ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,200 รายการ



       ชามเบญจรงค์ลายเทพนมและครุฑ       สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔       สมบัติเดิมของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร      ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นล่าง) หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       ชามเบญจรงค์ ก้นลึก ด้านนอกชามเขียนลายเทพพนมและครุฑคั่นด้วยลายก้านขดบนพื้นสีแดง ลายเทพนมลักษณะเป็นเทวดาครึ่งองค์ แสดงการทรงเครื่อง สวมมงกุฎยอดแหลม มีกรรเจียกจร กรองศอ สร้อยสังวาลและทองกร ท่อนล่างเป็นช่อดอกไม้ ส่วนครุฑทำท่าสยายปีก สวมเครื่องประดับ ปากชามผายเขียนลายดอกไม้สีชมพูบนพื้นสีเขียว ขอบปากชามเลี่ยมทองเหลือง ตัวชามสอบลง ขอบก้นชามเลี่ยมทองเหลืองเช่นกัน        คำว่า “เบญจรงค์” เป็นคำภาษาสันสกฤตสองคำคือ คำว่า “เบญจ” (ห้า) และคำว่า “รงค์” (สี) จึงหมายถึงสิ่งที่มี ๕ สี สันนิษฐานว่าเบญจรงค์เป็นคำที่ใช้เรียกเครื่องภาชนะดินเผาในวัฒนธรรมจีนที่ตกแต่งบนผิวภาชนะด้วยห้าสี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีดำ สีขาว และสีเขียว ซึ่งมีชื่อเรียกภาชนะประเภทนี้ว่า “อู่ไฉ่” (Wucai)* อย่างไรก็ตามเครื่องเบญจรงค์ไม่จำเป็นต้องมี ๕ สีเสมอไป เนื่องจากภาชนะบางชิ้นปรากฏสีบนภาชนะมากกว่า ๕ สี และมีสีที่เพิ่มเติมขึ้นมา เช่น สีชมพู สีฟ้า เป็นต้น สะท้อนถึงความสามารถของช่างที่ตกแต่งได้หลายสีด้วยเทคนิคการเขียนสีผสมเคลือบ (Enamel)        โดยเครื่องเบญจรงค์น่าจะเป็นของใช้ในราชสำนักมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้รับความนิยมในหมู่ราชสำนักสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ปรากฏในคำอธิบายเรื่อง “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒” ฉบับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า       “...ของซึ่งเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๒ มีอิกอย่าง ๑ คือ เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ แลลายน้ำทอง เครื่องเบญจรงค์ครั้งกรุงเก่าที่ไทยให้อย่างลายให้ทำ มีแต่ลายเทพพนมนรสิงห์ พื้นนอกสีดำ ข้างในสีเขียว ครั้งรัชกาลที่ ๑ ได้เริ่มให้อย่างไปทำลายแลสีแปลกออกไปบ้าง แต่ของที่ดีเช่นถ้วยชามลายน้ำทอง ผูกลวดลายเปนดอกกุหลาบแลดอกไม้อื่น ๆ แลโถชามเบญจรงค์เปลี่ยนเปนสีต่าง ๆ เปนรูปต่าง ๆ คือ ราชสีห์และครุธ เปนต้น มามีขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งนับว่าเปนของอย่างเอกที่พบอยู่ในเวลานี้ แต่จะเริ่มทำเมื่อปีไรไม่พบจดหมายเหตุ จึงไม่ได้ลงไว้ตามศักราช เครื่องลายน้ำทองแลเบญจรงค์ที่ทำต่อมา ลวดลายแลฝีมือทำสู้ครั้งรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้...”       แม้กระทั่งวรรณคดีในสมัยรัชกาลที่ ๒ ยังกล่าวถึง “เครื่องเบญจรงค์” ด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่างในโคลงนิราศนรินทร์ โดยนายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยมหาดเล็กของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในคราวที่ยกทัพไปรับศึกพม่าที่เมืองชุมพร เนื้อเรื่องตอนนี้กล่าวถึงระหว่างทางที่นายนรินทร์ธิเบศร์ (อิน) กำลังเดินทางจากบ้านแหลมไปยังเมืองเพชรบุรี ได้พรรณาถึงนางเป็นที่รัก ดังความว่า   ๏ พิศพานจานแจ่มเจ้า เบญจรงค์ รัตน์เอย โหยบ่เห็นอนงค์ นั่งน้อม นพนิตแน่งนางผจง จัดมอบ มาฤๅ จากรักจากรสพร้อม ไพร่ใช้ชายเคียง ฯ         แหล่งผลิตเครื่องเบญจรงค์ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น พบว่าน่าจะมาจากแหล่งเตาในประเทศจีน บริเวณพื้นที่จีนตอนใต้ ได้แก่ เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี เมืองเฉวียนโจว เมืองจางโจม มณฑลฝูเจี้ยน เมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) เมืองกว่างโจว และเมืองฝอซาน (ฝัวซาน) มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) โดยทางไทยน่าจะให้ช่างเขียนลายต้นแบบ อาทิ รูปสัตว์หิมพานต์ เทวดา เทพนม ลายกนก ส่งไปให้ช่างจีนทำ ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการเดียวกับการสั่งซื้อ “ผ้าลายอย่าง” จากอินเดีย ที่บนผืนผ้าปรากฏลวดลายอย่างไทย   *เครื่องภาชนะดินเผาแบบอู่ไฉ่ (Wucai) เป็นที่นิยมในรัชสมัยจักรพรรดิว่านลี่ (Wan-li Emperor) แห่งราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) ประมาณ พ.ศ. ๒๑๑๖-๒๑๖๓ และน่าจะเป็นต้นแบบของการทำเครื่องเบญจรงค์ส่งออกมาที่ไทยนับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้น     อ้างอิง กรมศิลปากร. ประณีตศิลป์สยาม ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๕. ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๖. พระนคร: บุญส่งการพิมพ์, ๒๕๑๑ (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพลเรือเอก หลวงอาจณรงค์(อิง ช่วงสุวนิช) ป.ช. , ป.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๑). ดอว์น เอฟ, รูนีย์. เครื่องถ้วยเบญจรงค์และลายน้ำทอง. กรุงเทพฯ: ริเวอร์บุคส์, ๒๕๖๐. นรินทร์ธิเบศร์ (อิน). นิราศนรินทร์. นนทบุรี: ศรีปัญญา, ๒๕๖๓.




          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ เรื่อง “พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณด้านการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติที่มีต่อปวงชนชาวไทย           ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ตลอดเดือนธันวาคม ๒๕๖๕ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก จังหวัดสุโขทัย สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. ๐ ๕๕๖๔ ๑๕๗๑, ๐ ๕๕๖๔ ๓๑๖๖ ต่อ ๑๐


          วัดพระฝาง เป็นวัดสำคัญของเมืองสวางคบุรีที่เชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานพระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้า โดยถือเป็นพระธาตุกลางเมืองฝางหรือเมืองสวางคบุรีซึ่งสร้างตามคติโบราณที่นิยมสร้างพระธาตุเป็นศูนย์กลางของเมือง ทำให้วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธามาตั้งแต่อดีตกาล ทั้งจากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ผู้คนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชาวมอญจากพม่าและชาวลาว            จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าบริเวณวัดพระฝางมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยสุโขทัย โดยปรากฏชื่อในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายในฐานะที่เป็นพระธาตุสำคัญประจำเมืองฝาง เช่น ในศิลาจารึกหลักที่ ๒ จารึกวัดศรีชุมที่กล่าวว่าพระมหาเถรศรีศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้พระธาตุเมืองฝางก่อนจะเดินทางต่อไปอ่าวเมาะตะมะเพื่อลงเรือไปยังลังกา  ความศรัทธาในพระธาตุวัดพระฝางยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง ดังพบว่า            พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จฯ มาสักการะพระธาตุที่วัดพระฝางแห่งนี้โดยถือเป็นวัดสำคัญเช่นเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพิษณุโลก อาทิ พ.ศ. ๒๒๘๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จฯ มาสมโภชพระธาตุ พ.ศ. ๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดฯ ให้จัดการสมโภชพระธาตุแห่งนี้อีกครั้งภายหลังจากการปราบปรามชุมนุมเจ้าพระฝางซึ่งใช้วัดพระฝางเป็นศูนย์กลางในการซ่องสุมกำลังพลหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ และพระราชศรัทธานี้ยังคงสืบเนื่องต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โปรดฯ ให้มีการบูรณะพระธาตุนี้ใหม่ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ การเสด็จฯ มาสักการะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ ซึ่งในการนี้โปรดฯ ให้อัญเชิญ พระฝาง พระประธานในอุโบสถไปประดิษฐาน ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร จวบจนปัจจุบัน           กล่าวได้ว่าวัดพระฝางเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองและเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของเมืองสวางคบุรีโดยได้รับการบูรณะมาโดยตลอดจึงยังสามารถตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลา เป็นที่นับถือของผู้คนทั้งในจังหวัดอุตรดิตถ์และในประเทศไทยตราบจนทุกวันนี้   ------------------------------------------------   พระธาตุภายในวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ (ที่มา : https://www.hoteluttaradit.com/2017/07/wat-phra-fang-sawangkamuninat.html) พระฝาง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร (ที่มา : https://www.silpa-mag.com/culture/article_8965)   ------------------------------------------------ ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก ------------------------------------------------   *เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร  


แนะนำ E-book หนังสือหายาก เรื่อง ตำนานทหารมหาดเล็ก วรการบัญชา, พันเอก. ตำนานทหารมหาดเล็ก. พระนคร: ประชาช่าง, 2496.     ถูกใจ       แสดงความคิดเห็น     แชร์    


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           41/1ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              48 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


เรื่อง 7 ย่านเก่าในบางกอก ศิริญญา สุจินตวงษ์. 7 ย่านเก่าในบางกอก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2554. ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 959.311 ศ452จ เรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต บางเรื่องไม่อาจหาหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยันได้ จึงต้องศึกษาเรื่องราวเหล่านั้นจากเอกสาร วัตถุ และสถานที่ ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน หากเราต้องการเข้าใจปัจจุบันต้องเริ่มศึกษาจากอดีต อาจเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ อย่างเช่นการท่องเที่ยวไปยังสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ เพื่อชื่นชมและซึมซับบรรยากาศแห่งอดีตที่ยังเหลืออยู่ 7 ย่านเก่าในบางกอก เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ ร่องรอยอดีตและถิ่นฐานย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เจริญกรุง ธนบุรี สามแพร่ง คลองบางลำพู บ้านครัว ตลาดพลู และท่าเตียน ซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฏเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรม ประเพณี ที่ในปัจจุบันยังคงมีเสน่ห์ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ดังเช่น เรื่องราวของถนนต้นแบบตามมาตรฐานสากลแห่งแรกในสยาม ปรากฏชื่อ “ถนนเจริญกรุง” ที่สร้างโดยใช้อิฐและหินก้อนเล็ก นำความเจริญเข้าสู่บางกอก ห้างร้านและการลงทุนเกิดขึ้นมากมายบนถนนสายนี้ อาทิเช่น ห้างนายเลิศ เป็นซูเปอร์มาเก็ตที่จำหน่ายของสดและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแห่งแรกของบางกอก ชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับการยกย่องเป็นราชธานี นามว่า “ธนบุรี” ที่แห่งนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา นับว่าเป็นแหล่งของชุมชนคนต่างชาติที่อยู่ร่วมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทั้งชาวไทย ชาวจีน ชาวมุสลิม และชาวต่างชาติจากโปรตุเกส ย่านสามแพร่ง ชื่อเรียกขานที่ตามฮวงจุ้ยถือว่าไม่เป็นมงคลแต่ชุมชนแห่งนี้ยังคงใช้คำว่า “แพร่ง” ด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตน ทั้งยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังจำนวนมาก รวมไปถึงร้านจำหน่ายเสื้อผ้า อุปกรณ์เดินป่า เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องดนตรี รู้จักกันในนาม “ย่านหลังกระทรวง” เนื่องจากตั้งอยู่ด้านหลังกระทรวงกลาโหม คลองบางลำพู เกิดขึ้นกว่าสองร้อยปีล่วงมาแล้วถูกระบุไว้ในประวัติศาสตร์ว่ามีขนาดใหญ่ถึง 10 วา หรือ 20 เมตร สะพานข้ามคลองทอดไปสู่ชุมชนดนตรีไทยสถานที่แห่งการก่อกำเนิดศิลปวัฒนธรรมแห่งแผ่นดินรัตนโกสินทร์และเป็นย่านการแสดงมหรสพชื่อดัง กาลเวลาที่ล่วงเลยไปย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงความรุ่งเรืองเกิดขึ้น บางสิ่งล่มสลายและดับไป แต่ร่องรอยแห่งอดีตยังคงมีให้เราค้นพบ ศึกษา และคงมนต์เสน่ห์เอาไว้มิเสื่อมคลาย ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 139/4เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 174/2เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาค 19 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายถม สังข์กังวาล ณ เมรุวัดลำโพง พระนคร วันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2513 ชื่อผู้แต่ง : จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, 2396-2453 ปีที่พิมพ์ : 2513สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : สุทธิสารการพิมพ์ จำนวนหน้า : 332 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนายถม สังข์กังวาล ณ เมรุวัดลำโพง พระนคร วันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2513 มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตรัสให้อาลักษณ์หรือผู้ใดผู้หนึ่งจดบันทึกไว้ พระราชกิจรายวันวันละเล็กละน้อยนี้เป็นเหตุให้รู้ถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น การออกพระราชบัญญัติ กฎหมาย ราชการแผ่นดิน และรัฐประศาสโนบายทั้งในและนอกประเทศ


ชื่อเรื่อง                    แหล่งศิลปกรรมจังหวัดนนทบุรี ผู้แต่ง                      หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดนนทบุรี. ประเภทวัสดุ/มีเดีย      หนังสือท้องถิ่น ISBN/ISSN                - หมวดหมู่                  ศาสนา เลขหมู่                    294.3135 ห141ห สถานที่พิมพ์              นนทบุรี สำนักพิมพ์                หน่วยอนุรักษ์ฯ ปีที่พิมพ์                   2537 ลักษณะวัสดุ              146 หน้า : ภาพปรพอบ ; 26 ซม. หัวเรื่อง                    วัด -- ไทย – นนทบุรี ภาษา                      ไทย บทคัดย่อ/บันทึก            จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลในการพัฒนาท้องถิ่นให้สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมอย่างมีระบบ เป็นประโยชน์ในการวางผังเมืองและเป็นประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้า


ชื่อผู้แต่ง         คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่างแบบอย่างการปฎิบัติทางด้านวัฒนธรรมไทย   ชื่อเรื่อง           ประเพณีการบวชแนวประหยัด ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     ม.ป.ท. สำนักพิมพ์       ม.ป.พ. ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๕ จำนวนหน้า      ๖๐  หน้า หมายเหตุ        - รายละเอียด                คู่มือการบวชแบบประหยัดเนื้อหาสาระประกอบด้วยภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯทรงผมบวช ภาพอุปสมบทนาคหลวง ภาพการบวชแนวประหยัด ประโยชน์ที่ได้รับจาสกการบวชข้อเสนอแนะและภาคผนวกการอุปสมบทนาคหลวง


เลขทะเบียน : นพ.บ.504/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 168  (216-223) ผูก 9 (2566)หัวเรื่อง : รามชาตก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


black ribbon.