ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,668 รายการ
องค์ความรู้: สำนักหอสมุดแห่งชาติ เรื่อง: หนังสือรวมเพลง
หนังสือรวมเพลง เริ่มพบว่ามีจัดพิมพ์ออกจำหน่ายตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2480 เป็นหนังสือที่รวบรวมเนื้อเพลงที่ได้รับความนิยมจากสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นเสียง ละคร ภาพยนตร์ รำวง วิทยุ ฯลฯ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป บ้างเรียกสมุดเพลง ชุมนุมเพลง สมุดบทเพลงร้อง เป็นต้น โดยส่วนใหญ่มักเป็นการรวมเพลงเอกที่ได้รับความนิยมของนักแต่งเพลงและศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เช่น นารถ ถาวรบุตร์, ชลอ ไตรตรองศร, ล้วน ควันธรรม, ป. ชื่นประโยชน์, สมยศ ทัศนพันธ์ เป็นต้น เนื้อหาภายในเล่มนำเสนอเนื้อเพลงและโน้ตเพลง พร้อมชื่อผู้ประพันธ์เพลงและผู้ขับร้อง หากบทเพลงนั้นนำมาจากแผ่นเสียง ละคร หรือภาพยนตร์ก็จะมีรายละเอียดข้อมูลดังกล่าวประกอบด้วย
ต่อมาในช่วงต้น พ.ศ. 2500 หนังสือรวมเพลงได้มีการพัฒนาเนื้อหาภายในเล่มมากขึ้น โดยมีรูปแบบคล้ายสิ่งพิมพ์ต่อเนื่องประเภทนิตยสาร นอกจากจะรวบรวมเนื้อเพลงที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น ยังมีการนำเสนอคอลัมน์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น รายงานผลการจัดอันดับเพลงยอดนิยมในรอบเดือน โน้ตเพลงฉบับสมบูรณ์ แนะนำครูเพลงและศิลปิน ปกิณกะด้านดนตรีที่น่าสนใจ ทฤษฎีโน้ตสากลเบื้องต้น ตลอดจนบอกเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในแวดวงดนตรี พร้อมภาพประกอบสี่สีสวยงามของนักร้องที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ยังมีคอลัมน์ที่ผู้อ่านสามารถมีส่วนร่วมได้ เช่น การตอบปัญหาเพลง การส่งคำถามเกี่ยวกับศิลปินหรือขอให้จัดพิมพ์บทเพลงที่ต้องการถึงกองบรรณาธิการ และการหาเพื่อนทางจดหมายผ่านหนังสือรวมเพลง หนังสือรวมเพลงไทยสากลที่มีรูปแบบดังกล่าว เช่น เพลงกล่อมจิต และชาวเพลง สำหรับหนังสือรวมเพลงสากลมีด้วยกันหลายปก เช่น MR.HITS, CURRRENT SONG HITS, IMPRESSIVE SONGS เป็นต้น
ผู้เขียนขอกล่าวถึงหนังสือรวมเพลงสากล IMPRESSIVE SONGS ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น และพัฒนามาเป็นหนังสือรวมเพลงในปัจจุบัน จัดทำโดย เล็ก วงศ์สว่าง นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง โดยหนังสือเพลงของเล็กแตกต่างจากหนังสือเพลงเล่มอื่น ๆ ที่ขายในท้องตลาด คือ มีเล่มเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ สะดวกในการพกพา ต่อมาขยายขนาดเล่มให้ใหญ่ขึ้นตามลำดับ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น I.S. Song Hits เพื่อให้เรียกง่ายขึ้น ปัจจัยที่ทำให้หนังสือรวมเพลงเล่มนี้ได้รับความนิยม คือ คุณภาพและความรวดเร็วในการจัดทำ นอกจากนี้ยังใช้กลยุทธ์การแจกโปสเตอร์ศิลปินตามปกหนังสือ เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับผู้ซื้อ ต่อมาได้เริ่มมีการนำคอร์ดกีตาร์เข้ามาใส่ในเนื้อเพลง จนถึง พ.ศ. 2512 เมื่อกระแสเพลงป๊อปของไทยเริ่มได้รับความนิยม เกิดวงสตริงใหม่ ๆ หลายวง จึงได้เปิดตัว THE GUITAR ซึ่งเป็นหนังสือรวมเนื้อเพลงไทยพร้อมคอร์ดกีตาร์ ภายในเล่มมีวิธีการจับคอร์ดขั้นพื้นฐานสำหรับการฝึกด้วยตนเอง หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นครูดนตรีฉบับกระเป๋าที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมายาวนานหลายทศวรรษจนถึงปัจจุบัน
หนังสือรวมเพลง นอกจากจะช่วยให้คนรักดนตรีสามารถนำไปฝึกร้องหรือเล่นดนตรีได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความรื่นรมย์และความเพลิดเพลินใจแล้ว ยังเป็นสิ่งที่บันทึกความเป็นไปของวงการเพลงไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในบทเพลงของแต่ละยุคสมัย ตลอดจนความเคลื่อนไหว และข่าวสารในแวดวงดนตรีของไทยอีกด้วย
------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
ปรมาจารย์หนังสือเพลง...เบื้องหลังนักสร้างคนดนตรี : เล็ก วงศ์สว่าง – เพจยอดมนุษย์คนธรรมดา.
[ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2566, จาก: https://today.line.me/th/v2/article/3YlnOB
เรียบเรียงโดย: นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
ถ่ายภาพประกอบโดย: นายเอก เจียมพุก นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิรินธร สำนักหอสมุดแห่งชาติ
ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒
เทคนิค : สลักดุนโลหะ ปิดทอง ลงยาสี และประดับคริสตัล
กลุ่มงานช่างบุและช่างศิราภรณ์ กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
ผลงานศิลปกรรมจัดสร้างโดย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน – ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. วันพุธ วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)
ความหมายตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒
อักษรพระปรมาภิไธย วปร. (อยู่ตรงกลาง) พื้นอักษรสีขาวขอบเดินทอง อันเป็นสีของวันจันทร์ซึ่งเป็นวันพระบรมราชสมภพ ภายในอักษรประดับเพชร ตามความหมายแห่งพระนามมหาวชิราลงกรณ อักษร วปร. อยู่บนพื้นสีขาบ (น้ำเงินเข้ม) อันเป็นสีของขัตติยกษัตริย์ ภายในกรอบพุ่มข้าวบิณฑ์สีทองสอดสีเขียว อันเป็นสีซึ่งเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ กรอบทรงพุ่มข้าวบิณฑ์อัญเชิญมาจากกรอบที่ประดิษฐานพระมหาอุณาโลม อันเป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ แวดล้อมด้วยเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช ได้แก่ พระมหาพิชัยมงกุฎพร้อมอุณาโลมประกอบเลขมหามงคลประจำรัชกาล อยู่เบื้องบนพระแสงขรรค์ชัยศรีกับพระแส้จามรีทอดไขว้อยู่เบื้องขวา ธารพระกรกับพัดวาลวิชนี ทอดไขว้อยู่เบื้องซ้าย และฉลองพระบาทเชิงงอนอยู่เบื้องล่าง
พระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึง ทรงรับพระราชภาระอันหนักยิ่งของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
พระแสงขรรค์ชัยศรี หมายถึง ทรงรับพระราชภาระปกป้องแผ่นดินให้พ้นจากภยันตราย
ธารพระกร หมายถึง ทรงดำรงราชธรรมเพื่อค้ำจุนบ้านเมืองให้ผาสุกมั่นคง
พระแส้จามรีกับพัดวาลวิชนี หมายถึง ทรงขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์
ฉลองพระบาทเชิงงอน หมายถึง ทรงทำนุบำรุงปวงประชาทั่วรัฐสีมาอาณาจักร
เบื้องหลังพระมหาพิชัยมงกุฎ : ประดิษฐานพระมหาเศวตฉัตรอันมีระบายขลิบทอง จงกลยอดฉัตรประกอบรูปพรหมพักตร์อันวิเศษสุด ระบายชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทอง แสดงถึงพระบารมีและพระบรมเดชานุภาพที่ปกแผ่ไปทั่วทิศานุทิศ
เบื้องล่างกรอบอักษรพระปรมาภิไธย : มีแถบแพรพื้นสีเขียวถนิมทองขอบขลิบทอง มีอักษรสีทองความว่า "พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒" ปลายแถบแพรเบื้องขวามีรูปคชสีห์กายม่วงอ่อน ประคองฉัตร ๗ ชั้น หมายถึงข้าราชการฝ่ายทหาร
เบื้องซ้าย : มีรูปราชสีห์กายขาวประคองฉัตร ๗ ชั้น หมายถึง ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ผู้ปฏิบัติราชการสนองงานแผ่นดินอยู่ด้วยกัน ข้างคันฉัตรด้านในทั้งสองข้างมีดอกลอยกนกนาค แสดงถึงปีมะโรงนักษัตรอันเป็นปีพระบรมราชสมภพ สีทองหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองยิ่งของประเทศชาติและประชาชน
สามารถรับชมขั้นตอนการจัดสร้าง
ได้ทาง YouTube ตามลิ้งค์ด้านล่าง
https://youtu.be/gvMjzRrxWi8
ชื่อเรื่อง: มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศสยาม ผู้แต่ง: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพปีที่พิมพ์: พ.ศ.๒๕๐๔สถานที่พิมพ์: พระนครสำนักพิมพ์: ศิวพรจำนวนหน้า: ๔๘ หน้า เนื้อหา: "มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศสยาม" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นปาฐกถาและแสดง ณ สถานสามัคยาจารย์สมาคม เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยกรมศิลปากรพิมพ์แจกในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดกาญจนสิงหาศน์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๔ ปาฐกถาเรื่องนี้ทรงนิพนธ์ขึ้นด้วยพระปรีชาญาณ และทรงอ้างหลักฐานไว้ตลอดเรื่อง ซึ่งทรงยกหลักฐานและลำดับเหตุการณ์มาทรงบรรยายให้เห็นเป็นยุคสมัย อาทิ ว่าด้วยประวัติการสร้างพุทธเจดีย์และอนุสาวรีย์เจดีย์ ว่าด้วยพระพุทธศาสนามาประดิษฐานในประเทศสยาม ว่าด้วยการสร้างวัดในสมัยทวาราวดี ว่าด้วยการสร้างวัดในสมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน และสมัยสุโขทัย ว่าด้วยคตินิยมการสร้างวัดในปัจจุบัน เป็นต้น นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งในด้านการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดี และใช้เป็นแนวทางในการบำรุงรักษา ปรับปรุงและอนุรักษ์วัดวาอารามของชาติ เลขทะเบียนหนังสือหายาก: ๖๗๔เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์: E-book ๒๕๖๖_๐๐๑๑หมายเหตุ: โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖
สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ จัดกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ “โบราณคดีเสวนา ประตูช้างเผือก” ร่วมรับฟังองค์ความรู้จากการดำเนินงานขุดค้น - ขุดแต่งทางโบราณคดีประตูช้างเผือก และการเสวนาแลกเปลี่ยนรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางการอนุรักษ์ และพัฒนาโบราณสถานประตูช้างเผือก ในวันพุธที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ขอเชิญชวนผู้สนใจติดตามรับชมผ่านทาง Facebook Live สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ และ Archaeology 7 Chiang Mai
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดสร้างพระเจดีย์ทรงกลม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และประดิษฐานพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่เป็นองค์ดั้งเดิมที่ค้นพบในสถูปโบราณ เมืองกบิลพัสดุ์ และเมืองสาญจี จากสาธารณรัฐอินเดีย อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนร่วมสักการบูชา ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ - ๓ มีนาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗
โดยมี นายณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (ช่างสิบหมู่) สังกัดสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบพระเจดีย์ทรงกลม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน ๑ องค์ มีขนาดความสูง ๕๐ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐาน ๒๕.๖ เซนติเมตร และพระเจดีย์ทรงกลมประดิษฐานพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จำนวน ๒ องค์ มีขนาดความสูง ๓๘ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางฐาน ๑๕.๕๐ เซนติเมตร และรับผิดชอบดำเนินการจัดสร้างโดย กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ เป็นความร่วมมือกันในกลุ่มงานต่าง ๆ จัดสร้างงานด้วยเทคนิคอันหลากหลาย ประกอบด้วย
กลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต : ดำเนินการขึ้นหุ่นส่วนยอดและส่วนฐานด้วยกระบวนการกลึงไม้ ไม้ที่ใช้สร้างพระเจดีย์เป็นไม้สัก แกะสลักลวดลายในส่วนยอดและส่วนฐานของพระเจดีย์ทั้ง ๓ องค์ กลุ่มงานช่างปิดทอง ประดับกระจกและช่างสนะไทย : ดำเนินการปิดทองคำเปลวส่วนยอดและส่วนฐาน กลุ่มงานช่างบุและช่างศิราภรณ์ : ดำเนินการกระแหนะลายติดประดับส่วนยอดและส่วนฐาน ฉลุแผ่นโลหะเติมปลายของส่วนยอดพระเจดีย์ บุดุนโลหะทำเฟื่องอุบะและระย้าประดับส่วนปลายห้อยลงมาที่องค์พระเจดีย์ ติดประกอบลวดลายบนกระจกที่องค์พระเจดีย์ ประดับพลอยเป็นไส้ลายทั้งส่วนยอดและส่วนฐาน
ขอขอบคุณข้อมูล จาก นายณัฐพงค์ ปิยมาภรณ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (ช่างสิบหมู่), นางอัจฉริยา บุญสุข ผู้อำนวยการกลุ่มประณีตศิลป์, นายสาโรจน์ แสงสี หัวหน้ากลุ่มงานช่างแกะสลักและช่างไม้ประณีต และนางปาริด์ชาติ พัฒน์ทอง หัวหน้ากลุ่มงานช่างปิดทอง ประดับกระจกและช่างสนะไทย,นายเกียรติศักดิ์ หนูทองแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานช่างบุและช่างศิราภรณ์---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : เฟสบุ๊ก สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/officeoftraditionalarts
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี ขอเชิญติดตามชมการถ่ายทอดสด Facebook live "ภาพถ่ายเก่าในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์" ในวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2567 ต่ั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป โดยมีนายชนน วัฒนะกูล ภัณฑารักษ์ เป็นผู้ให้ข้อมูลความรู้ ผู้สนใจสามารถรับชมรับฟังผ่านทาง Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ : King Narai National Museum
ชื่อเรื่อง ปริวารปาลิ (ปริวารปาลิ)อย.บ. 298/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 52 หน้า : กว้าง 4.7 ซม. ยาว 53.4 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคจากวัดประดู่ทรงธรรม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง เรือในภาคกลางผู้แต่ง ภูธร ภูมะธนประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นหมวดหมู่ วิศวกรรมศาสตร์เลขหมู่ 623.8202 ภ654รสถานที่พิมพ์ ลพบุรีสำนักพิมพ์ หัตถโกศลการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2533ลักษณะวัสดุ 56 หน้า : ภาพประกอบ ; 26 ซม.หัวเรื่อง เรือภาษา ไทย
บทคัดย่อ/บันทึก
เรือเป็นพาหนะสำคัญในการคมนาคมสมัยก่อน แต่ในปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และความเจริญทางเทคโนโลยี ผู้เขียนตั้งใจรวบรวมเรือพื้นบ้านที่ใช้ในภาคกลางของประเทศไทย ไม่เกี่ยวข้องกับเรือเดินทะเลและเรือที่ใช้ในพระราชพิธีที่มีหลายชนิด
เทศบาลตำบลหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี (เวลา 13.00 น.) จำนวน 87 คน
วันเสาร์ที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ น. คณะโครงการอบรมและศึกษาดูงานพัฒนาศักยภาพผู้บริหาร
สมาชิกสภาเทศบาล พนักงานเทศบาล และลูกจ้างในสังกัด จากสำนักงานเทศบาลตำบลหนองใหญ่
ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี จำนวน ๘๗ คน เข้าศึกษาดูงาน
ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม
ตำแหน่งพนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้
ตอนนี้ ถนนจอมพล กำลังเป็นกระแสของชาวโคราชอีกครั้ง เพราะกำลังมีกิจกรรม “#GRAFFITTI X #ChompolFest.” โดย GRAFFITTI ทั้ง 4 จุดที่กระจายตัวอยู่บนถนนจอมพลนี้ ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของถนนเส้นนี้ได้ดีมากขึ้น พี่นักโบจึงหยิบยก บทความ “สืบร่องรอย “ถนนจอมพล” ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี” มาเล่าให้ทุกท่านได้ฟัง ก่อนจะไปชมงานศิลปะ ดื่มด่ำวิถีชีวิตด้วยวิธีเดินเมืองกันครับ
.
หากเรามอง “#ถนนจอมพล” ในมิติทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีแล้ว ถนนเส้นนี้คือกระดูกสันหลังของเมืองนครราชสีมา มาช้านาน เป็นเส้นแกงกลาง เมืองนครราชสีมา ตามแนวแกนทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก มีความยาวเท่ากับความกว้างของเมืองคือ 1,700 เมตร จุดสังเกตง่ายๆของถนนจอมพลคือตั้งอยู่ด้านหลังประตูชุมพล ซึ่งเป็นจุดหมายตาสำคัญ ทอดยาวไปทางด้านทิศตะวันออกจรดประตูพลล้าน ด้วยเป็นถนนแกนกลางของเมือง จึงมีโบราณสถานและศาสนสถานสำคัญตั้งอยู่ 2 ฝั่งถนน หลายแห่ง อาทิ ประตูชุมพลวัดบึง ศาลเจ้าบุญไพศาล ศาลหลักเมือง วัดกลางนคร (วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร) สถานพระนารายณ์ บ้านท่านท้าวสุรนารี และวัดบูรพ์
.
ในอดีตถนนเส้นนี้เป็นรู้จักกันในชื่อถนน “#เจริญพานิชย์” คงเพราะเป็นถนนที่มีการทำธุรกิจการค้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อ เป็นถนน “จอมพล” เพื่อเป็นเกียรติให้กับ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คราวเดินทางมาตรวจราชการจังหวัดนครราชสีมา และยังเป็นถนนเส้นแรกของเมืองที่ลาดยางเนื่องจากเป็นถนนสายเศรษฐกิจ มีธุรกิจ ห้าง ร้าน หลายแห่ง
.
“#ถนนจอมพลจากหลักฐานทางโบราณคดี"
ผลการขุดค้นทางโบราณคดีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเมืองใหญ่ พบโบราณวัตถุหลายประเภท ซึ่งแสดงถึงร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตบริเวณถนนจอมพล ดังนี้
.
1. เครื่องถ้วยจีน โดยภาชนะทั้งหมดสามารถกำหนดอายุอยู่ในช่วง ปลายพุทธศตวรรษที่ 24-25 จากการวิเคราะห์ลวดลายและเทคนิคที่พบ ได้จัดจำแนกเครื่องถ้วยจีน ที่พบจากแหล่งเตาชิงจี แหล่งเตาจิ่งเต๋อเจิ้น และแหล่งเตาเฉาอันและเหยาผิง รวมทั้งสิ้น 3 กลุ่ม
.
2. เครื่องถ้วยญี่ปุ่น พิมพ์ลายสีน้ำเงินลายดอกไม้ และก้านขด บนพื้นสีขาวด้านใน พิมพ์ลายเส้นบริเวณปากและก้น ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศญี่ปุ่น โดยเทคนิคการพิมพ์ลายนี้ สามารถกำหนดอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25
.
3. เครื่องถ้วยฝรั่งเศส เคลือบน้ำเคลือบสีขาว ผลิตจากแหล่งเตาในประเทศฝรั่งเศส บริเวณก้นมีข้อความ “OPAQUE DE SARREGUEMINES” พร้อมสัญลักษณ์ โดย รูปแบบสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นตราผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยเนื้อกระเบื้อง ที่ผลิตจากเมืองแซร์กูมีนส์ (Sarreguemines) ซึ่งใช้เป็นเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการ ระหว่าง พ.ศ. 2400-2457 ตรงกับรัชกาลที่ 5-6
.
4. ภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดา และเนื้อแกร่ง ผิวเรียบ ไม่ตกแต่ง สันนิษฐานว่าผลิตจากแหล่งเตาพื้นถิ่น ไม่สามารถกำหนดอายุสมัยและแหล่งที่มาได้ชัดเจน
.
5. หอยเบี้ย จำนวน 2 สำหรับหอยเบี้ยมีการใช้เป็นเงินตราแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี ถึง สมัยรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2405 มีประกาศยกเลิกใช้หอยเบี้ย แล้วประกาศใช้เงินตราประเภท อัฐ โสฬส ซึ่งล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำระบบแลกเปลี่ยนเงินตราขึ้นใหม่ ซึ่งใน พ.ศ. 2405 นั้นโรงกษาปณ์ได้ผลิตเหรียญดีบุกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยหอยเบี้ยทั้ง 2 ชิ้น พบร่วมกับเครื่องถ้วยจีน จากแหล่งเตาจิ่งเต๋อเจิ้น ผู้เขียนจึงกำหนดอายุอยู่ในช่วงครึ่งแรกพุทธศตวรรษที่ 25
.
6. แผ่นไม้ ซึ่งสันนิษฐานว่า แผ่นไม้ดังกล่าวเป็นแผ่นไม้ปูพื้นถนนจอมพล โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายเก่าถนนโพธิ์กลาง ซึ่งต่อเนื่องจากถนนจอมพลไปทางด้านทิศตะวันตก นอกเมืองเก่านครราชสีมา ซึ่งสันนิษฐานว่าถ่ายขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5-6 ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 25 เนื่องจากพื้นถนนเป็นเนินสูงสลับกับที่ลาดต่ำ จึงมีการปรับพื้นที่ถนน โดยใช้ไม้หมอนวางเรียงกันเป็นแนว แล้วปูทับด้วยไม้กระดาน เรียงเป็นลูกระนาด ในอดีตชาวโคราชจึงเรียกถนนลักษณะนี้ว่า “ถนนกระดาน”
.
#สรุป
พุทธศตวรรษที่ 25 เป็นช่วงเวลาที่เมืองนครราชสีมา มีความเจริญเติบโตมากขึ้นกว่าสมัยก่อนหน้า ในฐานะศูนย์กลางการปกครองเทศาภิบาลมณฑลลาวกลาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2436 และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เพราะถือกำเนิดรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ด้วยทั้ง 2 ปัจจัย ส่งผลให้เมืองนครราชสีมาเติบโตขึ้น มีการปลูกสร้างอาคาร ห้างร้าน บ้านเรือน ต่าง ๆ ที่ขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ
.
ถนนจอมพล ในฐานะถนนเส้นแกนกลางของเมือง ช่วงเวลานั้น ถูกยกให้เป็นถนนเส้นสำคัญ เพราะเป็นทั้งศูนย์กลางความเชื่อของคนนครราชสีมา ด้วยปรากฏ ศาสนสถานหลากหลายความเชื่อบนถนนเส้นเดียวกันนี้ และเป็นถนนสายเศรษฐกิจ จนมีชื่อว่า “เจริญพานิชย์” โดยเฉพาะชาวจีนจากมณฑลกว่างตงที่อพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานทำการค้าตั้งแต่ พ.ศ. 2400 บริเวณนี้ จนกลายเป็นย่านธุรกิจการค้าสำคัญของเมืองนครราชสีมาจวบจนถึงปัจจุบัน
.
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบกำหนดอายุร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตบนถนนจอมพล มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เช่นเดียวกัน โดยอ้างอิงอายุสมัยจากรูปแบบเครื่องถ้วยต่างประเทศที่พบจากการขุดค้น เป็นหลัก โดยเครื่องถ้วยต่างประเทศและโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่พบแสดงให้เห็นการอยู่อาศัยและการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างชาวนครราชสีมากับชุมชนต่างภูมิภาค ได้เป็นอย่างดี ด้วยเพราะนครราชสีมาในตอนนั้น เป็นทั้งศูนย์กลางการปกครองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย
.
พี่นักโบชวนอ่านบทความฉบับเต็ม เรื่อง สืบร่องรอย “ถนนจอมพล” ผ่านหลักฐานทางโบราณคดี” #นิตยสารศิลปากร ปีที่ 65 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2565) หน้า 38-53 ได้ที่ website : https://digitalcenter.finearts.go.th/ หรือ คลังข้อมูลดิจิทัล – กรมศิลปากร ได้เลยครับ
.
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
.
#ย่านจอมพล
#ถนนจอมพล