือแหล่งถลุงโลหะตะกั่วที่เมืองโบราณเวียงเชียงชื่น จึงเป็นเสมือนนัยการค้นพบข้อมูลใหม่ครั้งสำคัญระดับภูมิภาค ที่สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จะมุ่งมั่นดำเนินการศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคม และจะนำมาเผยแพร่ในโอกาสต่อไป...การค้นพบเบาะแสสำคัญครั้งนี้ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ขอขอบพระคุณ- คุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล- ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี- อุทยานแห่งชาติดอยผากลอง- อาจารย์สุรีรัตน์ บุบผา- อาจารย์ ดร.ภีร์ เวณุนันทน์- อาจารย์ภูเดช แสนสา- คุณเงิน สุทธสังข์
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9 ฉบับที่ 584 (10 ส.ค. 2510)
ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
สถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรี
สำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2510
ลักษณะวัสดุ 8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.
ภาษา ไทย
เนื่องในกิจกรรม “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” โดยกรมศิลปากร ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ สัมผัสเรื่องราวและคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านการเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้สำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ พิเศษ! เปิดโอกาสให้ทุกท่านเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เปิดวันพุธ - อาทิตย์ เวลา 09.00 - 16.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร) พร้อมร่วมกิจกรรม “ท่องเที่ยวเก็บตราประทับ” ตามเส้นทางแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มาร่วมเดินทางตามรากนครา เรียนรู้มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์ และเก็บตราประทับให้ครบเพื่อแลกรับของที่ระลึก แล้วพบกัน!
***บรรณานุกรม***
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระคาถาพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์สังเขปพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 4 มูลนิธิภูมิพโลภิกขุพิมพ์ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 พลอดุลยเดช ในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พุทธศักราช 2525
กรุงเทพฯ
โรงพิมพ์มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ
2525
ใบปลิว งานมหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ภาพรวมงานแถลงข่าว มหกรรมหุ่นฟ่างนก จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ งานแถลงข่าวงานมหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ถ่ายภาพรวม งานแถลงข่าว มหกรรมหุ่นฟ่างนกและงานกาชาด จังหวัดชัยนาท ครั้งที่ ๒๘
งานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชรนั้นมีมานานคู่เมืองกำแพงเพชร โดยมีประเพณีจัดขึ้นในวันสารทไทยตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งชาวไทยที่นับถือพุทธศาสนา จะพร้อมใจกันกวนกระยาสารท ข้าวมธุปายาส หรือข้าวกระยาทิพย์ ข้าวยาคู น้ำผึ้ง น้ำตาล และกล้วยไข่ ที่เป็นพืชเศรษฐกิจและสัญญาลักษณ์ของจังหวัดกำแพงเพชร ไปทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ วัดอารามต่างๆ และกลางคืนจะมีการทอดผ้าป่าแถว พร้อมการละเล่นพื้นบ้าน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ได้ทรงเปิด “หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่” และ “พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2556
เวลา 09.10 น. ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จถึงหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ จากนั้น อธิบดีกรมศิลปากร เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือประกอบนิทรรศการ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและของที่ระลึก ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการจัดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา และหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ต่อจากนั้นทรงพระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีอุปการคุณและผู้สนับสนุนการดำเนินงานจำนวน 100 ราย จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ “ตามรอยเสด็จพระราชดำเนินสู่ล้านนา” เสด็จฯ ไปยังที่ประดิษฐานพระรูปสมเด็จพระศรีสวรินทรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะ ทอดพระเนตรนิทรรศการ จากนนั้นทรงเสด็จฯ ไปยังหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ทรงตัดแถบแพรเปิดหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ทอดพระเนตรนิทรรศการ จากนั้นทรงประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่งไปยังพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ทรงตัดแถบแพรเปิดพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เสด็จเข้าภายในพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ทอดพระเนตรนิทรรศการ ทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา และเสด็จออกจากพิพิธภัณฑ์ฯ เวลา 11.30 น. ทั้งนี้ มีข้าราชการ พสกนิกรร่วมให้การต้อนรับเสด็จเป็นจำนวนมาก
หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา
เทศบาลนครเชียงใหม่ สำรวจหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เพื่อที่จะทำการปรับปรุง เนื่องจากเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน ศิลปะล้านนาโดดเด่นที่ความงดงามและมีรูปแบบที่หลากหลาย สะท้อนภูมิปัญญาและความหมายที่แฝงเร้นมากับคติความเชื่อของบรรพชนล้านนา เมื่อเทศบาลนครเชียงใหม่ได้วางแนวทางการพัฒนาพื้นที่กลางเวียงเชียงใหม่เพื่อเป็นสถานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ โดยสร้างหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้น ณ บริเวณอาคารศาลากลางเดิม เป็นสถานที่ให้ความรู้ภาพรวมของเอกลักษณ์สิ่งดีงาม คติความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของคนเมืองเชียงใหม่ พื้นที่บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านอัยการเดิมซึ่งอยู่ติดกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ได้สร้างหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ บริเวณที่ตั้งของอาคารศาลแขวงเดิมได้จัดสร้างเป็นหอศิลป์ล้านนา เพื่อจัดแสดงเรื่องราวของประวัติศาสตร์ด้านศิลปะของอาณาจักรล้านนา และภูมิปัญญาทางศิลปะของผู้คนในอาณาจักรล้านนาจากอดีตถึงปัจจุบัน
ที่ตั้งของอาคารหอศิลป์ล้านนาในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของคุ้มกลางเวียง เชื่อว่าเป็นส่วนที่ตั้งของ “วังหน้า” เพราะเป็นมรดกของเจ้าอุปราชสุริยะ เดิมเจ้าอุปราชสุริยะเตรียมถวายให้ใช้เป็นที่ทำการเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่ ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) แต่เนื่องจากเจ้าจอมมารดาดารารัศมีได้มีพระประสงค์ทูลเกล้าฯ ถวายคุ้มกลางเวียงบางส่วนที่เป็นมรดกของพระองค์ให้รัฐบาลเพื่อจัดสร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ(ปัจจุบันเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) ดังนั้น คุ้มส่วนนี้จึงตกทอดเป็นมรดกแก่เจ้าน้อยเลาแก้ว(เจ้าราชบุตร) ต่อมาทางราชการขอซื้อเพื่อก่อสร้างที่ทำการศาลแขวง จังหวัดเชียงใหม่ แทนหลังเดิมซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงสะพานนวรัฐ พื้นที่ส่วนนี้มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 ตารางวา ทั้งหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ และหอศิลป์ล้านนา เป็นกิจกรรมที่หนุนเสริมกันและมีพื้นที่ต่อเนื่องกัน โน้มนำการอนุรักษ์พัฒนาพื้นที่กลางเมืองเก่าเชียงใหม่ให้มีทิศทางที่เหมาะสมและเป็นการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเพื่อเป็นการโน้มนำการพัฒนาเชียงใหม่ไปสู่การเป็นเมืองที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน
การปรับปรุงหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนาเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ที่ให้สาระความรู้ สร้างภาพพจน์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพักอาศัยอยู่ในเชียงใหม่นานขึ้น ให้ผู้มาเยือนได้มีโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทางด้านศิลปะและภูมิปัญญาศิลปะของล้านนาที่เป็นรากฐานของเมืองเชียงใหม่ และเข้าใจในคุณค่าของเมืองอย่างแท้จริง เป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่งานวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลป์และภูมิปัญญางานศิลป์ของล้านนา กระตุ้นให้คนในท้องถิ่นมีความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนและเกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษาเมืองในระยะยาว โดยเชื่อมโยงกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่และหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ และเพื่อโน้มนำการพัฒนาของภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่เขตเมืองอนุรักษ์ให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำกิจการที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์เมือง รวมทั้งพัฒนาพื้นที่บริเวณใจกลางเมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เมืองในระยะยาว
เมื่อปลายปี 2555 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้ทำการเปิดหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา ให้กับชาวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ ได้รับชม และศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยเข้ารับชมและ ศึกษาประวัติสาสตร์อย่างมากมาย อีกทั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ยังมีโครงการนำนักเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ เข้าศึกษาดูงานด้านประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ วิถีชีวิตของชาวล้านนา พิธีกรรม สถาปัตยกรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้เยาวชนได้ศึกษาถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวล้านนา เพื่อการอนุรักษ์ และสืบทอดต่อไป
วัสดุ หินทราย
แบบศิลปะ ศิลปะทวารวดี
อายุสมัย อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 13-15 (ประมาณ 1,100–1,300 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ พบที่บ้านเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นายวีระ วุฒิจำนงค์ มอบให้เมื่อ 11 เมษายน 2538
หินทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหนึ่งแกะเป็นรูปเครื่องประดับลึกลงไปในเนื้อหินเป็นรูปตุ้มหูรูปกลม 3 อัน ตุ้มหูคล้ายดาวหรือกลีบดอกไม้หกแฉก และตุ้มหูรูปดอกไม้มีขอบเป็นหยัก ลักษณะเป็นช่อคล้ายฉัตรขนาดเล็ก แม่พิมพ์แต่ละอันต่อกับร่องหรือก้านสำหรับเทน้ำโลหะ
ลักษณะเป็นแม่พิมพ์แบบประกบกัน 2 ชิ้น ใช้หล่อเครื่องประดับในชีวิตประจำวันซึ่งทำมาจากทอง เงิน ดีบุก เช่น ตุ้มหู และเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ รูปแบบของเครื่องประดับเหล่านี้ แม้จะเริ่มทำมาตั้งแต่สมัยฟูนันราวพุทธศตวรรษที่ 8 แล้วก็ตาม แต่ความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปแบบนั้นมีน้อยมาก
โครงการสำรวจเอกสารโบราณ
วันพุธที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔
ณ วัดไทรงาม ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ องค์การบริหารส่วนตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ได้รับแจ้งจากอำเภอปราสาทว่าจะทำการถ่ายทำวิดีทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอ โดยเข้าถ่ายทำ ณ โบราณสถานปราสาททนง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และขอความอนุเคราะห์สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ส่งบุคลากรร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับโบราณสถานดังกล่าว โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ มอบหมายให้นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ไปควบคุมและให้ข้อมูล
จัดแสดงภูมิปัญญาไทยพื้นถิ่น สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เตาเชิงกราน หม้อดินเผา กระจ่า กระบวย ฯลฯ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา เช่น ไถ คราด ฯลฯ เครื่องประกอบอาชีพเสริม เช่น อุปกรณ์ปั้นหม้อดินเผา เครื่องทอผ้า เครื่องหีบอ้อย ฯลฯ เครื่องมือในการประมง เช่น ชะนาง สุ่ม ตุ้ม ข้อง กระชัง ฯลฯ และพาหนะในการเดินทาง เช่น เกวียน หรือระแทะ เป็นต้นการละเล่นพื้นบ้านจัดแสดงเครื่องการละเล่นต่างๆ ของเด็กไทยสมัยก่อน เช่น เดินกะลา หมากเก็บ ลูกหิน กระโดดเชือก ลูกข่าง ไม้หึ่ง ว่าว เป็นต้น