ค้นหา


รายการที่พบทั้งหมด 38,885 รายการ

ชื่อเรื่อง : พงศาวดารจีน เรื่อง ชิดก๊กไซ่ฮั่น พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายตันซิวเม้ง หวั่งหลี ต.ม. และนางทองพูล หวั่งหลี จ.ม.,ข.ช. ณ เมรุวัดธาตุทอง วันจันทร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2515ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2515สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : ตีรณสาร จำนวนหน้า : 598 หน้า สาระสังเขป : พงศาวดารจีน เรื่อง ชิดก๊กไซ่ฮั่น กล่าวถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในระยะที่กษัตริย์ราชวงศ์ฮั่นเป็นเป็นผู้ครองบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง เรื่องไซ่ฮั่นเป็นเรื่องราวตอนหนึ่งที่แสดงถึงการทำสงครามล้างอำนาจ ตั้งตัวเป็นใหญ่มีบุคคลสำคัญในเรื่องนี้สองคน คือ เล่าปัง (หรือเล่าปั๋ง)คนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเป็นฮั่นอ๋องแล้วเป็นพระเจ้าฮั่นเต้ และห้างอิ๋ อีกคนหนึ่ง ต่อมาเป็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ได้ทำสงครมรบขับเคี่ยวกันจนในที่สุด เล่าปัง มีชัยชนะได้รับความยกย่องนิยมนับถือสูงสุด แล้วได้เสวยราชสมบัติเป็นฮองเต้ ปฐมราชวงศ์ฮั่น




ວິຫານ ວັດໂພສີ ບ້ານເໜືອງແພ່ ແຂວງໄຊຍະບຸລີ ສປປ.ລາວ จิตรกรรมฝาผนังวิหาร วัดโพธิ์ศรี บ้านเหมืองแพร่ แขวงไชยบุรี สปป.ลาว ติดกับบ้านเหมืองแพร่ ต.นาแห้ว อ.นาแห้ว จ.เลย เขียนด้วยเทคนิคสีฝุ่นบนผนังปูน เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ทศชาติชาดก พระมาลัย และสอดภาพแทรกวิถีชีวิต สามารถข้าม"พรมแดน"เข้าชมความงดงามได้ในทุกๆ"วันพระ"ວິຫານ ວັດໂພສີ ບ້ານເຫມືອງແພ່ ແຂວງໄຊຍະບຸລີ ເມືອງບໍ່ແຕນ ສປປ.ລາວ


ไซอิ๋ว เล่ม ๔.  พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒.           ไซอิ๋ว เป็นพงศาวดารจีนที่ได้รับการแปลเป็นหนังสือชุดภาษาไทยลำดับที่ ๑๖ นับเป็นเรื่องที่แยกออกจากพงศาวดารซุยถังในแผ่นดินของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้กษัตริย์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์ถัง 


ชื่อเรื่อง                         ธมฺมบทวณฺณนา ธมฺมบทฏฺฐกถา (ขุทฺทกนิกายฏฺฐกถา) อย.บ.                            327/19 หมวดหมู่                       พุทธศาสนา ลักษณะวัสดุ                   50 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 53 ซม. หัวเรื่อง                         พระธรรมเทศนา                                                                       บทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา


โครงการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดี วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี             ปีงบประมาณ 2566 สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ดำเนินโครงการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาแหล่งโบราณคดีวัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาโครงการสำรวจ ขุดค้นเพื่อศึกษาเส้นทางข้ามคาบสมุทรในภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย              เนื่องจากพื้นที่บริเวณชุมชนโบราณเมืองไชยาตั้งอยู่บนเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่สำคัญ พบแหล่งโบราณคดี/โบราณสถาน/โบราณวัตถุ  ที่สำคัญเป็นจำนวนมาก และในปีงบประมาณ 2565 สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการขุดค้นแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในพื้นที่เมืองโบราณไชยา ประกอบกับเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 มีการขุดพบพานทองคำ ที่วัดโพธาราม สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราชจึงดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่วัดโพธาราม ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาพัฒนาการทางโบราณคดีของแหล่งโบราณคดีดังกล่าวและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีในเส้นทางข้ามคาบสมุทรเพิ่มเติม            การดำเนินงานขุดค้นทางโบราณคดีบริเวณพื้นที่วัดโพธาราม ดำเนินการขุดเป็นหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2 เมตร ตั้งอยู่ห่างจากกำแพงวัดด้าน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 1 เมตร หลุมขุดค้นวางตัวขนานกับแนวกำแพงวัด กำหนดระดับอ้างอิงหลักไว้ที่บริเวณหลังกำแพงวัด   การดำเนินงานขุดค้น           การดำเนินงานขุดค้นได้ทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินสมมติครั้งละ 10  เซนติเมตร จนถึงระดับชั้นดินธรรมชาติ เเละในระหว่างขุดค้นได้ทำ การร่อนดินในแต่ละระดับชั้นดินสมมติควบคู่กันไปเพื่อตรวจสอบลูกปัดแก้วที่อาจปะปนอยู่ในดินที่ขุดค้น เนื่องจากสภาพพื้นที่ในบริเวณตำบลพุมเรียงเป็นพื้นที่ที่พบการกระจายตัวของลูกปัดแก้วอยู่ทั่วไป ผลการดำเนินงาน            จากการขุดศึกษาทางโบราณคดีพบว่าสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ในหลุมขุดค้น มีลักษณะของชั้นดินที่ถูกรบกวนจากกิจกรรมในปัจจุบันในช่วงตั้งแต่ระดับชั้นผิวดิน (65 cm.dt.) จนถึงระดับความลึกประมาณ 75 เซนติเมตรจากผิวดิน (140 cm.dt.) ดินที่พบในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย เนื้อดินละเอียด มีเศษชิ้นส่วนวัสดุและขยะปัจจุบันปะปนอยู่ร่วมกับโบราณวัตถุประเภทต่าง ๆ โดยโบราณวัตถุที่พบมากสุดในระดับชั้นดินนี้ ได้แก่ เศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกาบกล้วย เศษอิฐหัก ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง และชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน ลูกปัดแก้ว ชิ้นส่วนต่างหูทองคำ (?) เหรียญอีแปะจีน             ระดับชั้นดินตั้งแต่ 75 เซนติเมตรจากผิวดิน (140 cm.dt.) ลงมาจนถึงระดับ 115 เซนติเมตร จากผิวดิน (180 cm.dt.) ในระดับชั้นดินนี้ไม่ปรากฏการปะปนของเศษวัสดุหรือขยะในปัจจุบันแล้ว ลักษณะของดินที่พบในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ในระดับชั้นนี้ได้ปรากฏ            1. ร่องรอยของแนวอิฐที่วางเรียงกันเป็นลักษณะวงกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 120 เซนติเมตร ปรากฏอยู่ในบริเวณผนังหลุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ (SW)  ลักษณะเป็นเศษอิฐไม่เต็มก้อนวางปูเรียงกันเพียงชั้นเดียวคล้ายพื้น หรือฐานรากของสิ่งก่อสร้างที่ถูกขุดรื้อออกไป             2. ร่องรอยของหลุม ภายในหลุมปรากฏหม้อดินเผา เนื้อดิน ก้นกลม ตกแต่งด้วยลายกดประทับจำนวน 1 ใบ วางคว่ำอยู่ ภายในหม้อดินเผาบรรจุเศษกระดูกที่หลงเหลือจากการเผาศพไว้ ไม่ปรากฏโบราณวัตถุใด ๆ อยู่ภายใน             นอกจากนี้ในระดับชั้นดินนี้ยังพบ เศษกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกาบกล้วย ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง ภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน และชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน พบลูกปัดแก้วปะปนอยู่แต่มีปริมาณน้อยกว่าระดับชั้นดินช่วงบน ระดับชั้นดินตั้งแต่ 115 เซนติเมตรจากผิวดิน (180 cm.dt.) จนถึงระดับ 160 เซนติเมตรจากผิวดิน (225 cm.dt.) ดินในระดับชั้นนี้มีลักษณะเป็นดินทราย เนื้อละเอียด มีสีเทา ลักษณะคล้ายดินชายทะเล มีความชื้นในดินมาก และปรากฏน้ำใต้ดินซึมขึ้นมาตั้งแต่ระดับ 150 เซนติเมตรจากผิวดิน (215 cm.dt.) ในระดับชั้นนี้ไม่ปรากฏโบราณวัตถุใด ๆ ปรากฏอยู่ ซึ่งกำหนดให้เป็นระดับชั้นสิ้นสุดวัฒนธรรม ประกอบกับน้ำใต้ดินขึ้นสูงมากจนไม่สามารถดำเนินการขุดค้นต่อได้ จึงยุติการขุดค้นที่ระดับความลึก 160 เซนติเมตร จากผิวดิน (225 cm.dt.) โบราณวัตถุ 1. โบราณวัตถุประเภทชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาประเภทกระเบื้องกาบกล้วย และกระเบื้องปลายตัด, ชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผาปูพื้น และชิ้นส่วนอิฐ 2. โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผาจากแหล่งผลิตภายในประเทศ ได้แก่ เศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อแกร่ง และเศษภาชนะดินเผาประเภทเนื้อดิน สามารถกำหนดอายุได้ราวสมัยอยุธยา – สมัยรัตนโกสินทร์ แต่ไม่สามารถระบุแหล่งผลิตได้ชัดเจน 3. โบราณวัตถุประเภทภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาต่างประเทศ ได้แก่  เศษภาชนะดินเผาเนื้อละเอียดจากแหล่งเตาในประเทศจีน สามารถกำหนดอายุได้ในช่วงสมัยราชวงศ์ชิง และสมัยสาธารณรัฐ 4. โบราณวัตถุประเภทอื่น ๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนลูกปัดแก้ว, เหรียญอีแปะจีน, เบี้ยดินเผา, ลูกกระสุนดินเผา, ขี้แร่เหล็ก (Slag), ชิ้นส่วนต่างหูทองคำ (?) และชิ้นส่วนลูกปัดกระดูกปลา ชั้นดินทางวัฒนธรรมและสรุปผลการดำเนินงาน จากการดำเนินงานทางโบราณคดีสามารถเเบ่งชั้นวัฒนธรรมได้ เป็น 2 สมัย ดังนี้ สมัยที่ 1  มีความหนาของชั้นดินประมาณ 40 เซนติเมตร ต่ำกว่าระดับพื้นดินในปัจจุบันประมาณ 75 เซนติเมตร ลักษณะเป็นชั้นดินร่วนปนทราย เป็นชั้นกิจกรรมของวัดโพธารามในอดีต ปรากฏร่องรอยหลักฐานเป็นแนวพื้นอิฐเรียงอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับแนวกำแพงวัดปัจจุบัน และร่องรอยกิจกรรมการฝังอุทิศกระดูก การกำหนดอายุเชิงเทียบ (Relative Dating) ของ ชั้นวัฒนธรรมนี้กับโบราณวัตถุประเภทเครื่องถ้วยจีนสามารถกำหนดอายุได้ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย – ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ราวพุทธศตวรรษที่  23 – 24  สมัยที่ 2  มีความหนาของชั้นดินประมาณ 75 เซนติเมตรตั้งแต่ระดับผิวดินลงมา ลักษณะเป็นชั้นดินร่วนปนทราย เป็นชั้นกิจกรรมของวัดโพธารามในปัจจุบันหรืออดีตที่ไม่ห่างไกลมากนัก ปรากฏร่องรอยของการถมปรับและขุดตัดพื้นที่อยู่โดยรอบ ซึ่งจากข้อมูลการสัมภาษณ์ทราบว่ามีการนำดินจากภายนอกและภายในวัดมาปรับถมพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณผนังหลุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การกำหนดอายุเชิงเทียบ (Relative Dating) ของชั้นวัฒนธรรมนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากพบโบราณวัตถุปะปนหลายสมัย แต่หากกำหนดจากระดับของชั้นทับถมที่อยู่เหนือจากชั้นวัฒนธรรมแรกเริ่มจึงอาจกำหนดได้ว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นในชั้นวัฒนธรรมที่ 2 นี้อยู่ในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมา


           เนื่องในโอกาสที่องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๖              กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ศรีเทพกับมรดกโลก” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๖ – ๑๔ มกราคม ๒๕๖๗ เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้             นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการขนาดเล็กที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย จัดแสดงเรื่องราวของเมืองศรีเทพ ประกอบด้วยเรื่อง ศรีเทพ: มรดกโลกแห่งใหม่ของประเทศไทย, คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของเมืองโบราณศรีเทพ, แผนที่ประเทศไทย แสดงจังหวัดเพชรบูรณ์, แผนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, ลำดับกาลของเมืองโบราณศรีเทพ, เมืองโบราณศรีเทพ, โบราณสถานเขาคลังนอก, โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ โดยมีเนื้อหาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมนำโบราณวัตถุชิ้นสำคัญจากเมืองศรีเทพมาจัดแสดงให้ชมด้วย ได้แก่ พระสุริยเทพ พระกฤษณะ พระวิษณุ ๔ กร ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่พบที่เมืองศรีเทพ และเศียรพระพุทธรูป เศียรพระโพธิสัตว์ และชิ้นส่วนพระหัตถ์ ซึ่งเดิมได้จำหลักที่ผนังถ้ำเขาถมอรัตน์ ตำบลโคกสะอาด อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ โบราณวัตถุเหล่านี้ได้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี            ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ เรื่อง “ศรีเทพกับมรดกโลก” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดทำการวันพุธ  วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร)


           หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ  ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมรับฟังรายการ "สนทนา..ประสาหนุ่มสุพรรณ" การสัมภาษณ์อดีตผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ นางทัศนีย์ เทพไชย สาวเชียงใหม่ที่โชคชะตาฟ้าลิขิตให้มาผูกพันกับเมืองสุพรรณบุรี เป็นเวลาเกือบ 30 ปี ข้าราชการผู้ทุ่มเทกับการทำงานจนเป็นที่ยอมรับนับถือของชาวสุพรรณที่เคยร่วมงาน ว่าเป็นตัวอย่างของบุคคลที่มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และให้ความเป็นกันเอง  สัมภาษณ์เปิดใจเล่าถึงชีวิตส่วนตัว ประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ รวมถึงให้ข้อแนะนำ ข้อคิด ฯลฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชาวสุพรรณ ข้าราชการ รุ่นต่อๆ ไป ได้เป็นอย่างดี                        รายการ "สนทนาประสาหนุ่มสุพรรณ" ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมโดยวัดพระรูป พิพิธภัณฑ์วัดพระรูป และ หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ  จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566 เวลา 14.00 - 16.00 น. ถ่ายทอดสดจากหอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ ดำเนินรายการและสัมภาษณ์โดย ชนินทร์ อรุโณทัย / กวินภพ ทองนาค ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณบุรี ผู้สนใจสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสด ผ่านทาง Facebook Live : ชมรมนักโบราณคดี(สมัครเล่น) เมืองสุพรรณ   (https://www.facebook.com/groups/suphanhistory)


วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะฟื้นฟูความสมดุลของ ธรรมชาติ โดยทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์มาตลอดพระชนม์ชีพ ในการนี้พระองค์ทรงให้ความสําคัญของการบํารุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกว่ามีความสําคัญ และน่าเป็นห่วงมากกว่าการปลูก และเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงงานพัฒนาชนบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการฟื้นฟูสมดุล ของธรรมชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอคณะรัฐมนตรีกําหนดให้วันคล้ายวัน พระราชสมภพของพระองค์ คือ วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันบํารุงรักษาต้นไม้ประจําปีของชาติ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2533 อนุมัติในหลักการให้วันที่ 21 ตุลาคม เป็นวันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดําเนินการระดมความเห็นจากบุคคลทั่วไปเพื่อกําหนดชื่อที่เหมาะสมสําหรับวันดังกล่าว ปรากฏว่าชื่อที่เหมาะสม คือ “วันรักต้นไม้ประจําปีของชาติ” ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบแล้ว จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2533 ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสแสดงความเสียสละ แรงกาย แรงใจ ความสามัคคี น้อมเกล้าฯถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยการบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามสถานที่ต่างๆ อันเป็นช่วงปลายฤดูฝนของทุกปี มีจุดมุ่งหมาย คือ 1. เพื่อบํารุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามโครงการและสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการปลูกซ่อม ต้นที่ตายให้สามารถเจริญเติบโตขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยเร็ว 2. เพื่อชี้นําให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันบํารุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น การให้ปุ๋ย พรวนดิน ถากถางวัชพืขที่โคนต้นไม้ หรืออื่นๆโดยพร้อมเพรียงกัน 3. เพื่อให้ประชาชนเห็นความสําคัญของการบํารุงต้นไม้ที่ปลูกไว้ อันจะบรรลุวัตถุประสงค์ ของการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว 4. เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี โดยเข้าร่วมกิจกรรมในวันสําคัญดังกล่าว ซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดให้มีการบํารุงรักษาต้นไม้ทุกปี


การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์​ ชุด "มารทะนงสงคราม" วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม 2566 เวลา 14.00 น. สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้จัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์​ ชุด "มารทะนงสงคราม" เนื่องในโครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีสัญจร ณ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี​ กำกับ​การแสดง​โดย​ ปกรณ์​ พร​พิสุทธิ์​ นาฏศิลปิน (ด้านอำนวยการแสดง)​ อำนวยการแสดงโดย ลส​ิต​ อิศราง​กูร​ ณ​ อยุธยา​ ผู้อำนวยการ​สำ​นักการ​สังคีต


#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเทคนิคการประดับตกแต่งอาคารด้วยหินชนวนในเมืองกำแพงเพชร..โบราณสถานวัดกรุสี่ห้อง ตั้งอยู่ในเขตอรัญญิกของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มีการแบ่งพื้นที่การใช้งานเป็นเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาส ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วิหาร เจดีย์ กุฏิ ศาลา วัจจกุฎีหรือห้องส้วม บ่อน้ำ และแหล่งตัดศิลาแลง .ลักษณะพิเศษของวัดกรุสี่ห้องที่ปรากฏเพียงแห่งเดียวของเมืองกำแพงเพชรคือ การใช้หินชนวนปูพื้นวิหารและอาสน์สงฆ์ในลักษณะวางเรียงต่อกันจนเต็มพื้นที่ โดยแผ่นหินชนวนชิ้นสมบูรณ์ที่พบจากการดำเนินการทางโบราณคดีปีงบประมาณ 2542 มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหนาประมาณ 4 เซนติเมตร ขนาดกว้าง 45 เซนติเมตร ยาว 60-78 เซนติเมตร และลักษณะแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้างด้านละ 45 เซนติเมตร ด้านหน้าของแผ่นหินชนวนมีลักษณะขัดเรียบ ด้านหลังของหินชนวนแต่ละแผ่นปรากฏรอยสกัดเป็นร่องกว้างขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นจำนวนมาก จากร่องรอยที่พบคาดว่าเกิดจากการใช้เครื่องมือโลหะประเภทสิ่ว ใช้สำหรับเพิ่มการยึดเกาะปูนที่เป็นตัวประสาน..หินชนวน (Slate) หินแปรประเภทหนึ่ง เกิดจากการแปรสภาพของหินดินดานในความร้อนและความกดดันภายในโลก และอาจแปรมาจากหินอัคนี มีลักษณะเนื้อละเอียด มักแยกออกเป็นแผ่น ๆ โดยมีผิวรอยแยกเรียบ ส่วนใหญ่ประกอบด้วย แร่ควอร์ต แร่ไมกา และแร่คลอไรต์ พบหินชนวนในประเทศไทย เช่น จังหวัดสุโขทัย กาญจนบุรี ชลบุรี นครราชสีมา ระยอง นครศรีธรรมราช และนราธิวาส คนในสมัยโบราณใช้หินชนวนทำศิลาจารึก กระดานชนวน และปูพื้น.โบราณสถานวัฒนธรรมสุโขทัยปรากฏร่องรอยการนำหินชนวนมาใช้ประกอบสถาปัตยกรรมอย่างหลากหลาย โดยในเมืองสุโขทัยพบการปูพื้นด้วยหินชนวนทั้งในลักษณะปูพื้นวิหาร เช่น วัดศรีสวาย (พุทธศตวรรษที่ 18) วัดเจดีย์งาม (พุทธศตวรรษที่ 19-20) วัดเขาพระบาทน้อย (พุทธศตวรรษที่ 19-22) ปูพื้นอุโบสถ เช่น วัดโบสถ์ (พุทธศตวรรษที่ 19-20) วัดมังกร (พุทธศตวรรษที่ 20-21) วัดพระยืน (พุทธศตวรรษที่ 20-21) นอกจากนี้ที่วัดเชตุพน (พุทธศตวรรษที่ 19-22) ยังพบการนำหินชนวนมาใช้ปูพื้นและเป็นวัสดุก่อสร้างกำแพงล้อมรอบมณฑปประธาน สร้างช่องประตูทางเข้าด้วยหินชนวนแท่งใหญ่ รวมถึงนำมาปูพื้นโดยรอบวิหาร และเขาพระบาทใหญ่ (พุทธศตวรรษที่ 20-22) พบการปูพื้นด้วยหินชนวนบนวิหารและพื้นที่โดยรอบ.โบราณสถานวัดกรุสี่ห้องสามารถกำหนดอายุด้วยวิธีการศึกษาเปรียบเทียบ (Comparative Dating) ได้ราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 จากการพบโบราณวัตถุสำคัญ ได้แก่ กระปุกทรงคอขวดมีหูเคลือบสีน้ำตาล แหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัย อายุพุทธศตวรรษที่ 20–21 ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง อายุพุทธศตวรรษที่ 20-22 เครื่องประกอบสถาปัตยกรรมจากแหล่งเตาเมืองสุโขทัย เช่น ชิ้นส่วนมกรและปั้นลมลายเทพนม อายุพุทธศตวรรษที่ 20-21 พระพุทธรูปสำริดอิริยาบถเดิน ศิลปะสุโขทัย อายุพุทธศตวรรษที่ 20 อันเป็นพุทธศิลป์ที่นิยมในวัฒนธรรมสุโขทัย เช่น ภาพปูนปั้นที่มณฑปวัดตระพังทองหลาง เมืองสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 20) รวมถึงภาพจารด้านหนึ่งบนศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ (พ.ศ. 1960).จากการกำหนดอายุด้วยวิธีการศึกษาเปรียบเทียบดังกล่าว สันนิษฐานว่าวัดกรุสี่ห้องสร้างในวัฒนธรรมสุโขทัย จึงมีความเป็นไปได้ว่าการประดับตกแต่งด้วยการปูพื้นวิหารด้วยแผ่นหินชนวนของวัดกรุสี่ห้องอาจเป็นลักษณะการรับอิทธิพลประการหนึ่งจากศูนย์กลางการปกครองในขณะนั้น..เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. (2557). นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. กรมศิลปากร.กฤษฎา พิณศรี, ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และอุษา ง้วนเพียรภาค. (2535). เครื่องถ้วยสุโขทัย พัฒนาการของเครื่องถ้วยไทย. โอสถสภา. อ้างถึงใน อนันต์ ชูโชติ, ธาดา สังข์ทอง และนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์. (2561). นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย.กฤษฎา พิณศรี, ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และอุษา ง้วนเพียรภาค. (2535). เครื่องถ้วยสุโขทัย พัฒนาการของเครื่องถ้วยไทย. โอสถสภา.จิราภรณ์ อรัณยนาค. (2549). เทคนิคการตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุและศิลปวัตถุประเภทประติมากรรมหิน. ใน สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ, ความรู้ด้านการตรวจพิสูจน์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประเภทประติมากรรมหิน (หน้า 1-10). กรมศิลปากร. ปริวรรต ธรรมาปรีชากร, สว่าง เลิศฤทธิ์, และกฤษฎา พิณศรี. (2539). ศิลปะเครื่องถ้วยในประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2). โอสถสภา.สุรศักดิ์ก่อสร้าง. (2542). การขุดแต่งวัดกรุสี่ห้องในเขตอรัญญิก เมืองกำแพงเพชร. โครงการบูรณะและปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์แหล่งโบราณสถานจังหวัดกำแพงเพชรแผนงานเงินกู้เพื่อการท่องเที่ยวและส่งเสริมการสร้างงานภายใต้โครงการ SIP พ.ศ. 2542.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. (2548). ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรมศิลปากร.อนันต์ ชูโชติ, ธาดา สังข์ทอง และนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์. (2561). นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย.อรกุล โภคากรวิจารณ์, จุมพล คืนตัก, อารยะ นาคะนาท, ธีรวัชร อินทรสูต, งามพิศ แย้มนิยม, เดชนา ชุตินารา และผาณิต กุลชล. (2526). ทรัพย์ในดิน กำแพงเพชร (เอกสารทรัพยากรธรณี เล่มที่ 2). กรมทรัพยากรธรณี.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย. (2561). การศึกษาทางโบราณคดีเพื่อจัดลำดับอายุสมัยของแหล่งศิลปกรรมเมืองสุโขทัย ปีงบประมาณ 2561. โครงการการศึกษาทางโบราณคดีเพื่อจัดลำดับอายุสมัยของแหล่งศิลปกรรมเมืองสุโขทัย.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย. (2561). ทำเนียบโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (พิมพ์ครั้งที่ 2). อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย. (2563). รายงานการดำเนินงานทางโบราณคดี โครงการขุดแต่งทางโบราณคดี เพื่อออกแบบบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์กลุ่มโบราณสถานเขาพระบาทใหญ่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ปีงบประมาณ พุทธศักราช 2563. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร.


16 มกราคม วันครูแห่งชาติ เพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติที่ได้อบรมสั่งสอนเรามาตั้งแต่เล็ก ทำให้เราเป็นคนดีรู้วิชา เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างมากในวงการ การศึกษา ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ รวมทั้งเป็นอาชีพที่ถือว่ามีความเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างมา


         พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิ (ปัทม : ดอกบัว/ปาณิ : ผู้ถือ)          แบบศิลปะ : ศรีวิชัย          ชนิด : สำริด          ขนาด : กว้าง 6 เซนติเมตร สูง 23.5 เซนติเมตร          อายุสมัย : ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14 - 15 (หรือราว 1,100 - 1,200 ปีมาแล้ว)          ลักษณะ : ประติมากรรมสำริดหล่อเป็นรูปพระโพธิสัตว์ปัทมปาณิหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็น พระโพธิสัตว์องค์สำคัญในศาสนาพุทธนิกายมหายานประจำยุคปัจจุบัน ประทับยืนบนฐานบัว พระเกศาเกล้าเป็นมวยสูง มีรูปพระอมิตาภะปางสมาธิอยู่ที่หน้ามวยผม พระหัตถ์ขวาถือลูกประคำ พระหัตถ์ซ้ายถือก้านดอกบัวและคนโทน้ำ มีสายธุรำ (ยัชโญปวีต) พาดคล้องที่พระอังสาซ้าย          ประวัติ : ม.ร.ว. ทันพงษ์ กฤษดากร อธิบดีกรมสรรพสามิต มอบให้กรมศิลปากร  เมื่อ 7 กันยายน 2507          สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/uthong/360/model/25/   ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/uthong


           วันที่ 5 เมษายน 2567 เวลา 11.00 น. พลเรือเอก อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ  เป็นประธานในพิธีส่งมอบการซ่อมทำเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ ให้แก่กรมศิลปากร โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้รับมอบ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ            นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กองทัพเรือและกรมศิลปากรได้หล่อหลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทุกคน เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 การพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยดำเนินการซ่อมเรือพระราชพิธีให้มีความสวยงาม สมพระเกียรติ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนคือ กองทัพเรือซ่อมบำรุงโครงสร้าง กรมศิลปากรดูแลงานศิลปกรรมประดับตกแต่งเรือ ขณะนี้กองทัพเรือได้ดำเนินการซ่อมบำรุงโครงสร้างเสร็จแล้ว จึงทำการส่งมอบให้กรมศิลปากรเพื่อดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือ ซึ่งเรือพระราชพิธีแต่ละลำมีความวิจิตรบรรจงจากการลงรักปิดทอง ประดับกระจกเกรียบกระจกสี เป็นงานที่อาศัยทักษะชั้นสูงและวิทยาศาสตร์ผสมผสานกัน การดำเนินงานของกรมศิลปากรจะเน้นรูปแบบศิลปะที่คงความเป็นของแท้ดั้งเดิม โดยมอบหมาย 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักช่างสิบหมู่ จะนำช่างแกะ ช่างเขียน ช่างประณีตศิลป์ เข้าทำงาน ส่วนสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจะนำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์มาดูการเตรียมผิวรองรับการประดับตกแต่ง เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 30 มิถุนายน 2567 เชื่อว่าความงดงามของกระบวนเรือพระราชพิธีจะตราตรึงชาวไทยและชาวต่างชาติทั่วโลก นอกจากนี้ ระหว่างการดำเนินการซ่อมเรือพระราชพิธี สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติจะบันทึกเหตุการณ์ขั้นตอนการดำเนินการครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วย                อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมทำเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ ตั้งแต่ธันวาคม 2566 ด้วยวิธีศิลปะภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน การตอกหมันเรือ ซึ่งนำด้ายดิบมาตอกเข้าไปบริเวณร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเรือ จากนั้นจึงชันยาเรือผสมกับน้ำมันยางยาแนวในร่องและทาทั่วทั้งบริเวณนอกลำเรือเพื่อป้องกันเพรียงกินไม้ที่จะทำให้เรือผุเร็ว ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จึงทำการส่งมอบให้กรมศิลปากร เพื่อดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือ ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือรูปสัตว์ ประกอบด้วย เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือพาลีล้างทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี 


Messenger