ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,455 รายการ
***บรรณานุกรม***
ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ
ปีที่ 17
ฉบับที่ 680
วันที่ 16-30 มิถุนายน 2535
การศึกษาวิเคราะห์ คติความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาในชุมชนภาคใต้ เป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ของอาจารย์กลิ่น คงเหมือนเพชร โดยเป็นการเผยแพร่คติความเชื่อบางประการ เน้นเฉพาะท้องถิ่นในภาคใต้
ชื่อเรื่อง ประเพณีทำศพ ผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประเพณีเกี่ยวกับการตายเลขหมู่ 393.2 ศ528ปสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร ปีที่พิมพ์ 2503ลักษณะวัสดุ 50 หน้า หัวเรื่อง พิธีศพ ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก ประเพณีทำศพอธิบายการประกอบพิธี ดังนี้ การบอกหนทาง การอาบน้ำศพ การแต่งตัว การมัดศพ โลงและการเบิกโลง เครื่องประกอบโลง การตั้งศพ การนำศพออกจากบ้าน การเผาศพ ข้างขึ้นเผาคี่ข้างแรมเผาคู่ เดินสามหาบ แปรรูป และเก็บอัฐิ
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทสนาสังคิณี-มหาปัฎฐาน)สพ.บ. 125/3ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 34 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 53 ซ.ม. หัวเรื่อง พระอภิธรรม
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี
“เหมืองแร่ลาบู หรือ “เหมืองฟักทอง” ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๘ บ้านลาบู ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา ในอดีตเหมืองแร่ดีบุกแห่งนี้นับเป็นเหมืองแร่ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยในยุคเริ่มแรกเหมืองแห่งนี้อยู่ในความครอบครองของเจ้าเมืองยะลาคือหลวงสวัสดิภักดี(ยิ้มซ้าย) ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปเป็นเจ้าเมืองยะหริ่ง และได้โอนกรรมสิทธิ์ของเหมืองเหล่านี้ไว้เป็นผลประโยชน์ของเจ้าเมืองสงขลาตลอดมา ทั้งนี้แรงงานเหมืองในยุคแรกส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และบรรทุกแร่ออกจากเหมืองด้วยช้าง ในยุคต่อมาราวนายทุนชาวออสเตรเลียมารับช่วงของการทำสัมปทานเหมืองแร่แทนจนถึง พ.ศ.๒๕๓๕ มีการใช้วิธีการระเบิดและเจาะถ้ำและใช้รถรางสองหัวในการบรรทุกนำดินออกมาจากถ้ำและจะขุดแร่ตามเส้นทางแร่ในถ้ำ และลำเลียงแร่ไปขายโดยการบรรทุกด้วยรถจี๊ป กล่าวกันว่าการระเบิดถ้ำในสมัยนั้นทำให้นายโรเบิร์ต แฮรี่ หนึ่งในทีมขุดเจาะเสียชีวิตในถ้ำด้วยการระเบิด ในปัจจุบันถ้ำแห่งนี้ยังปรากฏอยู่และมีชื่อว่า “อุโมงค์แร่ประวัติศาสตร์” ปัจจุบันพื้นที่เหมืองลาบูได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยมีจุดท่องเที่ยวสำคัญคือ อุโมงค์แร่ประวัติศาสตร์ จุดชมตราประจำจังหวัดยะลา เรือนรับรอง ๑๐๐ ปีบ้านเลขที่ ๑๐๐ เหมืองลาบู น้ำตกนกน้อยเหมืองลาบู จุดชมป่าดงเสม็ดแดง และจุดชมทะเลหมอก -------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา-------------------------------------------------
เลขทะเบียน : นพ.บ.72/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.6 x 50 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 46 (35-51) ผูก 2 (2564)หัวเรื่อง : นิปฺณปทสงฺคห (นิปุณณปทสังคหะ) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.133/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 70 หน้า ; 4 x 51.8 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 79 (315-317) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : เตปทุุมกุมาร--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อผู้แต่ง บุญนาค พยัคฒเดช
ชื่อเรื่อง ประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี ) สมุหนายก
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพ ฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก
ปีที่พิมพ์ 2518
จำนวนหน้า 254 หน้า
หมายเหตุ พิมพ์ในงานกฐินพระราชทานณวัดจักรวรรดิราชาวาส ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ เจ้าพระยาบดินทร เดชา (สิงห์ สิงหเสนี ) เริ่มรับราชการเป็นมหาดเล้กในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิสรสุนทร (ร2) และต่อมาใน (ร3 )มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาราชสุภาวดีและได้รับ โปรดเกล้าฯให้เป็นแม่ทัพแห่งกองทัพไทย ได้สร้างเกียรติประวัติเป็นที่เกรงขามของทัพต่างๆของประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว ญวน และเขมร เป็นตัวอย่างของทหารไทยในความกล้าหาญ เด็ด เดี่ยวและรักชาติ ได้รับการเลี่อนยศเป็นพระยาบดินทรเดชาเป็นตำแหน่งสุดท้าย
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.8/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มีประวัติโดยคร่าวกล่าวว่าศิลาจารึกหลักนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เมื่อครั้งทรงผนวช มีรับสั่งให้นำลงมาจากเมืองสุโขทัย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๖ เก็บรักษาไว้ในหอพระสมุดวชิรญาณ กระทั่งวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ นายเชื้อ สาริมาน อธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น ให้นำมาจัดแสดงในห้องสุโขทัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ส่วนความเป็นที่สุดของจารึกหลักนี้ มีจุดเริ่มต้นอยู่ในจดหมายเวร ฉบับลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๗๕ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระวินิจฉัยต่อพระดำริในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่าด้วยเรื่องวรรณยุกต์ โดยทรงได้เทียบเคียงกับสำเนียงแต่ละภูมิภาค กระทั่งทรงพบหลักฐานชิ้นสำคัญ มีเนื้อหาระบุไว้ความว่า “...ครั้นเช้าวันนี้หม่อมฉันไปพิพิธภัณฑสถาน เรื่องปรารภที่ทูลมาติดใจไป จึงแวะไปดูหลักศิลาจารึกของพระเจ้ารามคำแหงมหาราช เห็นใช้หมายกากะบาด ไม่มีโท แต่มีเอก ก็นึกว่าจะมีวิธีอ่านและออกสำเนียงเปนอย่างอื่น ไม่เหมือนเช่นเราชาวกรุงเทพฯใช้กัน จึ่งทูลมาเพื่อทรงวินิจฉัย”
ต่อมา สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงพิจารณาตรวจสอบเรื่องไม้เครื่องหมายเสียงและสำเนียงภาษาแล้ว จึงได้ถวายรายงานตอบกลับในจดหมายเวร ฉบับลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๕ ความว่า “...ไม้เอกโทนั้น ได้พบในหนังสืออันแก่ที่สุดก็ที่จารึกหลักศิลาของขุนรามคำแหงเมืองสุโขทัย ... ไม้เอกแปลว่าไม้อันเดียวขีดเดียว ไม้โทแปลว่าไม้สองอันขีดก่ายกันเป็นกากบาท ต่อมาภายหลังเขียนอย่างง่ายๆ ไม่ยกเหล็กจาร ทุกวันนี้จึ่งกลายรูปเป็นไม้สองอันต่อกันเป็นมุมฉาก ... เมื่อจารึกหนังสือไทยลงหลักศิลานั้นมีไม้เอกโทแล้ว หลักศิลานั้นเป็นหนังสือไทยที่จารึกในแผ่นดินขุนรามคำแหง และมีความปรากฏว่าขุนรามคำแหงเป็นผู้คิดหนังสือไทย ก็ต้องถือว่าไม้เอกโทมีมาพร้อมแต่แรกคิดหนังสือไทยในครั้งขุนรามกำแหงนั้น..." ดังนั้น จากพระวินิจฉัยข้างต้น จึงสรุปได้ว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถือเป็น “หนังสืออันแก่ที่สุด” ที่กล่าวถึงวรรณยุกต์เอกโท ทั้งยังถือว่าเป็นจารึกอักษรไทย ภาษาไทยที่เก่าที่สุดด้วย
(เผยแพร่ข้อมูลโดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / เทคนิคภาพโดย นายอริย์ธัช นกงาม ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มทะเบียน คลังพิพิธภัณฑ์และสารสนเทศ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ / ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)