ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ

       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชมนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี 2569 "ช่วง มูลพินิจ" ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พ.ศ. 2556 ร่วมสำรวจโลกของ ช่วง มูลพินิจ ผ่านผลงานที่ยังคงชวนให้เรามองศิลปะอย่างลึกซึ้งและแตกต่าง จัดแสดงระหว่างวันที่ 5 - 27 กันยายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร) ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป        ศิลปะของ ช่วง มูลพินิจ เติบโตขึ้นจากการมองโลกอย่างละเอียดอ่อน ถ่ายทอดผ่านเส้น สี รูปทรง และจินตนาการที่เป็นเอกลักษณ์ จากจุดเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปะ ช่วง มูลพินิจ สั่งสมประสบการณ์จากหลากหลายบทบาท ทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และลวดลาย การเขียนภาพประกอบหนังสือ การเขียนภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ และการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมสู่ภาษาทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว        ผลงานของช่วงโดดเด่นด้วย เส้นสายที่พลิ้วไหว รูปทรงของมนุษย์และธรรมชาติที่ถูกถ่ายทอดผ่านจินตนาการ และบรรยากาศอันลึกลับเหนือจริง ผสานความงามแบบไทยเข้ากับมุมมองร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ชีวิต และธรรมชาติ ผ่านภาพที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และความหมาย ผลงานของเขาไม่ได้เพียงบันทึกสิ่งที่มองเห็น หากยังชวนให้เราหยุดมองสิ่งที่อยู่ลึกลงไป ความงาม ความรู้สึก สัจธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ        นิทรรศการครั้งนี้นำเสนอผลงานสำคัญในหลากหลายช่วงของการสร้างสรรค์ เผยให้เห็นพัฒนาการภาษาทางศิลปะของศิลปิน ตลอดจนเรื่องราวเบื้องหลังผลงานที่สะท้อนตัวตนและมุมมองต่อชีวิตของ "ช่วง มูลพินิจ" ผู้สร้างคุณูปการอันทรงคุณค่าแก่ศิลปกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย ฐาปนันดรศิลปิน เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ ในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น. (ลงทะเบียนเวลา 10.00 น.) ลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการได้ทาง Qr Code หรือทาง https://forms.gle/4Kj6ChGAZZtR4DcL6           ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสผลงานและเรื่องราวตลอดเส้นทางศิลปะของ “ช่วง มูลพินิจ” ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และสืบสานคุณค่าของศิลปกรรมไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2282 8525, 0 2282 0637 E-mail: national.gallery.th@gmail.com, Facebook: The National Gallery of Thailand https://www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand  


วันที่ 8 กันยายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น “วันการรู้หนังสือสากล” (International Literacy Day) ซึ่งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 เพื่อย้ำเตือนให้ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการรู้หนังสือ ทั้งในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งกระตุ้นให้รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ร่วมมือกันขจัดปัญหาการไม่รู้หนังสือ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคนและสังคมในหลายประเทศทั่วโลก           การรู้หนังสือเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาที่ทำให้ผู้คนได้รับความรู้ ทักษะ ค่านิยม และมีทัศนคติที่กว้างขวางขึ้น มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผู้ที่อ่านออกเขียนได้มักมีโอกาสในการประกอบอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น มีรายได้ที่สูงขึ้น และสามารถเข้าถึงบริการทางสังคมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การยกระดับอัตราการรู้หนังสือยังช่วยลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยของประชาชน           ในอดีตการรู้หนังสือมักถูกนิยามว่าคือความสามารถในการอ่านออกและเขียนได้เพียงเท่านั้น แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ความหมายของการรู้หนังสือได้ขยายกว้างขึ้นอย่างมาก การรู้หนังสือในนิยามสมัยใหม่ครอบคลุมถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความสามารถในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง นอกจากนี้ยังรวมถึง “การรู้เท่าทันสื่อ” (Media Literacy) ที่ช่วยให้สามารถแยกแยะข่าวจริงจากข่าวปลอมได้ และ “การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล” (Digital Literacy) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 นี้           การขจัดปัญหาการไม่รู้หนังสือต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายการศึกษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียม จัดสรรงบประมาณเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังพื้นที่ห่างไกล สถาบันการศึกษาและครูผู้สอนทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการถ่ายทอดความรู้และปลูกฝังทักษะการอ่านเขียนให้แก่เยาวชน ขณะที่ภาคเอกชนสามารถสนับสนุนผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เช่น การบริจาคหนังสือหรือสนับสนุนทุนการศึกษา ส่วนภาคประชาสังคมและชุมชนก็มีบทบาทในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านในระดับท้องถิ่น เช่น ห้องสมุดชุมชนหรือโครงการอาสาสมัครสอนหนังสือผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการรู้หนังสือ จึงได้กำหนดให้วันที่ 8 กันยายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันการรู้หนังสือสากลเป็น “วันการศึกษานอกโรงเรียน” และได้จัดกรรมกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน           ในปี พ.ศ. 2569 นี้ วันการรู้หนังสือสากล มีกำหนดครบรอบ 60 ปี ซึ่งยูเนสโกจะเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองระดับโลกระหว่างวันที่ 8 - 9 กันยายน 2569 ที่ประเทศเม็กซิโก ภายใต้หัวข้อ “Literacy for people, the planet, and prosperity” ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะประเมินความก้าวหน้า ทำความเข้าใจความท้าทายที่ยังคงมีอยู่และที่เกิดขึ้นใหม่ และกำหนดวาระการรู้หนังสือในอนาคตท่ามกลางสภาวการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยความร่วมมือกับรัฐบาลเม็กซิโก งานนี้จะมีพิธีมอบรางวัลยูเนสโกนานาชาติว่าด้วยการรู้หนังสือ เพื่อยกย่องโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือดีเด่นจาก ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการเฉลิมฉลองในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาคในทั่วโลกอีกด้วย           วันการรู้หนังสือสากลจึงเปรียบเสมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักว่า การอ่านออกเขียนได้คือประตูบานแรกที่เปิดไปสู่โอกาส ความรู้ และอนาคตที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการประกอบอาชีพ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร หรือการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ การส่งเสริมให้ทุกคนในสังคมสามารถอ่านออกเขียนได้ จึงไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ทุกภาคส่วน ที่จะร่วมกันสร้างโลกที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะขาดโอกาสในการเรียนรู้ ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบบุญเติม แสงดิษฐ.  วันสำคัญ.  กรุงเทพฯ: พชรการพิมพ์, 2541.ประชิด สกุณะพัฒน์ และอุดม เชยกีวงศ์.  วันสำคัญ.  กรุงเทพฯ: ภูมิปัญญา, 2549.International Literacy Day.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569, จาก https://www.unesco.org/en/days/literacyเรียบเรียงโดย    นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ                     หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร  


***บรรณานุกรม***   อนุสรณ์ งานพระราชทานเพลิงศพ นายนิ่ม ดรุณถนอมณ วัดนิมมานราษฎร์บำรุง (หนองปรือ) วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2524 แก้จน โตไทพรามณ์ประโยชน์ของต้นเสลดพังพอนประโยชน์ของต้นหนุมานประสานกายหรือสังกรณี ยาแผนโบราณบางขนาน  กรุงเทพฯ  หจก.การพิมพ์พระนคร >2524



วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนพรหมพิรามวิทยา อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก จำนวน ๒๓๗ คน เข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง โดยมีนางพนาวัลย์ ไชยโย เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงาน นายชัยวัฒน์ ทองศักดิ์ เจ้าพนักงานพิพิธภัณฑ์ชำนาญงานและนายสิรวีย์ เอี่ยมสุดใจ นักวิชาการวัฒนธรรม ปฏิบัติหน้าที่วิทยากรนำชม



ภิรมย์รัก : Phirom Ruk (A Love Story)   เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 30           เพลงพระราชนิพนธ์ชุด “Kinari”  ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2502 ประกอบการแสดงระบำบัลเล่ต์ชุด “มโนราห์” ทรงแยกและเรียบเรียงเสียงประสานด้วยพระองค์เองทั้งชุด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงประกอบการแสดงบัลเล่ต์ชุด “มโนราห์” ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง เพลงพระราชนิพนธ์ชุดนี้ประกอบด้วย  A Love Story เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 30 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงนิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ “A Love Story” และพลเรือตรีปรีชา ดิษยนันทน์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทย “ภิรมย์รัก” Nature Waltz  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 31 The Hunter  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 32 Kinari Waltz  เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 33           เพลงพระราชนิพนธ์ชุด “Kinari” นี้ ยังได้มีการอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “Blue Day” เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 8 มาบรรเลงร่วมด้วย   Royal Composition Number 30           The royal musical composition “ Kinari “ suite, was composed in 1959, for the “Manohra” ballet performance. His Majesty arranged the entire music himself , and acquired the Suntaraporn Band to perform for the ballet “Manohra” at Ambara Dance Hall. His Majesty directed the reshearsals himself.this “Kinari” Suite comprises A Love Story the thirtieth royal musical composition which he tasked His Royal Highness Prince Chakrbhand Pensiri to compose the English lyrics, with Rear Admiral Preecha Disyanan in charge of thethai Lyrics  Nature Waltz  Royal composition number 31 The Hunter      Royal composition number 32 Kinari Waltz     Royal composition number 33 Also in this “ Kinari” Suite, “ Blue Day”  the royal composition number 8 was included.


ขอเชิญร่วมกิจกรรมบรรยายพิเศษ โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ครั้งที่ ๓ "ศิลปะทวาราวดีเมืองอู่ทอง แรงบันดาลใจจากอินเดีย" โดยวิทยากรจากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รศ.ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ในวันเสาร์ที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ เวลา ๙.๓๐ - ๑๒.๐๐ น. ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง   ติดต่อและสำรองที่นั่ง โทร.๐ ๓๕๕๕ ๑๐๒๑ หรือ email: Uthongmuseum@hotmail.com


เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเข้าเยี่ยมสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่  


วันศุกร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๓ เวลา ๑๒.๓๐ น. นักเรียนชั้นอนุบาล ๒ - ๓ โรงเรียนบ้านตอกตรา ตำบลขอนแตก อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ นักเรียนจำนวน ๓๔ คน คุณครูจำนวน ๓ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนางศรีสุดดา ศรีสด พนักงานประจำห้อง ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม



อัฐบริขาร และเครื่องใช้ในพระศาสนาจัดแสดงศิลปวัตถุสำคัญหลายประเภท ได้แก่ อัฐบริขาร ตาลปัตร พัดยศ พัดรอง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ของพระราชาคณะ


***บรรณานุกรม***  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตำนานพระพุทธเจดีย์ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระนิติธรรมประกรณ์ (นิติธรรม เนตราคม) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันจันทร์ที่ 6มีนาคม  พุทธศักราช 2510 พระนคร  ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร 2510


เลขทะเบียน : นพ.บ.1/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  50 หน้า  ; 4.5 x 57 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากบอกชื่อคัมภีร์ 1 แผ่น ชื่อชุด : มัดที่ 1 (1-10) ผูก 2หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม 


***บรรณานุกรม***หนังสือหายากวิเลี่ยมสัน, จีเตอร์ แอล.  คู่มือ การสืบสวนความผิดทางอาญา แปลโดย อินเตอร์แนชันแนล แทรนสเลชั่น เซอร์วิส.  พระนคร : ร.พ. บริษัท คณะช่าง จำกัด, ๒๕๐๓.


black ribbon.