ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,567 รายการ
มกร
สังคโลก ศิลปะสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐
พระราชประสิทธิคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชธานีและเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย มอบให้
สัณฐานรูปตัว s ในภาษาอังกฤษ ส่วนหัวเป็นแผงตั้งขึ้นคล้ายเขาโดยใช้ลายกนกตกแต่งจากส่วนบนสุดของหัวมาถึงหลัง จมูกคล้ายงวงสั้นๆ ตั้งชันขึ้น ปากอ้าเห็นฟันเขี้ยว มีลูกกลมในปาก มีเครายาว ลำตัวยาว ขาหน้าสั้น เท้ามีสี่นิ้วและกรงเล็บงุ้ม ตัวท่อนล่างไม่ปรากฏ, กลวงตลอดตัว เขียนลายเป็นเกล็ดสีดำบนลำตัวสีขาว
มกร เป็นสัตว์ทะเลในตำนานสันนิษฐานว่าน่าจะคล้ายกับสัตว์จำพวกปลาและจระเข้แต่มีลักษณะพิเศษ ลำตัวและหางเหมือนปลา ในฮินดูปกรณัม มกร เป็นพาหนะของเทพวรุณ เจ้าแห่งฝนและมหาสมุทร มกรยังเป็นเครื่องหมายประดับบนธงของกามเทพ เป็นสัญลักษณ์ของน้ำประติมากรรมรูปมกรนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรม เช่น โบสถ์ วิหาร เป็นส่วนเชิงบันได เชิงระเบียง เชิงชายหลังคา
ที่มาของข้อมูล :
หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
ข้อมูลนำชมโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง
ผ่าน QR code
จัดทำโดย นางสาวสาธิตา วรรณพิรุณ
คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม
ชั้นปีที่ ๔ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ล้านนา ตาก
โครงการสหกิจศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๓
เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา ขอเสนอพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์แก่หอจดหมายเหตุอย่างหาที่สุดมิได้
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยงานศิลปวัฒนธรรม และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ดังเห็นได้จากทรงเคยหัดโขนเบื้องต้นกับครูนาฏศิลป์ ทรงวิริยะอุตสาหะทางดนตรีกับพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร แม้ภายหลังทรงรับพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร แล้ว ก็ยังทรงใฝ่พระทัยเสมอมา
ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๘ รัฐบาลมีดำริจัดสร้างหอจดหมายเหตุในจังหวัดพะเยา เพื่อรวบรวม อนุรักษ์เอกสารราชการที่มีความสำคัญทางการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และประวัติศาสตร์ของภูมิภาค จึงกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคาร เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ทรงตอบรับ ยังความซาบซึ้งในน้ำพระทัยแก่ประชาชนเป็นล้นพ้น
ครั้นการก่อสร้างสำเร็จใน พ.ศ. ๒๕๔๒ รัฐบาลได้กราบบังคมทูลขอพระเมตตาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอาคารหอจดหมายเหตุเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคมอีกครั้ง พระองค์ก็ทรงตอบรับเช่นเคย พร้อมกับพระราชทานพระนามพระอิสริยยศของพระองค์ให้เป็นชื่อหอจดหมายเหตุอย่างเป็นทางการว่า
" หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พะเยา "
ณ วันนี้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา ครบรอบ ๒๑ ปี ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมิรู้ลืม และตั้งปณิธานปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถให้สมกับที่ทรงมีน้ำพระทัย ทรงเห็นคุณค่าของเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้คงอยู่สืบไป
ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ ( นักจดหมายเหตุ )
เอกสารอ้างอิง : สุวคนธ์ ตังสุหน. พิธีเปิดหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรม
โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา
วันจันทร์ที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒. ม.ป.ป.
ชื่อเรื่อง เทศนาสังคิณี-มหาปัฎฐานสพ.บ. 192/2ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 18 หน้า : กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 55 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง เทสนาสุวรรณสิรสาสูตร(สุวรรณสิรสาสูตร)สพ.บ. 114/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง กฐินและผ้าป่า
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.99/ข/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4.5 x 55.5 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 58 (154-159) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : กจฺจายนมูล (พระมุลลกัจจายนนาม-ตัทธิต) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.128/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4.5 x 51 ซ.ม. : รักทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 74 (267-274) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : มูลตันไตย (มุลฺลตันไตย)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.79/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 76 หน้า ; 5.9 x 56 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 49 (71-77) ผูก 6 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (พระสังคิณี-พระมหาปัฏฐาน)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
องค์ความรู้ เรื่อง "การเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ มกราคม" เรียบเรียงข้อมูลโดย นายชัยสิทธิ์ ปะนันวงค์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
ชื่อเรื่อง : กากี กลอนสุภาพ
ชื่อผู้แต่ง : พระคลัง (หน), เจ้าพระยา
ปีที่พิมพ์ : 2504
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม
จำนวนหน้า : 44 หน้า
สาระสังเขป : กากีกลอนสุภาพ เป็นวรรณคดีไทยที่ประพันธ์ในรูปแบบกลอนสุภาพ เล่าเรื่องตำนานโบราณของนางกากี เนื้อเรื่องมีอยู่ว่าท้าวพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสีมีพระมเหสีชื่อกากี นางมีรูปงามและมีกลิ่นกายหอมฟุ้ง ท้าวพรหมทัตสิเน่หานางยิ่งนัก ครั้งหนึ่งนางกากีมาหาท้าวพรหมทัตที่กำลังเล่นสกา ได้สบเนตรกับพญาครุฑที่แปลงกายเป็นมาณพหนุ่มกำลังทรงสกากับท้าวพรหมทัต เกิดความปฏิพัทธ์ซึ่งกันและกัน และพากันไปเสพสุขอยู่ ณ วิมานฉิมพลี พอนางกากีหายไปท้าวพรหมทัตเสียใจยิ่งนักคนธรรพ์พี่เลี้ยงจึงอาสาไปตามหานางกากี เมื่อคนธรรพ์พบนางกากีได้ออกอุบายให้นางหลงรัก จนเรื่องรู้ถึงพญาครุฑ พญาครุฑรู้สึกเสียหน้าจึงตัดสัมพันธ์และนำนางมาคืนที่กรุงพาราณสี ท้าวพรหมทัตผู้ทราบเรื่องราวทั้งหมดจากคนธรรพ์จึงให้ลอยแพนางกากีไปเสีย เพราะสตรีเยี่ยงนางถ้าเลี้ยงไว้ก็หนักแผ่นดิน
วีดีทัศน์เชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ชุด "ถึงครูผู้ให้" นำเสนอ
“ครูผู้ให้” : นายสุชาติ ขวัญหวาน
กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ร่วมเขียนภาพเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส นายศักย ขุนพลพิทักษ์ เพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ประจำปี ๒๕๖๔
ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔
ณ อาคารนิทรรศการ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป
‘รางวัลเลขท้ายสองตัวประจำวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เลขที่ออกคือ…’ หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับประโยคข้างต้น เพราะทุกวันที่ ๑ และ ๑๖ ของเดือนถือเป็นช่วงเวลาทองของนักเสี่ยงโชคจากรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล และมักปรากฏผู้โชคดีได้รับรางวัลที่ ๑ ผ่านสื่อต่าง ๆ กันอยู่เนือง ๆ แต่การถูกรางวัลนั้นจะเรียกว่าน่าจะขึ้นอยู่กับดวงชะตาของแต่ละบุคคลหรือบางครั้งอาจมีวิธีการหาตัวเลขนำโชคในรูปแบบความเชื่อและวิธีการต่าง ๆ ดังเช่นเมื่อ ๖๐ ปีที่ผ่านมา จากข้อมูลเอกสารจดหมายเหตุจังหวัดนครพนม แผนกมหาดไทย เรื่อง กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสืบสวนข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์เรื่องราษฎรในภาคอิสานปั่นป่วนเพราะการหาซื้อเงินเหรียญรัชกาลที่ ๑ และ ๔ เพื่อดูเลขท้ายลอตเตอรี่ ระบุว่า วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๙ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้รับรายงานวิทยุสื่อสารจากกระทรวงมหาดไทย สั่งการ เรื่อง หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าขณะนี้ราษฎรภาคอีสานปั่นป่วน เนื่องจากการหาซื้อเงินเหรียญรัชกาลที่ ๑ และ ๔ ถึงกับขายบ้าน ขายนา ไม่เป็นอันทำมาหากิน โดยให้ดำเนินการสอบสวนและหาแนวทางป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม จึงดำเนินการแจ้งเวียนไปยังนายอำเภอทุกอำเภอเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า มีราษฎรจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสกลนครบางคนลักลอบไปหาซื้อเหรียญในราคาเหรียญละ ๔๐๐ บาทขึ้นไป ในบางพื้นที่ อาทิ อำเภอเมืองนครพนม กำหนดให้เหรียญรัชกาลที่ ๑ ราคาสูงถึงราคาเหรียญละ ๑๐,๐๐๐ บาท และเหรียญรัชกาลที่ ๔ ราคาเหรียญละ ๑,๐๐๐ บาท สืบเนื่องจากมีการโฆษณาจากคนรับซื้อว่าหากนำเหรียญดังกล่าวไปให้อาจารย์ปลุกเสกจะสามารถบอกเลขท้ายลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ได้อย่างแม่นยำ แต่ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการสอบถามจากราษฎรในจังหวัดนครพนม พบว่า ราษฎรในพื้นที่บางแห่งมีการตื่นตัวและรับรู้เหตุการณ์นี้แต่ยังไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีเหรียญลักษณะดังกล่าวขายและยังไม่มีผู้ใดขายบ้านขายนาหาซื้อเงินเหรียญ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการชี้แจงให้ราษฎรทราบว่า เงินเหรียญกษาปณ์เริ่มมีใช้ในรัชกาลที่ ๔ ดังนั้นจึงไม่อาจเป็นไปได้ว่าจะมีเหรียญในลักษณะดังกล่าวออกมาจำหน่าย------------------------------------------------------เรียงเรียงโดย : นางสาวพัชราภรณ์ สุวรรณะ นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กองกษาปณ์. (๒๕๕๗). เงินตรา. ค้นข้อมูลเมื่อวันที่ ๑ ก.พ. ๒๕๖๔ จากhttp://www.royalthaimint.net/ ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_newsphp?nid=46&filename=index) หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี. นพ ๑.๒/๔๔ กระทรวงมหาดไทยสั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสืบสวนข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ เรื่อง ราษฎรในภาคอิสานปั่นป่วนเพราะการหาซื้อเงินเหรียญรัชกาลที่ ๑ และ ๔ เพื่อดูเลขท้ายลอตเตอรี่ (๒๘ มิ.ย. - ๑๐ ก.ค. ๒๔๙๙)
องค์ความรู้ เรื่อง : เมืองโยนก นครในตำนานล้านนา
โดย : สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่
. ตำนานสิงหนวัติกุมารเล่าถึงการเข้ามาในดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำกก ของชาวไทยเทศ มีผู้นำคือ สิงหนวัติกุมารได้ตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ คือ เมืองโยนกนาคพันธุ์ หรือเมืองโยนกนั่นเอง และมีการอยู่อาศัยเรื่อยมา จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้เกิดเหตุอาเพศ ตำนานเล่าว่าชาวเมืองได้จับปลาไหลเผือกมากิน ทำให้เกิดแผ่นดินไหว บ้านเมืองล่มสลายหายไปในที่สุด
. ชื่อเรียก “โยน” หรือ “ยวน” ที่เรียกกลุ่มคนและแคว้นบริเวณลุ่มแม่น้ำกกตั้งแต่สมัยพญามังรายจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์นั้น น่าจะมีที่มาจากชื่อเมืองโยนก ซึ่งแสดงถึงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่ยุคตำนานจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายท่านเห็นว่า เมืองโยนกนี้ ไม่น่าจะเป็นเพียงเมืองในตำนาน เพราะลักษณะการเล่าเรื่องในตำนานบอกถึงความทรงจำถึงเมืองที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน
. นักวิชาการสันนิษฐานว่าเมืองโยนกที่ล่มสลายไป น่าจะมีที่ตั้งอยู่ ๒ บริเวณ คือ บริเวณเวียงหนองล่ม (หรือเวียงหนองหล่ม ในภาษาเหนือ) ในพื้นที่รอยต่อระหว่างอำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และอีกบริเวณคือ หนองหลวง ในพื้นที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ซึ่งทั้ง ๒ แห่งนี้ มีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเช่นเดียวกัน แต่จากหลักฐานโบราณสานและโบราณวัตถุ ทำให้เชื่อว่าเมืองโยนกอยู่บริเวณเวียงหนองหล่ม มีน้ำหนักมากกว่า นอกจากนั้น เวียงหนองหล่มยังตั้งอยู่บนบริเวณรอยเลื่อนแม่จัน ที่ยังเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง ซึ่ง ดร.นวลศิริ วงศ์ทางสวัสดิ์ ได้ให้ความเห็นไว้ว่าสาเหตุที่ทำให้เวียงโยนกหรือเวียงหนองล่มสลาย อาจเป็นเพราะตั้งอยู่ตรงตำแหน่งรอยเลื่อนนั้นพอดี
. พื้นที่เวียงหนองหล่มกินพื้นที่ ๔ ตำบล ใน ๒ อำเภอ ได้แก่ ตำบลจันจว้า ตำบลท่าข้าวเปลือก ตำบลจอมสวรรค์ อำเภอแม่จัน และตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน มีการสำรวจทางโบราณคดีพบโบราณสถาน ทั้งวัดร้างและแหล่งเตาเผาโบราณ จำนวน ๗๘ แหล่ง อย่างไรก็ตาม โบราณวัตถุและโบราณสถานที่สำรวจพบในพื้นที่เวียงหนองหล่ม สามารถกำหนดอายุได้ในราวช่วงสมัยล้านนาเท่านั้น ยกเว้น กลองมโหระทึก ที่ชาวบ้านพบจากหนองเขียว ที่มีอายุเก่าแก่ไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ ๒,๐๐๐-๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว
. หากดูจำตำแหน่งที่ตั้งประกอบกับหลักฐานทางโบราณคดีส่วนใหญ่ที่พบแล้ว จะเห็นได้ว่าเวียงหนองหล่มตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างเมืองเชียงรายและสบกก (บริเวณที่แม่น้ำกกไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง) และระหว่างเมืองเชียงรายกับเมืองเชียงแสน โดยหากล่องแม่น้ำกกจากเมืองเชียงรายมาจะถึงเวียงหนองหล่มก่อนจะเข้าไปยังเมืองเชียงแสน ชุมชนบริเวณนี้จึงน่าจะเป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเมืองเชียงแสน อาจจะในฐานะชุมชนที่เป็นแหล่งหาปลา หรือแหล่งเกษตรกรรม เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นที่ชุ่มน้ำที่มีแม่น้ำสาขาไหลเชื่อมไปยังแม่น้ำโขง จึงเป็นบริเวณที่มีปลาชุกชุม และมีแม่น้ำสายย่อย เหมาะแก่การเพาะปลูก
อย่างไรก็ตาม ในพื้นเมืองเชียงแสนกล่าวว่า พญาแสนภูได้สร้างเมืองเชียงแสนขึ้นบนเวียงเดิม ดังนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่า เวียงเดิมที่กล่าวถึงในตำนานอาจจะกินพื้นที่กว้างขวางถึงบริเวณเวียงหนองหล่ม แต่จุดที่ตั้งเมืองเชียงแสนอาจจะเป็นเมืองเดิมที่มีการอยู่อาศัยอย่างเบาบาง จึงยังไม่พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานสมัยก่อนล้านนาก็เป็นได้
- สำหรับ " กลองมโหระทึกจันจว้า " สามารถติดตามได้ในลิงค์ : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/.../virtual-model...
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
เรียบเรียงโดย :
นางสาวนงไฉน ทะรักษา
นักโบราณคดีชำนาญการ
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่