ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,552 รายการ


ชื่อเรื่อง : นิราศพระปฐม ชื่อผู้แต่ง : จักรปาณี (ฤกษ์), หลวง ปีที่พิมพ์ : 2513 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ จำนวนหน้า : 56 หน้า สาระสังเขป : หลวงจักรปาณี (มหาฤกษ์) แต่งนิราศพระปฐมขึ้นเมื่อเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ทางเรือ โดยเริ่มออกเดินทางผ่านหน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม ท่านนึกถึงเมื่อครั้งบวชเณรเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(อู่) และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ตลอดมาจนสิ้นรัชกาลที่ 3 จึงลาสิกขา เมื่อผ่านวัดราชบพิธ  ได้อธิษฐานขอให้บุญอานิสงส์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดนี้ ส่งให้ทรงเจริญด้วยพระเกียรติยศ จากนั้นผ่านวังหน้าออกทางคลองหลอด ผ่านที่ต่าง ๆ  จนถึงเมืองนครปฐม ได้จอดเรือที่ท่าหน้ากงสีของขุนพัฒน์  แล้วไปนมัสการพระปฐมเจดีย์  เมื่อนมัสการพระปฐมเจดีย์แล้วจึงไปเยี่ยมพระยาสุธรรมไมตรี


การสำรวจเพื่อการออกแบบบูรณะโบราณสถานประเภทหิน และโบราณสถานประเภทอาคารอุโบสถ(สิม)


วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๕ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง ได้มาจัดกิจกรรมรณรงค์ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๕  ณ โบราณสถานวัดจอมไตร จึงขอนำเสนอองค์ความรู้เรื่อง "โบราณสถานวัดจอมไตร"  ๑. ที่ตั้ง        หมู่ที่ ๗ บ้านกระเจาะ ถนนเพชรเกษม ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง   ๒. การขึ้นทะเบียนโบราณสถาน         กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศวันที่  ๑ กันยายน ๒๕๔๑        ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษที่ ๑๗ ง หน้า ๓ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒   ๓. ประวัติและความสำคัญ   วัดจอมไตร เดิมชาวบ้านเรียกว่า “วัดเจาะ” หรือ วัดกระเจาะ” ตามชื่อบ้านซึ่งเป็นชุมชนเก่าของตรัง สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๓ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดจอมไตร” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๘๕    อุโบสถขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ โดยสถาปัตยกรรมฝีมือช่างท้องถิ่น อุโบสถเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนฐานเตี้ย ตามลักษณะอุโบสถแบบภาคใต้ โครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาซ้อนชั้นกัน ๓ ชั้น เครื่องบนเป็นไม้ทั้งหมด ตัวอาคารไม่มีการตกแต่งมากนัก      ส่วนภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปชื่อ “พระพุทธจอมไตร” เป็นพระประธาน สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นพระพุทธรูปที่ทำพิธีหล่อด้วยโลหะองค์แรกของจังหวัดตรัง    ต่อมาในภายหลังตัวอุโบสถทรุดโทรมไปมากแล้ว กรมศิลปากรจึงได้ทำการบูรณะโดยรักษารูปแบบเดิมไว้ทุกประการ และดำเนินการแล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๕๕   บรรณานุกรม ภานุวัฒน์  เอื้อสามาลย์.  ๒๔๗ โบราณสถานภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วและข้อมูลหลักฐานใหม่      ทางโบราณคดี.  นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช, ๒๕๖๑. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).  วัดจอมไตร : ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญใน      ประเทศไทย.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๖๕,       https://db.sac.or.th/archaeology/archaeology/809 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง. อุโบสถวัดจอมไตร.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๖๕, https://www.andamannlttrang.com/  


เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ขอประมวลภาพบรรยากาศประเพณีสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่ เช่น พิธีรดน้ำดำหัว ขบวนแห่สรงน้ำพระ การเล่นน้ำสงกรานต์ ขนทรายเข้าวัด ปักตุง ก่อกองทราย ถวายไม้ค้ำต้นโพธิ์ เป็นต้น เพื่อร่วมสืบทอดประเพณีสำคัญและสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของไทยภาพ :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่.๒. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพส่วนบุคคล ชุด นายบุญเสริม สาตราภัย.๓. บุญเสริม สาตราภัย. ๒๕๕๔. เชียงใหม่ในความทรงจำ. เชียงใหม่: Sansilp Printing.


เรื่อง "ปัญจรูป"การผลิตสื่อเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมครั้งที่ ๑จัดทำโดย  นางสาวธิติพร สายฝั้นนิสิตฝึกงาน ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำภูมิภาคตะวันออกของไทย ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปรับปรุงภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ตามแผนพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร ขณะนี้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว           ส่วนการจัดแสดงนิทรรศการใหม่ นำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์และโบราณคดีภาคตะวันออก ที่สมบูรณ์ที่สุด มีโบราณวัตถุชิ้นสำคัญจัดแสดงกว่า ๒๐๐ ชิ้น แบ่งส่วนจัดแสดงเป็น ๕ ห้อง ได้แก่           ๑. ห้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีในภาคตะวันออกด้วยสภาพภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานของชุมชนผ่านการชมวีดิทัศน์ร่องรอยวัฒนธรรมลุ่มน้ำบางปะกงและภูมิภาคตะวันออก           ๒. ห้องชุมชนโบราณในภาคตะวันออกจัดแสดงเนื้อหาชุมชนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในภูมิภาคตะวันออกที่สำคัญ ได้แก่ ชุมชนโคกพนมดีราว ๓,๕๐๐ – ๔,๐๐๐ ปี มาแล้ว และชุมชนหนองโนราว ๒,๗๐๐ – ๔,๕๐๐ปีมาแล้ว ผ่านหลุมศพจำลองเจ้าแม่โคกพนมดีและโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดีและหนองโน จ.ชลบุรี           ๓. ห้องพัฒนาการของชุมชนและเมืองโบราณในภาคตะวันออก จัดแสดงพัฒนาการของชุมชนและเมืองโบราณในภาคตะวันออก เริ่มต้นจากความสัมพันธ์กับดินแดนโพ้นทะเล เข้าสู่ช่วงรับวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณในภาคตะวันออก โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่พบในภาคตะวันออก ได้แก่ทับหลังจากปราสาทเขาน้อยสีชมพู ทับหลังจากปราสาทสด๊กก๊อกธมรวมถึงจารึกที่พบจากปราสาททั้ง ๒ แห่ง           ๔. ห้องวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำบางปะกงจัดแสดงเรื่องราวของชุมชนในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ผ่านผนังสื่อมัลติมีเดียโปรเจกเตอร์ทัช ที่สัมผัสเพื่อรับชมเนื้อหา           ๕. ห้องเมืองศรีมโหสถ นครรัฐแรกเริ่มแห่งลุ่มน้ำบางปะกงซึ่งกำเนิดขึ้นร่วมสมัยกับอาณาจักรฟูนันตอนปลาย และพัฒนาเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ ก่อนที่วัฒนธรรมเขมรจะเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ มีการแสดงพระคเณศพระวิษณุจตุรภุช พระพุทธรูปปางสมาธิ รวมถึงเครื่องสำริดประกอบพิธีกรรมที่มีจารึกภาษาเขมรกล่าวถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗           ขอเชิญชวนผู้สนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์อารยธรรมในภูมิภาคตะวันออกของไทย ชมโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี เปิดทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันหยุดชดเชย สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๓๗๒๑ ๑๕๘๖


      ขันถมเงินลายสัตว์หิมพานต์       ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔       ขุดได้ที่ลัดคลองสุภา อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ย้ายมาจากห้องกลางกระทรวงมหาดไทย       ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       ขันถมเงินทรงมะนาวตัด ปากกว้างก้นแคบ ขึ้นรูปด้วยโลหะเงินตกแต่งลวดลายโดยการถมดำ ปากขันถมลายบัวคว่ำ ตัวขันถมลายสัตว์หิมพานต์ ๔ ชนิด ได้แก่ กินรี อัปสรสีหะ คชสีห์ และราชสีห์ ล้อมรอบด้วยกระหนกเปลวในช่องสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบหก พื้นตัวขันถมลายดอกลอย ก้นขันด้านนอกตกแต่งลายราชสีห์ในช่องกลม         ขันถมเงินใบนี้เป็นตัวอย่างงานเครื่องเงินถมดำในศิลปะอยุธยา จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบโบราณวัตถุศิลปะอยุธยาทำด้วยวัสดุเงินหลายประเภท เช่น พระพุทธรูป ภาชนะ จารึกลานเงิน เป็นต้น ประกอบกับหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษร อาทิ กฎมณเทียรบาล มีข้อความกล่าวถึงการพระราชทานเครื่องเงินเป็นรางวัลแก่เจ้าพนักงานที่ทำความดีความชอบ เช่น หากเจ้าพนักงานพบช้างสำคัญหรือช้างเผือกที่เหมาะจะเป็นช้างต้นและนำความกราบบังคมทูล จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ขันเงินและเสื้อผ้า ดังความว่า   “...ข้าหลวงกลับมากราบทูลเปนมั่นแม่น พระราชทานขันเงิน เสื้อผ้า...” อีกทั้งในเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวถึงการพระราชทานเครื่องเงินเป็นเครื่องยศประจำตำแหน่งขุนนาง และเอกสารว่าด้วยแผนที่กรุงศรีอยุธยา* ระบุว่ามี “ย่านขันเงิน” เป็นตลาดขายขัน จอก ผอบ ตลับเงินเลวและแบบถมดำ ในเกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา         นอกจากนี้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ กล่าวถึงรูปแบบลวดลายของเครื่องถมเงินไว้ความว่า    “...เครื่องถมนั้นชอบกล เป็นของที่มีทำนานมาแล้ว ของเก่าเรียกกันว่า “ถมดำ” เพราะลายห่างเห็นพื้นดำมาก เกล้ากระหม่อมได้สังเกตเห็นของเก่าทีเดียว เป็นพื้นดำลายเงินถัดมามีตะทองสลับกับเงิน ถัดมาอีกเป็นลายตะทองล้วน ต่อนั้นมาก็เปลี่ยนเป็นทำพื้นแคบเข้า ลายถี่แน่นเข้า ตกมาถึงถมบางขุนพรหมมีพื้นน้อยเต็มที มีลายเป็นทองอร่ามไปทั้งนั้น เข้าใจว่าเป็นด้วยคนสมัยหลังต้องการให้มีทองมาก ถือกันว่าเป็นของดี...”        *สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า แต่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยผู้แต่งทันเห็นสภาพบ้านเมืองกรุงศรีอยุธยาก่อนการเสียกรุง และต่อมาพระยาโบราณราชธานินทร์ได้สอบชำระเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ในเกาะกรุงศรีอยุธยา เรียบเรียงขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙   อ้างอิง ยุทธนาวรากร แสงอร่าม. โลหศิลป์ ณ พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๐.




องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง หินช้างสี  โดยนางสาวกุลวดี  สมัครไทย นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น #หินช้างสีไม่ได้มีแค่จุดชมวิว#ขอนแก่น #เที่ยวขอนแก่น #รีวิวขอนแก่น


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                   25/3ประเภทวัสดุ/มีเดีย             คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                              พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                        40 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 55.8 ซม.หัวเรื่อง                                พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก                เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


องค์ความรู้เรื่อง แหล่งโบราณคดีถ้ำผาเขียว อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่****ได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ข้อมูลแหล่งโบราณคดีจากอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย จังหวัดแพร่ แล้ว****


ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1ฅ เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/4เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


       พระแท่นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี        สมัยธนบุรี ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔        ได้มาจากเมืองแกลง (อำเภอแกลง) จังหวัดระยอง         ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ ห้องกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร        พระแท่นไม้จำหลักลายปิดทอง ลักษณะเป็นตั่งไม้ฐานสิงห์ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ไม่มีพนัก ส่วนฐานตั่งทั้งสี่ด้านตกแต่งลักษณะคล้ายขาสิงห์ กล่าวคือ ส่วนแข้งสิงห์จำหลักลายค้างคาว (สัญลักษณ์มงคลจีนแทนคำว่า “ฮก” มีความหมายถึงอายุยืนยาว) กาบเท้าสิงห์จำหลักรูปช่อพรรณพฤกษา ขาตั่งรองรับด้วยรูปจำหลักสิงโตหมอบเชิดหน้าขึ้น (บางตัวแสดงการคาบลูกแก้วอยู่ในปาก) บริเวณกึ่งกลางท้องสิงห์ด้านหน้าตั่งจำหลักรูปมังกรคู่หันหน้าเข้าหากัน คั่นด้วยดาบมีอักษรจีนคำว่า “หวัง” (王) หมายถึงกษัตริย์ ด้านข้างจำหลักลายพรรณพฤกษารูปดอกไม้และส้มมือ* มีสัญลักษณ์มงคลแทรกรวมอยู่ด้วย อาทิ รูปหนังสือ หรือคัมภีร์สองเล่มร้อยด้วยริบบิ้น และ รูปน้ำเต้าประดับด้วยริบบิ้น ถัดขึ้นมาส่วนท้องไม้แบ่งออกเป็นสามช่อง สลักเป็นลายพรรณพฤกษารูปดอกไม้ชนิดต่าง ๆ อาทิ ดอกโบตั๋น ดอกบ๊วย และดอกเบญจมาศ (ดอกไม้ทั้งสามเป็นสัญลักษณ์มงคลในศิลปะจีนมีความหมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ความมีโชคลาภและความมีอายุยืนยาว) อีกทั้งจำหลักรูปนกแทรกอยู่ตามกิ่งไม้ ด้านข้างพระแท่นบริเวณท้องสิงห์จำหลักลายพรรณพฤกษา มีรูปดอกไม้ต่าง ๆ เช่น ดอกพุดตาน ดอกบัว ถัดขึ้นมาเป็นลายหงส์คู่ท่ามกลางลายพรรณพฤกษา          พระแท่นองค์นี้ตามประวัติกล่าวว่าได้มาจากเมืองแกลง (อำเภอแกลง) จังหวัดระยอง เมื่อคราวเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ มีประวัติว่าตั้งจัดแสดงอยู่ที่ พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระที่นั่งองค์กลางในหมู่พระวิมาน โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงว่าเป็นพระแท่นของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ดังความว่า  “...ตรงช่องผนังสกัดข้างหลัง ข้างเหนือ (คือ) พระแท่นพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มาจากเมืองแกลง...”       ต่อมาในลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทูลถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระแท่นองค์นี้ว่า  “...ถึงรัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระสังฆราชกรมหลวงชินวรฯ เสด็จลงไปทางหัวเมืองชายทะเล ไปพบพระแท่นขุนหลวงตากอยู่ที่วัดในเมืองแกลง อันเป็นวัดถิ่นเดิมของพระสังฆราชชื่น**ตรัสสั่งให้ส่งมายังพิพิธภัณฑสถาน เป็นเตียงจีนมีรูปสิงโตจำหลักปิดทองรองขาเตียงที่ต่อกับพื้นทั้ง ๔ ขา…”       ในหนังสือ “สมุดมัคคเทศนำเที่ยวหอพระสมุดวชิรญาณและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” (พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑) ได้เพิ่มเติมคำบรรยายพระแท่นองค์นี้ว่า “...พระแท่นกระบวรจีนของพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้มาจากเมืองแกลง...”        ทั้งนี้การพบพระแท่นองค์นี้ที่เมืองแกลงนั้น มีข้อสันนิษฐานอยู่สองแนวทาง กล่าวคือ ข้อสันนิษฐานแรก พระโพธิวงษ์ (ชื่น) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เดิมเป็นชาวเมืองแกลงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๔*** ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ถูกลดพระยศลงมาดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมธิราชมหามุนี (ว่าที่พนรัตน์)**** และภายหลังในคราวทำสังคายนาพระไตรปิฎก พศ. ๒๓๓๒ มีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลก สันนิษฐานว่าท่านได้นำพระแท่นองค์นี้กลับไปยังภูมิลำเนาเดิมที่เมืองแกลง       ข้อสันนิษฐานที่สอง คือ พระธรรมเจดีย์ (อยู่) เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร (พ.ศ. ๒๔๑๐-๒๔๒๙) เดิมเป็นชาวเมืองแกลง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระธรรมเจดีย์” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๔ เล่ากันอีกทางว่าท่านเป็นผู้ที่ย้ายพระแท่นองค์นี้พร้อมด้วยตู้พระธรรมเขียนภาพลงสีและพระพุทธรูปหวายฉาบปูน ๑ องค์ ไปไว้ที่วัดราชบัลลังก์ประดิษฐาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗       เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ กรมศิลปากรได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการ ประวัติศาสตร์ชาติไทยภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ได้นำพระแท่นองค์นี้จัดแสดงรวมไว้ด้วยเช่นกัน กระทั่งใน พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้ย้ายพระแท่นองค์นี้มาจัดแสดงอยู่ที่ห้องกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์       *ส้มมือ หมายถึง “ฮก” สัญลักษณ์มงคลสื่อถึงวาสนา หรือยศถาบรรดาศักดิ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน https://www.facebook.com/media/set/?set=a.429446087107623...      **สมเด็จพระสังฆราชชื่น ทรงเป็นพระสังฆราชองค์ที่ ๓ ในสมัยกรุงธนบุรี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในพระนิพน์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง ตำนานคณะสงฆ์      ***เรื่องการสถาปนาพระโพธิวงศ์ (ชื่น) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชในสมัยกรุงธนบุรี อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ตอน แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี      ****เรื่องการลดพระยศสมเด็จพระสังฆราชชื่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค)   อ้างอิง กรมศิลปากร. สมุดมัคคเทศนำเที่ยวหอพระสมุดวชิรญาณและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. พระนคร: ไทยพิทยา, ๒๔๙๑. ดำรงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. อธิบายว่าด้วยหอพระสมุดวชิรญาณ แล พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร. พระนครฯ: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๙. ดำรงราชานุภาพ. สมเด็จฯ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๔. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๔, จาก: https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุทธศักราช-๒๔๘๔/สิงหาคม/วันที่-๒๔-สิงหาคม-พศ-๒๔๘๔-ดร วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร. ลำดับเจ้าอาวาส. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๔, จาก: https://www.watmoli.org/index.php?url=about&code=admin&cat=A สิรินทร์ ย้วนใยดี. “พระแท่นประทับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.” นิตยสารศิลปากร ๖๑, ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑): ๑๑๗-๑๒๗.


black ribbon.