ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ
หมวดที่ ๓ การขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่าย
๑๙. หนังสือและเอกสารซึ่งกรมศิลปากรมีลิขสิทธิ์อยู่ หรือได้รับมอบอำนาจให้ดำเนิการเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ หรือหนังสือวิชาการที่หน่วยงานต่าง ๆ ในกรมศิลปากรค้นคว้าเรียบเรียงขึ้น ตามสาขางานที่หน่วยงาน นั้นๆ เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการอยู่ ผู้ใดจะขออนุญาตพิมพ์จำหน่ายเพื่อประโยชน์ในการค้า กรมศิลปากรยินดีอนุญาตให้พิมพ์ได้ เว้นไว้แต่หนังสือและเอกสารที่ควรสงวนไว้เป็นความลับ ไม่ควรนำออกตีพิมพ์เผยแพร่ในปัจจุบัน หรือหนังสือที่กรมศิลปากรมีโครงการดำเนินงานอย่างอื่นไว้แล้ว ให้ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่ายทำหนังสือพร้อมแจ้งจำนวนพิมพ์ถึงผู้อำนวยการหรือหัวหน้ากองที่รับผิดชอบ ซึ่งจะนำเสนออธิบดีกรมศิลปากรเพื่ออนุญาต เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้ขออนุญาตต้องทำสัญญา ไว้กับกรมศิลปากร แล้วจึงรับต้นฉบับไปจัดพิมพ์จำหน่ายได้
ถ้าผู้ขออนุญาตไม่มาทำสัญญากับกรมศิลปากร และมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบภายใน ๓๐ วัน หลังจากวันที่ได้รับอนุญาต ถือว่าสละสิทธิ์ กรมศิลปากรอาจจะอนุญาตให้ผู้อื่นจัดพิมพ์จำหน่ายต่อไปได้
การอนุญาตให้พิมพ์จำหน่าย หมายความว่า อนุญาตเพียงครั้งเดียว ตามจำนวนที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต และสัญญาถ้าจะพิมพ์ขึ้นใหม่ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรทุกคราวไป
๒๐. หนังสือที่กรมศิลปากรอนุญาต ให้พิมพ์จำหน่าย ต้องมีคำนำเป็นหลักฐานในการอนุญาต ซึ่งผู้ขออนุญาตต้องตีพิมพ์ไว้เป็นเบื้องต้นของหนังสือ
๒๑. ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่าย ต้องขออนุญาตพิมพ์ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ เล่ม และต้องจ่าย ผลประโยชน์ให้กรมศิลปากร ดังนี้
ก. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๓,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๑๐ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ข. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ ๔,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๘ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ค. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๕,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๗ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
ง. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๖,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๖ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มหนังสือที่พิมพ์
จ. ถ้าขออนุญาตพิมพ์หนังสือ ๑๐,๐๐๐ เล่ม ให้จ่ายหนังสือ ๑๐๐ เล่ม และจ่ายเงินร้อยละ ๗ ของราคาบนปก คูณด้วยจำนวนเล่มที่พิมพ์
๒๒. และกรมศิลปากรจะสงวนระยะเวลาไม่อนุญาตให้ผู้อื่นพิมพ์หนังสือ เรื่องเดียวกันนั้นออกจำหน่ายอีก ภายในระยะเวลาดังนี้
ก. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ครั้งละ ๖,๐๐๐ เล่มขึ้นไป จะสงวนระยะเวลาไว้ ๑ ปี
ข. ถ้าขออนุญาตพิมพ์ครั้งละ ๑๐,๐๐๐ เล่มขึ้นไป จะสงวนระยะเวลาไว้ ๒ ปี ทั้งนี้นับแต่ วันที่ลงนามในข้อตกลงหรือสัญญากับกรมศิลปากร
๒๓. ให้ผู้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่าย จ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่กรม ศิลปากรในวันที่ทำสัญญา
๒๔. ห้ามผู้ขออนุญาตพิมพ์หนังสือจำหน่ายตีพิมพ์ข้อความอื่นต่อเติม จากต้นฉบับของกรมศิลปากร และจะต้องส่งใบพิสูจน์อักษรให้เจ้าหน้าที่ของกรม ศิลปากรผู้รับผิดชอบตรวจแก้และสิ่งตีพิมพ์ทั้งหมด ถ้าปรากฏว่าตอนใดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่ได้ตรวจหรือตรวจแก้แล้ว แต่ยังไม่ได้สั่งตีพิมพ์ ผู้ขออนุญาตพิมพ์นำไปพิมพ์เองโดยพลการ ถ้ามีข้อความผิดตกบกพร่องมาก กรมศิลปากรจะ ไม่ยอมให้วางจำหน่ายจนกว่า จะได้มีการแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง
๒๕. ผู้ขออนุญาตพิมพ์จำหน่าย ต้องนำแบบปกไปให้ผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากองหรือผู้แทนที่รับผิดชอบ ในการจัดพิมพ์หนังสือนั้น ตรวจพิจารณาเห็นชอบ และอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน จึงจะตีพิมพ์ได้
ถ้าผู้อำนวยการกอง หัวหน้ากอง หรือผู้แทนรับผิดชอบในการจัดพิมพ์ ไม่เห็นชอบกับลวดลายหรือสี หรือข้อความบนปกที่ผู้ขออนุญาตออกแบบมา จะให้ แก้ไขใหม่ตามที่เห็นสมควรก็ได้
๒๖. ข้อขัดแย้งต่าง ๆ อันอาจเกิดขึ้นระหว่าง ผู้ขออนุญาตจัดพิมพ์จำหน่ายกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ในการจัดพิมพ์ ให้นำเสนออธิบดีกรมศิลปากรเป็น ผู้พิจาณาชี้ขาด
๒๗. ให้ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้ากองที่เป็นผู้จัดให้ทำต้นฉบับหนังสือ หรือเอกสาร หรือได้รับ มอบอำนาจให้อนุญาตลิขสิทธิ์พิมพ์จำหน่าย เป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบรักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้
ระเบียบนี้ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
การอ่านออกเสียงลายเส้นลายมือนี้หรือสาระ
วันอังคารที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จัดโครงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรม ตาม พรบ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง การทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรมของชาติกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ ห้องประชุม สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา และศึกษาดูงานโบราณสถานเมืองพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
สุรินทร์เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเป็นมายาวนาน จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ ข้อมูลในพงศาวดาร เรื่องเล่าตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา เป็นที่อยู่ของชนหลายเผ่าพันธุ์ทั้ง ไทย เขมร ลาว กวยหรือกูย ทำให้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ตัวเมืองเมืองสุรินทร์ พื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์มีมนุษย์เข้ามาตั้งชุมชนแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ลักษณะชุมชนเป็นเนินดินมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ขนาดกว้างประมาณ 1,000 เมตร ยาวประมาณ 1,300 เมตร เป็นลักษณะเฉพาะของแผนผังเมืองโบราณตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นซึ่งพบทั่วไปในเขตภาคอีสานตอนล่าง กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองสุรินทร์ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 95 ตอนที่ 98 ลงวันที่ 19 กันยายน 2521
จากการสำรวจของหน่วยศิลปากรที่ 6 ในปี พ.ศ. 2534 พบว่าตัวเมืองยังมีสภาพที่สมบูรณ์เห็นแนวคูน้ำ-คันดินแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ เมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก
เมืองชั้นใน มีลักษณะเป็นรูปวงรีแบบสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายถึงสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้น มีขนาดกว้างประมาณ 1,000 เมตร ยาวประมาณ 1,300 เมตร สภาพคูเมืองค่อนข้างสมบูรณ์ มีบางส่วนเท่านั้นที่ขาดหายไป
เมืองชั้นนอก มีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบชุมชนขอมโบราณ มีคูน้ำ 2 ชั้น คันดิน 1 ชั้นล้อมรอบ ขนาดกว้าง 1,500 เมตร ยาว 2,500 เมตร สภาพคูเมืองค่อนข้างสมบูรณ์ ยกเว้นด้านทิศใต้
จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า ตัวเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เคยเป็นบ้านเมืองมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณกาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองสุรินทร์ในอดีต ตลอดจนถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของชาวสุรินทร์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่อย่างสำคัญที่คนสุรินทร์ในปัจจุบันจะช่วยกันรักษามรดกอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ไว้ตราบชั่วลูกหลาน ด้วยการไม่บุกรุกทำลายคูน้ำคันดินของเมืองโบราณสุรินทร์
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์
จากการศึกษาวิจัยการและสำรวจพบแหล่งโบราณคดีในจังหวัดสุรินทร์ กว่า 59 แห่ง ส่วนมากเป็นชุมชนโบราณที่มีคูน้ำ-คันดินล้อมรอบ ได้แก่
แหล่งโบราณคดีบ้านโนนสวรรค์ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี หมู่บ้านเป็นเนินสูงเกือบ 3 เมตร พบโบราณวัตถุได้แก่ เศษภาชนะดินเผาแบบต่างๆ รวมทั้งภาชนะเคลือบสีน้ำตาลแบบขอม และพบภาชนะที่ใช้บรรจุมีลักษณะเป็นภาชนะก้นมนขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการฝังศพครั้งที่สองของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุอยู่ในราว 2,000-1,500 ปี มาแล้ว พบมากไปตลอดลุ่มแม่น้ำมูลตอนกลางแถบจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เป็นลักษณะของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท ตำบลปราสาททนง อำเภอปราสาท แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นที่ตั้งของปราสาททนง เป็นโบราณสถานขอมชึ่งกรมศิลปากรมีโครงการขุดแต่ง ในปี พ.ศ.2536 และได้ขุดตรวจชั้นดินทางด้านหลังของโบราณสถาน พบหลักฐานสำคัญแสดงให้เห็นถึงการอยุ่อาศัยของมนุษย์มาก่อนจะสร้างปราสาท คือ โครงกระดูกมนุษย์เพศชาย อายุประมาณ 35- 40 ปี ปัจจุบันได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
นอกจากแหล่งโบราณคดีทั้งสองแหล่งนี้แล้ว ยังไม่มีการขุดค้นตามหลักวิชาการในอีกกว่า 50 แห่ง อาศัยเพียงเทียบเคียงค่าอายุกับแหล่งอื่น ๆ พอสรุปได้ว่ามีอายุอยู่ในราว 2,000-1,500 ปีมาแล้ว
สมัยประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบหลักฐานชุมชนสมัยทวารวดีทั้งภูมิภาค เมืองโบราณที่สำคัญ เช่น เมืองฟ้าแดดสงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เมืองกันทรวิชัย อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เมืองโบราณบ้านคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดี นั่นคือ การนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งก่อให้เกิดงานศิลปกรรมที่เนื่องในศาสนา ตามเมืองหรือชุมชนโบราณสมัยทวารวดีจะพบว่ามีการสร้างสิ่งก่อสร้าง หรือ รูปเคารพในศาสนาพุทธขึ้น ได้แก่ พระพุทธรูป พระพิมพ์ ใบเสมา เป็นต้น
แหล่งวัฒนธรรมทวารวดีในสุรินทร์
วัฒนธรรมทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือราว 1,000-1,400 ปีมาแล้ว
ในภาคอีสานตอนล่าง ชุมชนในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุเดียวกับชุมชน ในจังหวัดต่างๆ บริเวณลุ่มแม่น้ำมูล เช่น เมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เมืองโบราณบ้านฝ้าย อำเภอหนองหงส์ เมืองโบราณบ้านประเคียบ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองคงโคก อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ชุมชนโบราณบ้านไผ่ใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ( กรมศิลปากร, 2532 : 114 - 116 ) เป็นต้น
ลักษณะชุมชนวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดสุรินทร์มักจะมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ มีโบราณวัตถุเนื่องในพุทธศาสนา เช่น ใบเสมา พระพุทธรูป พระพิมพ์ เป็นต้น
ชุมชนโบราณบ้านตรึม ตำบลตรึม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ บริเวณบ้านตรึม มีลักษณะเป็นชุมชนที่มีคูน้ำล้อมรอบ ทางด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน มีหนองน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า หนองสิม ภายในวัดตรึม เป็นเนินดินมีใบเสมาปักอยู่ 16 ใบ ลักษณะเป็นแบบแผ่นรูปกลีบบัว ทำด้วยศิลาแลงและหินบะชอลต์ ใบเสมาทุกใบจะมีลักษณะของการตกแต่งที่เหมือนกัน นั่นคือ แกะสลักเป็นรูปหม้อน้ำ อยู่ตรงกลางใบทั้งสองด้าน ยอดเป็นกรวยแหลมบรรจบกับส่วนบนของใบเสมาพอดี ขอบใบเสมาแกะเป็นเส้นตรงโค้งไปตามขอบ ทำให้ดูเหมือนว่าผิวหน้าทั้งสองด้านของใบเสมายื่นออกมา ปัจจุบันทางวัดได้สร้างอาคารคลุมใบเสมาและเนินดินไว้
ชุมชนโบราณบ้านไพรขลา ตำบลไพรขลา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นชุมชนที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ พบใบเสมา ที่โนนสิมมาใหญ่ และโนนสิมมาน้อย
โนนสิมมาใหญ่
อยู่ภายในหมู่บ้านทางทิศใต้ มีกลุ่มใบเสมาจำนวนมาก ปักอยู่ในตำแหน่งทิศทั้งแปดบางส่วนถูกเคลื่อนย้าย มาเก็บรวมกันไว้ในอาคารขนาดเล็ก ใบเสมาทั้งหมดทำจากศิลาแลง เป็นแผ่นรูปกลีบบัว ตรงกลางใบเป็นรูปหม้อน้ำมียอดเป็นรูปกรวยแหลม หรือเป็นสันขึ้นมาทั้งสองด้าน ลักษณะการตกแต่งเหมือนกับใบเสมาที่บ้านตรึม
โนนสิมมาน้อย
อยู่ทางทิศตะวันตกภายในหมู่บ้าน บริเวณนี้พบใบเสมาจำนวนเล็กน้อยอยู่รวมกันเพียงจุดเดียว ใบเสมาบางใบน่าจะปักอยู่ในตำแหน่งเดิม โดยมีการย้ายใบเสมาใบอื่น ๆ มาวางรวมกันไว้ ลักษณะของใบเสมาเหมือนกับใบเสมาที่โนนสิมมาใหญ่ เป็นใบเสมาแบบแผ่นรูปกลีบบัว ตรงกลางใบทำเป็นสันทั้งสองด้าน ทั้งหมดทำจากศิลาแลง
ใบเสมาที่พบสันนิษฐานว่าปักไว้เพื่อกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในสมัยนั้น
วัฒนธรรมขอมโบราณในสุรินทร์
จังหวัดสุรินทร์ด้านทิศใต้ติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีเทือกเขาพนมดงรักกั้นเขตแดน มีการเดินทางติดต่อกันมาแต่โบราณผ่านทางช่องเขา เช่น ช่องจอม อ.กาบเชิง ช่องตาเมือน อ.พนมดงรัก เป็นต้น ทำให้มีการติดต่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันมาตลอด โดยเฉพาะในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-18 โดยศึกษาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบดังนี้
ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 ตรงกับรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 1 แห่งอาณาจักรขอมโบราณ จังหวัดสุรินทร์มีการสร้างปราสาทภูมิโพน ที่ ต.ดม อ.สังขะ เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในศาสนาฮินดูศิลปะขอมโบราณสมัยไพรกเมง (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ,2532)ประกอบด้วยปราสาทอิฐ 3 หลัง และฐานอาคารก่อด้วยศิลาแลง 1 หลัง พบชิ้นส่วนจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต 1 ชิ้น ซึ่งมีใช้ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 ทับหลังรูปสัตว์ครึ่งสิงห์ครึ่งนก ประกอบวงโค้งที่มีวงกลมรูปไข่ ศิลปะขอมโบราณแบบไพรกเมง จำนวน 1 แผ่น
บริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากปราสาท 500 เมตร มีหนองปรือซึ่งเป็นบารายขนาดใหญ่ แบบวัฒนธรรมขอมโบราณ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 300X500 เมตร อยู่ 1 แห่ง
ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 (ประมาณ 1,100 ปีมาแล้ว) ในเขตจังหวัดสุรินทร์ มีชุมชนวัฒนธรรมเขมรโบราณที่สำคัญอีก 2 แห่ง คือ ชุมชนปราสาทหมื่นชัย บ้านถนน และชุมชนปราสาทบ้านจารย์ ต.บ้านจารย์ อ.สังขะ
ปราสาทบ้านจารย์ เป็นปราสาทศิลปะขอมโบราณสมัยเกาะแกร์ ราวกลาง-ปลายพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นปราสาทองค์เดียว ก่อด้วยอิฐ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ ปัจจุบันตัวปราสาทมีสภาพหักพังเหลือเพียงส่วนเรือนธาตุ บนตัวปราสาทมีทับหลังขนาดใหญ่สลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
ปราสาทหมื่นชัย เป็นปราสาทองค์เดียว ก่อด้วยอิฐ มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ ปัจจุบันตัวปราสาทมีสภาพหักพังเหลือเพียงส่วนเรือนธาตุ
ปราสาทตาเมือนธม บ้านหนองคันนา ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ ก่อด้วยหินทราย และศิลาแลง
ปราสาททนง บ้านปราสาท ต.ปราสาททนง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดเล็ก ก่อด้วยอิฐ หินทราย และศิลาแลง ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบไปด้วยสองส่วน คือ พลับพลาและปราสาทประธาน
ปราสาทบ้านไพล บ้านปราสาท ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เป็นปราสาทอิฐ 3 องค์ มีขนาดเท่ากันตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ
ต่อมาในช่วงอารยธรรมขอมในประเทศกัมพูชาได้เจริญถึงขีดสุดราวพุทธศตวรรษที่ 16 – 18 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย พบปราสาทหินและเมืองโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบขอม เป็นจำนวนมาก ได้แก่ เมืองพิมาย อันมีปราสาทพิมายเป็นศูนย์กลางของเมือง ตัวเมืองมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ เป็นต้น ช่วงระยะเวลานี้มีหลักฐานว่าเมืองสุรินทร์ได้รับอิทธิพลอารยธรรมของขอมโบราณอย่างมากเช่นกัน มีการปรับแผนผังเมืองให้ใหญ่ขึ้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบขอมโบราณมีคูน้ำ 2 ชั้น คันดิน 1 ชั้น ล้อมรอบ ขนาดกว้าง 1,500 เมตร ยาว 2,500 เมตร ล้อมรอบตัวเมืองเดิมรูปวงรีในสมัยก่อนหน้านั้นไว้ภายในอีกชั้นหนึ่ง ส่วนพื้นที่อำเภอต่างๆ พบปราสาทขอมโบราณอีกหลายแห่ง
ในช่วงหลังของพุทธศตวรรษที่ 18 อารยธรรมขอมโบราณเสื่อมลง เมืองสุรินทร์น่าจะเป็นบ้านเมืองสืบมาจนถึงในราวสมัยอยุธยาตอนปลายราวต้นพุทธศตวรรษที่ 24 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์ แห่งอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้ยกชุมชนหลายแห่งในจังหวัดสุรินทร์เป็นเมือง ตัวเมืองสุรินทร์ในขณะนั้นเรียกว่า “ บ้านคูประทายสมัน “ จึงโปรดให้ยกขึ้นเป็นเมืองคูประทายสมัน มีพระสุรินทร์ภักดีเป็นเจ้าเมือง ทำราชการขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
สมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯ ยกฐานะเจ้าเมืองคูประทายสมันขึ้นเป็นพระยา นามว่า พระยาสุรินทร์ภักดี ปกครองเมืองคูประทายสมัน ขึ้นตรงต่อเมืองพิมาย
สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้เมืองในบริเวณนี้หลายเมือง ได้แก่ เมืองคูประทายสมัน เมืองขุขันธ์ และเมืองสังฆะ อันเป็นเมืองที่มีความชอบในราชการสงคราม ทำราชการขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองคูประทายสมัน เป็นเมืองสุรินทร์ ตามชื่อเจ้าเมืองในคราวเดียวกัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปกครองสืบต่อมาถึงปัจจุบัน
ขอเชิญชมการแสดงโขนชุด ขับพิเภก-สวามิภักดิ์-ยกรบ ในงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมศิลปากร ณ วัดมหาธาตุ ยโสธร
สังเค็ด หรือ เครื่องสังเค็ด หมายถึง สิ่งของ มีตู้โต๊ะ สำหรับทำบุญเป็นทานวัตถุถวายเทศน์ หรือพระบังสุกุลที่หน้าศพ เพื่ออุทิศแก่ผู้ตาย
แนวทางการพัฒนาระบบราชการ 4.0 ตามเกณฑ์การรับรองสถานะการเป็นระบบราชการ 4.0 โดยนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข
รองเลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งอธิบายถึงเรื่องระบบราชการ 4.0 และความเชื่อมโยง PMQA กับระบบราชการ 4.0
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม 2561 หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า จัดโครงการห้องสมุดสัญจร ประจำปีงบประมาณ 2561 ในช่วงบ่าย ณ โรงเรียนบ้านทุ่งโป่ง ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี
การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการมีส่วนร่วม โดย ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ ในการบรรยายในการประชุมชี้แจงแนวทางการสมัครและหลักเกณฑ์การพิจารณากรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562
ชื่อเรื่อง ประชุมพงศาวดาร เล่ม 36 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 62 (ต่อ) – 63) เรื่องทูตฝรั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (ต่อ) และเรื่องกรุงเก่าผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ทวีปเอเชียเลขหมู่ 959.303 ป247 ล.36สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าวปีที่พิมพ์ 2512ลักษณะวัสดุ 336 หน้าหัวเรื่อง ไทย – ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ไทย -- ประวัติศาสตร์ -- กรุงศรีอยุธยา ไทย – โบราณสถาน พระนครศรีอยุธยา -- ประวัติศาสตร์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกเนื้อหาภายในประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 62 (ต่อ) ว่าด้วยเรื่องทูตฝรั่ง สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในส่วนที่ 2 ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 63 ว่าด้วยเรื่องกรุงเก่า เรื่องแก้คดีพระเจ้าปราสาททอง
รายงานการเดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
1.ชื่อโครงการ/กิจกรรม
โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว : กิจกรรมประสานงานเพื่อจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน
3.กำหนดเวลา
วันที่ 25-27 มิถุนายน พ.ศ.2558
4.สถานที่
นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว
5.หน่วยงานผู้จัด
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
6.หน่วยงานสนับสนุน
สถานเอกอัครราชฑูตแห่งราชอาณาจักรไทย ประจำนครหลวงเวียงจันทน์
7.กิจกรรม
ร่วมประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และกรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว การท่องเที่ยวและวัฒนธรรม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อปรับปรุงเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน
8.คณะผู้แทนไทย
8.1 นางอมรา ศรีสุชาติ ภัณฑารักษ์เชี่ยวชาญ
(ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ)
8.2 นายกิตติพงษ์ สนเล็ก นักโบราณคดีชำนาญการ
8.3 นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ
8.4 นายชินณวุฒิ วิลยาลัย นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
8.5 รศ.สุรพล นาถะพินธุ ข้าราชการบำนาญ มหาวิทยาลัยศิลปากร
8.6 ดร.ประสิทธิ์ เอื้อตระกูลวิทย์ อาจารย์ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
9.สรุปสาระของกิจกรรม
9.1 ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน
คณะทำงานของกรมศิลปากรเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก สปป.ลาว คือ ท่านเวียงแก้ว สุกสะหวัดดี รองอธิบดีกรมมรดก, ท่านทองลิด หลวงโคด ผู้อำนวยการกองโบราณวิทยาและนางพิมมะแสง คำดาลาวง รองผู้อำนวยการกองโบราณวิทยา ณ ห้องประชุมกรมมรดก ทั้งสองฝ่ายร่วมกันพิจารณาเนื้อหาและปรับปรุงเนื้อหาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยดำเนินการแลกเปลี่ยนวิทยาการทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรมและพิพิธภัณฑสถาน บางส่วนอีกเล็กน้อยโดยไม่กระทบต่อเนื้อหาหลักที่เคยพิจารณาร่วมกันแล้ว(ดังแนบมาพร้อมนี้)
9.2 แผนปฏิบัติงาน
คณะทำงานของกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ของกรมมรดก ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติงาน สรุป ดังนี้
- ระยะเวลา 5 ปี
- ใช้การศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหลัก คือ พื้นที่สองฝั่งของแม่น้ำโขง
ตั้งแต่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายและเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว
ลงมาจนถึงอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีและเมืองจำปาสัก แขวงจำปาสัก
- ปีที่ 1 เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลและจัดทำมาตราฐานการปฏิบัติงาน
โดยคณะทำงานของทั้งสองฝ่าย(ที่จะตั้งขึ้นหลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ)
จะร่วมกันพิจารณาความรู้และข้อมูลของพื้นที่ศึกษา(สองฝั่งของแม่น้ำโขง)ว่ามีประเด็นใดในพื้นที่ใดที่เกิดคำถามทางวิชาการร่วมกันและจากนั้นจึงร่วมกันจัดทำมาตราฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำสู่วิธีปฏิบัติงานจริงต่อไป
(โดยให้เน้นประเด็นหรือพื้นที่ที่ปรากฏหลักฐานหลายยุคหลายสมัย-Key settlement-ซึ่งจะสามารถให้นักวิชาการหลายสาขาเข้าร่วมในการศึกษาได้)
- ปีที่ 2-3 เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่และประเด็นที่ตั้งไว้ทั้งในประเทศไทยและ สปป.ลาว, แลกเปลี่ยนบุคลากรในการให้ความรู้ซึ่งกันและกัน, สัมมนาโต๊ะกลม(สำหรับคณะทำงานร่วม), เสวนาทางวิชาการ(เพื่อเผยแพร่ความรู้), รายงานประจำปี
- ปีที่ 4 เป็นการประชุมคณะทำงานเพื่อรวบรวม-คัดกรอง-ขมวดประเด็นศึกษาเพื่อนำไปสู่ชุดความรู้ที่จะประมวลผลการศึกษาจากนักวิชาการทุกสาขาที่เข้าร่วม, ประชุมทางวิชาการเพื่อเผยแพร่ความรู้, รายงานประจำปี
- ปีที่ 5 จัดพิมพ์หนังสือทางวิชาการ
10.ข้อเสนอแนะจากการจัดกิจกรรม
10.1 จะนำเสนอ รายละเอียดของ ร่าง แผนปฏิบัติงาน อีกครั้ง
10.2 จะนำเสนอ ร่าง คณะกรรมการเพื่อพิจารณา ร่าง แผนปฏิบัติงาน อีกครั้ง
เพื่อให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติงานได้หลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ (ซึ่งจะประกอบด้วยผู้บริหารและนักวิชาการสาขาต่างๆที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องทั้งหมด)
................................................ผู้สรุปผลการเดินทางไปราชการ
(นายชินณวุฒิ วิลยาลัย)
สาระสังเขป : ชีวประวัติของโอลิเวอร์ ครอมแวลล์ นักการเมืองของประเทศอังกฤษ อีกทั้งเป็นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการปกครองของประเทศอังกฤษผู้แต่ง : ไสว สุทธพิทักษ์โรงพิมพ์ : บริษัทศึกษาธรรมดาปีที่พิมพ์ : 2493ภาษา : ไทยรูปแบบ : PDFเลขทะเบียน : น.33บ.2173จบเลขหมู่ : 923.2 อ986