ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,496 รายการ

พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ถลาง : http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/thalang        เมื่อประมาณปี พ.ศ.2525 กลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองภูเก็ต ส่วนราชการ เอกชน และองค์กรประชาชนในท้องถิ่น มีแนวคิดในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในจังหวัดภูเก็ต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมจัดแสดงให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ต และเพื่อเป็นการ “ฉลอง 200 ปีวีรสตรเมืองถลาง” ซึ่งครบรอบในปี พ.ศ.2528           กรมศิลปากรได้เริ่มก่อสร้างตัวอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2528 แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2529 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2532 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิด           อาคารของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ออกแบบโดยนายอุดม สกุลพาญิช โดยได้ดัดแปลงรูปแบบอาคารมาจากเรือนไทยพื้นถิ่นภาคใต้โดยการนำวัสดุสมัยใหม่มาประยุกต์ในการก่อสร้างเพื่อความคงทนถาวร เป็นอาคารที่โดดเด่นในด้านการอนุรักษ์แบบบ้านโบราณ อาคารหลังนี้จึงได้รับรางวัล Gold Medal ซึ่งเป็นรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารที่ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องในงานนิทรรศการ “สถาปนิก 30”           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จึงถือเป็นอาคารที่มีความสำคัญและได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนพิเศษ 17 ง วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2542


วงมโหรีพื้นบ้านสุรินทร์                 ประเทศไทยมีวงมโหรีมาแต่โบราณ มีการประสมวงมโหรีกับวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ วงขับไม้ และวงประเภทเครื่องกลองแขก (สุพรรณี เหลือบุญชู ๒๕๒๙ : ๕๒) ในจังหวัดสุรินทร์นิยมเล่นกันแพร่หลายในเขตอำเภอสังขะ และอำเภอเมืองสุรินทร์ จากการสัมภาษณ์นายกุน ผลแมน หัวหน้าวงมโหรีบ้านภูมิโปน ทราบว่าเริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกจากครูนิล ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากข้าหลวง ที่รัฐบาลได้ส่งมาปกครองมณฑลอีสานในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๓๖ – ๒๔๕๑ (หม่อมอมร วงศ์วิจิตร ๒๕๐๖) การเล่นมโหรีจึงได้แพร่หลายสู่ชาวบ้าน ต่อมานายกุน ผลแมน ได้ถ่ายทอดแก่คณะดนตรีหมู่บ้านภูมิโปน และบ้านดม             เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการเล่นมโหรีของวงบ้านภูมิโปน – บ้านดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย             ๑. ซอกลาง ลักษณะเหมือนซออู้ แต่มีเสียงสูงกว่าซออู้เล็กน้อย หรือเรียกว่าซออู้เสียงกลาง             ๒. ซออู้ ตัวกะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าว ขึงหนังวัว มีสาย ๒ สาย คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงทุ้มนุ่มนวล             ๓. ซอด้วง เป็นซอ ๒ สาย กะโหลกซอทำด้วยไม้ไผ่ ใช้หนังงูเหลือมขึง คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงแหลม             ๔. ปี่ใน(ชลัย) เป็นปี่ที่ทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยูงกลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสองข้างเล็กน้อย เจาะเป็นรูกลวงภายใน มีรูสำหรับปิดเปิดนิ้วเพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ เจาะรูปี่ ๖ รู ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลตัดกลมมนซ้อนสี่ชั้น ผูกติดกับโลหะ             ๕. กลองสองหน้า เป็นกลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้าเสียงแบบเดียวกับตะโพน ใช้มือตีทั้งสองด้าน ใช้ใบเดียวตีประกอบจังหวะในวงมโหรี             ๖. ฉิ่ง เป็นโลหะหล่อหนา ชุดหนึ่งมี ๒ ฝา เสียงจะดังฉิ่ง – ฉับ จำทำหน้าที่เป็นหลักในการบรรเลง             ๗. ฉาบ เป็นโลหะหล่อเช่นเดียวกับฉิ่ง แต่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าฉิ่ง และบางกว่า จะใช้ฉาบตีขัดกับฉิ่ง เพื่อให้การบรรเลงสนุกสนาน             จากเครื่องดนตรีที่กล่าวมาจะเห็นว่ามีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและประเภทปี่พาทย์บางชิ้นมาประสมกัน โดยมีซอกลางเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงมโหรี ใช้บรรเลงในงานต่างๆ             เพลงที่ใช้ประกอบในวงมโหรี แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ             ๑. เพลงขับร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีที่มีคำร้องประกอบ มีทั้งร้องส่ง ร้องคลอ และร้องรับกับการบรรเลงดนตรี เนื้อร้องเป็นภาษาเขมรที่ถ่ายทอดมาแต่ดั้งเดิม บางครั้งเป็นการด้นกลอนสดๆ ให้เข้ากับทำนองเพลง เรียกว่า การเจรียง(ร้อง) จังหวะของเพลงจะตีฉิ่งในอัตราจังหวะ ๒ ชั้น ประเภทเพลงขับร้อง ได้แก่             เพลงขับร้อง คำร้องของเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า “อาเล”             เพลงกแอกคเมา (แปลว่า กาดำ)             เพลงซองซาร แปลว่าที่รัก หรือบทเพลงแห่งความรัก ในการเจรียงเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) เกี้ยวกันระหว่างชายหญิง เพราะบทร้องเพลงซองซารจะเป็นบทร้องโต้ตอบระหว่างชาย – หญิง             เพลงกันตบ เป็นบทร้องสอนหญิง             เพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นบทเพลงไทยเดิม เนื้อร้องอาจจะใช้เพลงลาวเสี่ยงเทียน หรืออาจแปลงเนื้อร้องเป็นภาษาเขมรหากนักร้องมีความชำนาญ             เพลงอายัยโบราณ เป็นการด้นกลอนสด โดยใช้เนื้อร้องตามโอกาส หรืองานที่ไปเล่น การเล่นเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) ประกอบ             เพลงอมตูก หมายถึง พายเรือ เนื้อหาจะกล่าวถึงการพายเรือ และแจวเรือ มีการเรือม(รำ) ประกอบ             เพลงสีนวล เป็นเพลงไทยเดิม             เพลงเขมรปากท่อ เป็นเพลงไทยเดิม             เพลงมลบโดง หมายถึง ร่มมะพร้าว             เพลงตำแร็ยยูลได หมายถึง ช้างแกว่งงวง             เพลงก็อทกรูว             เพลงกระซิงเตียม             เพลงเขมรเป่าใบไม้             เพลงเมื้อนตึก                      ฯลฯ             จะเห็นว่าเพลงขับร้องที่กล่าวมา หรืออาจมากกว่านี้จะมีทั้งเพลงที่เป็นเพลงไทยเดิม และเป็นเพลงภาษาเขมรที่นำมาจากวงกันตรึม มาใช้บรรเลงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปนและบ้านดม ลักษณะของเพลงส่วนมากจะเป็นเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ จัดอยู่ในประเภทเพลงเกร็ด หมายถึง เพลงที่ไม่ได้เรียบเรียงเข้าเป็นชุดต่างๆ เช่น เพลงเรื่อง เพลงตับ เพลงเถา ใช้สำหรับบรรเลงในเวลาสั้นๆ             ๒. เพลงบรรเลง หมายถึง เพลงที่ใช้ดนตรีล้วนๆ ไม่มีการร้องหรือเจรียงประกอบ แบ่งออกเป็น                      เพลงโหมโรง เพื่อเป็นการไหว้ครูหรือระลึกถึงครูบาอาจารย์ นอกจากนี้เมื่อเพลงโหมโรงเป็นการประกาศให้ทราบว่า จะมีการแสดงหรือมีมหรสพ การโหมโรงยังเป็นการเตรียมตัวในการบรรเลงเพลงต่อไป เพลงโหมโรงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปน – บ้านดม เช่น เพลงหัวคำปัน เป็นเพลงที่ใช้สำหรับขบวนแห่ไม่มีเนื้อร้อง             เพลงหน้าพาทย์ ชาวไทยเขมรจะเรียกว่าเพลง “ประพาทย์” หรือ “หน้าพาทย์” ในวงมโหรีคณะบ้านภูมิโปน – บ้านดม จะบรรเลงเพลงกล่อม เพลงต้นฉิ่ง ฯลฯ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบอากับกิริยา อารมณ์ ของตัวละครที่ทางภาคกลางนำมาใช้หรือใช้สำหรับนาฏศิลป์จากราชสำนัก เพลงหน้าพาทย์ดังกล่าว ชาวบ้านภูมิโปน – บ้านดม นำมาใช้บรรเลงในพิธีมงคลต่างๆ ทั้งด้านเกี่ยวกับศาสนา หรือในพิธีเชิญครู อาจารย์ ให้มาร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะของเพลงหน้าพาทย์จะมีทำนองและจังหวะกำหนดเป็นแบบแผน ไม่มีบทร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีอย่างเดียว       บรรณานุกรม   เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๐.   ปฐม คเนจร(หม่อมอมร วงศ์วิจิตร), ม.ร.ว. ประชุมพงศาวดารภาค ๔. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, ๒๕๐๗.   วิทยาลัยครูสุรินทร์ เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องเพลงพื้นบ้านและการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์. สุรินทร์ : วิทยาลัยครูสุรินทร์, ๒๕๒๖.   สุรินทร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เอกสารประกอบการประชุมคณะทำงานทางวิชาการจัดทำข้อมูลการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์. เอกสารอัดสำเนา.





วันที่ ๒๗ -๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒ นางตรีทิพย์ บัวริน หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนากระบวนการทางความคิด” (Growth Mindset) สำหรับนักบริหารกรมศิลปากร ณ โรงแรมตรัง กรุงเทพฯ โดยอาจารย์ชัยวัฒน์ ร่างเล็ก เป็นวิทยากร #สร้างกระบวนความความคิดตามขั้นตอนสรุปว่าสิ่งที่เราจะต้องเริ่มทำงานคือเป้าหมาย, กิจกรรม, ความคิด (growth mindset)​ และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น/การป้องกันความเสี่ยง


วันที่ 15-16 ก.ค. 58 หัวหน้าหอสมุดแห่งชาติฯนครพนม นางลัดดาวัลย์ ทิพย์สิงห์ และนางอรอุไรลักษณ์ จีรันทนิน เจ้าพนักงานห้องสมุดปฏิบัติงาน ได้เข้าร่วมประชุม"การพัฒนาหอสมุดแห่งชาติโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ"โดยศูนย์เทคโนโลยีกรมศิลปากร และท่านรองอธิบดีกรมศิลปากร นางสุนิสา จิตรพันธ์ เป็นประธานในการประชุม   ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติฯ จันทบุรี



***บรรณานุกรม***  นายสมพร  อยู่โพธิ์ พระพุทธรูปปางต่างๆ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนวิจารณ์ธราดล (วิจารณ์ โกมลภมร) ณ เมรุวัดธาตุทอง พระขโนง วันที่ 24 เมษายน พุทธศักราช 2515 นครหลวง  โรงพิมพ์นิยมอักษร 2515


***บรรณานุกรม*** หนังสือหายาก จีระ สีตสุวรรณ และ ระบิล สีตสุวรรณ.  แบบสอนอ่านพลานามัย ชั้นประภมปีที่ 1 เรื่องร่างกายของเรา.  พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา, ๒๕๐๓.


ชื่อเรื่อง                     ประชุมพงศาวดาร เล่ม 45 (ประชุมพงศาวดารภาคที่ 71 (ต่อ) - 73) พงศาวดารและแวก (ต่อ) พงศาวดารเขมรอย่างย่อ ราชพงศาวดารญวนตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ทำเนียบข้าราชการนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2ผู้แต่ง                       สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์ทวีปเอเชียเลขหมู่                      959.302 ล.45สถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์                    2512ลักษณะวัสดุ               308 หน้าหัวเรื่อง                     สุวรรณโคมคำ -- ประวัติภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกประชุมพงศาวดาร เป็นหนังสือที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะได้รวบรวมเรื่องเก่าๆ ที่มีสาระและคำอธิบายของผู้มีความรู้ในวิชาด้านทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย ประชุมพงศาวดาร เล่ม 45 ภาคที่ 71(ต่อ) – 73 จะกล่าวถึง พงศาวดารและแวก (ต่อ) พงศาวดารเขมรอย่างย่อ ราชพงศาวดารญวนตำนานเมืองสุวรรณโคมคำ ทำเนียบข้าราชการนครศรีธรรมราชครั้งรัชกาลที่ 2    


นิตยสารรายสองเดือน กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม วัตถุประสงค์ : เพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในสาระสำคัญต่าง ๆ และ เพื่ออนุรักษ์สืบทอดมรดกวัฒนธรรมของชาติ


สาระน่ารู้ : สระน้ำ ดูเพิ่มเติม


เลขทะเบียน : นพ.บ.27/9ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  46 หน้า  ; 4.7 x 53 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 14 (152-160) ผูก 8หัวเรื่อง : ธมฺมปาลชาตก (ธรรมบาล) --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


พระพิมพ์ดินเผาแสดงภาพพุทธประวัติ ตอน “มหาปาฏิหาริย์” มีจารึกคาถาเย ธมฺมา จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง           พระพิมพ์ดินเผาสันนิษฐานว่าเป็นภาพพุทธประวัติตอนมหาปาฏิหาริย์ กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี โดยประทับบนดอกบัวที่เนรมิตขึ้นโดยราชานาคนันทะและอุปนันทะ มีพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าเทวดาทั้งหลายลงมาเฝ้า //รูปแบบศิลปกรรมเป็นพระพิมพ์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านหน้าทำรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิราบบนดอกบัว มีรูปบุคคลถือก้านบัวอยู่ด้านล่างสันนิษฐานว่าเป็นราชานาค ชื่อนันทะ และอุปนันทะ แวดล้อมด้วยรูปบุคคลต่างๆ สันนิษฐานว่าคือพระอินทร์ พระพรหมและเหล่าเทวดา ด้านบนสุดที่มุมทั้ง ๒ ด้านมีรูปบุคคลอยู่ในวงกลม สันนิษฐานว่าคือพระอาทิตย์และพระจันทร์ ด้านหลังพระพิมพ์จารึกคาถาเย ธมฺมา ด้วยตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ด้วยลายมือเขียน ความว่า “เย ธมฺมา เหตุปปฺภวาเยสํเหตุํตถาคโต อาห เตสญฺจโย นิโร โธเอวํ วาที มหาสมโณ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตได้ตรัสถึงเหตุเหล่านั้น           เมื่อสิ้นเหตุเหล่านั้นจึงจักดับทุกข์ได้ พระมหาสมณะมีวาทะตรัสสอนเช่นนี้เสมอ” คาถาเย ธมฺมา ถือเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นคาถาที่สรุปใจความสำคัญของอริยสัจสี่ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เอาไว้ครบถ้วน และยังเป็นคาถาที่พระอัสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ตรัสแก่พระสารีบุตรจนเกิดความเลื่อมใสในพุทธศาสนา และชักชวนสหายคือพระโมคคัลลานะออกผนวช จนได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า จึงเชื่อกันว่าคาถาเย ธมฺมา สามารถทำให้คนนอกศาสนา เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งอัครสาวกเบื้องขวาและเบื้องซ้ายยังออกผนวชด้วยคาถาบทนี้ สมัยทวารวดีจึงนิยมจารึกคาถาเย ธมฺมา ไว้บนพระพิมพ์เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาด้วย           พระพิมพ์ดินเผารูปแบบดังกล่าวถึงนี้ จัดเป็นพระพิมพ์ยุคแรกของสมัยทวารวดี กำหนดอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือราว ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว พบบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เช่น จังหวัดนครปฐม และราชบุรี บางองค์มีจารึกคาถาเย ธมฺมา ที่ด้านหลังเช่นเดียวกัน เอกสารอ้างอิงธนกฤต ลออสุวรรณ. การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา. วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖. นิติพันธุ์ ศิริทรัพย์.พระพิมพ์ดินเผาสมัยทวารวดีที่นครปฐม. วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (โบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์))--มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๔. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง.มรดก ๑,๐๐๐ ปีเก่าที่สุดในสยาม. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๖. ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี https://www.facebook.com/153378118193282/posts/1290167404514342/


black ribbon.