ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,501 รายการ
หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้รักการอ่านทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดโดยสำนักหอสมุดแห่งชาติ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ได้แก่
1. นิทรรศการ "อ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ” (Read the Legend: The Buddha’s Story through the World of Letters) พร้อมทั้งการสาธิตและเวิร์กชอปการจารใบลานโดยนักภาษาโบราณจากสำนักหอสมุดแห่งชาติ ณ บูธสำนักหอสมุดแห่งชาติ (A16) ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น.
2. การเสวนาเรื่อง "Culture, and Wellbeing: The Power of Reading" วิทยากรโดย นางสาวบุบผา ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ, Ms. Glòria Pérez-Salmerón Stichting IFLA Global Libraries Foundation and Honorary Fellow IFLA, ศาสตราจารย์ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน แขนงวิชาสารสนเทศศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, รองศาสตราจารย์ ดร. ทรงพันธ์ เจิมประยงค์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการ สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนางสาวลินดา พืชสี บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 - 12.00 น. ณ เวที Author's Salon, Hall 5
นอกจากนี้ยังขอเชิญชวนผู้เขียนและสำนักพิมพ์นำส่งสิ่งพิมพ์ที่ได้ขอเลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ (ISBN) จากหอสมุดแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ได้ที่บูธ H28 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม - 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น.
หอสมุดแห่งชาติ ประกาศขยายเวลาท้าทุกคนมาโชว์ Vibe ที่หอสมุดแห่งชาติ กับกิจกรรม "My Library Vibes: หอสมุดในมุมมองของฉัน" ไม่ว่าจะเป็นมุมสถาปัตยกรรม มุมอ่านหนังสือชิล ๆ หรือมุมลับที่คนไม่ค่อยรู้ ผ้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้จนถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยมีกติกาการแข่งขันกันที่ยอดไลก์ (Popular Vote)
1. แชะ: ถ่ายภาพหรือคลิปมุมโปรดในหอสมุดแห่งชาติ
2. แชร์: โพสต์ลง Platform ใดก็ได้ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ Facebook, X, IG, Tiktok, Lemon8 (ตั้งสาธารณะ)
3. เขียนแคปชันเริ่ด ๆ แล้วติด #หอสมุดแห่งชาติ #NLTVibes
ทั้งนี้ รางวัลสำหรับผู้ที่มียอด Like & Share สูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หูฟังไร้สาย TRUE WIRELESS จำนวน 5 รางวัล และรางวัลสุ่มผู้โชคดี ได้แก่ กระเป๋าผ้า Limited Edition "Read Vibe Only" จำนวน 10 รางวัล ขอเชิญชวนทุกท่านรีบมาถ่ายภาพ รีบมาโพสต์ แล้วเรียกเพื่อนมาช่วยกันไลก์ด่วนๆ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2280 9828ภาพตัวอย่าง : ขอขอบคุณภาพจากซีรีส์: รับ(รัก)ออกแบบ (Love Design)
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ เรื่อง "เจดีย์ทรงวิมาน วัดเจดีย์เจ็ดแถว"วัดเจดีย์เจ็ดแถว เป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าเป็นวัดที่เก็บอัฐิพระบรมวงศานุวงศ์ของเมืองศรีสัชนาลัย เนื่องจากพบเจดีย์รายเป็นจำนวนมากภายในวัด และเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมายังเมืองศรีสัชนาลัย ได้ทรงทอดพระเนตรวัดเจดีย์เจ็ดแถว ทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้เป็นวัดที่ใช้บรรจุอัฐิ รวมทั้งเจดีย์รายทั้งหลายที่มีรูปแบบแตกต่างกันนั้น ไม่ได้ทำในคราวเดียวกัน ซึ่งในบรรดาเจดีย์ที่หลากหลายรูปแบบนี้ มีรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่น คือ “เจดีย์ทรงวิมาน” เป็นเจดีย์รูปแบบพิเศษ ตั้งอยู่ในกลุ่มของเจดีย์รายทางด้านหน้าของเจดีย์ประธาน จำนวน ๒ องค์ ได้แก่ เจดีย์รายหมายเลข ๑๓ และเจดีย์รายหมายเลข ๑๙เจดีย์รายหมายเลข ๑๓ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม คือ ส่วนฐานมีลักษณะเป็นฐานย่อมุมซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น เพื่อรองรับส่วนกลางคือเรือนธาตุที่มีการย่อมุม ในส่วนของเรือนธาตุนี้มีซุ้มจระนำซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศ ถัดขึ้นไปเหนือเรือนธาตุเป็นฐานบัวคว่ำ - บัวหงาย ซ้อนกัน ๗ ชั้น ในส่วนของชั้นหลังคามีการย่อมุมต่อเนื่องมาจากส่วนของเรือนธาตุจนถึงยอดที่เป็นอมลกะ ถัดจากอมลกะขึ้นไป ลักษณะเป็นภาชนะทรงถ้วยคว่ำที่มีกลีบบัวคว่ำประดับล้อมรอบ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นส่วนยอดประดับด้วยปลีเจดีย์รายหมายเลข ๑๙ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเจดีย์ประธาน มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม ดังนี้ ส่วนฐานประกอบด้วยชุดฐานย่อมุมซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น เพื่อรองรับส่วนกลางของเจดีย์หรือเรือนธาตุที่มีการย่อมุมต่อเนื่องมาจากส่วนฐาน ส่วนเรือนธาตุมีการทำซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง ๔ ทิศ ถัดขึ้นไปเหนือเรือนธาตุเป็นเรือนชั้นซ้อนแบบบัวถลาหรือหลังคาลาดเอียงซ้อนกันขึ้นไป ๖ - ๗ ชั้น ยอดบนสุดสันนิษฐานว่าประกอบด้วย อมลกะ คือ ส่วนยอดของปราสาทในศิลปะอินเดียและศิลปะขอม กลีบบัวและปลี แต่ปัจจุบันได้พังทลายไปแล้วเจดีย์ทรงวิมานเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะพิเศษคือ การทำชั้นหลังคาซ้อนชั้นและการทำเจดีย์ที่มีหลังคาซ้อนชั้นลดหลั่นกันไป พบเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยเท่านั้น นักวิชาการสันนิษฐานว่า เจดีย์ทรงวิมานน่าจะได้รับอิทธิพลการสร้างชั้นหลังคามาจากศิลปะอินเดียเหนือที่นิยมทำเป็นชั้นหลังคาซ้อนขึ้นไป โดยศิลปะอินเดียเหนือ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมทรง “ปราสาท” หรืออาคารที่มีการซ้อนชั้น และในส่วนของยอด ปราสาทศิลปะอินเดียเหนือ จะไม่มีเรือนธาตุจำลองและอาคารจำลอง ทำให้แต่ละชั้นหลังคาคงเหลือเพียง “หลังคาลาด” รวมทั้งยังมีการยกกะเปาะหรือยกเก็จยื่นออกมาเป็นระยะ ๆ รอบอาคาร เส้นรอบนอกของอาคารเป็นเส้นโค้ง มีการประดับด้วยลวดลายกูฑุเต็มอันและมีกูฑุครึ่งอันขนาบอยู่ด้านข้าง ด้านบนมีการประดับอมลกะขนาดเล็กที่เก็จมุม และมีอมลกะขนาดใหญ่อยู่ด้านบนสุด เช่น เทวาลัยปรศุราเมศวร เมืองภูวเนศวร อย่างไรก็ดีศิลปะอินเดียเหนือจะมีความแตกต่างจากศิลปะอินเดียใต้ ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะอินเดียใต้จะมีลักษณะของเรือนธาตุจำลอง และอาคารจำลองซ้อนชั้นขึ้นไป ทำให้วิมานมีขนาดสูงใหญ่และงดงามมาก และเส้นรอบนอกอาคารจะเป็นขั้นบันได การประดับลวดลายกูฑุเต็มอัน ด้านบนสุดจะเป็นโดมสลักจากหินก้อนเดียว ดังตัวอย่างที่สำคัญ คือมหาวิมานเมืองตัญชอร์ นอกจากนี้ศิลปะอินเดียเหนือได้ถ่ายทอดไปยังศิลปะพุกามในช่วงแรก ๆ อีกด้วยเอกสารอ้างอิงเชษฐ์ ติงสัญชลี. เจดีย์ในศิลปะพม่า-มอญ : พัฒนาการทางด้านรูปแบบตั้งแต่ศิลปะศรีเกษตรถึงศิลปะมัณฑเล. (กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๕๕).มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เที่ยวเมืองพระร่วง, (กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๒๖).วิไลรัตน์ ยังรอต และธวัชชัย องค์วุฒิเวทย์. สุโขทัย ศรีสัชนาลัย. (กรุงเทพฯ : มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๑).ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๖๑).สันติ เล็กสุขุม. เจดีย์ในสมัยสุโขทัย วัดเจดีย์เจ็ดแถว. (กรุงเทพฯ : อักษรสัมพันธ์, ๒๕๓๔).
กรมศิลปากร ขอเชิญร่วมเรียนรู้เรื่องราวของ “ผ้า” ที่มากกว่าผืนผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ยังสะท้อนความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของผู้คน ผ่านการนำไปใช้ในพิธีกรรมและขนบธรรมเนียมต่าง ๆ อาทิ ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้าที่ใช้ประกอบพิธีกรรม เสื้อยันต์ พร้อมทำความเข้าใจความหมาย และความเชื่อที่ซ่อนอยู่ในผืนผ้าแต่ละผืนสะท้อนภูมิปัญญา และความประณีตสืบทอดมาแต่โบราณ
ร่วมรับชมพร้อมกันในรายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในตอน “ภูษิตศรัทธา : ผืนผ้าในความเชื่อ” โดยวิทยากร นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสารและหนังสือ) และดำเนินรายการโดยนายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรมศิลปากร ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๙.๐๐ – ๑๙.๔๕ น. ผ่านช่องทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยว One Day Trip TOUR โบราณสถาน พานั่งรถปราจีนซิตี้บัส เที่ยวชมโบราณสถานและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ พร้อมนักโบราณคดีนำชมและให้ความรู้ตลอดเส้นทาง กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้งาน PRACHINBURI Night at The Museum ปี 4 ตอน “คเณศจตุรถี พิพิธทัศนา พญาครุฑาคืนถิ่น” วันที่ 19 - 20 กันยายน 2569 วันละ 1 รอบ เวลา 13.00 – 16.00 น. รับจำกัดเพียง 20 คน/วัน ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า ฟรี! ทางลิงก์นี้ https://forms.cloud.microsoft/r/cgjteZNmKe โดยจะประกาศรายชื่อ 20 ท่าน และสำรอง 5 ท่าน ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ทาง Facebook : ททท.สำนักงานนครนายก
เส้นทาง One Day Trip เริ่มจุดนัดพบที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี เดินทางไปยังภูมิภูเบศร จุดเรียนรู้สมุนไพรไทย, โบราณสถานสระแก้ว จุดค้นพบลวดลายสัตว์โบราณ, รอยพระพุทธบาทคู่ ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย, ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี พร้อมกิจกรรม Museum tour เรียนรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดีภาคตะวันออก สักการะพระพิฆเนศ องค์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อายุกว่า 1400 ปี
กรมศิลปากรได้สร้างงานดนตรีขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายในวาระสุดท้ายนี้ เป็นเครื่องแสดงความจงรักภักดี ด้วยการนำคำประพันธ์มาบรรจุลงในทำนองเพลงไทยเดิม บันทึกเสียง น้อมเกล้าฯ ถวายในงานพระราชพิธีพราะราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จัดขึ้นเป็นเพลงชุด ชื่อ "เพชรรัตนาลัย" ประกอบด้วย ๓ บทเพลงดังนี้ "เพชร" "ใบไม้ร่วง" "พสุธากันแสง"
ขอเชิญชมนิทรรศการผลงานสร้างสรรค์จากมรดกศิลปวัฒนธรรม วันที่ ๑๔-๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๐.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
วันเสาร์ที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา ๖๗ พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ และลงนามถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ณ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา
ประเทศไทยมีวงมโหรีมาแต่โบราณ มีการประสมวงมโหรีกับวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ วงขับไม้ และวงประเภทเครื่องกลองแขก (สุพรรณี เหลือบุญชู ๒๕๒๙ : ๕๒) ในจังหวัดสุรินทร์นิยมเล่นกันแพร่หลายในเขตอำเภอสังขะ และอำเภอเมืองสุรินทร์ จากการสัมภาษณ์นายกุน ผลแมน หัวหน้าวงมโหรีบ้านภูมิโปน ทราบว่าเริ่มเรียนดนตรีครั้งแรกจากครูนิล ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากข้าหลวง ที่รัฐบาลได้ส่งมาปกครองมณฑลอีสานในสมัยรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๓๖ –๒๔๕๑ (หม่อมอมร วงศ์วิจิตร ๒๕๐๖) การเล่นมโหรีจึงได้แพร่หลายสู่ชาวบ้าน ต่อมานายกุน ผลแมน ได้ถ่ายทอดแก่คณะดนตรีหมู่บ้านภูมิโปน และบ้านดม
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการเล่นมโหรีของวงบ้านภูมิโปน –บ้านดม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วย
๑. ซอกลาง ลักษณะเหมือนซออู้ แต่มีเสียงสูงกว่าซออู้เล็กน้อย หรือเรียกว่าซออู้เสียงกลาง
๒. ซออู้ ตัวกะโหลกซอทำด้วยกะลามะพร้าว ขึงหนังวัว มีสาย ๒ สาย คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงทุ้มนุ่มนวล
๓. ซอด้วง เป็นซอ ๒ สาย กะโหลกซอทำด้วยไม้ไผ่ ใช้หนังงูเหลือมขึง คันชักทำด้วยขนหางม้า มีเสียงแหลม
๔. ปี่ใน(ชลัย) เป็นปี่ที่ทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยูงกลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสองข้างเล็กน้อย เจาะเป็นรูกลวงภายใน มีรูสำหรับปิดเปิดนิ้วเพื่อให้เกิดเสียงต่างๆ เจาะรูปี่ ๖ รู ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลตัดกลมมนซ้อนสี่ชั้น ผูกติดกับโลหะ
๕. กลองสองหน้า เป็นกลองที่ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้าเสียงแบบเดียวกับตะโพน ใช้มือตีทั้งสองด้าน ใช้ใบเดียวตีประกอบจังหวะในวงมโหรี
๖. ฉิ่ง เป็นโลหะหล่อหนา ชุดหนึ่งมี ๒ ฝา เสียงจะดังฉิ่ง –ฉับ จำทำหน้าที่เป็นหลักในการบรรเลง
๗. ฉาบ เป็นโลหะหล่อเช่นเดียวกับฉิ่ง แต่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่าฉิ่ง และบางกว่า จะใช้ฉาบตีขัดกับฉิ่ง เพื่อให้การบรรเลงสนุกสนาน
จากเครื่องดนตรีที่กล่าวมาจะเห็นว่ามีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและ ประเภทปี่พาทย์บางชิ้นมาประสมกัน โดยมีซอกลางเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงมโหรี ใช้บรรเลงในงานต่างๆ
เพลงที่ใช้ประกอบในวงมโหรี แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. เพลงขับร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีที่มีคำร้องประกอบ มีทั้งร้องส่ง ร้องคลอ และร้องรับกับการบรรเลงดนตรี เนื้อร้องเป็นภาษาเขมรที่ถ่ายทอดมาแต่ดั้งเดิม บางครั้งเป็นการด้นกลอนสดๆ ให้เข้ากับทำนองเพลง เรียกว่า การเจรียง(ร้อง) จังหวะของเพลงจะตีฉิ่งในอัตราจังหวะ ๒ ชั้น ประเภทเพลงขับร้อง ได้แก่
เพลงขับร้อง คำร้องของเพลงขึ้นต้นด้วยคำว่า “อาเล”
เพลงกแอกคเมา (แปลว่า กาดำ)
เพลงซองซาร แปลว่าที่รัก หรือบทเพลงแห่งความรัก ในการเจรียงเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) เกี้ยวกันระหว่างชายหญิง เพราะบทร้องเพลงซองซารจะเป็นบทร้องโต้ตอบระหว่างชาย –หญิง
เพลงกันตบ เป็นบทร้องสอนหญิง
เพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นบทเพลงไทยเดิม เนื้อร้องอาจจะใช้เพลงลาวเสี่ยงเทียน หรืออาจแปลงเนื้อร้องเป็นภาษาเขมรหากนักร้องมีความชำนาญ
เพลงอายัยโบราณ เป็นการด้นกลอนสด โดยใช้เนื้อร้องตามโอกาส หรืองานที่ไปเล่น การเล่นเพลงนี้จะมีการเรือม(รำ) ประกอบ
เพลงอมตูก หมายถึง พายเรือ เนื้อหาจะกล่าวถึงการพายเรือ และแจวเรือ มีการเรือม(รำ) ประกอบ
เพลงสีนวล เป็นเพลงไทยเดิม
เพลงเขมรปากท่อ เป็นเพลงไทยเดิม
เพลงมลบโดง หมายถึง ร่มมะพร้าว
เพลงตำแร็ยยูลได หมายถึง ช้างแกว่งงวง
เพลงก็อทกรูว
เพลงกระซิงเตียม
เพลงเขมรเป่าใบไม้
เพลงเมื้อนตึก
ฯลฯ
จะเห็นว่าเพลงขับร้องที่กล่าวมา หรืออาจมากกว่านี้จะมีทั้งเพลงที่เป็นเพลงไทยเดิม และเป็นเพลงภาษาเขมรที่นำมาจากวงกันตรึม มาใช้บรรเลงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปนและบ้านดม ลักษณะของเพลงส่วนมากจะเป็นเพลงเบ็ดเตล็ดต่างๆ จัดอยู่ในประเภทเพลงเกร็ด หมายถึง เพลงที่ไม่ได้เรียบเรียงเข้าเป็นชุดต่างๆ เช่น เพลงเรื่อง เพลงตับ เพลงเถา ใช้สำหรับบรรเลงในเวลาสั้นๆ
๒. เพลงบรรเลง หมายถึง เพลงที่ใช้ดนตรีล้วนๆ ไม่มีการร้องหรือเจรียงประกอบ แบ่งออกเป็น
เพลงโหมโรง เพื่อเป็นการไหว้ครูหรือระลึกถึงครูบาอาจารย์ นอกจากนี้เมื่อเพลงโหมโรงเป็นการประกาศให้ทราบว่า จะมีการแสดงหรือมีมหรสพ การโหมโรงยังเป็นการเตรียมตัวในการบรรเลงเพลงต่อไป เพลงโหมโรงในวงมโหรีของคณะบ้านภูมิโปน –บ้านดม เช่น เพลงหัวคำปัน เป็นเพลงที่ใช้สำหรับขบวนแห่ไม่มีเนื้อร้อง
เพลงหน้าพาทย์ ชาวไทยเขมรจะเรียกว่าเพลง “ประพาทย์”หรือ “หน้าพาทย์”ในวงมโหรีคณะบ้านภูมิโปน –บ้านดม จะบรรเลงเพลงกล่อม เพลงต้นฉิ่ง ฯลฯ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบอากับกิริยา อารมณ์ ของตัวละครที่ทางภาคกลางนำมาใช้หรือใช้สำหรับนาฏศิลป์จากราชสำนัก เพลงหน้าพาทย์ดังกล่าว ชาวบ้านภูมิโปน –บ้านดม นำมาใช้บรรเลงในพิธีมงคลต่างๆ ทั้งด้านเกี่ยวกับศาสนา หรือในพิธีเชิญครู อาจารย์ ให้มาร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะของเพลงหน้าพาทย์จะมีทำนองและจังหวะกำหนดเป็นแบบแผน ไม่มีบทร้อง เป็นการบรรเลงดนตรีอย่างเดียว
บรรณานุกรม
เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๐.
ปฐม คเนจร(หม่อมอมร วงศ์วิจิตร), ม.ร.ว. ประชุมพงศาวดารภาค ๔. กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, ๒๕๐๗.
วิทยาลัยครูสุรินทร์ เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการ เรื่องเพลงพื้นบ้านและการละเล่นพื้นบ้านจังหวัดสุรินทร์. สุรินทร์: วิทยาลัยครูสุรินทร์, ๒๕๒๖.
สุรินทร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เอกสารประกอบการประชุมคณะทำงานทางวิชาการจัดทำข้อมูลการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์. เอกสารอัดสำเนา.