ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,842 รายการ

          “กา” ภาษาสันสันกฤต คือ กากะ (काक) มาจากเสียงร้องของอีกา ถือเป็นสัตว์นำโชคร้าย ตามคติของอินเดีย ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากสีกาย อันเป็นสีดำสนิท หรือจากนิสัยขี้ขโมยของอีกา เชื่อว่ากากะเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของคนตาย ทางประติมานวิทยาสัมพันธ์กับเทพ เทวี แห่งเคราะห์ร้าย ความอับโชค และความอัปลักษณ์ จัดเป็นสัตว์พาหนะของพระศนิ (Śani) หรือพระเสาร์ (Saturn) ซึ่งเป็นดาวแห่งบาปเคราะห์ และปรากฏบนธง (กากะธวัช-Kākadhvaja) ประจำองค์ อลักษมี (Alakṣmī) หรือ ชเยษฐา (Jyeṣṭhā) หรือ ธูมาวตี (Dhūmāvatī) เทวีแห่งความอัปมงคล ------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : เด่นดาว ศิลปานนท์ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ------------------------------------------อ้างอิง 1. Gösta Liebert, Iconographic Dictionary of the Indian Religions Hinduism-Buddhism-Jainism (Leiden: E.J. Brill, 1976), 116. 2. Margaret Stutley, The illustrated dictionary of Hindu iconography (London : Routledae & Kegan Paul, 1985), 62.






ชื่อผู้แต่ง        นางบุญชู ศรีผ่อง ชื่อเรื่อง          สภาพเมืองนรกและคำถวายดอกธูปเทียน วันมาฆะ วิสาขะ อาสาฬหะ กับคำถวายทานบางส่วน ครั้งที่พิมพ์      - สถานที่พิมพ์  `ธนบุรี สำนักพิมพ์      โรงพิมพ์วิธานพานิช ปีที่พิมพ์         ๒๕๑๑ จำนวนหน้า     ๔๒ หน้า หมายเหตุ       พิมพ์เป็นบรรณาการในงานฌาปนกิจศพ เจ้าอธิการรุ่ง จนทสโร ณ เมรุวัดควนนิมิตร อำเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง วันที่ ๑๔ ๑๕ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๑                    หนังสือเรื่องสภาพเมืองนรกเล่มนี้ ได้เขียนถึงสภาพของเมืองนรกที่ผู้เขียนได้ประสบมาด้วยตนเอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕ มีเหตุผลตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึงเรื่องนรกและสวรรค์ นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องคำบูชาในวันมาฆะ วิสาขะ และอาสาฬหะ  


เลขทะเบียน : นพ.บ.114/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  34 หน้า ; 4.5 x 53 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ฉลากไม้ไผ่ชื่อชุด : มัดที่ 64 (197-203) ผูก 6 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปกรณาภิธมฺม (ธมฺมสงฺคิณี-มหาปฎฺฺฐาน)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.146/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  48 หน้า ; 4.7 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 89 (373-376) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันขันธ์ (8 หมื่น)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.98/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  54 หน้า ; 5 x 57 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 57 (140-153) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : ปรมตฺถมญฺชุสาอภิธมฺมตฺถสงฺคหนวฎีกาปรมัตถมัญชุสาร-อนุฎีกาอภิธัมมัตถสัคหะ)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



ก สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.15/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ความเมืองเรื่องเขาพระวิหาร ชื่อผู้แต่ง : ประหยัด ศ. นาคะนาทปีที่พิมพ์ : 2505 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : สาส์นสวรรค์จำนวนหน้า : 1,134 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารเป็นที่สนใจของคนไทยแทบทุกคน ผู้ประมวลจึงใคร่จะเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมด หรือส่วนมากเท่าที่จะหาได้ มีทั้งหมดสิบบท ทั้งประวัติความเป็นมา สถานที่ตั้งเขาพระวิหาร รวมถึงคำพิพากษาของศาลโลก โดยจะประมวลเอาแต่ข้อเท็จจริงล้วนๆ และหลีกเลี่ยงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้ประมวล


องค์ความรู้ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร  เรื่อง โบราณสถานในจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอัธยาศัยโปรดฯ ในการเสด็จประพาสทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง การเสด็จประพาสหัวเมืองใหญ่น้อยในประเทศนั้นมีจุดประสงค์เพื่อทรงตรวจราชการและสำรวจทุกข์สุขของราษฎรเป็นหลัก  บางคราวก็เสด็จไปเพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ จึงไม่โปรดฯ ให้จัดการรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ไม่ให้มีท้องตราสั่งหัวเมืองให้จัดทำที่ประทับแรม ณ ที่ใดๆ ไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า และไม่มีพระประสงค์ที่จะแสดงพระองค์ให้ผู้อื่นรู้จัก กำแพงเพชรมีโบราณสถานขนาดใหญ่น้อยเป็นจำนวนมากทั้งภายในเมืองและนอกเมือง เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรทางชลมารค ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๗ สิงหาคม ๒๔๔๙ พระองค์ทรงถ่ายรูปบุคคล วัดวาอาราม โบราณสถาน และสถานที่ต่างๆ ของเมืองกำแพงเพชร แล้วทรงมีพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องเสด็จประพาสต้นไว้ด้วย ลำดับการเสด็จประพาสต้นโบราณสถานต่างๆ ในจังหวัดกำแพงเพชร ๒๒ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จทอดพระเนตรเมืองไตรตรึงษ์ ทรงแวะวัดวังพระธาตุ และวัดเจดีย์เจ็ดยอด  ๒๓ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จประพาสในเมืองเก่ากำแพงเพชร ได้แก่ กำแพงเมือง ประตูบ้านโนน ป้อมเจ้าจันทร์ วัดพระแก้ว สระมน ศาลพระอิศวร  ๒๔ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จประพาสตอนเหนือของเมืองเก่ากำแพงเพชร ได้แก่ ป้อมเพชร ประตูสะพานโคม วัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ วัดอาวาสใหญ่  ๒๕ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชรฝั่งนครชุม ทอดพระเนตรวัดพระบรมธาตุ  ๒๖ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จประพาสวัดเสด็จ และวัดคูยาง บรรณานุกรม - พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. เสด็จประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๕. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พลับลิชชิ่ง, ๒๕๔๗.


ชื่อเรื่อง           นามประพันธ์นักเขียนไทยที่ใช้ในบัตรรายการของหอสมุดแห่งชาติ ชื่อผู้แต่ง          หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร. ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ ๕ แก้ไขเพิ่มเติม สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       กรมศิลปากร ปีที่พิมพ์          ๒๕๒๙ จำนวนหน้า       ๒๑๒ หน้า                       เป็นคู่มือทำเนียบนามนักประพันธ์ นักเขียนไทย ที่ใช้ในบัตรรายการของ หอสมุดแห่งชาติ โดยในครั้งนี้ ได้จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๕ เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเป็นคู่มือในการค้นคว้าให้ทราบนามจริงของผู้แต่ง โดยบอกนามแฝงและนามจริงของนักประพันธ์ทั้งหมด ๒,๒๘๖ ชื่อ เรียงลำดับตามพจนานุกรม อักษร ก - ฮ        



        โบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีปราสาทประธาน 3 หลัง เรียงกันตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ปราสาททั้ง 3 หลัง มีประตูทางเข้าเฉพาะด้านทิศตะวันออก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้มีบรรณาลัยตั้งอยู่ ศาสนสถานถูกล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว และคูน้ำเว้นทางเข้าตามแนวแกนทิศด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก ใช้วัสดุศิลาแลงและหินทราย ทั้งนี้ ปรากฏภาพสลักทับหลังที่น่าสนใจ ที่ติดกับตัวงปราสาท จำนวน 6 ชิ้น ดังนี้           ชิ้นที่1 ทับหลังปราสาทหลังกลาง สลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ประทับนั่งในท่ามหาราช (นั่งชันเข่า) ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันออก ประทับยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล          ชิ้นที่ 2 ทับหลังปราสาทหลังทิศเหนือ สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า อยู่ในกรอบซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล          ชิ้นที่ 3 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศใต้ สลักภาพบุคคลไว้เครา ประทับนั่ง ขนาบข้างด้วยสตรี ซ้ายและขวา ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล          ชิ้นที่ 4 ทับหลังบรรณาลัยด้านทิศเหนือ สลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า มือขวาถือดาบ อยู่ในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาล คายท่อนพวงมาลัย ขนาบด้วยสิงห์มือจับท่อนพวงมาลัย สันนิษฐานว่าเป็นเทพผู้ปกปักรักษาศาสนสถานแห่งนี้          ชิ้นที่ 5 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก สลักภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ เหนือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล          ชิ้นที่ 6 ทับหลังฝั่งตะวันออกของโคปุระด้านตะวันตก สลักภาพพระวรุณทรงหงส์ ซึ่งเป็นเทพประจำทิศตะวันตก ยืนอยู่เหนือหน้ากาล ห้อมล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา ซึ่งเป็นพรรณพฤกษาที่ออกมาจากปากของหน้ากาล          จากรูปแบบศิลปกรรมของภาพสลักทับหลัง มีลักษณะคล้ายกับทับหลังศิลปะเขมร แบบาปวน จึงกำหนดอายุสมัยโบราณสถานกู่พราหมณ์จำศีล มีอายุอยู่ในช่วง ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16           หลายคนคงสงสัยว่า ทับหลังแบบบาปวน ดูจากอะไร? ขอให้ทุกคนสังเกต โครงสร้างหลักของทับหลังแบบบาปวน คือ หน้ากาลอยู่กึ่งกลางด้านล่างของทับหลัง เหนือหน้ากาลมีรูปบุคคล ซึ่งอาจมีพาหนะหรือไม่ก็ได้ หน้ากาลคายท่อนพวงมาลัยวกขึ้นแล้วตกลงเป็นกรอบสี่เหลี่ยม ใต้ท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ม้วน เหนือท่อนพวงมาลัยเป็นใบไม้ตั้ง ทั้งนี้อาจมีรูปแบบอื่นปรากฏ เช่น สลักเป็นภาพเล่าเรื่อง นั่นเอง           ติดกันด้านทิศเหนือ ยังมี ปราสาทนางรำ ซึ่งเป็น โบราณสถานประเภท “อโรยคศาล” หรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาล ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ด้วยนะครับ หากมีโอกาส ลองแวะเวียนไปเยี่ยมชมกันดูนะครับ ทั้งนี้ “กู่พราหมณ์จำศีล” และ “ปราสาทนางรำ” เป็นร่องรอยหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบริเวณเป็นชุมชนโบราณที่มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก มาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 โดยมีศาสนสถานขนาดใหญ่ อย่างกู่พราหมณ์จำศีล เป็นศาสนสถานประจำชุมชน และในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 จึงมีดำริให้สร้างโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงกัน----------------------------------------------------ข้อมูลโดย : นายวรรณพงษ์ ปาะละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา----------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง -กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 1. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร. 2535 -รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน. 2551.


black ribbon.