ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,932 รายการ

เลขทะเบียน  นม.บ.15/ข/1ก


       พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ขอเชิญชวนผู้ปกครอง พาลูกหลานมาเรียนรู้และร่วมสนุกในช่วงปิดเทอมนี้ กับกิจกรรม "สนุกคิดสร้างสรรค์ ตามรอยวิถีชาวนาไทย" ที่สืบสานวิถีชาวนาไทยแบบสร้างสรรค์ กิจกรรมมีตลอดเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 พบกับกิจกรรมพิเศษที่ห้ามพลาด! ระบายสีถุงผ้า, ดินน้ำมันปั้นโมเดล วิถีชาวนา, ม้าก้านกล้วย, ต่อจิ๊กซอว์ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)         มาเติมเต็มวันว่างให้มีค่า ได้ทั้งความรู้และความสุขกันได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6116 Facebook: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย สุพรรณบุรี Thai Farmers National Museum https://www.facebook.com/ThaiFarmersNationalMuseum  




สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง           วันจันทร์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๒๗ น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ท้องสนามหลวง โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้า ฯ รับเสด็จ          ในการนี้ ทรงสุหร่ายหมุด และเครื่องมือช่าง จากนั้นพระราชทานหมุดให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำไปตอกหมุดทั้ง ๔ ทิศ ตัวหมุดทำจากไม้มงคล คือ ไม้สัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ เซนติเมตร ยาว ๒๙ เซนติเมตร เหลาปลายแหลมด้านหนึ่ง เครื่องมือที่ใช้ตอก คือ ไม้สามเกลอ ทำจากไม้สักเช่นกัน ความยาว ๓๙ เซนติเมตร ทำมือจับสามด้าน สามเกลอเป็นเครื่องมือสำหรับตอกเสาหรือเสาเข็มไม้ลงพื้นดิน สำหรับการก่อสร้างอาคารจะมีขนาดใหญ่ จึงทำมือจับไว้สามด้าน สำหรับให้ช่างก่อสร้างช่วยกันจับและตอกเป็นจังหวะพร้อมกัน จึงเรียกว่า “สามเกลอ” ไม้สามเกลอในพิธีนี้ ถือเป็นตัวแทนของเครื่องมือช่างทุกแขนง สำหรับในการบวงสรวงไหว้ครูช่าง ซึ่งมีพระวิษณุกรรมเป็นประธานของครูเทวดาทั้งหลาย สำหรับตำแหน่งปักหมุดทำเป็นแท่นที่ ๔ ตำแหน่ง กำหนดจากตำแหน่งเสาโครงสร้างหลัก ๔ มุมของพื้นที่กลางพระเมรุมาศ การตอกหมุดเริ่มจากตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเวียนประทักษิณหรือเวียนขวาไปจนครบ ตำแหน่งเริ่มต้นนี้เป็นคติเดียวกันกับการตั้งเสาหรือยกเสาเอกของอาคาร การปักหมุดถือเป็นขั้นตอนแรกของการก่อสร้างอาคารคือเป็นการกำหนดตำแหน่งเสาโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้สามารถก่อสร้างได้อย่างถูกต้องตามรูปแบบ สำหรับการก่อสร้าง พระเมรุมาศในครั้งนี้ นอกจากเป็นการปักหมุดวางผังตามกระบวนการก่อสร้างแล้ว ยังเป็นพิธีบวงสรวงบอกกล่าวแก่เทพเทวาในสถานที่และทั่วแผ่นดิน ขออนุญาตดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขอความเป็นสวัสดิมงคลให้การก่อสร้างราบรื่น ปราศจากอุปสรรค สำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นการบวงสรวงสักการะดวง พระวิญญาณสมเด็จพระบูรพามหากษัตราธิราช พร้อมกันนี้ ยังถือเป็นการไหว้ครูช่างของคณะทำงานจัดสร้างพระเมรุมาศด้วย         ตามที่รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบ และจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้จัดสร้างตามรูปแบบที่รัฐบาลกราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว จึงจัดให้มีพิธีปักหมุดวางผังก่อสร้างพระเมรุมาศ ฯ ตามโบราณราชประเพณี และจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ ตามลำดับ ซึ่งจะดำเนินการให้สมพระเกียรติสูงสุด โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม ๒๕๖๙ จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป         กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม สื่อแนวคิดสะท้อนถึงพระราชจริยาวัตรและพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย พระเมรุมาศที่จัดสร้างในครั้งนี้มีส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน ๗ ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์ สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคตและสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือ ฉัตร ๙ ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด          พระเมรุมาศมีแผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท ออกมุข ๔ ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา ๒ ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดาสื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย หลังคาสีฟ้าหม่น สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้านประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพูซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ ซุ้มหน้าบันจัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎและสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์” ฉากบังเพลิง จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง          ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศจัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลมรายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้นยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับและรับรองทูตานุทูตตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี



ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีที่พิมพ์ : 2527 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรุงเทพ      พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว. ทรงพระราชดำริว่า หัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเป็นเมืองที่ตั้งมาแต่โบราณกาล บางเมืองบางสมัยถึงได้ใช้เป็นราชธานีในสยามประเทศนี้ ทั้งประกอบด้วยเป็นเมืองที่มีนักปราชญ์ชั้นเอกเลืองลือนาม ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ความสามารถในศิลปวิทยาการต่างๆ จะเห็นได้จากหลักฐานคือโบราณวัตถุที่ได้ประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตบรรจงของนายช่างผู้เชี่ยวชาญสมัยโบราณซึ่งยังมีเป็นพยานอยู่ในบัดนี้ตามที่ปรากฏแล้วและที่ค้นพบใหม่อยู่เป็นเนืองๆ




virtualhistoricalpark.finearts.go.th/phanomrung        ถัดจากทางดำเนินเป็นสะพานนาคราชชั้นที่ 1 ก่อด้วยหินทราย ผังเป็นรูปกากบาท กว้าง 8.20 เมตร ยาว 20 เมตร ยกพื้นสูงจากทางดำเนิน 1.50 เมตร ด้านหน้าและด้านข้างลดชั้นมีอัฒจันทร์รูปปีกกาเป็นบันไดทางขึ้นส่วนด้านหลังเป็นชานกว้างเชื่อมต่อกับบันไดทางขึ้นปราสาท เสาและขอบสะพานสลักลวดลายสวยงาม ราวสะพานทำเป็นรูปนาคห้าเศียร หันหน้าออกแผ่พังพานทั้งสี่ทิศ ลวดลายประดับรัศมีนาคเป็นแผ่นสลักลายในแนวนอนซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมในศิลปะเขมรแบบนครวัด อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 นอกจากนี้ทางทิศเหนือของสะพานมีทางเดินไปสู่สระน้ำปากปล่องภูเขาไฟ ก่อขอบทางเดินสองข้างด้วยศิลาแลง ถมด้วยดินอัดแน่น        กลางสะพานนาคราชมีลายสลักดอกบัวแปดกลีบล้อมรอบด้วยยันต์ขีดเป็นเส้นคู่ขนานไปกับราวสะพาน หัวยันต์ขมวดเป็นรูปกลีบดอกบัวซึ่งอาจหมายถึงยันต์สำหรับประกอบพิธีกรรมหรือเป็นจุดกำหนดที่ผู้มาสักการะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพเจ้า ส่วนดอกบัวแปดกลีบอาจหมายถึงเทพประจำทิศทั้งแปดในศาสนาฮินดู นอกจากนี้สะพานนาคราชอาจเปรียบได้กับสะพานเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า โดยราวสะพานรูปนาคเทียบได้กับสายรุ้งซึ่งคนโบราณมักเปรียบว่าเป็นงู (นาค) หลากสีที่ชูหัวขึ้นไปยังท้องฟ้าหรือกำลังดื่มน้ำจากทะเล และบ่อยครั้งที่เกิดรุ้งกินน้ำคู่ซึ่งแสดงถึงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่ท้องฟ้า จึงอาจเป็นแรงบันดาลใจให้สร้างนาคราวสะพานอันเปรียบเสมือนตัวแทนของทางเดินแห่งเทพเจ้าที่จำลองมาไว้บนโลกมนุษย์


อยากทราบว่ารับนักศึกษาฝึกงานหรือเปล่าครับ ผมเรียน วัฒนธรรม สาขา ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณดคี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ครับ 




อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด




วัสดุ สำริด อายุสมัย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ประมาณ 2,500 – 1,800 ปีมาแล้ว) สถานที่พบ พบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอกล้ำ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด กำไลสำริดรูปทรงกลม ปลายวงทั้งสองข้างไม่จรดกัน ปลายข้างหนึ่งมีปุ่มอยู่ปลายวง อีกปลายหนึ่งเป็นลายขดก้นหอย 4 วง ตัววงทำเป็นลายคล้ายเกลียวเชือก


ห้องวรรณกรรมเมืองสุพรรณจัดแสดงเรื่องราวของวรรณกรรมสำคัญ สองเรื่อง ที่เกี่ยวกับเมืองสุพรรณบุรี ได้แก่ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ได้รับการยกย่องจากวรรคดีสโมสรให้เป็นเลิศประเภทกลอนเสภา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและโคลงนิราศสุพรรณซึ่งประพันธ์โดยสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วรรณกรรมทั้งสองเรื่องเปรียบเสมือนภาพสะท้อนวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวสุพรรณบุรีในอดีตโคลงนิราศสุพรรณโคลงนิราศสุพรรณเป็นวรรณกรรมที่บันทึกสภาพบ้านเมืองของสุพรรณบุรีในอดีตเมื่อครั้งสุนทรภู่กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ผู้ประพันธ์ได้เดินทางมาสุพรรณ ในพุทธศักราช 2379 ขึ้น สมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงมีคุณค่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการศึกษาสภาพภูมิศาสตร์เมืองสุพรรณในอดีต สุนทรภู่ได้ประพันธ์โคลงนิราศสุพรรณ ซึ่งเป็นโคลงสี่สุภาพเพียงเรื่องเดียวของท่านเชื่อกันว่าท่านประพันธ์เรื่องนี้เป็นโคลงเพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความสามารถในการแต่งโคลงสี่สุภาพของท่าน ว่าท่านสามารถแต่งได้ดีเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อแก้คำท้าทายที่ว่าท่านแต่งได้ดีแต่กลอน ต้นฉบับโคลองนิราศสุพรรณนี้เป็นสมุดไทยดำสามเล่ม เขียนด้วยดินสอขาว พิมพ์รวมเป็นเล่มสมบูรณ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2510 ลายมือในสมุดไทยนี้มีรอยแก้ไขหลายแห่ง วิธีเขียนและการสะกดการันต์เป็นแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งยังไม่มีแบบแผนการสะกดเช่นในปัจจุบัน จะเขียนตามเสียง เช่น ผกา เขียน พกา, สุพรรณบุรี เขียนเป็น สูพันบุรี เป็นต้น16       ในการเดินทางครั้งนั้น สุนทรภู่อยู่ในสมณเพศ เดินทางมาทางเรือ เมื่อราว พ.ศ. 2379 พร้อมบุตรทั้งสาม คือ หนูพัด หนูตาบ หนูน้อย และนายรอด ที่เป็นทั้งคนนำทางและนายท้ายเรือ การเดินทางมาเพื่อค้นหาแร่ปรอทสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุ ในพื้นที่แถบอำเภอด่านช้างปัจจุบันคณะสุนทรภู่ออกเดินทางจากท่าน้ำวัดเทพธิดาราม ผ่านคลองมหานาค คลองโอ่งอ่าง ออกแม่น้ำเจ้าพระยาเมหรือคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน เข้าคลองบางใหญ่ออกแม่น้ำนครไชยศรีขึ้นเหนือเข้าสู่เขตแม่น้ำสุพรรณบุรี ถึงบ้างทึงขึ้นบกเดินเท้าเข้าป่าที่วังหิน เพื่อค้นหาแร่ปรอทในป่าลึกแต่ไม่พบ จึงกลับมาลงเรือที่บ้านสองพี่น้อง ระหว่างทางสุนทรภู่ได้แต่งโคลงนิราศ โดยพรรณนาถึงความสวยงามของธรรมชาติ ชื่อหมู่บ้านสถานที่ต่าง ๆ ลักษณะบ้านเมือง พืชพรรณ สรรพสัตว์ วิถีชีวิตชาวสุพรรณเชื้อชาติต่าง ๆ ที่พบเห็นระหว่างทาง ประกอบกับการรำพันถึงหญิงอันเป็นที่รัก เป็นโคลองนิราศยาวถึง 462 บท เนื้อความในโคลงนี้จึงเสมือนบันทึกสภาพบ้านเมืองของเมืองสุพรรณเมื่อเกือบ 200 ปี ที่แล้ว ปัจจุบันหลายแห่งยังคงสภาพคล้ายในสมัยสุนทรภู่หลายแห่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โคลงนิราศสุพรรณจึงเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่ใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาสภาพเดิม ในอดีตก่อนการเปลี่ยนแปลงได้ ดังตัวอย่างโคลง17 ต่อไปนี้   ….ชุมนักผักตบซ้อน บอนแซง บอนสุพรรณหั่นแกง อร่อยแท้ บอนบางกอกดอกแสลง เหลือแหล่แม่เอย บอนปากยากจแก้ ไม่สริ้นลิ้นบอน….   …ฝั่งซ้ายฝ่ายฟากโฟ้น พิสดาร มีวัดพระรูปบูราณ ท่านสร้าง ที่ถัดวัดประตูสาร สงสู่อยู่เอย หย่อมย่านบ้านบ้านขุนช้าง ชิดข้างสวนบันลังฯ….ขุนช้าง–ขุนแผนขุนช้าง – ขุนแผนเป็นนิทานคู่บ้านคู่เมืองสุพรรณมานานนับร้อยปี มีเค้าโครงเรื่องจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาตอนต้น เมื่อครั้งทำสงครามกับเมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงทอง โดยผูกเรื่องให้ตัวเอกรับราชการเป็นขุนนานใต้เบื้องยุคลบาทพระมหากษัตรยิ์แห่งกรุงศรีอยุธยา ตามเนื้อเรื่องคือ สมเด็จพระพันวษา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจเป็นพระนามหนึ่งของด้วยเป็นเรื่องราวของความรัก ความหึงหวงระหว่างหญิง – ชาย เล่ห์เหลี่ยมกลโกงระหว่างเพื่อน ความเชื่อทางไสยศาสตร์ มนต์ดำและการทำสงคราม ให้อรรถรสครบทุกอารมณ์ จึงเป็นที่นิยมจนได้นำไปประพันธ์ใหม่เป็นร้อยกรองประเภท กลอนเสภา ใช้ขับเล่าประกอบเสียงกรับอันไพเราะ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาภายหลังเสียกรุง พุทธศักราช 2310 ต้นฉบับกลอนเสภาสูญหายไป ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงโปรดให้ประชุมกวีเอกของราชสำนัก เพื่อชำระกลอนเสภาขุนช้าง – ขุนแผน จากความทรงจำของช่างขับเสภาที่รอดชีวิตมาจากสงคราม และแต่งบทกลอนเพิ่มเติมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ได้มีการแต่งกลอนเพิ่มเติมต่อมาจนสมบูรณ์13 เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นเลิศในประเภทกลอนเสภาตัวเอกของเรื่องขุนช้าง – ขุนแผน ล้วนมีพื้นเพเป็นชาวสุพรรณบุรี ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาทั้งขุนแผนผู้เป็นพระเอก นางพิมพิลาไลยเป็นนางเอก และขุนช้างเป็นผู้ร้าย เรื่องดำเนินไปด้วยเหตุการณ์ชิงรักหักสวาทของตัวเอกทั้งสามตั้งแต่เด็ก กระทั่งเติบโต ถึงชั้นลูกหลาน โดยสอดแทรกเนื้อหาของประเพณี วัฒนธรรม และหลักจริยธรรมในสังคมไทย เช่น ประเพณีการบวชเรียน พิธีแต่งงาน การปลงศพ ผลการประพฤติดี ประพฤติชั่ว ความเคารพนับถือในเครือญาติ ความเชื่อ ไสยศาสตร์ และความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ที่สื่อถึงผู้อ่านและผู้ฟังได้ นับเป็นคุณค่าที่สมบูรณ์ของวรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากภาพสะท้อนถึงวิถีชีวิตชาไทยสมัยอยุธยา – รัตนโกสินทร์ตอนต้นแล้ว การที่เนื้อหาและฉากในเรื่องถูกผูกให้เป็นตำนานของชื่อสถานที่ในจังหวัดสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี เช่นวัดป่าเลไลย์ วัดแค วัดตระไกร บ้านไร่ฝ้าย บ้านท่าสิบเบี้ย เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันของชาวสุพรรณต่อนิทานเรื่องนี้ ยิ่งเมื่อได้รับเลือกไปประพันธ์เป็นกลอนเสภา ที่ได้รับยกย่องเป็นสุดยอดแห่งกลอนเสภาไทยจากวรรณคดีสโมสรสมัยรัชกาลที่ 6 ยิ่งเป้นความภาคภูมิใจของชาวสุพรรณและถือเป็นเอกลักษณ์ของเมืองสุพรรณมาตั้งแต่อดีต โดยเห็นได้จากการตั้งชื่อเรือเมล์ขาว – แดง ตามชื่อตัวเอกในเรื่องถึงสมัยปัจจุบันก็ยังตั้งชื่อถนน ตรอก ซอย เป็นชื่อตัวละครในเรื่องขุนช้าง – ขุนแผนอีกด้วย


black ribbon.