ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,066 รายการ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 195 ปี เหตุการณ์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา คุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พุทธศักราช 2370  เรารู้จัก อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ในฐานะอนุสาวรีย์บุคคลธรรมดาแห่งเเรกของประเทศไทย เเละเป็นศูนย์รวมใจของชาวจังหวัดนครราชสีมา โดยทั้ง 32 อำเภอ จะมีการจำลองอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ไปสร้างไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอของทุกอำเภอด้วย เพราะเราชาวโคราชทุกคนล้วนมีสำนึกร่วมกันว่าเราคือ "ลูกหลานย่าโม" โดย เดือนมีนาคม สำหรับชาวนครราชสีมา เป็นเดือนแห่งการระลึก วีรกรรมท่านท้าวสุรนารี หรือเป็นที่รู้จักกันว่า "วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์" ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ขณะท้าวสุรนารีเเละหญิงชาวเมืองนครราชสีมาถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เเต่ภายหลังเมื่อพักแรมที่บ้านสัมฤทธิ์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย) สามารถเข้าสู้เเละรอดพ้นภัยจากข้าศึกศัตรูได้สำเร็จ จนภายหลัง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได่สถาปนาคุณหญิงโมขึ้นเป็นท้าวสุรนารี ในปี 2370   อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี สร้างขึ้นในปี 2476 โดยมี  ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เเละพระเทวาภินิมมิต  ซึ่งพื้นเพเป็นชาวนครราชสีมา ร่วมกันออกแบบ อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำสูง 185 เซนติเมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองสูง 250 เซนติเมตร หน้าประตูชุมพล (ประตูเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันตก) เเละทำพิธีเปิดในช่วงต้นปี 2477 เเละได้มีการซ่อมแซมส่วนฐานอนุสาวรีย์เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ในปี 2510 โดยมีสภาพดังปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน   กรมศิลปากร ได้กำหนดให้ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เเละประตูชุมพล พร้อมด้วยแนวกำแพงเมืองนครราชสีมาใบเสมาข้างละ 10 ใบ ที่ยืดออกจากประตูชุมพล เป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ในปี 2480 ในเขตพื้นที่เมืองเก่านครราชสีมา ยังมีโบราณสถานที่กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานอีก 3 แห่ง ได้แก่ วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร สถานพระนารายณ์ เเละศาลหลักเมือง ครับ   "...เป็นแสงสว่างอยู่กลางเมือง รุ่งเรืองสตรีวีรชน ใครไหว้ใครบน ได้ดังอธิษฐาน..."      


 เผยโฉมหน้าประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลก ด้วยภาพภูมิทัศน์วัฒนธรรมโบราณอันงดงามโดดเด่นของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก……………………………………………………………………………………….โบราณสถานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เรียกอีกชื่อว่า “วัดใหญ่” หรือ “วัดพระพุทธชินราช” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำน่าน และอยู่ภายในพื้นที่ด้านตะวันออกของเมืองพิษณุโลก ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๑๕๓๑ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙ และประกาศขอบเขตที่ดินในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๖ ตอน ๒๖ ลงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๘๓ ตารางวา.จากหลักฐานทางโบราณคดีประเภทต่าง ๆ ทั้งเอกสารทางประวัติศาสตร์ตลอดจนโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบ ทำให้ทราบว่า โบราณสถานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ น่าจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๐ โดยมีลักษณะการสร้างตามคติการสร้างพระบรมธาตุเป็นหลักของเมืองที่แพร่หลายในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและดินแดนใกล้เคียง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ ลงมา  เช่นเดียวกับที่วัดมหาธาตุในเมืองสุโขทัยและเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง สัมพันธ์กับรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่มักพบในสมัยสุโขทัย ประกอบด้วยเจดีย์ประธาน และมีวิหารอยู่ทางด้านทิศตะวันออก โดยวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารส ซึ่งคติการสร้างพระอัฏฐารสนี้ เป็นคติการสร้างที่นิยมในสมัยสุโขทัย.ต่อมาสมัยอยุธยา ในรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อครั้งเสด็จมาประทับที่เมืองพิษณุโลก โบราณสถานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ พร้อมทั้งซ่อมแซมดัดแปลงมหาธาตุให้เป็นพระปรางค์แบบอยุธยา มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแผนผังของวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ให้หันลงแม่น้ำตามคติการสร้างวัดของกลุ่มคนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเมืองที่มีแม่น้ำผ่ากลาง จากนั้นคงได้มีการบูรณะและก่อสร้างพระวิหาร ระเบียงคด และพระอุโบสถให้เสร็จสมบูรณ์ในช่วงนี้ด้วย.วิหารด้านทิศตะวันตกของวัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) ทั้งยังเป็นพระพุทธรูปสำคัญยิ่งที่พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เสด็จมาทำการสักการะบูชา ดังปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธชินราชที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทย ในพระราชนิพนธ์เรื่อง เที่ยวเมืองพระร่วง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงเสด็จไปเมืองพิษณุโลกว่า “เป็นธรรมเนียมเจ้านายไปถึงเมืองพิษณุโลกแล้ว ก็ต้องกระทำการสมโภชพระพุทธชินราช”  . สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ขอขอบพระคุณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่ร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิทัศน์วัฒนธรรมโบราณ เผยความเป็นของแท้ดั้งเดิมให้มากสุดปรากฎสู่สายตาประชาชน และมีส่วนสำคัญให้แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งนี้คงอยู่อย่างสง่างามคู่กับประเทศไทยสืบไป.#พี่โข่ทั๋ยมี๋เรื๋องเล๋า #องค์ความรู้ออนไลน์#วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร #วัดใหญ่ #วัดพระพุทธชินราช#โบราณคดีจังหวัดพิษณุโลก#โบราณคดีภาคเหนือตอนล่าง.……………………………………………………………………………………….☆ ช่องทางออนไลน์ : สำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัย ☆กดไลก์ กดแชร์ กดกระดิ่ง และกดติดตาม เพื่อไม่พลาดข่าวสารกันได้ที่Facebook Fanpage  https://www.facebook.com/fad6sukhothaiYoutube  https://www.youtube.com/c/สํานักศิลปากรที่6สุโขทัย


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           33/5ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              48 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 128/2 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 164/1เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)




ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           18/3ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                28 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อผู้แต่ง            เสถียรโกเศศ ชื่อเรื่อง              เล่าเรื่องในไตรภูมิพระร่วง ครั้งที่พิมพ์           - สถานที่พิมพ์       พระนคร สำนักพิมพ์         โรงพิมพ์อุดม ปีที่พิมพ์             ๒๔๙๗ จำนวนหน้า         ๒๑๓  หน้า                        หนังสือเรื่องนี้ เป็นของพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยสุโขทัย เป็นหนังสือเก่า น่าเชื่อว่าหนังสือไตรภูมินี้ ฉบับเดิมจะได้แต่ครั้งสุโขทัย บางที่ได้มีผู้ดัดแปลงสำนวนและแทรกเติมข้อความเข้าเมื่อในครั้งกรุงเก่าก็อาจเป็นได้ถึงกระนั้นโวหารในหนังสือเรื่องนี้เห็นว่าเก่าแก่กว่าหนังสือเรื่องใดใด ในภาษาไทยผู้แต่งหนังสือเรื่องไตรภูมินี้ พรเจ้าแผ่นดินสยามที่ได้ครอบครองราชสมบัติครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ตามที่สอบในศิลาจารึกประกอบหนังสืออื่นๆ มี ๖ พระองค์ คือ ขุนอินทรทิตย์ ขุนบาลเมือง ขุนรามคำแหง พระยาเลลิไทยหรือเสือไทย พระญาลิไทยหรือไทยราช พระเจ้าศรีสุริยพงษ์รามมหาธรรมปิกราชาธิราช


ชื่อผู้แต่ง         - ชื่อเรื่อง           อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกตรี พระยาพิทักษ์เทพมณเฑียร (กระจ่าง  หงสกุล )  ครั้งที่พิมพ์      - สถานที่พิมพ์     กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์       บัณฑิตการพิมพ์ ปีที่พิมพ์          ๒๕๑๘ จำนวนหน้า      ๑๐๖  หน้า หมายเหตุ        อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกตรี พระยาพิทักษ์เทพมณเฑียร ( กระจ่าง หงสกุล ) รายละเอียด                หนังสือที่ระลึกงานศพมหาเสวกตรี พระยาพิทักษ์ดทพมณเฑียร (กระจ่าง  หงสกุล ) เนื้อหาประกอบด้วยเรื่องระเบียบสำนักพระราชวังที่เกี่ยวกับข้อราชการและประชาชนการพระราชพิธีส่วนภูมิภาคและกิริยามารยาทและการใช้ถ้อยคำ  ระเบียบการศพ ระเบียบปฏิบัติในงานสมรส ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีพระราชทาน  พระราชพิธีส่วนภูมิภาค  คำพังเพย-ทำเปรียบเทียบของโบราณ


เลขทะเบียน : นพ.บ.442/5ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 5 x 55 ซ.ม. : ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 158  (149-162) ผูก 5 (2566)หัวเรื่อง : สัมสมาส--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.587/2                            ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 60 หน้า ; 4 x 48.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 190  (378-384) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : ธรรมบท--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



          สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมโครงการจัดการแสดง "นาฏศิลป์และดนตรี" “เสาร์สนุก” วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น. ณ หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ภายในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร           รายการแสดงประกอบด้วย           1. การแสดงดนตรีสากล               - Der Erlkönig by Franz Schubert โดยมานิตย์ ธุวะเศรษฐกุล              - String Quartet No. 12 in F major, Op. 96, nicknamed the American Quartet, by Antonín Dvořá           2. วิธีการตีกลองทัด 3 ใบ โดยอนุชา บริพันธุ์           3. รำฉุยฉายมณีเมขลา โดยเสาวรักษ์ ยมะคุปต์           4. การแสดงชุดจรกาบวงสรวง โดยเยาวลักษณ์ ปาลกะวงศ์           5. รำฉุยฉายสมิงพระราม โดยเอก อรุณพันธ์   * ชมฟรี * สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. 0 2224 1342 และ โทร. 0 2221 0171 +++++++++++++++++++++++++++++++ รายการแสดงโครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี  "เสาร์สนุก"   - Der Erlkönig by Franz Schubert. บทเพลง Der Erlkönig เป็นผลงาน Opus 1 อันมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของ Franz Schubert (1797-1828) คีตกวีชาวออสเตรีย ชูเบิร์ต ประพันธ์บทเพลงนี้เมื่อ ค.ศ.1815 เมื่อเขามีอายุได้เพียง 18 ปีเท่านั้น     เนื้อร้องเป็นบทกวีที่ประพันธ์โดย Johann Wolfgang von Goethe (1749-1832) กวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมัน บทกวีเป็นเรื่องเล่าจากนิทานปรัมปราของชาวเดนมาร์กมีชื่อเรื่องเดิมว่า “Alder King” โดยมีฉากของเรื่องราวอยู่ในป่าชื่อว่า Black Forest in Baden ประเทศเยอรมัน บทกวีถ่ายทอดเรื่องราวผ่านบทบาทตัวละครที่ปรากฏในบทกวีอันประกอบด้วย ผู้เล่าเรื่อง (The Narrator) พ่อ(The Father) ลูกชาย(The Son) และภูตผีที่เรียกว่า Erlking (Erlkönig) บทวิเคราะห์บทเพลง  Der Erlkönig Op. 1, D328 จะประกอบไปด้วยเนื้อหาดังนี้ 1) ชีวประวัติของ Franz Schubert (1797-1828) ผู้ประพันธ์ดนตรี 2) ชีวประวัติของ Johann Wolfgang von Goethe (1749-1832) ผู้ประพันธ์บทกวีซึ่งถูกนำมาเป็นเนื้อร้องของบทเพลง 3) บทกวี Der Erlkönig และคำแปลภาษาไทย 4) กาวิเคราะห์รายละเอียดของบทเพลง  Der Erlkönig Op.1, D328   - String Quartet No. 12 in F major, Op. 96, nicknamed the American Quartet, by Antonín Dvořák String Quartet no.12 in F major ของ ดโวชาค หรือ American Quartet เป็นงานแนวโรแมนติก แต่งในช่วงที่ไปพำนักที่อเมริกา และมีความประทับใจ ตื่นเต้น กับความเจริญ วัฒนธรรมและผู้คนที่นั่นมาก โดยเฉพาะเพลงพื้นเมืองของชาวอเมริกัน ทำนองหลายตอนใช้ Pentatonic Scale มีกลิ่นอายเพลงพื้นเมืองของอเมริกัน และเพลงพื้นบ้านของชาวเช็ค ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้ประพันธ์  ท่วงทำนอง จังหวะ ลีลาและ สำเนียงหวานไพเราะและสง่างาม แสดงสปิริตจิตวิญญาณของผู้ประพันธ์ ดนตรีโดดเด่นทุกแนว ท้าทายฝีมือนักดนตรีมาก โดยเฉพาะแนววิโอลามีบทบาทสำคัญมากเป็นพิเศษ ทั้งสองบทเพลงนี้ เป็นงาน masterpiece เป็นเพลงมาตรฐานที่นักเล่นแชมเบอร์มิวสิคและนักฟังต้องเรียนรู้ เล่นและฟังกัน


         มีดแป๊ะกั๊ก          สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศศตวรรษที่ ๒๕          รับมาจากหมวดภูษามาลา แผนกพระราชพิธี สำนักพระราชวัง เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒          ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งบูรพาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          มีดแป๊ะกั๊ก ลักษณะเป็นอาวุธยาว ส่วนใบมีดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมปลายตัดตรง (หากไม่ใช้งานจะสวมปลอกมีดไว้) มีคมด้านเดียว อีกด้านเป็นสันหนา ด้ามจับเป็นไม้ปลายข้างหนึ่งงอขึ้นสำหรับเสียบกับกั่นมีด*ทะลุด้ามเพื่อความมั่นคง           “มีดแป๊ะกั๊ก” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ระบุว่า “มีดขนาดใหญ่ ใบมีดรูปแบนยาวประมาณ ๑ ศอก สันหนา ด้ามทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๓ ศอก ใช้เป็นอาวุธสำหรับทหารเดินเท้าในกองทัพสมัยโบราณ” การใช้งานมีดเล่มนี้จัดอยู่ในประเภทอาวุธฟัน เช่นเดียวกับ ดาบ ขวาน ง้าว และด้วยสัดส่วนที่ไม่ยาวมากนักจึงใช้เป็นอาวุธต่อสู้บนหลังม้าแบบประชิดตัว          หลักฐานการใช้มีดแป๊ะกั๊กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปรากฏอยู่บนภาพสลักระเบียงปราสาทนครวัด รูปขบวนทหารเดินแถว “เสียมกุก” พบทหารม้าถือมีดแป๊ะกั๊ก อย่างไรก็ตามในสมัยอยุธยาไม่ปรากฏการใช้มีดแป๊ะกั๊กในกองทหารม้า จากหลักฐานคำให้การชาวกรุงเก่าไม่ได้กล่าวถึงมีดแป๊ะกั๊กเป็นอาวุธบนหลังม้า** ส่วนหลักฐานการใช้เป็นอาวุธในราชการนั้น ปรากฏชัดเจนในพระราชพิธีสำคัญของราชสำนัก กองทหารที่เข้าร่วมมีบางหน่วยถืออาวุธเป็นมีดแป๊ะกั๊ก อาทิ ในคราวงานพระราชพิธีลงสรง ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ปรากฏกองทหารที่อารักขาบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ความตอนหนึ่งว่า “...เกณฑ์หัดอย่างฝรั่งขวาเสื้อดำ ถือพร้าแป๊ะกั๊ก ๓๐ ยืนฟากตะวันตกมุมวัดพระแก้ว...” และในขบวนแห่คราวงานพระราชพิธีตรียัมปวาย มีปรากฏถึงกองตำรวจถือพร้าแป๊ะกั๊ก จำนวน ๓๐ นาย ด้วยเช่นกัน     * กั่น หมายถึง ส่วนที่ถัดจากโคนอาวุธ เช่นหอก ดาบ หรือ เครื่องมือ เช่น สิ่ว สำหรับหยั่งลงไปในด้าม **อาวุธที่ใช้บนหลังม้าของการทหารในสมัยอยุธยาระบุไว้ ได้แก่ ทวน ธนู หน้าไม้ หอกซัด ง้าว    อ้างอิง จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันภาคที่ ๒๒. พระนคร: มหาดไทย, ๒๕๐๖. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงเพิ่ม โชดึกราชเศรษฐี (เลาหเศรษฐี) ต.จ. ณ เมรวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๖). จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ.. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ: ไทควอลิตี้บุ๊คส์, ๒๕๖๐. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๖. สมชาย ณ นครพนม. “พร้าแป๊ะกั๊ก.” ศิลปากร ๕๖, ๕ (กันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๖), ๑๑๐-๑๑๕.  


ชื่อเรื่อง                      ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺมปทฏธกถา ขุทฺทกนิกายฏธกถ (ธมฺมปทขั้นปลาย)อย.บ.                           240/16หมวดหมู่                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               60 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ; ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                        พุทธ                                      ศาสนา                                                           บทคัดย่อ/บันทึก     เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ


black ribbon.