ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,668 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.535/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 48 ซ.ม. : ล่องรัก-รักทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 180 (292-302) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : ลำสุตตโสม--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : ประมวลพระราชดำรัส และ พระบรมราโชวาท ที่พระราชทานในโอกาสต่างๆตั้งแต่เดือน ธันวาคม ๒๕๑๒ จนถึงเดือน พฤศจิกายน ๒๕๑๓ พิมพ์ขึ้นในโอกาสงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก ๙ มิถุนายน ๒๕๑๔ ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2514สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร จำนวนหน้า : 446 หน้า สาระสังเขป : พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทบรรดาที่ประมวลไว้เล่มนี้ เป็นพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ คณะ ในโอกาสต่างๆกัน ตั้งแต่เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๒ จนถึงเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๓
พระพฤหัสบดีพระอิศวรสร้างจากฤษี ๑๙ ตน บดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีส้มแดง พรมน้ำอมฤตได้เป็นพระพฤหัสบดี มีผิวกายสีส้มแดง ทรงกวางเป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันตก เป็นเทพนพเคราะห์ประเภทศุภเคราะห์ มักทำอะไรด้วยความระมัดระวัง สุขุม รอบคอบ เมตตาปรานีต่อผู้อื่น เป็นมิตรกับพระอาทิตย์ และเป็นศัตรูกับพระจันทร์ สัญลักษณ์เลข ๕ มีกำลังพระเคราะห์เป็น ๑๙ เป็นครูของเทพทั้งหลาย จึงนิยมทำพิธีไหว้ครูในวันพฤหัสบดี
วันอังคารที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ น. พลตรี ปราชญ์เปรื่อง โชติกเสถียร ราชองครักษ์ในพระองค์ เป็นประธานการประชุมส่วนหน้า (เตรียมการรับเสด็จ) พร้อมด้วยนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นายรณภพ เวียงสิมมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นางรักชนก โคจรานนท์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายบพิตร วิทยาวิโรจน์ รองอธิบดีกรมศิลปากร ร้อยเอก บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นางพูนทิพย์ สร้อยสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง และนางสาวศิริรัตน์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เข้าร่วมการประชุมเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า และคณะภาคส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหาร ข้าราชการเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : เล่าเรื่องเมืองพิจิตร จากรายงานตรวจราชการ (ตอนที่ 1) -- เมื่อเดือนตุลาคม ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2441) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พระยศ-ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้เสด็จฯ ตรวจราชการหัวเมืองในมณฑลพิษณุโลก อันได้แก่ เมืองพิจิตร และเมืองพิษณุโลก โดยที่เมืองพิจิตร พระองค์ได้ทรงตรวจตรากิจการต่างๆ ภายในเมือง และภายหลังได้ทรงมีรายงานการตรวจราชการมาถึงพระยาศรีสหเทพ ซึ่งจากรายงานฉบับนี้ทำให้เราทราบถึงสภาพบ้านเมืองของเมืองพิจิตรเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่างๆ ที่อาจไม่พบในเอกสารในชั้นหลัง ดังเรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - อำเภอตัวอย่าง วันที่ 29 ตุลาคม ร.ศ. 117 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสด็จฯ จากบ้านชุมแสง แขวงเมืองนครสวรรค์โดยทางเรือ ถึงพรมแดนเมืองพิจิตร พระยาเทพาธิบดี ผู้ว่าราชการเมืองพิจิตรมาคอยรับเสด็จ เวลาบ่าย 2 โมง เสด็จฯ ถึงที่พักที่บางบุญนาค และได้ทรงตรวจการที่อำเภอเมืองภูมิ (ปัจจุบันคืออำเภอบางมูลนาก – ผู้เขียน) ซึ่งตั้งอยู่ที่บางบุญนาค อำเภอแห่งนี้มีการจัดการงานที่เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก ถึงกับที่กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงชมว่า “ทุกๆ อย่างหาที่ติไม่ได้ ดีกว่าที่ทำได้ในมณฑลอื่นๆ ทั้งสิ้น” โดยเฉพาะการบันทึกข้อความในสมุดตรวจการที่แบ่งเป็นข้อๆ ชัดเจน กรมการอำเภอสามารถเข้าใจได้ง่าย การเก็บหนังสือราชการก็ทำได้ดีไม่แพ้ในศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะเมื่อต้องการเรียกดูหนังสือใดก็สามารถหาได้ทันที- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ทำรั้วริมน้ำ รุ่งเช้าวันที่ 30 ตุลาคม เสด็จฯ จากบางบุญนาค ทางเรือต่อไปยังตัวเมืองพิจิตร ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าสองฟากของลำน้ำเมืองพิจิตรมีคนมาถางพื้นที่เพื่อปลูกต้นไม้ต่างๆ มากขึ้น และได้ทรงเล่าว่า ตั้งแต่เสด็จฯ ขึ้นมาจากเมืองนครสวรรค์ก็ทรงพบว่า ตามตลิ่งสองข้างลำน้ำมีบ้านเรือนที่ทำรั้วด้วยไม้ไผ่หน้าบ้าน และมีถนนริมน้ำเหมือนกันทุกแห่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลกสั่งการให้กรมการอำเภอไปแนะนำให้ราษฎรทำขึ้น อย่างไรก็ตาม พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรมีความเห็นว่ารั้วไม้ไผ่นั้นไม่คงทน เพราะเมื่อถึงฤดูน้ำ น้ำจะพัดทำให้รั้วเอนเอียง ต้องเสียค่าซ่อมแซมทุกปี ควรเปลี่ยนเป็นการปลูกต้นไม้ให้เป็นรั้วแทน แต่กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงมีพระดำริแย้งว่า ตลิ่งแม่น้ำมักมีการเปลี่ยนแปลงไปปีละมากๆ เสมอ ต้นไม้ที่ปลูกไว้เป็นรั้วไม่ทันโตก็จะพังลงน้ำตามตลิ่งไป ควรทำเป็นรั้วไม้ไผ่ดังที่เป็นอยู่ดีกว่า หากเสียหายก็ซ่อมแซมกันครั้งหนึ่งไม่เป็นการเดือดร้อนอย่างใด เวลาบ่าย เสด็จฯ ถึงวัดคะมัง (ปัจจุบันสะกดว่า ฆะมัง – ผู้เขียน) ซึ่งได้เคยเสด็จฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นทรงออกเรือจากวัดคะมังขึ้นมาถึงเมืองพิจิตรเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เรื่องราวในระหว่างการตรวจราชการเมืองพิจิตรของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพยังไม่หมดเพียงเท่านี้ โปรดติดตามในตอนต่อไปผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย. ร.5 ม 2.14/82 เรื่อง รายงานกรมหมื่นดำรงฯ ตรวจราชการ เมืองพิจิตร เมืองพิษณุโลก [ 12 ต.ค. – 26 พ.ย. 117 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
พระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมกรอบ ปั้นปูนน้ำมัน
เทคนิค : ภาพเขียนสีน้ำมัน - กรอบปั้นปูนน้ำมัน
ขนาด : กว้าง ๑๒๐ เซนติเมตร ยาว ๓๐๐ เซนติเมตร
ศิลปิน (ภาพเขียน) : นายลาภ อำไพรัตน์ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
ศิลปิน (งานปั้น) : นายฐิติ หัตถกิจ นายช่างศิลปกรรมชำนาญงาน กลุ่มงานช่างหุ่น ปั้นลายและช่างมุก กลุ่มประณีตศิลป์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร
ผลงานศิลปกรรมออกแบบและจัดสร้างโดย กลุ่มงานช่างหุ่น ปั้นลายและช่างมุก และกลุ่มจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จัดแสดงในนิทรรศการพิเศษ “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๙ มิถุนายน – ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)
สามารถรับชมขั้นตอนการจัดสร้างกรอบปั้นปูนน้ำมันได้ทาง YouTube ตามลิ้งค์ด้านล่างนะคะ
https://youtu.be/Vwwrj-pcSrY
ชื่อเรื่อง ปริวารปาลิ(ปริวาร)อย.บ. 297/6หมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 54 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พระไตรปิฏก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา
ชื่อพระพุทธรูป หลวงพ่อขนมต้ม
สถานที่ประดิษฐาน กุฏิเจ้าอาวาส วัดบางลําภู ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
ประวัติ หลวงพ่อขนมต้มเป็นพระที่อยู่คู่กับชุมชน ซึ่งเป็นชุมชนมอญมาตั้งแต่ดั้งเดิม โดยชาวมอญบางลําภูเป็นชาวมอญที่หนีภัยสงครามมาจากทางใต้ของประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบัน จากการบอกเล่าของพระครูโสภิตวัชรกิจ (หลวงพ่อสงวน) เจ้าอาวาสวัดบางลําภู กล่าวว่า
“. . . ในครั้งอพยพในครั้งบรรพบุรุษได้อัญเชิญหลวงพ่อขนมต้มมาด้วย เมื่อมืดค่ำที่ใด ก็พักค้างที่นั่น โดยจะนําหลวงพ่อขนมต้มขึ้นประดิษฐานในที่พักและสวดมนต์กราบไหว้ ตลอดการเดินทางจนถึงเมืองเพชรบุรี และได้ตั้งชุมชนที่บริเวณบ้านนามอญใกล้เมืองเพชรบุรี ต่อมาย้ายมาอยู่บริเวณบ้านทุ่งใหญ่ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำเพชรบุรี ใกล้ตัวอําเภอบ้านแหลม เนื่องจาก น้ำเค็มรุกขึ้นสูงจนทํามาหากินไม่ได้ จึงย้ายมาอยู่บริเวณวัดบางลําภูปัจจุบันที่อยู่ด้านเหนือบ้านทุ่งใหญ่เล็กน้อย . . .”
หลวงพ่อขนมต้ม เป็นชื่อที่เรียกตามลักษณะของพระพุทธสิหิงค์แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่รับรู้ของคนทั่วไปอย่างกว้างขวาง แต่สําหรับชาวมอญที่บ้านบางลําภู เรียกว่า “อะละกาวซอ” เป็นชื่อในภาษามอญ โดยมีความหมายว่า เจ้าของบุญกุศลที่จะประสิทธิประสาทพรให้แก่เรา (อะละ แปลว่า เจ้าของ ส่วน กาวซอ แปลว่า บุญกุศล) จากชื่อภาษามอญ ดังกล่าวนั้น เพื่อสื่อสารกับพุทธศาสนิกชนทั่วไป จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หลวงพ่อบุญฤทธิ์”
หลวงพ่อขนมต้ม / หลวงพ่ออะละกาวซอ / หลวงพ่อบุญฤทธิ์ เป็นที่สักการะกราบไหว้ของชาวบ้านบางลําภู ตลอดถึงชาวบ้านทั้งใกล้และไกล โดยมีความเชื่อว่าท่านสามารถดลบันดาลให้ได้รับสิ่งประสงค์ดั่งใจปรารถนาแก่ผู้มากราบไหว้ ทั้งการสอบเข้าเรียนต่อ สอบเข้ารับราชการ สอบเลื่อนขั้นเลื่อนตําแหน่ง เจ็บไข้ได้ป่วย ประกอบอาชีพประมง ค้าขาย การขึ้นโรงขึ้นศาล ฯลฯ หรือจะเรียกว่าท่านช่วยได้ “อเนกประสงค์” สิ่งของที่นิยม นํามาถวาย ได้แก่ ข้าวต้มมัด
ประเพณี / ความเชื่อ
ในช่วงสงกรานต์ ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๗ เมษายนของทุกปี จะเชิญหลวงพ่อขนมต้มมาให้ชาวบ้านปิดทองตลอดช่วงสงกรานต์ ในวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๗ เมษายน จะสรงน้ำหลวงพ่อแล้วอัญเชิญกลับสู่บนศาลาวัด
ชื่อเรื่อง สพ.ส.59 โคบุตรประเภทวัสดุ/มีเดีย สมุดไทยดำISBN/ISSN -หมวดหมู่ วรรณคดีลักษณะวัสดุ 71; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง โคบุตร ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก ประวัติวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 15 ส.ค..2538
ชื่อเรือ 2 ลำนี้คือ พาลีรั้งทวีปและสุครีพครองเมือง สะท้อนความรับรู้เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พุทธศักราช 2325 - 2351) เป็นวรรณกรรมที่ดำเนินเรื่องตามมหากาพย์รามายณะของอินเดีย
ชื่อเรือ ๒ ลำนี้คือ พาลีรั้งทวีปและสุครีพครองเมือง สะท้อนความรับรู้เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พุทธศักราช 2325 - 2352) เป็นวรรณกรรมที่ดำเนินเรื่องตามมหากาพย์รามายณะของอินเดีย
โขนเรือพาลีรั้งทวีป เป็นรูปวานร (ลิง) สวมมงกุฎ ร่างกายสีเขียว เครื่องประดับกายและผ้านุ่งลงรักปิดทองประดับกระจก ชื่อเรือและลักษณะโขนเรือเช่นนี้ทำให้ทราบว่า เป็นรูปของพาลี พระราชาเมืองขีดขิน แห่งอาณาจักรวานร ในเรื่องรามเกียรติ์ (ในมหากาพย์รามายณะเรียกว่า วาลี ส่วนเมืองชื่อ กีษกินธะ) ชื่อเรือ พาลีรั้งทวีป มาจากเรื่องราวของพาลีผู้อาจหาญ ทุกๆ เช้าจะข้ามทวีปจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกและจากเหนือไปใต้เพื่อกราบไหว้พระอาทิตย์ (พระสูรยะ)
โขนเรือสุครีพครองเมือง เป็นรูปวานร (ลิง) สวมมงกุฎ ร่างกายสีแดง เครื่องประดับกายและผ้านุ่งลงรักปิดทองประดับกระจก ชื่อเรือและลักษณะโขนเรือเช่นนี้ทำให้ทราบว่า เป็นรูปของสุครีพ (ในมหากาพย์รามายณะ เรียกว่า สุครีวะ) น้องชายของพาลี ขึ้นครองเมืองขีดขินหลังจากพาลีวายชนม์ อาณาจักรวานรที่สุครีพขึ้นครองเมืองได้นี้ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากหนุมานและพระรามซึ่งเป็นพระเอกในเรื่องรามเกียรติ์
เรือ 2 ลำนี้สร้างครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พุทธศักราช 2325 - 2352) แต่ชื่อเรือพาลีรั้งทวีปใช้ว่า เรือพาลีล้างทวีป หัวเรือกว้างมีรูกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ เรือแต่ละลำมีความยาว 27.54 เมตร กว้าง 1.99 เมตร ลึกถึงท้องเรือ 59 เซนติเมตร น้ำหนัก 6.97 ตัน มีกำลังพลประกอบด้วย ฝีพาย 34 คน นายเรือ 1 คน นายท้าย 2 คน คนถือธงท้าย 1 คน พลสัญญาณ 1 คน คนกระทุ้งเส้า (ให้จังหวะ) 2 คนที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/royalbarges
ชื่อเรื่อง สระศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสี่แห่งเมืองสุพรรณบุรีผู้แต่ง สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรีประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN -หมวดหมู่ ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์เลขหมู่ 959.373 ศ528สสถานที่พิมพ์ สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์ สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากรปีที่พิมพ์ 2562ลักษณะวัสดุ 32 หน้า : ภาพประกอบ ; 21 ซม.หัวเรื่อง สุพรรณบุรี – โบราณสถาน สุพรรณบุรี – ประวัติศาสตร์
ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามโบราณราชประเพณีที่ใช้เป็นน้ำสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบต่อกันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเมืองชากังราว : พระวินิจฉัยในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ...เมืองชากังราว เป็นเมืองโบราณที่ปรากฏชื่อตั้งแต่สมัยสุโขทัยในศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ (พ.ศ. ๑๙๑๑) สืบเนื่องมายังหลักฐานที่กล่าวถึงเรื่องราวในสมัยอยุธยา ได้แก่ กฎหมายตราสามดวง (พ.ศ. ๑๘๙๙ รัชกาลพระเจ้าอู่ทอง) พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (พ.ศ. ๒๒๒๓) พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (พ.ศ. ๒๓๓๘) และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา (พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๒๔๑๑)..สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาและผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของประเทศไทยจนได้พระสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” โดยเรื่องเมืองชากังราวนั้นพระองค์ทรงวินิจฉัยไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา และทรงพระนิพนธ์อธิบายเพิ่มเติมในหนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพระร่วงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอ้างอิงจากพระราชพงศาวดาร และกฎหมายตราสามดวงว่า เมืองชากังราวเป็นเมืองเดิมของเมืองนครชุมซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของแม่น้ำปิง ใต้ปากคลองสวนหมาก จังหวัดกำแพงเพชร.ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยเกี่ยวกับเมืองชากังราวไว้ดังนี้.“...ข้าพเจ้าจะต้องอธิบายเรื่องชากังราวไว้ตรงนี้สักหน่อยหนึ่งด้วยยังไม่ได้พบอธิบายในที่อื่นว่า เมืองชากังราวเป็นเมืองไหนแน่ในปัจจุบันนี้ ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีเรื่องที่เกี่ยวแก่เมืองชากังราวหลายแห่ง ในตอนแผ่นดินสมเด็จพระบรมราชาธิราชนี้เป็นอย่างมาก แต่ในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐยังออกชื่อเสียงชากังราว ลงไปถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบแผนที่เข้ากับเรื่องที่มีมาในพระราชพงศาวดาร เห็นว่าเมืองชากังราวจะเป็นเมืองอื่นนอกจากเมืองกำแพงเพชรทุกวันนี้ไม่ได้ และได้พบหลักฐานประกอบในพระราชกฤษฎีกาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ เรียกชื่อเมืองชาวดงราว กำแพงเพชรควบกันไว้ดังนี้ (คำว่าชาดงราวนั้น เชื่อได้แน่ว่าผู้คัดลอกเขียนผิดมาจากชากังราวนั้นเอง) ที่เมืองกำแพงเพชรที่จริงมีเมืองตั้งติดต่อกันอยู่ถึง ๓ เมือง เมือง ๑ อยู่ข้างฝั่งตะวันตก ยังมีพระมหาธาตุอยู่ เมืองนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเป็นเมืองเดิม ที่เรียกชื่อว่า “ชากังราว” ต่อมาสร้างเมืองขึ้นอีกเมืองข้างฝั่งตะวันออก เมืองนี้เห็นชื่อในจารึกของพระมหาธรรมราชา (ลิไทย) เรียกว่าเมืองนครชุม มีวัดวาอารามใหญ่โต ซึ่งเป็นฝีมือสร้างครั้งเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีอยู่หลายวัด ต่อมาเห็นจะเป็นด้วยเกิดเกาะขึ้นตรงหน้าเมืองนครชุม สายน้ำเปลี่ยนไปเดินข้างตะวันตก ทำให้เมืองนครปุเป็นเมืองดอนไป จึงสร้างเมืองกำแพงเพชรเดี๋ยวนี้ขึ้นที่ริมแม่น้ำหน้าเมืองนครชุม มีป้อมกำแพงอย่างแข็งแรงไว้สำหรับต่อสู้ข้าศึก อยู่ตรงข้ามกับเมืองชากังราวเดิม ชาวข้างใต้คงจะเรียกชื่อเมืองชากังราวอยู่ตามเดิมโดยมาก โหรจึงใช้ชื่อนั้นจดลงในปูม และพระราชกฤษฎีกาของสมเด็จพระรามาธิบดี จึงใช้ควบกันทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่ ที่หนังสือพระราชพงศาวดารว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปตีเมืองชากังราวนั้น คือไปตีเมืองกำแพงเพชรเป็นแน่ ไม่มีที่สงสัย...”..ในพระราชนิพนธ์เที่ยวเมืองพระร่วงของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์อธิบายเพิ่มเติมความตอนหนึ่งว่า .“...เรื่องเมืองกำแพงเพชรเก่าใหม่ตรวจในสมัยต่อมาได้ความดังนี้ ที่เรียกว่าเมือง “นครปุ” นั้น ที่ถูกคือเมือง “นครชุม” เพราะในจารึกเขียนว่า “นคระชุํ” ดังนี้ เมื่ออ่านกันชั้นแรกเข้าใจว่าชื่อนครปุ ต่อภายหลังจึงพิจารณาเห็นว่า ชุํเมืองนี้ เมืองเดิมที่เรียกในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมืองชากังราว ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกใต้ปากคลองสวนหมาก เมืองกำแพงเพชรที่ริมน้ำทางฝั่งตะวันออกเป็นเมืองสร้างทีหลัง...”..จากพระวินิจฉัยในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หากพิจารณาลำดับชื่อเมืองที่ถูกอ้างถึงจำนวนสองครั้งในเนื้อความบทพระอัยการลักษณะลักพาของกฎหมายตราสามดวง ไม่ได้ปรากฏการเรียงลำดับแบบเดียวกันทั้งสองครั้ง แสดงให้เห็นว่า ชื่อ “ชากังราว” ที่อยู่ติดกับคำว่า “กำแพงเพชร” นั้น ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดถึงการเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กัน หรือเป็นชื่อเมืองเดียวกันแต่อย่างใด นอกจากนี้อาจเป็นเพียงการสื่อถึงกลุ่มเมืองในการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยอันห่างไกลจากอาณาจักรอยุธยา ส่วนเหตุการณ์สมัยพระบรมไตรนาถที่กล่าวถึงพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนามาตีเมืองชากังราวก่อนตีเมืองสุโขทัยในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์นั้น อนุมานได้ว่าเมืองชากังราวอยู่ใกล้ล้านนามากกว่าเมืองสุโขทัย อีกทั้งข้อความในศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ ก็ปรากฏชื่อเมืองชากังราว และเมืองนครชุมในสมัยเดียวกัน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเมืองทั้งสองเป็นเมืองเดียวกัน.ทั้งนี้ไม่ว่าจากเอกสารกฎหมายตราสามดวง ศิลาจารึกเขาสุมนกูฏ หรือพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ล้วนแต่ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองชากังราวได้...เอกสารอ้างอิงกระทรวงมหาดไทย. (๒๕๐๕). สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และงานทางปกครองของพระองค์. โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมมหาดไทย.กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. (๒๕๔๒). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑ (พิมพ์ครั้งที่ ๙). กรมศิลปากร.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2559). ศรีปัญญา.ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร. (๒๕๕๙). โบราณคดีและประวัติศาสตร์ในประเทศไทยฉบับคู่มือครูสังคมศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๒). คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง.มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (๒๕๖๔). เที่ยวเมืองพระร่วง. ศรีปัญญา.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. (๒๕๔๘). ประชุมจารึก ภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรมศิลปากร.
โครงการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ “ตามรอยเสด็จฯ เกาะช้าง จังหวัดตราด”
ผู้แต่ง : อภิลักษณ์ เกษมผลกูล
ต้นฉบับอยู่ที่ : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี (ห้องจันทบุรี)
ผู้จัดพิมพ์ : สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตราด
ปีที่พิมพ์ : 2548
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ไทย
เลขทะเบียน : น. 49 บ. 59704 จบ. (ร)
เลขหมู่ : ท. 959.9327 อ263ต
สาระสังเขป : งานวิจัยนี้ประกอบด้วยเนื้อหาว่าด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเมืองตราดและเกาะช้างของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งผู้วิจัยได้พบข้อมูลใหม่ ๆ เป็นจำนวนมากเกี่ยวกับเส้นทางการเสด็จฯ เหตุการณ์และเกร็ดสนุก ๆ ในระหว่างเสด็จฯ ซึ่งถือเป็นการเปิดพรมแดนความรู้ทางประวัติศาสตร์เมืองตราดที่มีอยู่เดิมให้กว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลภูมิหลังและประวัติศาสตร์ของจังหวัดตราด ความรู้ทางด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจังหวัดตราด