ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,216 รายการ
วันพุธที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๑๙ น. นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ร่วมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” เป็นปฐมฤกษ์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๘ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” อัญเชิญพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่าง ๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน ๔ องค์ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๓ องค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จำนวน ๑ องค์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จำนวน ๑ องค์ มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่ออำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ ประกอบด้วย
๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑
๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองเชียงใหม่ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐
๓. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ๒ พระหัตถ์ เมืองลพบุรี ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙
๔. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองสรรคบุรี ศิลปะลพบุรี ก่อนอยุธยาแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ พุทธศตวรรษที่ ๑๙
๕. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เมืองสุโขทัย ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐
๖. พระพิมพ์ลีลาในซุ้มเรือนแก้ว (พระกำแพงศอก) เมืองสุพรรณบุรี ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐
๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนครศรีอยุธยา ศิลปะอยุธยาตอนต้น แบบอู่ทองรุ่นที่ ๓ พุทธศตวรรษที่ ๒๐
๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช ศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒
๙. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ เมืองพิษณุโลก ศิลปะอยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒
๑๐. พระชัยเมืองนครราชสีมา เมืองนครราชสีมา ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ
-----------------------------------------------------------------------
พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วย
๑. พระพุทธสิหิงค์
ศิลปะ ล้านนา ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๑๓๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๖๓ เซนติเมตร
องค์พระสูง ๗๙ เซนติเมตร
ประวัติ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๘ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลาแสดงปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริยังพระนครหลวงโบราณหลายแห่ง นับแต่สุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์
๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองเชียงใหม่
ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ (๖๐๐-๗๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๓๑.๒ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๑๔.๓ เซนติเมตร
ประวัติ ขุดได้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ครูบาเจ้าศรีวิชัยถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ด้วยวิธีเสี่ยงทาย) พระโอรสและพระธิดาประทานยืม
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิราบ พระวรกายเพรียวบาง และชายสังฆาฏิเป็นแถบเล็กยาวพาดพระอังสาเหนือพระนาภี ใกล้เคียงกับพระพุทธรูปแบบเชียงแสนสิงห์หนึ่งกลุ่มที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย พระพุทธรูปองค์นี้ มีประวัติระบุว่าชาวกะเหรี่ยงขุดได้จึงนำมาถวายครูบาเจ้าศรีวิชัย ครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จประพาสมณฑลพายัพ พ.ศ. ๒๔๖๔ ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๓. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ๒ พระหัตถ์ เมืองลพบุรี
ศิลปะ ลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ (๗๐๐-๘๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๖๕ เซนติเมตร กว้าง ๒๓ เซนติเมตร
ประวัติ พระยาพินิจสารา ถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระโอรสและพระธิดาประทานยืม
พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องแสดงปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ พระองค์นี้จัดอยู่ในกลุ่มพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี ที่สืบเนื่องมาจากพระพุทธรูปในศิลปะเขมรโบราณแบบบายน รูปแบบพระพุทธรูปลักษณะดังกล่าวพบมากในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะที่ “เมืองลพบุรี” ในเวลาต่อมากลุ่มชนชั้นปกครองของเมืองลพบุรีที่ปัจจุบันรู้จักกันในนาม “ราชวงศ์อู่ทอง” ได้รวมอำนาจเข้ากับราชวงศ์สุพรรณภูมิสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๑๘๙๓
๔. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองสรรคบุรี
ศิลปะ ลพบุรี ก่อนอยุธยาแบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ พุทธศตวรรษที่ ๑๙ (๗๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๒๙.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒๓ เซนติเมตร
ประวัติ ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย เดิมได้มาจากเมืองสรรค์ (อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท)
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จากพุทธศิลป์แสดงความคาบเกี่ยวกับพระพุทธรูปในช่วงปลายของศิลปะลพบุรี พบมากบริเวณเมืองโบราณก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จนในอดีตขนานนามพระพุทธรูปกลุ่มนี้ว่า “พระเมืองสรรค์” เมื่อภายหลังการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองสรรคบุรีจึงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่าน
๕. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย เมืองสุโขทัย
ศิลปะ สุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๗๗ เซนติเมตร
ประวัติ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย พุทธลักษณะพระพักตร์รูปไข่ มีพระรัศมีเป็นเปลวเพลิง ครองจีวรห่มคลุมเรียบไม่มีริ้วและจีวรแนบพระวรกาย อันเป็นรูปแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย บริเวณส่วนฐานด้านหลังของพระพุทธรูปมีจารึกอักษรไทยภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ว่า “วัดกะพังทอง เมืองโสกโขไทย” ดังนั้นสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปองค์นี้ถูกเคลื่อนย้ายมาจากวัดตระพังทอง ภายในเมืองเก่าสุโขทัย
๖. พระพิมพ์ลีลาในซุ้มเรือนแก้ว (พระกำแพงศอก) เมืองสุพรรณบุรี
ศิลปะ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด กว้าง ๑๑ เซนติเมตร สูง ๓๒ เชนติเมตร
ประวัติ ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย เดิมได้มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี
พระพิมพ์เนื้อชินรูปพระพุทธเจ้าในอิริยาบถลีลาภายในเรือนแก้ว พระพิมพ์แบบนี้พบมากในกรุพระปรางค์วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี จึงสันนิษฐานว่าน่าจะได้จากกรุนี้เช่นกัน และนิยมเรียกกันทั่วไปว่า "พระกำแพงศอก" ตามขนาดของพระพิมพ์ที่ค่อนข้างใหญ่ จึงไม่สามารถพกติดตัวได้ มักบูซาที่บ้านเรือน โดยมีความเชื่อถือว่าเป็นพระพิมพ์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถป้องกันอัคคีภัยได้
๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระนครศรีอยุธยา
ศิลปะ อยุธยาตอนต้น แบบอู่ทองรุ่นที่ ๓ พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๕๔.๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒๖ เซนติเมตร
ประวัติ ได้จากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย พุทธศิลปะของพระพุทธรูปองค์นี้นักวิชาการเรียกว่า “ศิลปะแบบอู่ทอง” ด้วยเชื่อว่ารูปแบบศิลปะนี้เกิดขึ้นในช่วงของรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือพระเจ้าอู่ทอง และจำแนกออกเป็น ๓ รุ่น สำหรับวัดราชบูรณะสถานที่พบพระพุทธรูปองค์นี้นั้น สร้างขึ้นโดยพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) จากการขุดค้นภายในกรุพระปรางค์ พบพระพุทธรูปศิลปะต่างๆ จำนวนมาก โดยพระพุทธรูปในกลุ่มศิลปะแบบอู่ทองรุ่นที่ ๓ พบมากที่สุดจำนวนกว่า ๓๕๖ องค์
๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช
ศิลปะ อยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ (๔๐๐-๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๕๙ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๒๗.๕ เซนติเมตร
ประวัติ สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยสกุลช่างนครศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปกลุ่มที่ได้รับรูปแบบมาจากพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓) ซึ่งมีแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระพุทธสิหิงค์ หรือพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ศิลปะล้านนา ตามตำนานระบุว่าเมื่อพระพุทธสิหิงค์เชิญมาจากประเทศศรีลังกาเคยพักประดิษฐานที่นครศรีธรรมราชก่อนอัญเชิญไปเมืองสุโขทัย
๙. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ เมืองพิษณุโลก
ศิลปะ อยุธยาตอนกลาง พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒ (๔๐๐-๕๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๕๐.๕ เซนติเมตร กว้าง ๑๓.๕ เซนติเมตร
ประวัติ ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย เดิมได้มาจากมณฑลพิษณุโลก
พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องน้อย ตามประวัติกล่าวว่าได้มาจากพื้นที่มณฑลพิษณุโลก ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ ประกอบด้วยเมืองพิจิตร เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย และเมืองพิษณุโลก โดยมีเมืองเอกคือเมืองพิษณุโลก สำหรับเมืองพิษณุโลกเดิมมีนามว่า “สองแคว” เรียกตามสภาพภูมิศาสตร์ที่มีลำน้ำสองสายบรรจบกันบริเวณพื้นที่ทิศเหนือนอกตัวเมืองพิษณุโลก คือแม่น้ำน่าน (แควใหญ่) และแม่น้ำแควน้อย
๑๐. พระชัยเมืองนครราชสีมา เมืองนครราชสีมา
ศิลปะ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๒–๒๓ (๓๐๐-๔๐๐ ปีมาแล้ว)
ขนาด สูงพร้อมฐาน ๒๕ เซนติเมตร หน้าตักกว้าง ๑๕.๔ เซนติเมตร
ประวัติ ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย เดิมได้มาจากไหนไม่ปรากฏ
พระพุทธรูปปางมารวิชัยบนพระวรกายโดยรอบปรากฎมีจารึกพระคาถาอักษรขอม คติการสร้างพระชัยประจำตัวแม่ทัพยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ เพื่อคุ้มครองป้องกันภัย นอกจากนี้ยังพบการสร้างพระชัยสำหรับเมืองเพื่อเป็นมิ่งขวัญและสวัสดิมงคล ดังตัวอย่าง พระชัยเมืองนครราชสีมา เมืองหน้าด่านสำคัญที่ป้องกันข้าศึกจากทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ
วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ ณ ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของคลองบางกอกใหญ่ เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดเจ้าสัวหง หรือวัดเจ้าขรัวหง ตามชื่อเศรษฐีจีนผู้สร้างวัด เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์และขยายอาณาเขตให้กว้างใหญ่ขึ้น พระราชทานนามใหม่ว่า วัดหงส์อาวาสวิหาร ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดหงส์อาวาสบวรวิหาร และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดหงส์อาวาสวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พร้อมด้วยสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๔ ขณะดำรงพระอิสรยยศเป็นเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม แต่ก็เสด็จสวรรคตและสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่การบูรณปฏิสังขรณ์จะแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ จึงทรงรับพระราชภาระในการบูรณปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีการเปลี่ยนชื่อพระอารามเป็น วัดหงส์รัตนาราม ดังในปัจจุบัน
โบราณวัตถุสถานสำคัญ
๑. พระอุโบสถ
สร้างสมัยกรุงธนบุรี และบูรณะสมัยรัชกาลที่ ๓ ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ทิศหลักหันไปทางด้านทิศใต้ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคา ๒ ซ้อน ๒ ตับ เครื่องลำยองปิดทองประดับกระจก มีพะไลรองรับด้วยเสาและทวยโดยรอบ หน้าบันไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกรูปเทวดาทรงหงส์ ๓ เศียร ล้อมรอบด้วยลายกนกและลายก้านต่อดอก หน้าบันชั้นลด ทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้า ๒ ช่อง ภายในมีประติมากรรมหงส์ปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบ ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับลวดลายปูนปั้นลายเทศศิลปะจีนผสมตะวันตก บานประตูและหน้าต่างด้านนอกแกะสลักรูปหงส์และลายพรรณพฤกษา บานประตูด้านบนเป็นลายพระราชลัญจกรในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว บานประตูและหน้าต่างด้านในเขียนภาพจิตรกรรมเครื่องบูชา จิตรกรรมฝาผนังภายในอาคารด้านหลังพระประธานเขียนลายดอกไม้ร่วง ส่วนด้านอื่นๆ เขียนภาพพุทธประวัติ เสาร่วมในเขียนลายดอกลอยก้านแย่ง ดาวเพดานลายทองบนพื้นแดง เหนือกรอบประตูและหน้าต่างมีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นในกรอบกระจก เรื่อง รัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) ฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ - ๔ ซุ้มเสมาเป็นศิลปะผสมระหว่างจีนและยุโรป
พระประธาน ปางมารวิชัย พุทธศิลป์สมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระพักตร์เหลี่ยม พระรัศมีเปลว นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน สังฆาฏิแผ่นใหญ่อยู่กึ่งกลางพระอุระยาวจรดพระนาภี ประดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์ ใต้เศวตฉัตร ๗ ชั้น มีพระสาวกขนาบ ๒ ข้าง ใต้ฐานพระประธานบรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เบื้องหน้าพระประธานประดิษฐาน พระแสน พระพุทธรูปสำริด นวโลหะ ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ ศิลปะล้านช้าง ตามตำนานกล่าวว่าพระครูโพนเสม็ด ชาวเมืองพาน ผู้ก่อตั้งเมืองแตงและนครจำปาศักดิ์ หล่อขึ้น ณ นครจำปาศักดิ์ และกรุงพนมเปญ แล้วนำมาประกอบเป็นองค์พระ ซึ่งมีสีของโลหะในแต่ละส่วนที่แตกต่างกัน รอบพระรัศมีฝังแก้วผลึก ๑๕ เม็ด แต่เดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองแตง ในอาณาจักรล้านช้าง ปัจจุบันคือจังหวัดสตรึงเตรง ประเทศกัมพูชา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๐๑ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานให้ข้าหลวงนำท้องตราไปอัญเชิญลงมาประดิษฐาน ณ วัดหงส์รัตนาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างฐานพระที่ประดิษฐานพระแสนตามแบบสกุลช่างวังหน้า และทรงรับปิดทองฐานพระส่วนที่ยังค้างอยู่
๒. พระวิหาร
เดิมเป็นพระวิหารร้าง ซึ่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่ในแนวแกนตะวันออกและตะวันตก ขวางกับแนวพระอุโบสถ มีประตูทางเข้าทางด้านข้างหรือทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของพระอุโบสถ มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมคล้ายคลึงกับพระอุโบสถ หลังคา ๒ ซ้อน ๒ ตับ มีพะไลรอบรองรับด้วยเสาและทวย เครื่องลำยองปิดทองประดับกระจก หน้าบันและหน้าบันชั้นลดเป็นไม้แกะสลักปิดทองประดับกระจกและปูนปั้นลายหงส์เช่นเดียวกับพระอุโบสถ ซุ้มประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายปูนปั้นปิดทองลายเทศ บานประตูและหน้าต่างด้านนอกเป็นลายรดน้ำภาพแจกัน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป หลวงพ่อทองคำ หรือหลวงพ่อสุข ศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย เนื้อทองผสมนวโลหะ ซึ่งแต่เดิมถูกฉาบหุ้มไว้ด้วยปูน เมื่อราวปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระสุขุมธรรมาจารย์ อดีตเจ้าอาวาส พบรอยปูนกะเทาะบริเวณอุระและเห็นว่าภายในเป็นเนื้อโลหะสีทอง จึงกะเทาะปูนที่หุ้มออก มีจารึกระบุว่า สมเด็จท้าวพระยาศรียศราช สร้างถวายเป็นพุทธบูชา เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๖๓
๓. หอไตร
เรือนไทย ยกใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว ฝาปะกนเขียนลายรดน้ำปิดทอง บานประตูไม้แกะสลักลายเครือเถา ฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์
๔. สระน้ำมนต์ สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี มีขนาดยาว ๒๖ วา กว้าง ๖ วา ลึก ๑ วา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (ดี) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑ แห่งกรุงธนบุรี พร้อมด้วยสมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๓ แห่งกรุงธนบุรี ขณะที่ทรงเป็นพระโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสในสมัยนั้น มาประกอบพิธีปลุกเสกลงอาคม ตามตำนานกล่าวว่าหินอาคมในสระน้ำมนต์นี้ ได้รับมาพระเถราจารย์วัดประดู่ทรงธรรม พระนครศรีอยุธยา เมื่อโยนลงไปในสระน้ำได้กลายเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จมาทรงสรงน้ำมนต์ในพระราชพิธีสำคัญทุกครั้ง ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาสมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) มาปลุกเสกอาคมตามทิศทั้ง ๔ ของสระน้ำมนต์ ให้มีฤทธานุภาพในด้านต่างๆ ได้แก่ ทิศตะวันออก ดีทางเมตตามหานิยม, ทิศใต้ ดีทางมหาลาภและค้าขาย, ทิศเหนือ ดีทางบำบัดทุกข์ โศก โรคภัย และทิศตะวันตก ดีทางแคล้วคลาดอยู่ยงคงกระพันชาตรี
รูปสระน้ำมนต์
๕. ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงอุปถัมภ์วัดหงส์รัตนาราม ประชาชนจึงได้ร่วมกันสร้างศาลเพื่อสักการะบูชาดวงพระวิญญาณขึ้น ณ ริมคลองบางหลวง ทางด้านทิศตะวันตกของพระอุโบสถ
รูปศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
๑. กำหนดบัญชีโบราณวัตถุสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๖ ตอนที่ ๖๔ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๒
๒. ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนพิเศษ ๓๔ ง วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 81/4หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 50 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลานฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ชวนผู้อ่านไปค้นพบหลากหลายเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจจากหนังสือกรมศิลปากร วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “เส้นทางรถไฟหลวงสายแรกของไทย”
การดำเนินงานเกี่ยวกับการรถไฟของไทยเริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมรถไฟขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2433 สังกัดกระทรวงโยธาธิการ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และได้ดำเนินการว่าจ้างนายคาร์ล เบทเก (Karl Bethge) วิศวกรชาวเยอรมันเป็นเจ้ากรมรถไฟคนแรก ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ซึ่งเป็นทางรถไฟสายแรกของรัฐบาล โดยทำสัญญาจ้างกำหนดเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2433 หลังจากนั้นมีการเปิดประมูลการก่อสร้างทางรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา โดย นายจี. เมอร์เรย์ แคมป์เบลล์ (G. Murray Campbell) ชาวอังกฤษ เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 9,956,164 บาท การก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งกรมรถไฟได้ขยายการเดินรถถึงแก่งคอยเมื่อ พ.ศ. 2440 และการสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมาได้เสร็จเรียบร้อยและเปิดการเดินรถสายนครราชสีมาตลอดสายเมื่อ พ.ศ. 2443
ผู้อ่านที่สนใจเรื่องราวของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟหลวงสายแรก และผลงานของ นายคาร์ล เบทเก เจ้ากรมรถไฟคนแรกของสยาม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่หนังสือ “ประวัติและผลงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย เล่ม 4” ณ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
กรมศิลปากร สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ประวัติและผลงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย เล่ม 4. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2566.
ได้มาจากวัดห้วยสะพาน ต.หนองโรง อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ. 138/1ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 24 หน้า กว้าง 5.2 ซม. ยาว 52.2 ซม.หัวเรื่อง พระอภิธรรมปิฎก พระสังคิณ๊บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
หนังสือที่ระลึกทักษิณบอลล์ ครั้งที่ ๑๐ ๔ ธันวาคม ๒๕๑๑ กล่าวถึงการจัดงานทักษิณบอลล์ของสมาคมชาวปักษ์ใต้ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้บำรุงห้องสมุดของสมาคมและช่วยเหลือนักเรียนภาคใต้ที่เรียนดีแต่ขาดแคลน ภายในเล่มเป็นเนื้อหารวมเรื่องที่รวมบทความน่าสนใจ ได้แก่ ข้อน่าสงสัยในดวงตราประจำจังหวัดปักษ์ใต้ จากเบิ่งอีสานถึงแลใต้ รัฐมนตรีชาวปักษ์ใต้ อเมริกันเลือกตั้งประธานาธิบดีกันอย่างไร นิราศเมืองเทศ และพุทธทาสภิกขุกับสวนโมกข์วัย ๓๕บรรณานุกรมที่ระลึกทักษิณบอลล์ ครั้งที่ ๑๐. พระนคร: โรงพิมพ์บรรณาคม, ๒๕๑๑.
พระอนุสรณ์ธรรมศาสตร์ ( ประสิทธิ์ วัชราภรณ์ ). กรุงเทพฯ : อักษรสมัย, 2518. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระอนุสรณ์ธรรมศาสน์( ประสิทธิ์ วัชราภรณ์ ตารโก )พระสังฆาธิการวัดไทร อเมือง จ.สุราษฏ์ธานี เนื้อหาสาระของหนังสือประกอบด้วยเรื่อง วัดไทร บ้านดอนในเชิงประวัติศาสตร์พระอนุสรณ์ธรรมศาสน์ ผลงานและประวัติ ร้อยกรองไว้อาลัยโดยพระราชรัตนกวีเจ้าคณะจังหวัดสุราษฎร์ธานี และบทความเรื่องมารยาทในการเยี่ยมไข้ของนายแพทย์เสนออินทรสุขศรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.729/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 80 หน้า ; 4 x 50 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 228 (326-331) ผูก 7 (2568)หัวเรื่อง : วิภังคปกรณ์--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.790/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 243 (477-487) ผูก 3 (2568)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ขอเชิญชวนร่วมสดับพระธรรมเทศนา เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาตามรอยธรรมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันธรรมสวนะ ประจำเดือนมกราคม 2569 ในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 (แรม 15 ค่ำ เดือนยี่) และ วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 (ขี้น 8 ค่ำ เดือน 3) ตั้งแต่เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป ณ หอจตุเวทปริตพัจน์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี สำหรับพุทธศาสนิกชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม มีบริการรถรับส่งขึ้นเขา ด้านหลังวัดถ้ำแก้ว สามารถแจ้งรายชื่อได้ที่ โทร. 082 9555352 (นันทิดา)
ชื่อไทย : สาธร
ชื่อท้องถิ่น : กระเจาะ ขะเจาะ ขะเจ๊าะ (เหนือ)/ กระพี้เขาควาย (ประจวบฯ)/ กระเซาะ สาธร (กลาง)/ ขะแมบ (เชียงใหม่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millettia leucantha Kurz var. buteoides (Gagnep.) P.K. Loc
ชื่อวงศ์ : FABACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้น ไม้ยืนต้นกึ่งผลัดใบขนาดกลาง สูง 10-20 ม. เรือนยอดเป็นพุ่มกลมแผ่กว้าง เปลือกนอกมีสีเทาอ่อนหรือสีเทา ค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นเกล็ดเล็ก เปลือกในสีเหลืองอ่อน
ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ มีใบย่อยประมาณ 7 ใบ ใบเรียงตัวแบบเวียนสลับ ใบย่อยเรียงตัวแบบตรงข้าม รูปร่างใบเป็นรูปหอกกลับ ฐานใบย่อยแหลม ปลายใบย่อยแหลมหรือกลม ขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีขนทั้งสองด้าน
ดอก ช่อแยกแขนง มีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว สีขาวหรือเหลืองอ่อน กลีบเลี้ยง 5 กลีบติดกันที่ฐาน ปลายแยกเป็น 4 แฉก สีน้ำตาลอมเขียว กลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 10 อัน แยกเป็น 2 มัด
ผล ฝักแบบ pod เมื่อแก่จะแห้งแตกออกเป็น 2 ซีก ฝักแก่มีสีน้ำตาลแบนรูปหอกกลับหรือรูปขอบขนาน
เมล็ด เมล็ดมีสีน้ำตาลแดง กลมแบน
สภาพนิเวศวิทยา : พบในป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ ในภาคกลาง เหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น.
๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘
(ในเวลาราชการ)