ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 53,359 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.727/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 227 (317-325) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : ทุพภิกาขเวสวลีนคร-วาสีวตฺภู--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.789/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 18 หน้า ; 5 x 60 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 243 (477-487) ผูก 1ก (2568)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๘ หัวข้อ “ประวัติศาสตร์ในถ้วยชา” บอกเล่าเรื่องราวของชาในบรรยากาศของร้านน้ำชา ที่มีการประดับตกแต่งด้วยภาพถ่ายเก่า และจัดแสดงชุดน้ำชา ไม่ว่าจะเป็นกาน้ำชา ปั้นชา และถ้วยชาอย่างสวยงามและหลากหลาย
นิทรรศการบอกเล่าการเดินทางของ “ชา”เครื่องดื่มยอดนิยมแห่งยุคสมัย เกี่ยวพันกับมวลมนุษยชาติมากว่า ๒,๐๐๐ ปี เป็นปัจจัยสร้างความมั่งคั่งให้จีนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ถัง ตลอดจนช่วยเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง “เมืองสงขลา”
สงขลา ตั้งอยู่กึ่งกลางคาบสมุทรมลายู มีบทบาทเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญ มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติอย่างหลากหลายมาแต่โบราณ สงขลาตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ ในภาคใต้ต่างก็รับวัฒนธรรมการดื่มชาอย่างเต็มที่ โดยมีร้านน้ำชาเป็นพื้นที่สนทนา พบปะสังสรรค์สำหรับทุกเพศทุกวัยมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการนี้ได้จนถึงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๙ เปิดวันพุธ - วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา
๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๗๔๓๑ ๑๗๒๘ Facebook: Songkhla National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา https://www.facebook.com/songkhlanationalmuseum
ชื่อเรื่อง วารสารสมาคมสุพรรณพระนคร พ.ศ.2503ผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ เลขหมู่ 900สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รามินทร์ปีที่พิมพ์ 2504ลักษณะวัสดุ 248 หน้าหัวเรื่อง พระกรณียกิจ วัดป่าเลไลย์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกวารสารเล่มนี้เป็นวารสารที่กล่าวถึงเรื่องราวในจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นความต้องการของผู้จัดทำที่อยากให้ใครที่มีเรื่องราวดีๆน่าสนใจได้นำมาลงในวารสาร
ชื่อเรื่อง หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 7 ฉบับที่ 447 (1 ธ.ค.2507)ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์ 2507ลักษณะวัสดุ 16 หน้า. : กว้าง 28 ซ.ม. ยาว 39 ซ.ม.ภาษา ไทย
ทรง วรสิงห์
(2446 – 2510)
นายทรง วรสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2446 ที่ตำบลแหลมหิน อำเภอเมือง จังหวัดตราด บิดาชื่อ นายแสง วรสิงห์ มารดาชื่อ นางเปล้า วรสิงห์ มีพี่น้อง 7 คน ดังนี้
1. นางจั่น วรสิงห์
2. นางเจือ กองสมัคร
3. นายจ๊วบ วรสิงห์
4. นายจิ๊บ วรสิงห์
5. นายทรง (จ๋วน) วรสิงห์
6. นางเจียน เลี้ยงถนอม
7. นางจ่วน เกาะลอย
การศึกษา
เมื่อครั้งเยาว์วัยได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดแหลมหิน ต่อมาเข้าเรียนที่วัดไผ่ล้อม โรงเรียนเวฬุสุนทรการ จบชั้นมัธยมต้นครั้งนั้น จึงเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ต่อมาสอบได้ประโยคครูชั้นมัธยม ป.ม. โดยมีท่านเจ้าคุณวิมลเมธาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดตราดเป็นผู้อุปการะ และคุณพี่สง่วน ชลวิจารณ์ ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ได้ให้ความช่วยเหลือ
การทำงาน
รับราชการครั้งแรกได้เป็นครูประจำชั้นที่โรงเรียนมัธยมทวีธาภิเศก หลังจากนั้นได้ย้ายไปเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดตราด ต่อมาได้ย้ายกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง ได้เป็นครูประจำชั้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และออกไปเป็นครูประจำชั้นโรงเรียนประจำจังหวัดตราด และเป็นครูใหญ่โรงเรียนประจำจังหวัดตราด “ตราษตระการคุณ” ครั้งสุดท้ายกลับมาเป็นผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนวัดธาตุทอง พระโขนง กรุงเทพฯ
เกียรติประวัติและรางวัล/เครื่องราชอิสริยาภรณ์
นายทรง วรสิงห์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้
27 กันยายน พ.ศ. 2484 เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
18 กันยายน พ.ศ. 2485 เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
5 ธันวาคม พ.ศ. 2491 จตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
5 ธันวาคม พ.ศ. 2492 จักรพรรดิมาลา
5 ธันวาคม พ.ศ. 2492 เหรียญบรมราชาภิเศก ร.9
ชีวิตครอบครัว
นายทรง วรสิงห์ ได้สมรสกับนางสาวสำปั้น ปัจฉิมาภิรมย์ มีบุตรและธิดาด้วยกัน 4 คน ดังนี้
1. นางสุมน ผลภาค
2. นางสาวสุดา วรสิงห์
3. ร.ท. น.พ. ธงชัย วรสิงห์
4. นายเฉลิมพล วรสิงห์
การถึงแก่กรรม
นายทรง วรสิงห์ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2510 ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมอายุได้ 64 ปี
ข้อมูลหนังสืออนุสรณ์งานศพ
บรรณานุกรม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน). เมตตามหานิยม. กรุงเทพฯ: บพิธ, 2510.
รายละเอียดเนื้อหา
เมตตสูตร คำนำสวดมนต์แบบมคธ
เลขเรียกหนังสือ ห 294.304 ส247มท
สถานที่จัดเก็บ ห้องศิลปากรและหนังสือหายาก หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
บานประตูพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เดิมเป็นบานประตูคู่กลางด้านหน้าพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นงานฝีพระหัตถ์และผลงานชิ้นเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ที่ทรงร่วมออกแบบและจำหลักด้วยพระองค์เอง ในพ.ศ. ๒๓๖๕ ถือเป็นประติมากรรมไม้แกะสลักลงรักปิดทองฝีมือประณีตงดงามอย่างยิ่งที่สุดชิ้นหนึ่งในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ความพิเศษของประติมากรรมชิ้นนี้คือ แกะสลักจากไม้สักทองแผ่นเดียว ขนาดกว้าง ๒๖๐ เซนติเมตร สูง ๕๖๔ เซนติเมตร โดยใช้วิธีคว้านเนื้อไม้ลึกลงไปหลายชั้นอย่างซับซ้อน ประมาณ ๔-๕ ชั้น ความลึกของลวดลายถึง ๑๔ เซนติเมตร ประกอบด้วยลวดลายพันธุ์พฤกษาตวัดเกี่ยวกันคล้ายกำลังเคลื่อนไหว สอดแทรกรูปสรรพสัตว์นานาพันธุ์อย่างกลมกลืน ทำให้ลวดลายดูนูนเด่นลอยตัวขึ้นมาจนเกือบเรียกได้ว่าเป็นประติมากรรมลอยตัว ให้ความรู้สึกเหมือนจริงตามธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์เกี่ยวกับบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ส่วนของเชิงอรรถ ความว่า
“ลายสลักบานพระวิหารวัดสุทัศน์ สลักดีไม่มีที่ไหนเหมือน ยังเปนของควรชมอยู่จนทุกวันนี้ มีคำเล่ากันสืบมาว่า ช่างที่สลักบานพระวิหารวัดสุทัศน์นั้น เมื่อทำการเสร็จแล้ว ประสงค์จะไม่ให้ใครทำได้เหมือนต่อไป จึงเอาเครื่องมือทิ้งน้ำเสียหมด ความข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่มีความจริงอย่าง ๑ ซึ่งปรากฏในรัชกาลหลังต่อมา มีพระราชประสงค์จะทำบานอย่างพระวิหารวัดสุทัศน์ไปใช้ในที่อื่น ไม่มีช่างที่จะรับทำให้เหมือนได้”
ต่อมาในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๐๒ เกิดไฟไหม้บานประตูชำรุดบานหนึ่ง จึงได้นำบานประตูคู่กลางด้านหลังมาใส่ไว้แทน และถอดบานประตูเดิมนี้ออกเก็บรักษาไว้และนำออกจัดแสดง ณ หมู่พระวิมาน พระราชวังบวรสถานมงคล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
รัก : Rak (Love)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 47
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 47 ทรงพระราชนิพนธ์ในเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2537 สมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงสำหรับกลอนสุภาพ 3 บท ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เมื่อพระชนมายุ 12 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเพลงนี้ให้วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ บรรเลงทุกวันศุกร์และวันอาทิตย์ตลอดเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2537 ต่อมาเมื่อทรงแก้ไขแล้ว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายแมนรัตน์ ศรีกรานนท์ นำไปแยกและเรียบเรียงเสียงประสานเมื่อทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ในงานพระราชทานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๘ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แจกคำร้องเพลงพระราชนิพนธ์ “รัก” แก่แขกผู้ได้รับเชิญ ทุกโต๊ะไว้ล่วงหน้า ต่อมาก็เชิญแขกผู้ได้รับเชิญ อาทิ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัยและนายทหารตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขึ้นไปร้องเพลงพระราชนิพนธ์บนเวทีทีละโต๊ะจนทั่วถ้วน ถึงกับทรงบรรเลงดนตรี นำด้วยพระองค์เองต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำออกอากาศทางสถานีวิทยุ จ.ส. 100 เมื่อต้นปี 2538
Royal Composition Number 47
The forty-seventh royal musical composition was written in December 1994 at Her Majesty the Queen's request that a melody be made for a 3-verse poem written by Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn when she was 12. His Majesty gave the tune to the Aw Saw Wan Suk Band to be played every Friday and Sunday for the whole month of December 1994. Later after revising, he give it to Mr. Manrat Srikaranonda to be arranged for the performance when His Majesty joined the Aw Saw Wab Suk Band at the banquet on New Year's Eve of 1995 at Borom Phiman Mansion in the Grand Palace. His Majesty had the lyrics of the composition "Rak" distributed to guests at every table beforehand. The guests, privy councilors, cabinet, ministers, such as former prime minister Chuan Leekpai and senior police officers were then invited to sing on stage table by table, personally led by His Majesty on his saxophone. The composition was later broadcasted on Cho So 100 Radio in early 1995.
วันที่ ๒๐-๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิมาการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรม ลงพื้นที่"ติดตามความคืบหน้าและแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากการขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พิมายเพิ่มเติม" ณ บริเวณพื้นที่เมืองพิมาย ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
พบเครื่องถ้วยชามลายน้ำทอง มีพระบรมฉายาลักษณ์ ร.5 ที่กาน้ำ และจาน ไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยเห็นในหนังสือ รวมทั้งภาพใน Internet ขอทราบรายละเอียดด้วยครับ
กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์
เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร
ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้
๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙
๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ
- โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท
- โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน
๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว
๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้
๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน
๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔
๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา
๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ
๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน
หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต