ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
อาสนวิหารอัสสัมชัญ
อาสนวิหารอัสสัมชัญ เป็นศาสนสถานในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ในซอยโอเรียนเต็ล ถนนเจริญกรุง ๔๐ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร
ประวัติความเป็นมาของอาสนวิหารอัสสัมชัญ เริ่มจากบาทหลวงฌ็อง บัปติส ปาสกัล (Jean-Baptiste Pascal) ผู้มีเชื้อสายโปรตุเกส ได้รวบรวมเงินจากบรรดาคริสตศาสนิกชนคาทอลิก นำไปมอบให้แก่บาทหลวงเอสปรีต์ ฟลอรังส์ (Esprit-Marie-Joseph Florens) เพื่อสร้างวัดถวายเกียรติแด่พระแม่มารี บาทหลวงฟลอรังส์จึงได้นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณฝั่งตรงข้ามวัดซางตาครู้สเพื่อเตรียมสร้างวัด
ภายหลัง เมื่อบาทหลวงฟลอรังส์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสังฆราช และเดินทางไปเยี่ยมคริสตศาสนิกชนที่ปีนัง ได้มีผู้บริจาคเงินเพื่อสมทบทุนสร้างวัดพระแม่มารี ท่านจึงได้ซื้อที่ดินแปลงที่สองแล้วเริ่มดำเนินการก่อสร้างวัดอัสสัมชัญขึ้น โบสถ์หลังแรกสร้างด้วยอิฐ มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบ “วิลันดา” อันเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมสยามและสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาคารหลังนี้สร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๖๔ และทำพิธีเสกในวันฉลองแม่พระลูกประคำ ใน พ.ศ. ๒๓๖๕
พระสังฆราชฌ็อง บัปติส ปัลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้บันทึกถึงโบสถ์หลังนี้ไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ดังปรากฏความตอนหนึ่งว่า
“มีสำนักคริสตจักร หรือชมรมพวกคริสตังอยู่ห้าแห่งด้วยกันในพระนครหลวง แห่งแรกชื่อชมรมอัสสัมชัญ ซึ่งวิทยาลัยเสมินาร์ตั้งอยู่ที่นั่น ใกล้กับตัวโบสถ์อันงามก่ออิฐถือปูน สร้างมาได้เกือบสี่สิบปีแล้ว ตัวโบสถ์นั้นมีสวนอันกว้างล้อมอยู่โดยรอบ มีบ้านเรือนของพวกคริสตังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ห่างจากชายฝั่งแม่น้ำ (Me-nam) ลึกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร จะเห็นทำเนียบอันสูงเด่นของมุขนายกมิซซังซึ่งสิ้นค่าก่อสร้างไปถึงสามพันฟรังก์เศษ ชั้นล่างของอาคารหลังนั้นประกอบด้วยห้องนอนสองห้องกับห้องรับแขกอันกว้างใหญ่”
ต่อมา บาทหลวงเอมีล กอลมเบต์ (Émile Genest Auguste Colombet) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๘ - ๒๔๗๖ มีความเห็นว่าโบสถ์หลังเดิมคับแคบ ไม่สามารถรองรับคริสตศาสนิกชนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงได้หารือกับบาทหลวงปิแอร์ ฌ็อง-หลุยส์ โรมิเออ (Pièrre Jean Louis Romieu) เหรัญญิกของคณะมิสซังสยามซึ่งรับผิดชอบโรงพิมพ์อัสสัมชัญอยู่ในขณะนั้น และตกลงว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ทดแทนหลังเดิม โดยจำลองรูปแบบภายนอกอาคารมาจากอาสนวิหารแม่พระแห่งเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ส่วนอาคารหลังเดิมได้ถูกรื้อถอนใน พ.ศ ๒๔๔๗
อาสนวิหารหลังใหม่เริ่มวางฐานรากเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ แต่การก่อสร้างใช้เวลาหลายปีเนื่องจากอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ทำให้การคมนาคมไม่สะดวก และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ขาดแคลน อย่างไรก็ดี อาคารหลังใหม่นี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดใช้ในวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ อาสนวิหารอัสสัมชัญได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด จึงต้องซ่อมแซมโดยใช้เหล็กยึดโยงกลางวัด
ภายในอาสนวิหารหลังปัจจุบันตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนโดยโจวานนี สกวานชิ (Giovanni Sguanci) จิตรกรจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ภาพที่มีความโดดเด่นที่สุดคือ ภาพเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติพระแม่มารีซึ่งอยู่เหนือพระแท่นบูชา ส่วนสิ่งของที่ใช้ประดับตัวอาคาร รวมถึงรูปพระต่าง ๆ มีทั้งของเก่าที่นำมาจากอาสนวิหารหลังเดิม และของใหม่ที่บาทหลวงกอลมเบต์สั่งมาจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศอิตาลี รวมทั้งสิ่งของที่มีผู้บริจาคด้วย
อาสนวิหารอัสสัมชัญเคยได้รับเกียรติเป็นสถานที่ต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ เมื่อครั้งเสด็จเยือนประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๕๒๗ นอกจากนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันยังได้เสด็จมาประกอบพิธีมิสซาเพื่อเยาวชน ในคราวเสด็จเยือนประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ด้วย ซึ่งได้มีการเผยแพร่ภาพข่าวพิธีมิสซาดังกล่าวไปทั่วโลก
--------------------------------------
เรียบเรียงโดย นางสาวพัชรา สุขเกษม
นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ
กลุ่มแปลและเรียบเรียง
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
วัดม่วง ตั้งอยู่ที่หมู่ ๕ ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
ประวัติ ความเป็นมาของ “บ้านม่วง” จากคำบอกเล่าของชาวบ้านเชื่อกันว่าบรรพบุรุษรุ่นแรกอพยพมาจากประเทศพม่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ราวรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓ - ๒๑๔๘) โดยติดตามพระมหาเถรคันฉ่อง ซึ่งเป็นพระสงฆ์เชื้อสายมอญนิกายมหายานเข้ามาตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำแม่กลอง แล้วให้ชื่อหมู่บ้านเหมือนบ้านเดิมในพม่าว่า “บ้านม่วง“ และได้สร้างวัดประจำหมู่บ้านว่า “วัดม่วง” ภาษามอญเรียกว่า “เพลียเกริก”
ในทะเบียนวัดของกรมการศาสนาได้ระบุว่า “วัดม่วงประกาศจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓” ซึ่งตรงกับสมัยอยุธยา ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑) จากการค้นคว้าและอ่านคัมภีร์ใบลาน ภาษาและอักษรมอญจำนวนมากส่วนใหญ่ระบุว่า จารที่วัดม่วงและระบุศักราชการจารอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงปัจจุบัน คัมภีร์ใบลานที่จารเก่าที่สุด ระบุไว้ว่า “….ศักราช ๑๐๐๐ เดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ วันศุกร์ จารเสร็จเมื่อตะวันบ่าย กระผม ชื่อ อุตตมะจารเอาไว้ในวัดม่วง เป็นชื่อเมื่อเป็นพระ…” ศักราช ๑๐๐๐ นั้นเป็นจุลศักราช ซึ่งจะตรงกับปี พ.ศ. ๒๑๘๑ สมัยอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แสดงว่าวัดม่วงนี้มีมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕๘ ปีมาแล้ว
สิ่งสำคัญในวัดม่วง มีดังนี้
เจดีย์มอญ ตั้งอยู่ด้านหน้าวัดติดกับแม่น้ำแม่กลอง ลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงกลมแบบเจดีย์มอญ เจดีย์ประธานมีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงแก้ว ฐานเจดีย์เป็นฐานเขียงถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวหกเหลี่ยม องค์ระฆังรูปทรงคล้ายจอมแห มีการตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นสังวาลและการทาสี ส่วนยอดเป็นปล้องไฉนขนาดใหญ่ ปลียอดมีลวดลายปูนปั้นประดับบนสุดมีฉัตรโลหะปักอยู่ เจดีย์บริวารเป็นเจดีย์ขนาดเล็กจำนวน ๓ องค์เรียงเป็นแถว ก่ออิฐถือปูนประดับกระเบื้อง ลักษณะรูปทรงคล้ายกับเจดีย์ประธาน แต่บริเวณองค์เจดีย์ไม่มีลวดลายปูนปั้นตกแต่ง
อุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูน มีซุ้มประตูทางเข้า ๑ ด้าน ซุ้มประตูเป็นทรงเจดีย์ขนาดใหญ่ เสาซุ้มเป็นเสาสี่เหลี่ยมมีลวดลายปูนปั้นตกแต่งหัวเสา ยอดซุ้มด้านบน ทำเป็นลักษณะคล้ายหน้าบันขนาดใหญ่ มีกรอบเป็นรูปพญานาคพ่นน้ำหันหน้าออกด้านละ ๑ ตัว ตรงกลางมีลวดลายดอกไม้ตกแต่ง มีลายปูนปั้นเป็นอักษร “พ.ศ. ๒๔๖๙” ยอดบนสุดเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก อุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องมีชายคาปีกนกโดยรอบรองรับโครงหลังคาด้วยเสาปูนสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ช่อฟ้าใบระกาไม้ประดับกระจก หน้าบันปูนปั้นลวดลายเรขาคณิตระบายสีคล้ายรูปมังกร ฐานอุโบสถเป็นฐานบัว ผนังด้านหน้ามีประตูทางเข้า ๒ ประตูสองข้าง
กรอบประตูเขียนเป็นรูปซุ้ม บานประตูเป็นไม้ มีภาพเขียนสีเป็นทวารบาลรูปยักษ์ยืนถืออาวุธเหยียบอยู่บนสัตว์พาหนะ บนผนังด้านหน้าอุโบสถมีภาพจิตรกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนบนจะเป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ด้านข้างซุ้มประตูทั้งสองด้าน และระหว่างกลางแบ่งเป็นช่องสี่เหลี่ยมเขียนภาพพุทธประวัติตอนต่างๆ มีอักษรจารึกว่า “หลงพ่อแดง มีจิตศรัทธาได้ทร่างไว้ในศาสนา” ผนังอุโบสถด้านหลังทึบ ผนังด้านข้างมีหน้าต่างด้านละ ๓ บาน บานหน้าต่างไม้มีภาพ เขียนสีเป็นทวารบาลรูปยักษ์ยืนถืออาวุธเหยียบอยู่บนพาหนะ หันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ ที่กรอบหน้าต่างด้านบนจะมีอักษรรามัญจารึกไว้ ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูป
อุโบสถหลังนี้ ได้พบหลักฐานการก่อสร้างโดยปรากฏอยู่ในใบลานภาษามอญ ซึ่งเป็น เรื่องเกี่ยวกับการสร้างโบสถ์วัดม่วง พระอุ่น สิริภัทโท แห่งวัดม่วง ได้เรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดยลงท้ายว่า“ นายเนิดได้จารลงไว้ในใบลาน เป็นประวัติการเริ่มสร้างโบสถ์วัดม่วง เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้ระลึกนึกถึงบุญกุศลของปู่ย่าตายายที่ได้สร้างกันมา ๑๒๔๗ เดือน ๘ แรม ๒ ค่ำ เวลาบ่าย ๓ โมง เป็นปี ๘ สอง ๘” ตัวเลข ๑๒๔๗ เป็นปีจุลศักราช ซึ่งตรงกับพุทธศักราช ๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยข้อความที่จารในใบลานกล่าวว่า “ริเริ่มถากถางสถานที่จะสร้างพระอุโบสถ ปีจุลศักราช ๑๒๔๖ ในปีวอก เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ วันอังคาร มีพระอาจารย์เจ้าอาวาส ชื่อว่า กจจนามภิกขุ ชื่อในสัญญาบัตร สมณศักดิ์ พระครูชัยคีรีศรีสวัสดิ์ เป็นเจ้าอาวาสสมัยนั้น………
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าอุโบสถวัดม่วง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และอาจจะได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ตามอักษรที่ระบุไว้ที่ซุ้มประตูกำแพงแก้ว
นอกจากนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วงมีการเก็บรวบรวมหนังสือคัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย ซึ่งจารึกข้อความด้วยภาษามอญ ภาษาบาลี ภาษาเขมร ไว้มากกว่า ๕,๐๐๐ ผูก คัมภีร์ส่วนใหญ่ระบุว่าจารที่วัดม่วง เรื่องราวส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม กฎหมาย ประวัติสถานที่ ประวัติบุคคล วรรณคดี และตำราต่างๆ โดยมีการระบุศักราชการจารอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางจนถึงปัจจุบัน คัมภีร์เหล่านี้จะมีแผ่นไม้ปะกับคัมภีร์ซึ่งมีการตกแต่งอย่างงดงาม เช่น การประดับมุก การเขียนลายทอง และการลงรัก เป็นต้น
เรียบเรียง : นางจิรนันท์ คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการ
สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.147/13ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 51 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 90 (377-391) ผูก 13 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺมปทฎกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.129/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 4.8 x 50 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 75 (275-287) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : ธฺมมปทวณฺณนา ธฺมฺมปทฎฺฐกถา ขุทฺกนิกายฎฺฐกถา (ธมฺมบท)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.16/1-6
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 27 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 45 (ต่อ) ชื่อผู้แต่ง : -ปีที่พิมพ์ : 2511 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภาจำนวนหน้า : 340 หน้า สาระสังเขป : ประชุมพงศาวดารเป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องเก่าๆ ที่มีสาระและคำอธิบายของผู้มีความรู้ในวิชาดังกล่าวไว้โดยละเอียด โดยประชุมพงศาวดารเล่ม 27 ภาคที่ 45 เล่มนี้ เป็นการอธิบายเรื่องทูตไทยไปประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2400
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำดยุคโยฮันอัลเบิร์ตแห่งเม็คเคลนบวร์ก เสด็จขึ้นพลับพลา เพื่อทอดพระเนตรการตรวจพลสวนสนามของทหารในกรุงเทพฯ วันที่ ๒๙ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒)
สารคดี ๑๑๒ ปี ไพรัชไมตรี ณ เมืองเพชรบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตอนที่ ๗ การรับเจ้า และเสด็จเมืองเพชรบุรี การเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรีของดยุคโยฮันอัลเบิร์ต ผู้สำเร็จราชการเมืองบรันซวิก และดัชเชสอลิสซาเบธ สโตลเบิร์ก รอตซาลา พระชายา มีรายละเอียดอยู่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๖ วันที่ ๖ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘
เรื่อง “การรับดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์ ผู้สำเร็จราชการ เมืองบรันซวิก” ดังนี้“การรับดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์
ผู้สำเร็จราชการเมืองบรันซวิก
.................................................................
ดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์เมืองเมกเคลนเบิกชเวริน ซึ่งเปนพระอาว์ของแกรนดุ๊กเมกเคลนเบิกชเวรินองค์ประจุบันนี้ เคยเข้ามาเฝ้าที่กรุงเทพฯประมาณ ๒๗ ปีมาแล้ว ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนิรประพาศยุโรปครั้งแรก ได้เปนริเยนต์ผู้สำเร็จราชการเมืองชเวริน ในเวลาที่แกรนดุ๊กพระหลานยังเยาว์ ได้เชิญเสด้จพระราชดำเนิรเยี่ยมเมืองชเวริน เสด็จประทับอยู่ใน
พระราชวังเมืองชเวรินเปนหลายราตรี ได้จัดการรับเสด็จโดยความจงรักภักดีเปนอันมาก ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนิรประพาศยุโรปครั้งนี้ประจวบเวลาซึ่งดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์ได้รับตำแหน่งเปนริเยนต์ผู้สำเร็จราชการเมืองบรันซวิก เชิญเสด็จพระราชดำเนิรไปประทับในพระราชวังเมืองบรันซวิกหลายราตรี ได้จัดการรับเสด็จโดยความจงรักภักดีอีกครั้งหนึ่ง ได้ทรงสนิทคุ้นเคยกับดุ๊กทั้งสามคราวที่ได้เฝ้าแลประทับอยู่ด้วยนั้น ดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์แลดัชเชสอิลิซาเบตพระชายาซึ่งได้ทรงคุ้นเคยเหมือนพระสามี ได้กำหนดว่าจะเข้ามาเฝ้าเยี่ยมตอบถึงกรุงเทพฯ ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนิรประพาศครั้งแรกกับครั้งหลัง ถึงสองคราว แต่ผเอิญดัชเชสพระชายาประชวรมากทั้งสองคราวไม่เปนปรกติ จนเลยสิ้นพระชนม์เสียเมื่อปีกลายนี้ บัดนี้ดุ๊กโยฮันอัลเบรกต์เห็นเปนช่องที่จะเข้ามาเฝ้าเยี่ยมตอบถึงกรุงเทพฯ ได้ จึงกำหนดจะออกจากเมืองเยนัววันที่ ๓๐ เดือนธันวาคมตรงมายังกรุงเทพฯ และจะพาปรินเซสอลิซาเบตสโตลเบิกรอซซะลา ซึ่งทรงกระทำอาวาหมงคลใหม่มาเยี่ยมกรุงสยามเปนเมืองแรกด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการรับรองอย่างพระราชสัมพันธมิตร์อันได้คุ้นเคยกันนั้น กำหนดดุ๊กจะถึงกรุงเทพฯ วันที่ ๒๖ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๘..."
ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มกราคม ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม เป็นการจัดรับเสด็จดยุคโยฮันอัลเบิร์ต และคณะอยู่ในพระนคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรอรับดยุคฯ ที่ท่าราชวรดิฐ และทรงพาไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่ง ณ ที่นั้นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน รอรับเสด็จอยู่ ก่อนจะทรงพาดยุคฯ และคณะไปยังพระราชวังสวนดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้ประทับที่อุดรภาค อันตั้งอยู่ต่อเนื่องกันกับพระที่นั่งอัมพรสถาน
การรับเสด็จในพระนครประกอบด้วย การนำดยุคฯและคณะทอดพระเนตรสถานที่สำคัญ อาทิ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ช้างเผือกยืนโรงในพระบรมมหาราชวัง เรือพระที่นั่งไชย เรือพระที่นั่งศรี และเรือพระที่นั่งกราบพายถวายทอดพระเนตรที่ท่าวาสุกรี ทอดพระเนตรวัดอรุณราชวรารามและประทับเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรคลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการสวนสนามของทหารในกรุงเทพฯ ที่สนามหน้าพระราชวังดุสิต และจัดให้มีการซ้อมรบของทหารที่บริเวณทุ่งพญาไทจัดถวายดยุคฯ ทอดพระเนตร ในช่วงกลางคืนมีการเลี้ยงรับรอง ทั้งงานเต็มยศที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และวังเจ้านายเช่น วังบางขุนพรหม และยังจัดให้มีการทอดพระเนตรละครปรีดาลัย ซึ่งเป็นนิยมอย่างมากในขณะนั้น รวมถึงทอดพระเนตรงานวัดเบญจมบพิตรอันเป็นงานใหญ่ของพระนครอีกด้วย
ครั้นถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ดยุคโยฮันอัลเบิร์ต ดัชเชสอลิสซาเบธ รอตซาลา พระชายา และคณะ เดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา ดังนี้
"...วันที่ ๓๑ มกราคม เวลาเช้า ๕ โมงครึ่ง เจ้าเสด็จโดยรถยนตร์ไปเสด็จลงเรือยนตร์ที่ท่าวาสุกรี นายพลตรีพระยาสุรเสนา กับพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร ตามเสด็จไปส่งเจ้าที่สถานีบางกอกน้อย เสด็จขึ้นรถไฟไปประพาศเมืองเพ็ชร์บุรี ถึงเมืองเพ็ขร์บุรีเวลาบ่าย ๔ โมง พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสด็จล่วงน่ามาคอยรับเจ้าเสด็จโดยรถยนตร์ไปเสด็จขึ้นเก้าอี้หาม ขึ้นพักบนพระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์บนพระนครคีรี
เวลา ๒ ทุ่ม เสวยบนพระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์ เวลา ๔ ทุ่มทอดพระเนตร์การจุดดอกไม้เพลิง แล้วเสด็จขึ้น
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าโมงครึ่ง เจ้าเสด็จทอดพระเนตร์ยอดพระเจดีย์แลถ้ำเพิงถ้ำพัง เวลา ๓ โมงเช้า เสด็จกลับเสวยเช้าที่พระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์ เวลาบ่ายโมงหนึ่งเสวยกลางวัน
เวลาบ่าย ๔ โมงครึ่ง เสด็จออกรับราษฎรแลทอดพระเนตร์สรรพกีฬา แล้วเสวยน้ำชาบนพลับพลาที่ชายเขา เวลา ๒ ทุ่มเสวยที่พระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์
วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าโมงครึ่ง เสด็จทอดพระเนตร์วัดพระนอน แล้วเสด็จโดยรถยนตร์ไปที่เขาบรรไดอิฐ ประพาศในถ้ำเขาบรรไดอิฐแล้ว เสด็จโดยรถยนตร์ถึงบ้านปืน เสวยอาหารที่พลับพลาบ้านปืน เสวยแล้วเสด็จลงประทับเรือแม่ปะขึ้นไปตามลำแม่น้ำ เวลาเที่ยงเสด็จกลับ เรือล่องลงมาขึ้นที่ท่าหลังจวนเมืองเพ็ชร์บุรี เสด็จทรงรถยนตร์ขึ้นไปบนพระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์ เวลาบ่ายประพาศบนเขาแล้วทอดพระเนตร์กัดปลา เวลา ๒ ทุ่มเสวยอาหารค่ำที่พระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ เวลาเช้าเสด็จโดยกระบวนรถม้าจากเชิงเขาเสด็จประพาศถ้ำเขาหลวง แล้วถ่ายรูปหมู่ในระหว่างทางถนนรถไฟ ประพาศในถ้ำเขาหลวง ถ่ายรูปหมู่ในถ้ำเขาหลวงแลถ่ายรูปเฉภาะเจ้าชายกับเจ้าหญิงในถ้ำเขาหลวงด้วย แล้วเสด็จกลับโดยรถยนตร์ไปลงเรือข้ามฟาก เสด็จทอดพระเนตร์วัดสุวรรณารามแล้วเสด็จกลับพระที่นั่งเพ็ชร์ภูมิ์ไพโรจน์ เวลาบ่าย ๔ โมงครึ่ง ถ่ายรูปหมู่ที่เชิงอัฒจันท์พระที่นั่ง บ่าย ๕ โมงทอดพระเนตร์จุดลูกหนูที่พลับพลาเชิงเขาแล้วเสวยน้ำชา ที่นั้น เวลาพลบค่ำเสด็จโดยรถยนตร์ประพาศบ้านลาวเวียงคอยทอดพระเนตร์การส่งของ แลรับของถวายของพวกทรงดำ แล้วเสด็จกลับมาขึ้นพระนครคีรี เวลา ๒ ทุ่มเสวยบนพระที่นั่งเพ็ชรภูมิ์ไพโรจน์
วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ เวลาเช้างโมงเศษ เสด็จออกจากพระนครคีรีโดยรถยนตร์ ผ่านตลาดในเมือง เสด็จขึ้นรถไฟที่สถานี รถไฟออกจากสถานีเมืองเพ็ชร์บุรีเวลาเช้า ๒ โมง เสวยอาหารเช้าในรถไฟ เวลาเที่ยงถึงสถานีบางกอกน้อย เสด็จประทับเรือยนตร์มาเสด็จขึ้นรถพระที่นั่งกลับพระราชวังดุสิต...”
หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ในระหว่างที่ดยุคโยฮันอัลเบิร์ตและพระชายาประทับอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ความว่า
“...ในเวลาที่เจ้าประทับอยู่ที่เมืองเพชรบุรี เวลาเสด็จไปไหน ประพาสที่ไหน ข้าพเจ้าต้องไปด้วยทุกแห่ง จนเป็นที่คุ้นเคยกับดุ๊กแลดัชเชสส์มาก ดุ๊กได้ประทานกลักลงยาบรรจุขวด ๓ ใบแก่ข้าพเจ้า ส่วนหญิงพูนประทานตลับลงยา ๑ ใบ เสด็จพ่อทรงจัดไม้เท้าศีรษะทองคำให้ข้าพเจ้าถวายดุ๊กแลกระเช้าเงินให้ดัชเชสส์ ดุ๊กทรงถือไม้เท้าที่เสด็จพ่อถวายเสมอ เรือแม่ปะที่เจ้าเสด็จลง เสด็จพ่อประทานชื่อว่าเรือบรันซวิก เมื่อเสด็จเที่ยวบ้านลาวคอย เขาเล่นดนตรีถวายโดยเฉพาะเลือกเอาเพลง “ดิเฮนริบไบรท์” ซึ่งเป็นเพลงฝรั่ง เราออกจะอายเขา ที่พวกลาวโซ่งแกอวดว่าแกเล่นเพลงฝรั่งได้ดุ๊กตรัสถามว่าชื่อเพลงอะไร พวกลาวก็ทูลว่าเป็นเพลงฝรั่ง เราก้ต้องพูดว่าเป็นเพลงฝรั่ง ตอนเสด็จเที่ยวเขาหลวงต้องขี่ม้ากันทุกคน ข้าพเจ้าขี่อานไขว้ไม่เป็น ต้องขึ้นอานคร่อมเพราะเคยหัดขี่อย่างนั้น ดัสเชสส์ทรงอานไขว้รู้สึกว่าออกจะเหนื่อยมาก ในการรับเจ้าที่เมืองเพชรบุรี เวลาไปเที่ยวหรือเสวยบนพระที่นั่งก็ต้องไปร่วมโต๊ะเสวยด้วยทุกที กลับมาที่พักต้องดูการจัดดอกไม้ทุกวัน...”
พระยาอานุภาพไตรภพ (จำรัส เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา) ผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยแห่งจักรวรรดิเยอรมัน ขณะนั้นรับราชการเป็นนายร้อยเอก ราชองครักษ์พิเศษในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในบรรดาศักดิ์ที่ หลวงอภิบาลภูวนารถ ได้รับพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์ดยุคโยฮันอัลเบิร์ต และพระชายา ได้บันทึกไว้สั้นๆ ถึงเหตุการณ์คราวนั้นว่า
“...ในคราวที่ดุ๊กและดัชเช็สโยฮันอัลเบร็ชแห่งบรันสวิกประเทศเยอรมันนี เข้ามาเยี่ยมพระราชสำนักสยาม โปรดเกล้าฯ ให้ร้อยตรีจำรัสเป็นราชองครักษ์พิเศษ มีหน้าที่ชั้นต้นเป็นองครักษ์ประจำเจ้าทั้งสององค์ตลอดเวลา... และพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ประดับตราไฮริชแดร์ลือเวของแคว้นบรันสวิคได้ด้วย...”
ภาพประกอบ ลิขสิทธิ์เป็นของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ดยุคโยฮันอัลเบิร์ตฯ ดัชเชสอลิสซาเบธรอตซาลา พระชายา หม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม และหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล พันโท หลวงจัตุรงควิไชย (เตี้ยม บุนนาค) ร้อยเอก หลวงอภิบาลภูวนารถ (จำรัส เทพหัสดิน ณ อยุธยา) พร้อมด้วยคณะของดยุคฯ ฉายร่วมกันด้านหน้าถ้ำเพิง ถ้ำพัง บนเขามหาสวรรค์ เมืองเพชรบุรี วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒)คณะของดยุคโยฮันอัลเบิร์ตและพระชายา พร้อมด้วยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ ขณะกำลังเดินทางด้วยกระบวนม้า จากพระนครคีรีไปยังถ้ำเขาหลวง วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒)ดัชเชสอลิสซาเบธ รอตซาลา และดยุคโยอันอัลเบิร์ต ขณะกลำังเสด็จขึ้นรถไฟพระที่นั่ง ที่สถานีรถไฟเพชรบุรี มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ และพระธิดาทั้งสอง พร้อมด้วยทหารกองเกียรติยศ แตรวง ธงประจำกองตลอดจนข้าราชการกรมการเมืองเพชรบุรี ส่งเสด็จ เช้าวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ รัตนโสกินทรศก ๑๒๘ (พุทธศักราช ๒๔๕๒)
ชื่อเรื่อง วินัยฮอม(วินัยฮอม)
สพ.บ. 404/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก เทศน์มหาชาติ คาถาพัน
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นายเกษม ปัณฑรางกูร ณ เมรุวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฏิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา วันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๒