ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,726 รายการ



ชื่อเรื่อง                     นิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีน ครั้งกรุงธนบุรี เมื่อปีฉลู พ.ศ.2324 ผู้แต่ง                       มหานุภาพ, พระยาประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณกรรมเลขหมู่                      895.9112 ม237นฉสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์วิบูลกิจปีที่พิมพ์                    2503ลักษณะวัสดุ               42 หน้า หัวเรื่อง                     นิราศ                                กวีนิพนธ์ไทย                              หนังสืออนุสรณ์งานศพ      ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก                   เนื้อหาภายในประกอบด้วย กล่าวถึงเรื่องราวครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีต่อพระเจ้ากรุงจีน แผ่นดินเขี้ยนหลง ณ กรุงปักกิ่ง  



วัดศรีชุมตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงเหนือพอดี สิ่งสำคัญที่ปรากฏอยู่โดดเด่น ได้แก่ อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ภายในอาคาร มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๑๑.๓๐ เมตร เชื่อกันว่าชื่อพระพุทธรูปเรียกตามที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ว่า พระอจนะ มีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่เห็นในปัจจุบันนี้ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ราวปี พ.ศ. ๒๔๙๖ - ๒๔๙๙ . คำว่า ศรี มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิมของไทยว่า สะหลี ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อศรีชุม จึงหมายถึง ดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นี้ว่า ฤๅษีชุม ว่าเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาประชุมทัพกันอยู่ที่นั้น ก่อนที่จะยกทัพไปปราบเมืองสวรรคโลก อันเป็นต้นตอของตำนานเรื่อง พระพุทธรูปพูดได้ ที่เล่าขานกันต่อมา



เลขทะเบียน : นพ.บ.119/3กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  44 หน้า ; 4.3 x 54.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 67 (214-219) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์ (8 หมื่น)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง           พระศรีวิสุทธิ์วงศ์ ชื่อเรื่อง            ธรรมบำบัดโรคใจ ครั้งที่พิมพ์        พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์      กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย ปีที่พิมพ์            ๒๕๐๓              จำนวนหน้า       ๘๑ หน้า หมายเหตุ  อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพขุนสุทธินนท์นรการ (กลอด  สุทธินนท์) ณ เมรุวัดควนวิเศษ จังหวัดตรัง วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๐๓                ธรรมะจำเป็นยิ่งแก่คนทุกคน ทุกครอบครัว ทุกหมู่คณะ ทุกประเทศชาติ เหมือนอาหาร อากาศที่บริสุทธิ์และแสงสว่าง จำเป็นยิ่งแก่สิ่งที่มีชีวิตทั่วไป ถ้าขาดธรรมะ ก็จะมีแต่ความเดือดร้อนทุกข์เข็ญ ไม่ร่มเย็นเป็นสุข เหมือนขาดฝนโชยลงแล้ว จะหาความชุ่มชื่นในพฤกษชาติและพืชพันธุ์ธัญญาหารมิได้เลย เมื่อธรรมะเป็นของจำเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงควรอบรมธรรมะให้เกิดมีเพื่อจะได้เลือกใช้ปฏิบัติให้เหมาะสมตามความจำเป็น


เลขทะเบียน : นพ.บ.129/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 4.8 x 50 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 75 (275-287) ผูก 5 (2564)หัวเรื่อง : ธฺมมปทวณฺณนา ธฺมฺมปทฎฺฐกถา ขุทฺกนิกายฎฺฐกถา (ธมฺมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ตำรายาแผนโบราณ ชบ.ส. ๕ เจ้าอาวาสวัดรังษีสุทธาวาส ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๙ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.18/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ส้วยถัง เล่ม 1 ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2509 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 332 หน้า สาระสังเขป : ส้วยถัง เป็นพงศาวดารจีนที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย โดยเรื่องราวเกิดในสมัยกษัตริย์จีนราชวงศ์ซุย และราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ. 1132-1161) เรื่องราวบอกเล่าเหตุการณ์ช่วงราชวงศ์ซุยแผ่นดินเกิดการจลาจล เหล่าผู้กล้าต่างรวมตัวต่อต้านราชวงศ์ซุย โดยในเล่มนี้เป็นเรื่องราวส้วยถังในตอนที่ 1 ตอนพระเจ้าจิวอ๋องครองเมืองตังเกีย ไปจนถึงตอนผาเมืองชีหนำฮู้



          หิน เป็นวัสดุที่คงทนและหาง่ายตามสภาพแวดล้อม ซึ่งหากพบในแหล่งโบราณคดีและไม่ได้มีรูปทรงที่บ่งบอก ว่าเป็นโบราณวัตถุ (artifact) นักโบราณคดีไทยส่วนใหญ่จะจัดให้หินเหล่านี้อยู่ใน “นิเวศวัตถุ” (geofact) โดยที่บางครั้ง ไม่ได้มีการนำมาวิเคราะห์วัตถุเหล่านี้ในเชิงลึก แต่หากนำมาวิเคราะห์ บางครั้งเราอาจเข้าใจว่า ทำไม “นิเวศวัตถุ” เหล่านี้ถูกพบเป็นกลุ่มก้อนร่วมกับโบราณวัตถุประเภทอื่น (ภาพที่ 1)           นักโบราณคดีต่างชาติจัดวัตถุดังกล่าวให้อยู่ในโบราณวัตถุที่เรียกว่า “Ground stone” ซึ่งหมายถึงวัตถุ ประเภท หิน เพื่อการผลิตสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือวัตถุเชิงพิธีกรรม ฯลฯ รูปแบบการใช้งานของ “Ground stone” ยกตัวอย่างได้ เช่น หินขัดภาชนะดินเผา (abrasion, polish) (Adams 2002: 1) หินที่นำมาทำสะเก็ดหิน (flaking) การทำหินหรือเขาสัตว์เจาะรู โดยใช้หินเป็นเครื่องมือในการเจาะ (drilling) (ภาพที่ 2) (Wright 1992: 53) และ การใช้งานยังขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะทางกายภาพของหินด้วย เช่น หินขนาดเล็กนำมาขัดภาชนะดินเผา เพราะ ถนัดมือ (ภาพที่ 3) แตกต่างจากหินที่ถูกนำไปใช้งานในหน้าที่การใช้งานอื่น ๆ เช่น หินกะเทาะ หินบด หินสำหรับลับเขา สัตว์หรือหัวธนู (ภาพที่ 4) หรือ แท่นหินลับขวานหินขัด (ภาพที่ 5) ที่ต้องใช้หินขนาดใหญ่ (cobble) (Wright 1992)           ดังนั้นหินที่พบในแหล่งโบราณคดีบางชิ้น อาจถูกนำมาใช้งานในแง่ของเครื่องมือการผลิตด้วยวิธีต่าง ๆ จน ทำให้เกิดโบราณวัตถุ และขณะที่มีการผลิตวัตถุ Ground stone เหล่านั้นก็สึกกร่อนไปโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งใจ เช่นกัน ดังนั้นนักโบราณคดีต่างชาติ จึงจัดให้ “Ground stone” อยู่ในโบราณวัตถุประเภทหนึ่งที่จะสามารถ อธิบายความสำคัญของแหล่งโบราณคดีนั้น ๆ ได้ ภาพที่ 1 ภาพกลุ่มโบราณวัตถุ ได้แก่ หินขัดภาชนะ หินดุ เครื่องมือหิน จากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี ที่มา : รัชนี ทศรัตน์ และ ชาร์ลส ไฮแอม, สยามดึกดำบรรพ์, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์, 2542), 49. ภาพที่ 2 ประเภทการใช้งาน Ground stone ที่มา: https://www.persee.fr/doc/paleo_0153-9345_1992_num_18_2_4573 ภาพที่ 3 การใช้หินขัดภาชนะในประเทศอินเดียและประเทศเดนมาร์ก ที่มา : Valentine Roux. Ceramics and Society. (Nanterre: Springer. 2019), 97. ภาพที่ 4 การใช้วัตถุขัดกับหินด้วยวิธี abrading ที่มา : Jenny L. Adams, Ground Stone Analysis. In Archaeological Investigations along Tonto Creek: Artifact, Environmental, and Mortuary Analyses. 2, Lithic, Ground Stone, and Environmental Analyses, edited by J. J. Clark. Anthropological (Tucson: Center for Desert Archaeology. 2002), 23. ภาพที่ 5 สันนิษฐานการใช้งานการขัดหิน ที่มา : อาพัน กิจงาม และปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ (2549 : 32)------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวสุวิมล เงินชัยโรจน์ นักวิชาการวัฒนธรรม กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี------------------------------------------------------


********โบราณสถานวัดป่าหนองคัน********* ------โบราณสถานวัดป่าหนองคัน ตั้งอยู่ที่บ้านสว่าง ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร สภาพของโบราณสถานตั้งอยู่กลางป่าชุมชน พื้นที่โดยรอบเป็นที่นาโล่ง บนที่ราบลุ่มริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำชี มีลำห้วยขั้นไดใหญ่ไหลผ่านทางตะวันตก ------โบราณสถานได้รับการบูรณะแล้วตามหลักวิชาการโดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๖ สภาพของโบราณสถานมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ในแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด กว้าง ๖ เมตร ยาว ๗ เมตร สูงจากพื้นดินโดยรอบประมาณ ๓ เมตร หันไปทางทิศตะวันออก ห่างออกไปทางตะวันออกประมาณ ๒๐ เมตร มีบ่อน้ำก่ออิฐถือปูนรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑๒๐ เซนติเมตร ------ลักษณะของอาคารประกอบด้วย ฐาน ๒ ชุด ฐานด้านล่างเป็นหน้ากระดานซ้อนชั้นลดหลั่นกันรองรับชุดฐานบัวลูกฟักขนาดเล็ก ฐานด้านบนเป็นชุดฐานขนาดใหญ่ประกอบด้วยบัวคว่ำ ท้องไม้ บัวหงายและบัวคว่ำ เพื่อรองรับผนังอาคาร ลักษณะพิเศษของฐานขนาดใหญ่ คือ ปูนปั้นมุมของฐานบัวให้มีปลายแหลมตวัดขึ้นซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปกรรมแบบลาวล้านช้างเวียงจันทน์(ที่ได้รับแรงบันดาลใจต่อเนื่องมาจากล้านช้างหลวงพระบาง) อาคารเป็นอาคาร ๒ ห้อง แบ่งเป็น ๒ ส่วน ห้องด้านหน้าเป็นผนังเตี้ย และห้องด้านหลังเป็นผนังสูงทั้ง ๓ ด้าน โดยยังปรากฏเสาไม้ที่มุมทั้งสี่และที่กึ่งกลางของผนังทั้งสองข้าง มีร่องสำหรับประดับแขนนาง หรือคันทวยตรงกับเสาข้างละ ๓ ร่อง โดยรอบอาคารปรากฏการปักใบเสมาขนาดเล็กซ้อนกัน ๔ ใบ ที่ทิศทั้งแปด ส่วนหลังคาไม่ปรากฏหลักฐานจึงออกแบบขึ้นมาใหม่เพื่อให้คลุมอาคารโบราณสถาน และมีพื้นที่ใช้สอยโดยรอบเล็กน้อย จากลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่าอาคารโบราณสถานหลังนี้ คือ อุโบสถ(สิม)โปร่ง แบบไม่มีเสารองรับปีกนก ------อายุสมัยจากการพิจารณาจากรูปแบบทางสถาปัตยกรรมพบว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบของศิลปะล้านช้าง ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๓ แต่ทั้งนี้ อุโบสถ(สิม)หลังนี้ เชื่อว่าไม่ได้ก่อสร้างในช่วงเวลาดังกล่าว แต่น่าจะสร้างในช่วงเวลาที่หลังลงมา เนื่องจากการรับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมและพบว่าวัดในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มนิยมก่อสร้างอาคารกลุ่มนี้น่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา อ้างอิงจาก ๑. สำนักศิลปากรที่ ๑๑ อุบลราชธานี. (๒๕๕๖). รายงานการบูรณะโบราณสถานวัดป่าหนองคัน บ้านสว่าง ตำบลสำราญ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร(เอกสารอัดสำเนา). ๒. วิโรฒ ศรีสุโร. (๒๕๓๖). สิมอีสาน = Isan Sim : Northeast Buddhist holy temples. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้า. ----นายพงษ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ เรียบเรียง  


black ribbon.