ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,454 รายการ

             กรมศิลปากรขอเชิญผู้สนใจร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ ๒ - ๘ เมษายน ๒๕๖๘ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีกิจกรรมประกอบด้วย การเสวนาทางวิชาการ เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ และการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี เวลา ๑๘.๐๐ น. ณ เวทีกลางแจ้ง มีการแสดงที่น่าสนใจมากมาย              โดยในวันอาทิตย์ที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๕.๐๐ น. รับฟังการเสวนา เรื่อง "สหวิทยาการงานช่าง : เจดีย์ยักษ์ วัดพระยาทำ" โดยวิทยากร ๕ ท่าน ได้แก่ ๑.นายฤทธิเดช ทองจันทร์ นักวิชาการช่างศิลป์เชี่ยวชาญ ๒.นายสมัคร ทองสันท์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส ๓.นางจิรนันท์ คอนเซพซิออน นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ ๔.นางกิริยา ชยะกุล สิทธิวัง นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการพิเศษ ๕.ดร.สายจิต ดาวสุโข ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ และผู้ดำเนินรายการ นายปฏิวัติ ทุ่ยอ้น สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม ทั้งนี้ สามารถรับชมการถ่ายทอดสด ผ่าน Facebook live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม หรือ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร               และในเวลา ๑๘.๐๐ น. รับชมรายการแสดง ๑. การบรรเลงวงปี่พาทย์เสภา โหมโรงเพลงประสิทธิ์ประสาทพร ๒. รำอาศิรวาทราชสดุดีจักรีวงศ์ ๓. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดศึกอสุรกำปั่น - พรหมาสตร์ นำแสดงโดยศิลปินสำนักการสังคีต กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต                นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังได้นำตัวอย่างของที่ระลึกจากต้นทุนทางวัฒนธรรม โดยสำนักช่างสิบหมู่ ได้ดำเนินโครงการออกแบบและจัดทำของที่ระลึกของกรมศิลปากร ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมจากแหล่งเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผ่านการศึกษา วิเคราะห์สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม ออกมาให้ประชาชนได้เลือกซื้อเลือกชมกันอีกด้วย ----------------------------------------------- ข้อมูลการเสวนาและการแสดง https://www.finearts.go.th/promotion/view/56210-ชวนร่วมงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย-รับฟังการเสวนาทางวิชาการ-และชมการแสดงนาฏศิลป์---ดนตรี-วันที่-๒---๘-เมษายนนี้


            วันพุธที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวการจัดนิทรรศการพิเศษ ภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ชุด หอพระสมุดวชิรญาณ ครั้งที่ ๓ Glass Plate Negatives: Circles of Centres โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน และนายนิติกร กรัยวิเชียร ผู้แทนมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าว            ฟิล์มกระจก เป็นเอกสารจดหมายเหตุประเภทโสตทัศนวัสดุ เป็นฟิล์มชนิดหนึ่งที่มีภาพในลักษณะเนกาทีฟและโพสซิทีฟปรากฏบนแผ่นกระจก เป็นหนึ่งในวิทยาการด้านการถ่ายภาพที่นิยมในช่วงพุทธศักราช ๒๓๙๕ - ๒๔๗๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๐ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้ฟิล์มกระจกและภาพถ่ายต้นฉบับจากฟิล์มกระจก ชุด หอพระสมุดวชิรญาณ เป็นมรดกความทรงจําแห่งโลก (Memory of the World) ในฐานะที่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรม ผ่านมุมมองของผู้ถ่ายภาพ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ บุคคล สถานที่ และเหตุการณ์สำคัญในอดีต มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เป็นของแท้ดั้งเดิมและมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถหาสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้             นิทรรศการพิเศษ Circles of Centres เป็นความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิส่งเสริมการถ่ายภาพ โดยมีท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน เป็นภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการโครงการ ได้รวบรวมภาพถ่ายจากฟิล์มกระจก ชุด หอพระสมุดวชิรญาณ จำนวน ๘๔ ภาพ นำมาจัดแสดงโดยได้รับแรงบันดาลใจจากโรล็องด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส Circles of Centres คือการบันทึกช่วงเวลาอันโดดเด่นในประวัติศาสตร์สยาม ภาพถ่ายส่วนใหญ่มาจากช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ ทรงนำพาประเทศผ่านความสับสนของยุคเปลี่ยนผ่าน สะท้อนภาพชีวิตอันหลากหลายของพระองค์ ไม่เพียงในกรุงเทพฯ แต่ยังรวมถึงการเสด็จประพาสหัวเมืองสยาม อันเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป ตั้งแต่ประจวบคีรีขันธ์ไปถึงสงขลา เรื่อยไปจนถึงรัฐสุลต่านต่าง ๆ ทางตอนใต้ เช่น ตรังกานู และอื่น ๆ              ทั้งนี้ ได้กำหนดจัดพิธีเปิดนิทรรศการฯ ในวันพุธที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ แล้วจึงเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม - ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘ (ปิดวันจันทร์) เวลา ๑๐.๐๐ – ๒๐.๐๐ น. ณ ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น ๙ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.nat.go.th หรือโทรศัพท์ ๐ ๒๒๘๑ ๑๕๙๙ ต่อ ๒๒๘-------------------------------------------ตัวอย่างภาพส่วนหนึ่งในนิทรรศการภาพ : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสรงมูรธาภิเษกสนาน ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2448 ณ มณฑปพระกระยาสนาน ที่ชาลาข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ภาพ : พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการในพระราชสำนัก แต่งกายเต็มยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม   ภาพ : การพระกุศลพระชนมพรรษา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ครบ 65 พรรษา เสมอด้วยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ พระชนก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2466 ภาพ : กระบวนวอของหม่อมและพระธิดาที่ตามเสด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย กำลังข้ามแม่น้ำปัตตานี นอกเมืองยะลา ระหว่างเสด็จตรวจราชการมณฑลปักษ์ใต้ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พุทธศักราช 2449 ภาพ : ช้างพระที่นั่งของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ระหว่างเสด็จตรวจราชการมณฑลปักษ์ใต้ ด้านหลังเห็นวอของหม่อมและพระธิดาที่ตามเสด็จ ถ่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม พุทธศักราช 2449 ภาพ : ปากถ้ำพระพุทธโฆษาจารย์ ถ้ำที่อยู่สูงขึ้นไปเหนือหมู่กุฏิวัดมหาสมณาราม พระนครคีรี เมืองเพชรบุรี ถ่ายเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลราชบุรี วันที่ 13 กันยายน พุทธศักราช 2452  


ชื่อเรื่อง : อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพคุณสอน บุนนาค ณ วัดเทพศิรินทราวาส 31 มีนาคม 2509 หัวเรื่อง : สอน บุนนาค, 2434-2508             อาหารไทย             การจัดดอกไม้ คำค้น : - รายละเอียด : หนังสือจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพคุณสอน บุนนาค ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2509 ผู้แต่ง : จงจิตรถนอม ดิศกุล, หม่อมเจ้าหญิง, 2429-2521         แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักพิมพ์/โรงพิมพ์ : บริการทอง (แผนกการพิมพ์) ปีที่พิมพ์ : 2509 วันที่เผยแพร่ : 24 มิถุนายน 2568 ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : เผดียงศิริ ชัยอัศวรักษ์, บุษกร บุนนาค และอารี อิทธิเกษม ลิขสิทธิ์ :  - รูปแบบ : PDF. ภาษา : ภาษาไทย ประเภททรัพยากร : หนังสืออนุสรณ์งานศพ ตัวบ่งชี้ : - รายละเอียดเนื้อหา : หนังสืออนุสรณ์งานฌาปนกิจศพคุณสอน บุนนาค ภายในเล่มมีภาพและประวัติของผู้วายชนม์ พร้อมคำไว้อาลัยของธิดา เนื้อหารวบรวมตำราอาหารไทยของหม่อมเจ้าหญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล เรื่องการจัดดอกไม้ โดย เผดียงศิริ ชัยอัศวรักษ์ และบุษกร บุนนาค และตำราการปลูกกุหลาบ โดยอารี อิทธิเกษม ซึ่งเคยลงพิมพ์ไว้ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ เลขทะเบียน : น. 68 บ. 79040 จบ. (ร.) เลขหมู่ :    ห         641.59593             อ233    


เลขทะเบียน : นพ.บ.654/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า  ; 4 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 209 (122-134) ผูก 5 (2568)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.707/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 5 x 54 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 225 (290-302) ผูก 5 (2568)หัวเรื่อง : ฎีกาธรรมจักร--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


         พระราชวราภรณ์ (เจิม กนฺตสีโล). ประวัติท่านพระครูพิศิษฐ์อรรถการ (พ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ วัดจันดี) อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน  หมู่ที่ 6 ตำบลละอาย อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : กิเลนการพิมพ์, 2546.         หนังสือเล่มนี้ เรียบเรียงโดยพระราชวราภรณ์ (เจิม กนฺตสีโล) เนื้อหากล่าวถึงชีวประวัติพระครูพิศิษฐ์อรรถการ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า พ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ หรือ พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขัน เป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป 


เอกสารประกอบการบรรยายโครงการอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) กิจกรรมอบรมจัดตั้งเป็นสมาชิกอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม จังหวัดมหาสารคาม โดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ขอเชิญชวนประชาชนไหว้พระขอพรรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ - ๓๑ มกราคม ๒๕๖๙ โดยอัญเชิญพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ออกมาให้ขอพรด้านสุขภาพให้แข็งแรง, พระพิฆเณศ ขอพรให้มีความสำเร็จทุกประการ, พระพุทธรูปปางประทานพร ขอพรอันประเสริฐเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์และวันอังคาร อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย ๒๐ บาท ชาวต่างชาติ ๑๒๐ บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๔๕๑ ๓๒๗๔ Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/surinmuseum.finearts


       สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนยกรบ - ชูกล่องดวงใจ เนื่องในเทศกาลโขนกรุงศรี ปีที่ ๗ วันจันทร์ที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๔๕ น. ณ ลานข้างวัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นำแสดงโดยศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย เอกภชิต  วงศ์สิปปกร นาฏศิลปินอาวุโส, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒


          อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวสงกรานต์วัดไชยฯ ชวนแต่งไทยเข้าวัด ในงาน "สงกรานต์ วัดไชยฯ ปีใหม่ไทยอยุธยา" ระหว่างวันที่ 9 - 13 เมษายน 2569 เวลา 09.00 - 21.00 น. ตลอด 5 วัน 5 คืน ณ โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีกิจกรรมภาคกลางวัน เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ประกอบด้วย           - สรงน้ำพระรับสิริมงคลต้อนรับปีใหม่           - ก่อพระเจดีย์ทราย เสริมสวัสดิมงคล พร้อมกิจกรรมสาธิตมากมาย           - เล่นน้ำ สาดน้ำวิถีไทย           - จับจ่ายตลาดอาหารคลายร้อน อาทิ ข้าวแช่ เมี่ยงคำกลีบบัว ไอติมตัดโบราณ ไอติมหมุน ไอติมหลอดโบราณ น้ำแข็งไส ยี่สุ่นเทศ และตลาดย้อนยุคยามเย็น กว่า 100 ร้าน           และกิจกรรมภาคกลางคืน เวลา 19.00 - 21.00 น. ชมดนตรี รำวงย้อนยุค และการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีการแสดงที่น่าสนใจดังนี้           - วันที่ 9 เมษายน 2569 อ๊อด โฟร์เอส - รำวงย้อนยุค           - วันที่ 10 เมษายน 2569 เพชรในเพลง และวงดุริยางค์สากล สำนักการสังคีต กรมศิลปากร โดยมีศิลปิน หนู มิเตอร์, นัน อนันต์, ใบเฟริ์น, นัท มาลิสา, ผิงผิง           - วันที่ 11 เมษายน 2569 วงไกรลาศ พรภิรมย์            - วันที่ 12 เมษายน 2569 สุนทราภรณ์           - วันที่ 13 เมษายน 2569 วงไกรลาศ พรภิรมย์           อัตราคาเข้าชม แบบตั๋วเดี่ยว ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 80 บาท และอัตราค่าเข้าชม แบบตั๋วรวม (เข้าชมได้ 7 ที่ ได้แก่ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดพระราม วัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ วัดไชยวัฒนาราม วัดมเหยงคณ์ และวัดกุฎีดาว) ชาวไทย 40 บาท ชาวต่างชาติ 300 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 ติดตามข้อมูลกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก “อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park” https://www.facebook.com/AY.HI.PARK -------------------------------------------------- Ticket fee Single ticket 80 baht per person Combine ticket 300 baht person  (7 momuments including Wat Mahathat, Wat Rachaburana, Wat Phra Ram, Wat Phra Si Sanphet and Royal Palace, Wat Chaiwattanaram, Wat Maheyong and Wat Kudi dao)



#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่“พระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยที่พบจากเวียงท่ากาน”เวียงท่ากาน ตั้งอยู่ในเขตบ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวียงหรือเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมมุมมน กว้างประมาณ 500 เมตร และยาวประมาณ 700 เมตร มีลักษณะเป็นคูน้ำ-คันดิน กว้างประมาณ 10-12 เมตร เมืองโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ราบระหว่างหุบเขา เป็นเนินดินสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ห่างจากแม่น้ำปิงราว 3 กิโลเมตร และห่างจากลำน้ำแม่ขานราว 2 กิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ตั้งของเวียงท่ากานจึงมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย“ท่ากาน” สันนิษฐานว่ากร่อนมาจากคำว่า “พันนาทะการ” ซึ่งปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า “เจ้าพญามังรายก็เอาคำปูน 500 ฝากมหาเถรเจ้าไปบูชามหาโพธิ์เจ้าในเมืองลังกาหั้นแล มหาเถรเจ้าทั้งสี่ก็รับคำทั้ง 500 กลับคืนเมืองลังกา แล้วบูชามหาโพธิ์ในลังกา มหาเถรทั้งสี่ตนอธิษฐานว่า ผู้ข้าทั้งหลายจักเอาศาสนาพุทธเข้ามาดลในล้านนา ผิว่าจักก้านกุ้งรุ่งเรืองแท้ ขอหื้อลูกมหาโพธิ์ตกลงเหนือจีวรแห่งตูข้า แค่ว่าอั้นลูกมหาโพธิ์ตกลงมาเหนือผ้าจีวรแห่งข้าเจ้าตนและลูกมหาเถรทั้งสี่ก็เอามหาโพธิ์ใส่ในบาตรแห่งตน ลูกมหาโพธิ์ก็งอกออกทั้งสี่ต้น ก็เอามาหื้อแก่พญามังรายเอาไปปลูกที่ทุ่งยางเมืองฝางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังรั้วนางต้นหนึ่ง เอาไปปลูกยังพันนาทะการต้นหนึ่ง พญามังรายก็หื้อราชมารดาแห่งตนชื่อว่าเทพคำข่ายและกับนางปายโคไปปลูกแทนที่ไม้เดื่อเกลี้ยง วัดกานโถมต้นหนึ่งแล” หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พันนาทะการในสมัยต้นราชวงศ์มังรายเป็นชุมชนหรือเมืองสำคัญที่พญามังรายให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก ปัจจุบันสันนิษฐานว่าต้นโพธิ์ดังกล่าวอยู่ที่โบราณสถานวัดต้นโพธิ์ (ร้าง) เวียงท่ากาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ อีกแง่มุมหนึ่งคำว่า “ท่ากาน” เป็นมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาว่า “สมัยก่อนมีกาเผือกตัวใหญ่จะบินลงที่นี่ ชาวบ้านกลัวว่าถ้าบินลงมาแล้วจะเกิดความเดือดร้อน จะพากันไล่อีกาตัวนั้น” การไล่อีกา เรียกว่า “ต๊ะก๋า” ต่อมา พ.ศ.2450 จึงได้เปลี่ยนเป็นชื่อ “ท่ากาน” จวบจนปัจจุบันจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า “พันนาทะการ” เป็นเมืองโบราณสำคัญที่อยู่ภายใต้การปกครองของล้านนาเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยพญามังราย กระทั่งปรากฏชื่อเมืองโบราณนี้อีกครั้งสมัยพญาเมืองแก้ว ใน พ.ศ.2059 ว่า “ปีรวายไจ้ศักราช 878 ชาวเชียงใหม่ ชาวต่างเมือง ปั้นดินจักก่อเมกเวียงเชียงใหม่ในปีเมิงเป้า ศักราช 879 ตัว พระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีรั้งก่อเวียงเชียงใหม่ปีเดียวนั้น เดือน 11 ออก 7 ค่ำ เม็งวัน 6 เจ้าเมืองเชียงทอง พระยากายกับเจ้าเมืองนายเอาไพร่ไทย ช้างม้าออกเป็นข้าพระเป็นเจ้าพระยาแก้ว ทั้งหญิงชายใหญ่น้อยที่ 23,220 คน เจ้าพระยาแก้วหื้อหมื่นปิงยีหนึ่ง หมื่นด่างเต่าคำหนึ่ง ไปรับเอาคนครัวเมืองนายมา ได้ช้างม้าโพ้น 38 ตัว ได้ม้า 250 ตัว พระเป็นเจ้าหื้อเจ้าเมืองเชียงทองกินเมืองฝางชื่อว่าแสนฝาง พระยากายเงี้ยวอยู่กับแสนฝาง จัดทั้งหญิงทั้งชายโพ้น 1,200 คน ลำนั้นแจกหื้ออยู่พันนาทะกาน เก้าช่องเมืองพร้าวหั้นแลฯ” จากนั้นใน พ.ศ.2101 พระเจ้าบุเรงนองมีชัยชนะเหนืออาณาจักรล้านนา ทำให้พันนาทะการ หรือเวียงท่ากาน ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และได้ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง กระทั่ง พ.ศ.2339 พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบาย “เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง” กวาดต้อนกลุ่มไทยยองเข้ามาอยู่อาศัยบริเวณบ้านท่ากานกระทั่งปัจจุบันการศึกษาทางโบราณคดีบริเวณเวียงท่ากาน นับตั้งแต่ พ.ศ.2508 เป็นต้นมา สามารถอธิบายพัฒนาการของชุมชนโบราณบริเวณนี้ได้เป็น 5 ระยะ ได้แก่ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนวัฒนธรรมหริภุญไชย) สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชย สมัยอาณาจักรล้านนา สมัยพม่าปกครอง และสมัยรัตนโกสินทร์ นอกจากการศึกษาโดยอาศัยลำดับชั้นทับถมทางวัฒนธรรมแล้ว หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ช่วยในการศึกษาพัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้คือ “พระพุทธรูป” เนื่องจากพระพุทธรูปแต่ละสมัยมีลักษณะเฉพาะด้านรูปแบบศิลปะ และวัสดุที่ใช้ในการสร้าง โดยเฉพาะศิลปะหริภุญไชย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่ปรากฏในเวียงท่ากาน และเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมสมัยล้านนาในช่วงเวลาต่อมาวัฒนธรรมหริภุญไชย เป็นวัฒนธรรมแรก ๆ ที่เข้ามายังเวียงท่ากานหลังจากการอยู่อาศัยแบบดั้งเดิม โดยวัฒนธรรมนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโบราณหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ตามที่ปรากฏในจามเทวีวงศ์ ปริเฉทที่ 4 ว่า “พระเจ้าจักรพรรดิราช (พระเจ้ากรุงละโว้) ได้ส่งพระธิดาของพระองค์นามว่า จัมมเทวี เพื่อเป็นพระราชาในเมืองนี้ ก็แลพระนางจัมมเทวีนั้นได้เสด็จสู่นาวาด้วยมหาบริวารทั้งหลายทั้งปวงประมาณ 500 คน แลด้วยพระมหาเถรทั้งหลายผู้ทรงไตรปิฎกประมาณ 500 รูป ไปโดยระหว่างทางแม่น้ำพิงคนที มีกำหนด 7 เดือนเป็นประมาณได้ถึงแล้วในเมืองนี้ ฝ่ายพระวาสุเทพและพระสุกกทันต์ ก็พร้อมกับชาวพระนครหริปุญเชทั้งปวง เชิญพระนางจัมมเทวีนั้นให้นั่งเหนือแผ่นทองแล้วอภิเษก” จากการศึกษาทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พบว่าวัฒนธรรมดังกล่าวมีการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ได้แก่ วัฒนธรรมขอมที่มาจากละโว้ (ลพบุรี) วัฒนธรรมทวารวดี (มอญ) วัฒนธรรมพุกาม รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปส่วนหนึ่งมีความคล้ายกับศิลปะขอมแบบลพบุรี เช่น รูปแบบพระพักตร์ (ใบหน้า) ที่คมเข้ม ปรากฏเส้นพระมัสสุ (หนวด) พระขนง (คิ้ว) ต่อกันเป็นปีกกา เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลของพระพุทธศาสนานิกายวัชรยานจากวัฒนธรรมละโว้ เช่น พระพิมพ์แบบพระแผงห้าร้อย พระพิมพ์แบบพระสาม (พระพิมพ์ตรีกาย) และพระบุทองคำทรงเทริดขนนกแบบศิลปะลพบุรี เป็นต้น อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยยังนิยมการทำพระพุทธรูปจากดินเผา และปูนปั้น สำหรับประดับตกแต่งศาสนสถาน เช่นที่ปรากฏบนเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน เป็นต้น จากการดำเนินงานทางโบราณคดีเวียงท่ากาน จังหวัดเชียงใหม่ พบพระพุทธรูปดินเผาศิลปะหริภุญไชยจำนวนหนึ่ง เช่น ชิ้นส่วนพระพุทธรูปยืนดินเผาจากวัดหนองหล่ม (ร้าง) วัดน้อย (ร้าง) และวัดหัวข่วง (ร้าง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปดินเผาที่พบจากเมืองโบราณสมัยหริภุญไชย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมหริภุญไชยตอนปลายต่อชุมชนแห่งนี้ โดยช่วงเวลานี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพุกามและพัฒนาเป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นพื้นฐานให้กับศิลปกรรมในสมัยล้านนาต่อมานอกจากพระพุทธรูปดินเผา และพระพุทธรูปปูนปั้น ที่สร้างขึ้นสำหรับตกแต่งศาสนสถานแล้ว เวียงท่ากานแห่งนี้ยังพบพระพุทธรูปหินทราย ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประธานของอาคารใดอาคารหนึ่งในวัด เช่น พระพุทธรูปประธานภายในวิหารวัดกู่ไม้แดง (ร้าง) พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณวัดกลางเวียง (ร้าง) เป็นต้น พระพุทธรูปหินทรายที่พบจากเวียงท่ากานน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยล้านนา (หลังวัฒนธรรมหริภุญไชย) เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากถูกสร้างเป็นประธานของอาคารที่สร้างขึ้นในสมัยหลัง แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปหินทรายในวัฒนธรรมล้านนาพบได้ค่อนข้างจำกัด พระพุทธรูปหินทรายที่พบบริเวณเวียงท่ากานมีลักษณะการแกะสลักขึ้นอย่างง่าย ๆ คล้ายโกลน สันนิษฐานว่าอาจมีการพอกปูนหรือตกแต่งภายนอกอีกชั้นหนึ่ง โดยพบทั้งพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชรซึ่งนิยมทำในสมัยหริภุญไชยถึงสมัยล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ พระพุทธรูปประทับนั่งทั้ง 2 อิริยาบถนี้สันนิษฐานว่าเป็นเทคนิคเชิงช่างที่สืบทอดมาจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปจากหินทรายส่งอิทธิพลมายังวัฒนธรรมหริภุญไชย ดังนั้นหลักฐานพระพุทธรูปดินเผา ปูนปั้น และหินทรายที่กล่าวมาในข้างต้นจึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนถึงอิทธิพลจากวัฒนธรรมละโว้ (ลพบุรี) มาสู่วัฒนธรรมหริภุญไชย ตามเรื่องราวที่ปรากฏในตำนานจามเทวีวงศ์ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชุมชนบริเวณเวียงท่ากานที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยเป็นเมืองบริวารภายใต้วัฒนธรรมหริภุญไชย กระทั่งพญามังรายได้เข้ามายึดเมืองหริภุญไชยและผนวกเมืองบริวารทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วัฒนธรรมล้านนา อย่างไรก็ดีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบหริภุญไชยยังคงดำเนินต่อไปสะท้อนผ่านรูปแบบศิลปกรรม และเทคนิคเชิงช่าง ต่อมาเวียงท่ากานตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา กระทั่งฟื้นฟูโดยกลุ่มไทยยองที่กวาดต้อนเข้ามาสมัยพระเจ้ากาวิละค้นคว้า/เรียบเรียง  นายนนทวัชร์ ไกรสกุล  ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เอกสารประกอบการเรียบเรียงกองพล สุพรรณโรจน์. รายงานการขุดแต่งโบราณสถานเวียงท่ากาน วัดหนองไผ่ 1 (ร้าง) เสนอ สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่, 2552.พัฒน์รพี ขันธกาญจน์ และเกษม ไชยวงศ์. รายงานการขุดแต่งศึกษาและบูรณะกลุ่มโบราณสถานกลางเมืองเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: หน่วยศิลปากรที่ 4 กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2531.เรื่องจามเทวีวงศ์ พงศาวดารเมืองหริภุญไชย. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2463. (เจ้าดารารัศมี พระราชชายา พิมพ์ในงานปลงศพ เจ้าทิพเนตร อินทวโรรสสุริยวงศ์).เวียงท่ากาน: โครงการขยายแนวร่วมกลุ่มเครือข่ายชุมชนเวียงท่ากาน. เชียงใหม่: สำนักศิลปากรที่ 8 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, ม.ป.ป.ศิริพันธ์ ยับสันเทียะ และกษมา เกาไศยานนท์. เวียงท่ากาน 1 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.__________. เวียงท่ากาน 2 รายงานการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถาน. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ปุราณรักษ์. เวียงท่ากาน การขุดแต่งศึกษาโบราณสถาน. เชียงใหม่: สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 6 เชียงใหม่ กรมศิลปากร, 2543. 


       สำนักช่างสิบหมู่ ขอเชิญเข้าร่วมงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “สำนักช่างสิบหมู่ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในโครงการศึกษารวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำองค์ความรู้ด้านศิลปกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 08.30 - 16.00 น. ณ ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร         ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังการเสวนาได้ทางลิงก์นี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSe9Lc5VZ1aYUmNsIn1_ZCLT90vx810WU49wPW0XWX2AtmekYw/viewform  ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม - 1 กันยายน 2569 ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่มีจำนวนจำกัด ผู้จัดงานจะคัดเลือกผู้เข้าร่วม และประกาศรายชื่อในวันที่ 3 กันยายน 2569 ทางเพจเฟซบุ๊ก “สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร” https://www.facebook.com/officeoftraditionalarts         งานเสวนาวิชาการ เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ด้านงานศิลปกรรม นับเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของสำนักช่างสิบหมู่ เพื่อสืบสานและถ่ายทอดเทคนิคกระบวนการเชิงช่าง ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติงานด้านศิลปกรรมแบบโบราณราชประเพณี อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เสี่ยงต่อการสูญหาย ซึ่งวิทยากรในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้ ได้รวมรวมผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมดูแลการจัดสร้าง ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากทุกกลุ่มงานในสังกัดสำนักช่างสิบหมู่ 



ผู้แต่ง : ไมเคิล ไร้ท์ ปีที่พิมพ์ : 2526 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์      จารึกหลัก 2 มีคนพยายามอ่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ทำไมต้องเอามาอ่านใหม่อีกครั้ง เหตุมีสองประการคือ 1. หลักนี้มีความสำคัญยิ่งนัก เพราะเล่าถึงเหตุการณ์สุโขทัยก่อนสมัยพ่อขุนรามคำแหงซึ่งความนี้ไม่ปรากฏในที่อื่น 2. หลักนี้มีปัญหามาก อ่านยากกว่าหลักอื่นใด แต่เข้าใจว่าได้พบวิธีอ่านใหม่ที่ทำให้ความยากกลับกลายเป็นความค่อนข้างง่าย ศิลาจารึกสุโขทัยส่วนใหญ่สั้นมากหรือขาดตอนมากจน เราไม่อาจจะกล่าวได้ว่า เอกสารเหล่านี้มีลักษณะ คำเขียน หรือ คำพูด แต่มีบางหลักที่บ่งชัดว่าเป็นคำเขียน


black ribbon.