ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,681 รายการ
องค์ความรู้ เรื่อง การดูแลรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเบื้องต้น (ประเภทหิน) ออกแบบและจัดทำโดย นางสาวชุติณัฐ ช่วยชีพ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
หอย เป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่ช่วยในการศึกษาสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศในอดีต รวมทั้งความสัมพันธ์กับมนุษย์ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยหอยที่พบจากแหล่งโบราณคดีมีทั้งนิเวศวัตถุและโบราณวัตถุที่มนุษย์ในอดีตนำมาใช้หรือดัดแปลง จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี และการศึกษาของ G.M. Mason สามารถจำแนกชนิดของหอยได้กว่า 121 ชนิด ทั้งหอยฝาเดียว (Gastropods) และหอยสองฝา (Bivalves) โดยเป็นหอยที่มีถิ่นอาศัยทั้งหอยทะเล หอยน้ำจืดและหอยบก 1. หอยทะเล เป็นหอยที่พบมากที่สุดจากการขุดค้น ซึ่งหอยทะเลที่พบส่วนใหญ่เป็นหอยที่นำมาบริโภคอาหาร โดยสามารถจำแนกได้เป็น - หอยฝาเดียว ที่พบจำนวนมาก ได้แก่ หอยพระจันทร์ลายเสือหรือหอยตะกาย (Natica tigrina) หอยจุ๊บแจงยอดทู่ (Cerithidea obtusa) - หอยขี้กาหรือหอยหลักควาย (Telescopium telescopium) - หอยทะนนลายแต้ม (Nerita articulata) - หอยหมาก/หอยนน (Ellobium aurisjudae) เป็นต้น - หอยสองฝา ได้แก่ หอยแครง (Anadara granosa (Tegillarca granosa)) เป็นหอยที่พบมากที่สุดและพบตลอดระยะการอยู่อาศัย กว่า 600000 ชิ้น หอยตลับ (Meretrix lusoria) หอยลายหรือหอยหวาน (Paphia undulata (Paratapes undulata)) เป็นต้น 2. หอยน้ำจืดและหอยบก - หอยฝาเดียว ได้แก่ หอยขม (Filopaludina sp.) หอยโข่งปากส้ม (Pila pesmei) หอยงวงท่อลาย (Rhiostoma housei) เป็นต้น - หอยสองฝา หอยกาบ (Pseudodon spp.) หอยกาบกี้ (Pilsbryoconcha exilis exilis) หอยกาบลาย (Uniandra contradens rustica (Contradens contradens rustica)) หอยกาบน้ำจืด (Uniandra contradens tumidula) เป็นต้น จากปริมาณของหอยที่พบทั้งหมดจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี พบว่าเป็นหอยที่มีถิ่นอาศัยบริเวณโคลนดินตามป่าชายเลนในเขตน้ำขึ้น-น้ำลง และเขตชายฝั่งเหนือน้ำขึ้น-น้ำลง บริเวณหาดทราย รวมทั้งพื้นท้องทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหอยแครง พบตั้งแต่การเริ่มเข้ามาอยู่อาศัยของชุมชนโคกพนมดีและมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ในสมัยต่อมา และพบปริมาณน้อยลงต่อเนื่องในสมัยสุดท้ายของการอยู่อาศัย ในขณะเดียวกันหอยชนิดที่มีถิ่นอาศัยอยู่ตอนในของป่าชายเลน หอยน้ำจืด และหอยบก ซึ่งพบน้อยในช่วงระยะแรกของการอยู่อาศัยกลับพบจำนวนเพิ่มมากขึ้นในช่วงสมัยต่อมา จากหลักฐานของหอยที่ปรากฏ สามารถบอกได้ว่า ชุมชนโคกพนมดีเมื่อแรกเริ่มการเข้ามาอาศัย อาจจะตั้งอยู่ติดหรือใกล้กับปากแม่น้ำขนาดใหญ่ ที่สามารถเดินทางออกสู่ทะเลได้ แต่ในระยะเวลาต่อมาพื้นที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงกลายสภาพเป็นแผ่นดินและชุมชนโคกพนมดีเริ่มอยู่ไกลจากชายฝั่งทะเลมากขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับชนิดและปริมาณของหอยที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง ------------------------------------------ ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี------------------------------------------อ้างอิง : G.M. Mason. The Molluscan remains, The Excavation of Khok Phadom Di a prehistoric site in Central Thailand Volume II: The biological Remains (Part I) , 1991. Jarujin Nabhitabhata. Mollusca fauna Of Thailand.2009 สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), บัญชีรายการทรัพยากรชีวภาพมอลลัสกาในประเทศไทย: หอยสองฝาน้ำจืด. 2560. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), บัญชีรายการทรัพยากรชีวภาพมอลลัสกาในประเทศไทย: หอยฝาเดียวน้ำจืด. 2560. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), บัญชีรายการทรัพยากรชีวภาพมอลลัสกาในประเทศไทย: หอยสองฝาทะเล. 2560. สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), บัญชีรายการทรัพยากรชีวภาพมอลลัสกาในประเทศไทย: หอยฝาเดียวทะเล. 2560.
ชื่อเรื่อง : ระโนดสังสรรค์ ครั้งที่ ๘ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๐
ผู้แต่ง : คณะกรรมการจัดงานระโนดสังสรรค์ ครั้งที่ 8 ปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๐สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์แพร่การช่างจำนวนหน้า : 284 หน้า
ระโนดสังสรรค์ ครั้งที่ ๘ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๐ เป็นหนังสือที่ระลึกในการจัดงาน ระโนดสังสรรค์ ครั้งที่ ๘ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๐ รวบรวมประมวลภาพในงาน คณะกรรมการจัดงาน ผู้อุปการะ และบทความที่สำคัญต่างๆ เช่น ศึกษาภาษาใต้ตามแนวภาษาศาสตร์ นางงามในวรรณคดี เป็นต้น
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร
ปีที่พิมพ์ : 2470
หมายเหตุ : พิมพ์เนื่องในงานสมโภชพระเศวตคชเดชน์ดิลก ช้างเผือกแรกได้ในรัชกาลที่ 7 เมื่อปีเถาะ พ.ศ. 2470
เนื้อหากล่าวถึงรายละเอียดเรื่องพิธีรับช้างเผือกไว้อย่างครบถ้วนเริ่มตั้งแต่การแต่งข้าหลวงออกไปชัณสูตรช้างเผือก การพาช้างเผือกเข้ามาพระนคร ลักษณะการแต่งทางรับช้างเผือกข้าพระนคร กระบวนแห่รับช้างเผือก เสด็จรับช้างเผือกสู่โรงสมโภช พิธีสงฆ์สมโภชช้างเผือกชั้นต้น พระราชทานนามช้างเผือก และพิธีพราหมณ์และมหรสพสมโภชช้างเผือก เป็นต้น
ชื่อเรื่อง เทศนาสังคิณี – มาปัฏฐานสพ.บ. 148/2ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 44 หน้า กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 56.5 ซ.ม. หัวเรื่อง ธรรมเทศนาบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ภาษาบาลี-ไทย ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา (เทศนาวิภังค์-ปุคคลบัญญัติ)สพ.บ. 134/4ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 50 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง ธรรมเทศนา
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดกุฏีทอง ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง ปฐมสมฺโพธิ (ปฐมสมโพธิกถา)สพ.บ. 161/25ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 24 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 55 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
พิธีสู่ขวัญเด็ก ชบ.ส. ๙๘
เจ้าอาวาสวัดเขาคันธมาทน์ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.31/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
+++++ ปราสาทกู่กาสิงห์ +++++
----- ปราสาทกู่กาสิงห์ ตั้งอยู่ภายในวัดบูรพากู่กาสิงห์ บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ หน้า ๓๖๙๖ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และประกาศขอบเขตพื้นที่โบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๑๗ ง หน้า ๑๕ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒ มีพื้นที่ประมาณ ๑๒ ไร่ ๒ งาน ๓๐.๕๖ ตารางวา
----- ชื่อ “กู่กาสิงห์” สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “กู่” ที่ชาวบ้านใช้เรียกโบราณสถานขอมที่มีลักษณะคล้ายสถูปหรือเจดีย์ ส่วนคำว่า “กา” อาจหมายถึง อีกา ซึ่งในอดีตบริเวณนี้มีอีกาอยู่จำนวนมาก ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังว่าตอนเย็นมักจะมีอีกาจำนวนมาก พากันมานอนที่หนองน้ำเรียกว่า หนองกานอน ส่วนคำว่า “สิงห์” อาจมาจากประติมากรรมรูปสิงห์ ๒ ตัว ที่เคยตั้งอยู่หน้าประตูทางเข้า ซึ่งประติมากรรมรูปสิงห์ถูกขโมยไป ในช่วง พ.ศ.๒๕๐๓ แต่ชาวบ้านก็ยังเรียกปราสาทแห่งนี้ว่า “กู่กาสิงห์” สืบมาจนปัจจุบัน
----- ปราสาทกู่กาสิงห์ ลักษณะเป็นปราสาทอิฐสามหลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน สร้างหันหน้าไป ทางทิศตะวันออก มีผังการก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๓๕ × ๕๐ เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบปราสาทประธานทั้ง ๔ ด้าน ตั้งอยู่ในแนวแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก ประกอบด้วยกลุ่มปราสาทประธาน ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน ปราสาทประธานอยู่ตรงกลางมีมุขกระสันเชื่อมกับมณฑป มีประตูและบันไดทางขึ้นทางด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว อีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก ถัดเข้าไปเป็นห้องครรภคฤหะ มีประติมากรรมโคนนทิ ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทประธานองค์กลาง ส่วนปราสาทด้านทิศเหนือและทิศใต้ เป็นเพียงห้องครรภคฤหะสำหรับประดิษฐานประติมากรรมรูปเคารพสำหรับประกอบพิธีกรรม มีบรรณาลัยตั้งอยู่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง หันหน้าไปทางทิศตะวันตกทั้ง ๒ หลัง และมีโคปุระ (ซุ้มประตู) ทั้ง ๔ ด้าน ก่อด้วยศิลาแลงผสมอิฐ แต่สามารถใช้เข้าออกได้แค่ด้านทิศตะวันออกและด้านทิศตะวันตก
----- จากการขุดแต่งปราสาทกู่กาสิงห์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญจำนวนมาก เช่น ประติมากรรมพระคเณศ เศียรประติมากรรม ศิวลึงค์หินทราย แผ่นทองคำรูปดอกบัว ๘ กลีบ เครื่องประดับทองคำรูปนาค ๕ เศียร และ ชิ้นส่วนคานหามสำริดรูปนาค ๓ เศียร จากหลักฐานที่พบสามารถสันนิษฐานได้ว่าปราสาทกู่กาสิงห์ถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ โดยกำหนดอายุจากรูปแบบการวางผังอาคาร ที่มีลักษณะคล้ายกับปราสาทบาปวน รวมถึงความสอดคล้องของหลักฐานที่พบจากการขุดแต่งโบราณสถานที่มีรูปแบบศิลปะร่วมสมัยกับตัวโบราณสถาน ได้แก่ ทับหลัง และเสาประดับกรอบประตู จึงสันนิษฐานว่า ปราสาทกู่กาสิงห์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนสถานในลัทธิไศวนิกาย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ และโบราณสถานแห่งนี้ได้ใช้งานเรื่อยมาจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ (ศิลปะนครวัด – บายน) เนื่องจากพบหลักฐานเป็นเครื่องเคลือบเขมร และชิ้นส่วนยอดคานหามรูปเศียรพญานาคศิลปะเขมรแบบนครวัด นอกจากนี้ ปราสาทกู่กาสิงห์ น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับโบราณสถานอีก ๒ แห่ง ที่อยู่ใกล้เคียงกัน คือ กู่โพนวิจ (อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ศิลปะคลัง – บาปวน) และกู่โพนระฆัง (อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สมัยบายน) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ สันนิษฐานว่ามีการรื้อศิลาแลงจากปราสาทกู่กาสิงห์ มาใช้ก่อสร้างกู่โพนระฆังเพื่อเป็นอโรคยศาล แสดงให้เห็นถึงการหมดความสำคัญของลัทธิไศวนิกายในชุมชนแห่งนี้ และหันมานับถือพุทธศาสนานิกายมหายานแทน
----- อ้างอิงจาก -----
ศิลปากร, กรม. โดย หน่วยศิลปากรที่ ๖. รายงานการขุดแต่งและค้ำยันโบราณสถานกู่กาสิงห์ บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด. ม.ป.ท. : ม.ป.ป., ๒๕๓๓. (อัดสำเนา)
ศิลปากร, กรม. โดย สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด. ทำเนียบโบราณสถานขึ้นทะเบียนสำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด (พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๕๔๕). ขอนแก่น : บริษัทเพ็ญพรินติ้งจำกัด, ๒๕๕๖.
โดย นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ