ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,708 รายการ
SOCIAL DISTANCING ในสมัยนี้ใช้ในสังคมเครือข่ายออนไลน์เพื่อการแจ้งข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงทั้งช่องทาง เฟสบุ๊ค ไลน์ ทวิตเตอร์ ฯลฯโดยใช้อุปกรณ์ประเภทคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือและอื่น ๆ ที่อำนวยความสะดวก แต่เมื่อสมัย 100 ปีการสื่อสารประเภท SOCIAL DISTANCING จะอยู่ในแบบตราสาร ใบบอก หรืออย่างทันสมัยสุดคือ โทรเลข แต่ข้อจำกัดของโทรเลขคือส่งข้อความไม่ได้มากเท่าที่ควร การนำสารไปบอกในแต่ละเมืองอาจใช้เวลาหลายวันเนื่องจากการคมนาคม และระยะทาง ซึ่งต่างจากในสมัยนี้สามารถคลิกครั้งเดียวส่งข่าวสารกระจายไปได้ทั่วโลก แต่มีข้อดีว่าการติดต่อของโรคระบาดจะควบคุมได้ง่ายกว่าในสมัยนี้เช่นกันเพราะการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว สามารถลัดฟ้าไปมาหากันได้ภายในพริบตา SOCIAL DISTANCING การเพิ่มระยะห่างทางสังคม มีปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุว่า พ.ศ.2464 เกิดโรคชนิดหนึ่งในเมืองจันทบุรี เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่” เหตุเกิดขึ้นครั้งแรกที่ตำบลตลาดและตำบลวัดใหม่ และชุกชุม ได้ติดต่อไปยังนักโทษของเรือนจำเป็นคราวเดียวกันถึง 25 คน รองอำมาตย์โท ขุนนรินทร์ประสาตร์ แพทย์ประจำจังหวัดจันทบุรี จึงได้กราบทูล อำมาตย์เอกหม่อมเจ้านพมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ความว่า “...ด้วยไข้หวัดใหญ่(อินพลูแวนซา) เกิดแก่นักโทษ...บัดนี้เห็นด้วยเกล้าว่าควรจัดการป้องกันราษฎรตามตำบลอำเภอต่าง ๆ เสียแต่ต้นมือ เพื่อโรคจะไม่รุกรามต่อไป ซึ่งมีวิธีการ “ห้าม... ควร... ระวัง...หลีกเลี่ยง...”ตามประกาศของกรมควบคุมโรคเรื่องโรคระบาดโควิด-19 ในสมัยนี้มีความคล้ายคลึงกับประกาศในสมัยร้อยปี ได้แก่ 1.มีคำสั่งให้จังหวัดประกาศให้ราษฎรทราบ 2.แนะนำให้ความรู้ถึงสาเหตุและการติดต่อของโรคชนิดนี้ 3.แนะนำวิธีการป้องกันและวิธีรักษา เหตุที่เกิดโรค ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดโดยพันธุไม้อย่างละเอียด เรียกว่าเชื้อโรคนี้ ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ได้เรียก”พันธุไม้อย่างละเอียด”ว่า ไวรัส และระบุว่าไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุเป็นไวรัสที่เรียกว่า influenza virus การติดต่อ 1. โรคนี้ติดต่อทางลมหายใจ และทางปาก เชื้อโรคนี้ออกจากน้ำลายและน้ำมูกของคนที่ป่วยแล้วปลิวตามอากาศ เราหายใจเข้าไปหรือน้ำลาย น้ำมูก เข้าจมูกเรา จึงป่วยเป็นโรคนี้ 2.หรือจะพูดได้ว่าเชื้อโรคออกจากปากหรือจมูก คนที่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วติดเรา (โรคโควิด-19 จะมีการติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลายและน้ำมูกของผู้ป่วย เช่นกัน) การป้องกัน แพทย์สาธารณสุขเมืองจันทบุรี ได้แนะนำว่า 1.ให้อำเภอประกาศให้ราษฎรทราบว่าถ้ามีเหตุจำเป็นจริง ๆ แล้วอย่าให้ราษฎรไปที่ตลาดจันทบุรี 2.ให้รักษาบ้านเรือนให้สะอาดเก็บกวาดสิ่งโสโครกออกเผา ปิดประตูหน้าต่างให้อากาศพัดไปมาได้สะดวก 3.บำรุงร่างกายให้แข็งแรง เช่นระวังอย่าให้หิวและเหนื่อยเกินสมควร อย่าอดนอน 4.จงนอนและทำงานในที่มีอากาศโปร่ง เมื่อนอนต้องห่มผ้าให้หน้าอกและท้องอุ่นอยู่เสมอ 5.ออกกำลังกายในที่กลางแจ้งพอสมควรอย่าให้เหนื่อยเกินไป 6.จงอยู่ในที่ ๆ มีอากาศโปร่ง อย่าอยู่ยัดเยียดกัน 7.เมื่อกำลังเหนื่อยหรือมีเหงื่ออยู่หรือกำลังร้อนอย่าเพ่ออาบน้ำ ต้องปล่อยให้เหงื่อแห้งและหายร้อนหายเหนื่อย จึงอาบได้อย่านั่งให้ลมโกรกจนหนาวสะท้าน 8.เวลานี้ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายเปล่าควรใส่เสื้อหรือห่มผ้าให้ร่างกายอบอุ่นเสมอ 9.บำรุงธาตุให้ปรกติ อย่ารับประทานของเสาะท้อง หรือของที่ทำให้ท้องขึ้น เช่น ส้มเปรี้ยวต่าง ๆ ผักดิบผลไม้ดิบต่าง ๆ อาหารเผดร้อน และสุรา 10.การดูมโหรศพ ในเวลานี้ไม่ควรดู... 11.เมื่อทราบว่าใครเป็นขึ้นแล้วไม่จำเป็นไม่ควรเยี่ยม 12.อย่าเข้าใกล้ผู้ที่ไอหรือจามด้วยโรคนี้ 13.มือหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่ใด้ถูกตัวคนป่วยแล้ว อย่าให้ถูกปากหรือจมูก เมื่อเวลารับประทานอาหาร ต้องล้างมือให้สะอาด ของต่าง ๆ ก็ต้องทำให้สะอาดเช่นเดียวกัน 14.อย่าใช้เครื่องใช้ต่าง ๆ ปนกับคนป่วย 15.อย่านอนในห้องหรือเรือนที่มีคนป่วย 16.เมื่อใครเป็นขึ้นมาแล้วเมื่อเวลาไอหรือจาม ต้องใช้ผ้าหรือผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกและปาก ถ้าไม่มีผ้าเมื่อเวลาไอแลจามต้องก้มหน้าลง 17.อย่าให้คนป่วยถ่มน้ำลายน้ำมูกลงบนพื้นบ้าน ต้องให้ถ่มน้ำลายน้ำมูกลงในกระโถน ในกระโถนต้องใช้ยาแซนนิตาสใส่ ถ้าไม่มีใช้น้ำมันก๊าศใส่แทน เมื่อถึงเวลาแล้วนำไปเทเผาเสียทุกครั้ง ห้ามไม่ให้เทบนพื้นดินหรือในน้ำ วิธีการรักษา โดยสรุป 1.ถ้ามีอาการตัวร้อน คัดจมูก เมื่อยและท้องผูก ให้รับประทานยาถ่าย และกินยาแก้ไข้ควินิน 2.คนป่วยห้ามอาบน้ำเย็นและตากลม 3.ให้คนป่วยรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย 4.เมื่อหายป่วยแล้วห้ามรับประทานของแสลง เช่นกล้วย ส้มต่าง ๆ และของเมือกมัน หวาน เช่นกะทิ มันหมู น้ำมันต่าง ๆ เป็นต้น และให้อำเภอรายงานคนป่วย คนตายโดยเร็ว และต่อเนื่องทุกสัปดาห์ จะเห็นได้ว่าการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อร้อยปี สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่โรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดในปัจจุบันได้อย่างดี และจากมาตรการป้องกันอันเข้มข้นของรัฐบาล ณ ขณะนี้ และหวังว่าเรื่อง “SOCIAL DISTANCING" ของประเทศไทยที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ จะช่วยกระจายความรู้ความเข้าใจให้"ตระหนัก"อย่างถ่องแท้และโปรดอย่า"ตระหนก"จนเกินเหตุ เราจะก้าวผ่านโรคร้ายนี้ไปอย่างรวดเร็วเหมือนในอดีตได้เช่นกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผู้เขียน นางสุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรีอ้างอิง-เอกสารจดหมายเหตุ ชุด (13) มท2.3.1/14 เรื่อง ราษฎรป่วยเปนไข้หวัดใหญ่ (15-22 ม.ย.2464) -ประเสริฐ เชื้อวรากุล .(2553).ไข้หวัดใหญ่(Influenza).วันที่ค้นข้อมูล 31 มีนาคม 2563.เข้าถึงได้จาก https://www.si.mahidol.ac.th/sidoct…/e-pl/articledetail.asp… ที่มาของบทความ https://www.facebook.com/102943834583364/posts/146054520272295/
ชื่อผู้แต่ง สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ชื่อเรื่อง เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเมืองญวนและเมืองเขมรในรัชกาลที่ ๒
ครั้งที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 3
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ชวนพิมพ์
ปีที่พิมพ์ 2518
จำนวนหน้า 58 หน้า
หมายเหตุ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันตำรวจเอกเชิงชัย ชาญศิลป์
หนังสือเรื่องนี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงกล่าวถึงเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารที่ประเทศไทยเกี่ยวพันกับเมืองญวนและเมืองเขมรตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ร.1 ตอนสุดท้ายเรื่องพม่าชักชวนญวนให้ยกทัพเข้ามาตีไทยสมัย ร.2 แต่ญวนไม่ยอมเข้ากับพม่า จึงมาบอกให้ไทยทราบแต่ญวนของก็ยังขยายอำนาจออกมาเสมอ และต้องรบกับไทยในที่สุดในสมัย ร.3
ชื่อผู้แต่ง : สมมตอมรพันธุ์,กรมพระชื่อเรื่อง : ตำนานพระโกศและหีบศพบรรดาศักดิ์และระเบียบการศพครั้งที่พิมพ์ : -สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯปีที่พิมพ์ : ๒๕๓๔จำนวนหน้า : ๒๕๒ หน้าหมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมราชวงศ์สุทธิสวาท กฤดากร ป.ช.,ป.ม.ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันอาทิตย์ที่ ๑กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๔ หนังสือเรื่อง ตำนานพระโกศและหีบศพบรรดาศักดิ์นี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมมตอมรพันธุ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เผะอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จฯ เจ้า-ฟ้า กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ไดเทรงช่วยกันเรียบเรียงขึ้น เนื้อหากล่าวถึงลักษณะของพระโกศที่ทรงพระบรมศพ พระศพเจ้านายและโกศพระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์ ส่วนหีบศพบรรดาศักดิ์ เป็นหีบหลวงพระราชทานสำหรับศพข้าราชการโดยจำแนกตามชั้นยศบรรดาศักดิ์ เป็นอันดับกัน
นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
วัตถุประสงค์ : เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม
ในสาระสำคัญต่าง ๆ และเพื่ออนุรักษ์สืบทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระบรมราโชวาทในรัชกาลที่ 5 พระราชทานแด่พระเจ้าลูกยาเธอ. พระนคร : กรมศิลปากร, 2506.
พระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้จัดพิมพ์ในเล่มนี้ เป็นพระบรมราโชวาทซึ่งมีไปพระราชทานพระบรมโอรสาธิราช ขณะประทับศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศภาคหนึ่ง และอีกภาคหนึ่งเป็นพระบรมราโชวาททรงมีพระราชทานพระเจ้าลูกยาเธอ เนื่องในโอกาสเสด็จออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ เมื่อพุทธศักราช 2484 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นสำหรับแนะนำสั่งสอนพระเจ้าลูกยาเธอ เนื้อความเป็นคติสอนใจที่เป็นผลแก่ผู้อ่านทั่วไปด้วย โดยเฉพาะกุลบุตรกุลธิดา ซึ่งกำลังอยู่ในวัยเล่าเรียน ทั้งที่ศึกษาอยู่ในบ้านเมืองของเรา และที่ออกไปศึกษาอยู่ ณ ต่างประเทศ
ชื่อเรื่อง : จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือและนครเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๖๙
ผู้แต่ง : -
ครั้งที่พิมพ์ : ๕
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๐
สำนักพิมพ์ : กองการพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล
หมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้ากาวิละวงศ์ ณ เชียงใหม่ ณ เมรุวัดธาตุทอง พระโขนง วันที่ ๒๘ พศจิกายน ๒๕๑๐
หนังสือจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัว เสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือและนครเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๖๙ เล่มนี้ ได้รวบรวมเรื่องราวและเหตุการณ์ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประภาสหัวเมืองต่างๆในมณฑลฝ่ายเหนือและนครเชียงใหม่ ซึ่งมีเรื่องราวความเป้นอยู่และขนบธรรมเนียมประเพณีของหัวเมืองฝ่ายเหนือไดเเป็นอย่างดี
องค์ความรู้ เรื่อง พุทธลักษณะหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ เรียบเรียงข้อมูลโดย นางสาวเบญจพร สารพรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
กรมศิลปากร กำหนดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ณ วัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. และขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมศิลปากรรับผ้า พระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.๒๕๖๓ นำไปถวาย ณ วัดพระงาม ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ในวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. โดยจะมีพิธีสมโภชองค์พระกฐินในวันศุกร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๘.๐๐ น. กรมศิลปากร จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์ หรือสิ่งของ โดยเสด็จพระราชกุศล ในการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ตามกำหนดวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว ได้ที่ กลุ่มคลังและพัสดุ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร ในกรณีส่งธนาณัติ หรือ ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ โปรดสั่งจ่ายในนามผู้อำนวยการกลุ่มคลังและพัสดุ กรมศิลปากร ปณ.หน้าพระลาน กทม. ๑๐๒๐๐ หรือโอนเข้าบัญชีธนาคารออมสิน สาขาหน้าพระลาน บัญชีเลขที่ ๐ ๕ ๐ ๕ ๗ ๐ ๓ ๔ ๕ ๕ ๙ ๐ ชื่อบัญชี การกุศลกรมศิลปากร ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ทั้งนี้ กรมศิลปากรจะได้รวบรวมนำเข้าสมทบถวายบำรุงพระอารมหลวงวัดพระงามต่อไป สอบถามเพิ่มเติมโทร. ๐ ๒๒๒๑ ๗๘๑๒
พระแสงศรกำลังราม เป็นหนึ่งในพระแสงอัษฎาวุธ ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นเนื้อสัมฤทธิ์ เก่าแก่ สง่า และงดงามยิ่ง เป็นของโบราณชิ้นสำคัญมาสู่พระบารมี เมื่อครั้งต้นรัชกาล พระแสงศรกำลังรามนี้มีพร้อมทั้งลูกศรและคันศร ตามหลักฐานการค้นพบที่บันทึกไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๒๘ ภาค ๑ วันที่ ๙ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ หน้า ๓๗ - ๔๒ เรื่อง ธงพระกระบี่ธุชพระครุฑพาหน้อยแลพระแสงศรกำลังราม อธิบายความไว้ว่า พระอธิการรุ่ง วัดหนองตานวล ท้องที่กิ่งอำเภอตากคลี อำเภอพยุหคีรี มณฑลนครสวรรค์ ได้คุมคนงานและช้างไปตัดไม้ในดงหนองคันไถ ครั้นเมื่อ ณ วันอังคาร เดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑๗ มกราคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ พระอธิการรุ่งได้ใช้ให้นายตี่กับเด็กแบนซึ่งเป็นศิษย์ ไปหาใบตองกล้วยป่า เพื่อนำมามวนบุหรี่บน เขาชอนเดื่อ เมื่อทั้งสองถึงไหล่เขาพบว่ามีศิลา ๒ ก้อนตั้งอยู่เคียงกัน นายตี่มองเห็นศีรษะนาคโผล่จากใบไม้ที่ร่วงสะสมอยู่ในซอกศิลา เข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปจึงหยิบยกขึ้นมาดูเห็นเป็นศรทั้งคัน เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้นเด็กแบนจึงทำการค้นหาที่ซอกศิลาต่อจึงพบลูกศรอีกลูกหนึ่ง ทั้งสองจึงนำศรและลูกศรที่พบ ถวายพระอธิการรุ่ง ในเวลานั้นขุนวิจารณ์พยุหพล ปลัดว่าการกิ่งอำเภอตากคลี กำลังเดินทางตรวจราชการในท้องที่ ได้ข่าวเรื่องศรจึงไปขอดูแล้วรายงานขึ้นไปยังมณฑลนครสวรรค์ พระยาศิริไชยบุรินทร์ (ศุข) ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครสวรรค์ จึงได้พาพระอธิการรุ่ง นายตี่และเด็กแบน พร้อมด้วยศรเข้ามายังกรุงเทพ ฯ เพื่อทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ศรที่พบนี้มีลักษณะเป็นเครื่องสัมฤทธิ์ ศีรษะเปนนาคราช ๓ เศียรและลูกศรสัมฤทธิ์ มีขนนกสามใบ ปลายคมเป็นรูปวัชระ เป็นฝีมือโบราณอันประณีต ไม่มีรอยมือจับหรือสิ่งที่จะส่อให้เห็นว่าได้ทำขึ้นไว้สำหรับเทวรูปถือ สันนิษฐานว่าศรนี้น่าจะได้สร้างขึ้นไว้สำหรับการพิธีตามลัทธิพราหมณ์โดยเฉพาะใช้ชุบน้ำทำน้ำมนต์หรือแช่งน้ำสาบานดังเช่นทำน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ครั้นในการพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีสุดปีตามจันทรคติ รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ ๒๕ - ๒๙ มีนาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ คันศรและลูกศรที่พบได้ถูกอันเชิญขึ้นสมโภชในการพระราชพิธีนี้ด้วย ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ มีนาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงนำศรเครื่องสัมฤทธิ์ ศีรษะเปนนาคราช ๓ เศียรและลูกศรสัมฤทธิ์ ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจิมศรสัมฤทธิ์ และโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพนักงานพาดบันไดแก้วตั้งเข้าพระราชพิธีไว้ในพระแท่นมณฑลด้านหน้าพระพักตร์ แล้วพระราชทานนามศรนี้ว่า พระแสงศรกำลังราม จากนั้นพระราชทานพัดครุฑทอสำหรับงานมงคลแก่พระอธิการรุ่ง และพระราชทานเงินแก่ศิษย์พระอธิการรุ่งทั้งสองคนที่เป็นผู้เก็บพระแสงศรกำลังรามนี้ได้ คนละ ๑๐๐ บาท ดังปรากฏข้อความในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ เล่มที่ ๒๘ ภาค ๑ วันที่ ๙ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ หน้า ๒๙ - ๓๗ จากเหตุการณ์อันได้พระแสงศรกำลังราม มาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งต้นรัชกาล พระแสงศรกำลังรามได้ถูกอัญเชิญนำมาใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญ โดยเฉพาะ ในการพระราชพิธีศรีสัจปานการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มหาราชครูพิธีพราหมณ์เชิญพระแสงศรกำลังรามเข้าร่วมในพระราชพิธีดังกล่าว โดยเชิญพระแสงศรกำลังรามแทงน้ำในพระขันหยก และเชิญลงชุบแทงในหม้อน้ำพระพุทธมนต์ร่วมกับพระแสงอีก ๓ องค์ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ ดังปรากฏข้อความที่มีการบันทึกในราชกิจจานุเบกษา เรื่อง พระราชพิธีศรีสัจปานการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เล่มที่ ๒๘ ภาค ๑ วันที่ ๙ เมษายน รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ หน้า ๔๓ - ๔๖ และในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งที่ ๒ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ๒ ธันวาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินด้วยกระบวนพยุหยาตราโดยทางสถลมารคเลียบพระนคร ซึ่งตรงกับวันที่ ๓ ธันวาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระแสงอัษฎาวุธประจำพระองค์ จำนวน ๘ องค์ ตามขบวนเสด็จพระราชดำเนินทางเบื้องซ้ายและเบื้องขวา พระแสงศรกำลังรามถูกอัญเชิญอยู่ในแถวที่ ๔ ในกระบวนเสด็จทางเบื้องซ้าย โดยมี นายสุดจินดา (จำลอง สวัสดิชูโต ภายหลังเป็นพระยาจินดารักษ์) เป็นผู้ถืออัญเชิญเสด็จ การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้ของโบราณอันสำคัญมาสู่พระบารมี ภายในต้นปีแห่งรัชสมัย ทำให้ทรงรู้สึกปีติโสมนัสยิ่งนัก เปรียบดั่งได้ช้างเผือกซึ่งเป็นสิ่งหายาก เป็นสิ่งสำคัญ เป็นสวัสดีมงคลมาสู่พระบรมราชวงศ์และสยามประเทศ ดังปรากฏอยู่ในลายพระราชหัตถเลขา ที่มีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๒๙ ว่า “การที่ได้แผ่นสัมฤทธิ์รูปกระบี่ธุช ครุฑพ่าห์จากนครไชยศรีซึ่งได้ให้ประกอบเปนธงกระบี่ธุช ครุฑพ่าห์ขึ้นแล้วนั้นอย่าง ๑ กับการที่ได้ศรนี้อีกอย่าง ๑ ทำให้หม่อมฉันรู้สึกปลื้มอิ่มใจเปนอย่างยิ่ง รู้สึกว่าคล้ายๆ ได้ช้างเผือก เปนอันเข้าใจดีว่าพระราชหฤทัยพระราชาธิบดีแต่ก่อนๆ มาท่านจะทรงรู้สึกอย่างไร เมื่อมีช้างเผือกเพราะรู้อยู่ว่านับวันนั้นจะหายากเข้าทุกที ได้เคยนึกเสียดายตะหงิดๆ นี่ก็นับว่าเปนโชคดี เปนบุญนักหนาที่ได้ของสำคัญๆ เช่น กระบี่ธุช ครุฑพ่าห์ และศรโบราณนี้มาภายใน ปีต้นแห่งรัชสมัย นับเปนสวัสดีมงคลแก่ตัวหม่อมฉันและพระราชบรมวงษ์จักรี ทั้งสยามรัฐสีมาประชาชนที่หม่อมฉันนี้ได้รับภารเปนผู้ทำนุบำรุง ดูเหมือนมาเปนเครื่องเตือนใจให้รู้สึกหน้าที่ของตน ที่จะต้องแผ่อาณาแก่ประชาชนทั้งหลายในสยามรัฐ และจะต้องทำนุบำรุงให้ชาติดำเนินไปสู่ ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นให้ราษฎรได้รับความร่มเย็นเปนศุขทั่วกัน ให้ได้คงเปนใหญ่อยู่จริงสมนามแห่งชาติเรานี้ชั่วกัลปาวสาน” ภาพ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินด้วยกระบวนพยุหยาตราโดยทางสถลมารคเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๗ ธันวาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ ภาพ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชอาสน์ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๗ ธันวาคม รัตนโกสินทร ศก ๑๓๐ ภาพ : พระแสงศรกำลังราม ภาพ : ลูกศรสัมฤทธิ์มีหัวลูกศรเป็นรูปวชิระ ภาพ : ต้นฉบับราชกิจจานุเบกษา เรื่อง “ธงพระกระบี่ธุชพระครุฑพาหน้อย แลพระแสงศรกำลังราม” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๓๗ - ๔๒. ภาพ : ต้นฉบับราชกิจจานุเบกษา เรื่อง “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๒๙ - ๓๗. ภาพ : ต้นฉบับราชกิจจานุเบกษา เรื่อง “พระราชพิธีศรีสัจปานการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๔๓ - ๔๖. ------------------------------------------- เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวรวิวรรณ พุฒซ้อน บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ------------------------------------------- บรรณานุกรม จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒนากร, ๒๔๖๖. “ธงพระกระบี่ธุชพระครุฑพาหน้อยแลพระแสงศรกำลังราม” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๓๗ - ๔๒. ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๕๐. ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖. พิมพ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ: มติชน, ๒๕๕๐. “พระราชพิธีศรีสัจปานการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๔๓ - ๔๖. “พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๒๘ ภาค ๑ (๙ เมษายน ร.ศ. ๑๓๐) ๒๙ - ๓๗. สารานุกรมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เล่ม ๑ พระราชประวัติ บุคคล และเรื่องที่เนื่องในพระองค์. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, 2540.
ชื่อเรื่อง : เทศนาเสือป่าผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวปีที่พิมพ์ : ๒๔๗๗สถานที่พิมพ์ : [กรุงเทพฯ]สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.จำนวนหน้า : ๑๗๘ หน้า เทศนาเสือป่า เล่มนี้ จมื่นเทพดรุณาทร (เปรื่อง กัลยาณมิตร) พิมพ์แจกในงาน ฌาปนกิจศพ นางเนื่อง สาตราธิกรณ์ฤทธิ์ (เนื่อง กัลยาณมิตร) ประกอบด้วย ๑๗ กัณฑ์ กัณฑ์ ที่ ๑ ความจำเป็นที่จะมีศาสนา , กัณฑ์ ที่ ๒ กำเนิดแห่งศาสนา, กัณฑ์ ที่ ๓ ศาสนาพราหมณ์ , กัณฑ์ ที่ ๔ ศาสนายิวกับศาสนาครสตัง , กัณฑ์ ที่ ๕ ความภักดีต่อศาสนา , กัณฑ์ ที่ ๖ ปาฏิหาริย์ , กัณฑ์ ที่ ๗ ศาสนาเป็นของสำหรับชาติ , กัณฑ์ ที่ ๘ ประวัติการแห่งพระพุทธศาสนา , กัณฑ์ ที่ ๙ ความประพฤติแห่งพุทธศาสนิก , กัณฑ์ ที่ ๑๐ การอุปสมบท , กัณฑ์ ที่ ๑๑ พระไตรย์สรณาคม , กัณฑ์ ที่ ๑๒ ประโยชน์แห่งการอยู่ในธรรม , กัณฑ์ ที่ ๑๓ หลักแห่งความประพฤติชอบ , กัณฑ์ ที่ ๑๔ ปฐมสิกขาบท , กัณฑ์ ที่ ๑๕ ทุติยะสิกขาบท , กัณฑ์ ที่ ๑๖ ตะติยะ จตุตถ และเบญจมะสิกขาบท และ กัณฑ์ ที่ ๑๗ จตุราริยะสัจจ์
กิจการพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย นับแต่เริ่มหยั่งรากในวัฒนธรรมจนปัจจุบัน เป็นเวลากว่าหนึ่งร้อยปีมาแล้ว ได้แตกกิ่งก้านสาขาไปมากมาย