ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,707 รายการ
ชื่อผู้แต่ง เปี่ยม บุณยะโชติ
ชื่อเรื่อง ๕ ศาสนา
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์เฟื่องอักษร
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๖
จำนวนหน้า ๕๘๒ หน้า
๕ ศาสนา เป็นหนังสือที่รวบรวมศาสนา ได้แก่ พุทธศาสนามหายาน พุทธศาสนาหินยาน คริสต์ศาสนา อิสลามศาสนา โยคะศาสนา เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ประมุขของทั้ง ๕ ศาสนา ไว้อย่างละเอียด พร้อมทั้งพระธรรมวินัย เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักค้นคว้า นักเทศน์ นักปาฐกและประชาชนทั่วไป พร้อมภาพประกอบ
องค์ความรู้ เรื่อง “กู่ฤาษีหนองเยือง: สถานขจัดทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ ของราษฎร ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แห่งบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์”
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้เตรียมการเปิดให้ประชาชนเข้าชมโบราณวัตถุที่ได้รับมอบจากสหรัฐอเมริกาและผู้บริจาคชาวไทย หลังจากพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับมอบโบราณวัตถุดังกล่าวในนามของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายนที่ผ่านมา โดยครอบพระเศียรทองคำสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ ที่ได้รับมอบจากครอบครัวชาวอเมริกัน จะจัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ส่วนเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๙ ที่รับมอบจากนายโยธิน และนางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ จัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันพุธที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ เป็นต้นไป อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้ดำเนินการพัฒนารูปแบบ การจัดแสดงโบราณวัตถุที่ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดีสมัยลพบุรี อาคารมหาสุรสิงหนาท แล้วเสร็จ รวมถึงการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน ๑๖๔ รายการ ที่ได้รับมอบใหม่ในครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมและศึกษาหาความรู้ตามเจตนารมณ์ของผู้มอบ และให้คนไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ได้ภาคภูมิใจในความสามารถของคนไทยในอดีตที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผาคุณภาพดีมาแต่โบราณ อีกทั้งยังเป็นสินค้าส่งออกไปยังราชสำนักเมืองพระนครและเมืองอื่นภายในอาณาจักรเขมรโบราณ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า “เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรได้ดำเนินการศึกษาขุดค้นเตาเผา โบราณ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ต่อมาได้สร้างอาคารคลุมกลุ่มเตาเผา พร้อมจัดแสดงเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับผู้สนใจเข้าชม ๒ แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูลแหล่งเตาเผาโบราณบ้านสวาย และศูนย์ข้อมูลแหล่งเตาโบราณนายเจียน จึงขอแนะนำให้ผู้ที่ได้เข้าชมการจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาจังหวัดบุรีรัมย์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และมีโอกาสเดินทางไปยังจังหวัดบุรีรัมย์ เข้าเยี่ยมชมแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผากลุ่มนี้ เป็นการเติมเต็มเรื่องราวของเครื่องปั้นดินเผาสมัยลพบุรีที่ได้รับมอบในครั้งนี้ด้วย”แหล่งเตาเผาโบราณบ้านสวายแหล่งเตาโบราณนายเจียน
การเกิดโรคระบาดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ ไม่เว้นกระทั่งพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นเกาะกลางทะเลอย่าง "เกาะสมุย" ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาระบบคมนาคมมีความทันสมัยมากขึ้น การเดินทางระหว่างแผ่นดินใหญ่กับพื้นที่เกาะสมุยจึงมีความสะดวกสบายกว่าในอดีต จึงส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโรคชนิดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน
หากกล่าวถึงการเกิดโรคระบาดในพื้นที่เกาะสมุย นอกจาก ไวรัสโควิด -19 แล้ว เกาะสมุยเคยประสบปัญหาสถานการณ์การเกิดโรคระบาดมาแล้ว แต่เป็นปัญหาการเกิดโรคระบาดในสุกร
จากเอกสารจดหมายเหตุ มณฑลชุมพร ชุด จังหวัดสุราษฎร์ธานี สฎ 0016 ที่ว่าการอำเภอพุนพิน พบว่า ในปี พ.ศ. 2458 สุกร ในพื้นหมู่ที่ 5 ตำบลมะเร็จ ท้องที่อำเภอเกาะสมุย เกิดโรคระบาดตาย 45 ตัว โดยมีการสั่งการให้ตั้งด่านกักกันการขนย้ายสุกร และเมื่อโรคระบาดสงบลง จึงยกเลิกด่านและอนุญาตให้พ่อค้าจากอำเภอเกาะสมุย สามารถค้าขายได้ตามปกติ
รายละเอียดสามารถมาศึกษาเพิ่มเติมได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ถนนกาญจนวนิช ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๖๒, ๐ ๗๔๒๑ ๒๔๗๙ โทรสาร ๐ ๗๔๒๑ ๒๑๘๒ E-mail : national.archives.songkhla@gmail.com Website : http://www.finearts.go.th/songkhlaarchives/
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 53/6ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 42 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ วันประสูติสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ที่ประสูติแต่พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ประสูติ ณ พระที่นั่งเทพสถานพิลาศ ในหมู่พระมหามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๔๖๘
เมื่อแรกประสูติ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๐ เปลี่ยนคำนำพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ครั้นถึงรัชกาลที่ ๘ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๗๘ โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำนำพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๑๒ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร ตำแหน่งพันโทหญิง ผู้บังคับการพิเศษ ในกองพันทหารราบที่ ๒ กรมผสมที่ ๕
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ สิริพระชันษา ๘๕ ปี โปรดเกล้าฯ ให้จัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) ถวายเป็นเครื่องเพิ่มพระเกียรติยศเป็นพิเศษ พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๕
สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี นับเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช รัชกาลที่ ๔ ที่สืบสายจากพระบรมชนกนาถ
ภาพ : สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 37/4ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 56 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 132/3เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 168/3เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ฟ้อนม่านมุยเชียงตา ฟ้อนม่านมุยเชียงตา การฟ้อนแบบหนึ่ง ที่ได้รับอิทธิพลจากพม่าถ่ายทอดผ่านท่ารำ การแต่งกาย ดนตรี บทร้อง ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นในช่วงสมัยของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผสมผสานท่วงทำนองดนตรีพม่า และเพลงไทยเดิม อาทิ เพลงโยดายา เว่นซัยนันดา กลุ่มเพลงที่พม่าได้รับอิทธิพลจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง มีเนื้อร้องเป็นภาษาแปลงให้คล้ายกับสำเนียงพม่า ในปัจุบันไม่สามารถแปลความหมายได้ เมื่อครั้งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เสด็จกลับมาประทับ ณ เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้ทรงนำเพลงและรูปแบบการแสดงด้านนาฏศิลป์ จากกรุงเทพฯ มาผสมผสานกับการฟ้อนพื้นเมือง เกิดเป็นการฟ้อนรูปแบบใหม่ กำหนดให้เป็นมาตรฐานหลากหลายชุดการแสดง อาทิ ฟ้อนม่านมุยเชียงตาฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนกำเบ้อ (ผีเสื้อ) ฟ้อนม่านแม่เล้ ระบำซอ ฟ้อนโยค เป็นต้น จากบทความเรื่องฟ้อนม่าน ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิสกุล ในวารสารศิลปากร ปีที่ ๒ เล่ม ๑ มิถุนายน ๒๔๙๑ ความว่า “ข้าพเจ้าได้ดูฟ้อนม่านครั้งแรกเมื่อตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ขึ้นไปเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เนื่องแต่ประเพณีทางเหนือ มีการทำขวัญแก่ผู้ที่ได้ไปถึงเมืองครั้งแรก พระราชชายาเจ้าดารารัศมี และเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ จึงทรงทำขวัญประทานข้าพเจ้าและน้อง ๆ ซึ่งขึ้นไปถึงเชียงใหม่เป็นครั้งแรก และมีฟ้อนในเวลากลางคืน เราได้ดูฟ้อนเมือง (เชียงใหม่) ของพระราชชายาที่ ๆ พักในคืนแรก และดูฟ้อนม่านของเจ้าหลวงที่คุ้มในคืนรุ่งขึ้น ผู้ฟ้อนเป็นหญิงสาวแต่งตัวแบบพะม่า นุ่งซิ่นยาวถึงพื้น ใส่เสื้อเอวสั้น มีลวดอ่อนงอนขึ้นไปจากเอวเล็กน้อยและแขนเสื้อยาวถึงข้อมือ มีแพรห่มสีต่าง ๆ คล้องคอทิ้งยาวลงมาถึงเข่า เกล้ามวยบนกลางหัวและปล่อยชายผมลงมาข้าง ๆ บนบ่า มีดอกไม้สดใส่รอบมวยเป็นพวงมาลัย และอุบะยาวห้อยลงมากับชายผม ในเวลากราบลง ๓ หน พร้อมกับคำร้องว่า - สู่เค สู่ - เค สู่ – เค นั้น งามอ่อนหวานจับหูจับตาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทำนองเพลงและท่าฟ้อนรำเห็นได้ว่า คือเพลงช้าและเพลงเร็วนั้นเอง” ฟ้อนม่านมุยเชียงตานี้ นับว่าเป็นการแสดงที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้ผสมผสานท่วงท่า ท่วงทำนอง การแต่งกาย อันเป็นเอกลักษณ์ของพม่าและล้านนาเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ล้านนาอันงดงาม และมีการนำออกแสดงหลายครั้งในวาระสำคัญต่าง ๆ อาทิ การรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พุทธศักราช ๒๔๖๙ เมื่อครั้งเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ จวบจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังคงได้รับการสืบทอด และนำออกแสดงในวาระสำคัญต่าง ๆ ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของรูปแบบนาฏศิลป์ล้านนาที่ได้รับการผสมผสานศิลปะการแสดงของพม่าอันงดงาม ติตตราตรึงใจผู้ที่ได้ชมเสมอมาผู้เรียบเรียง : นายวีระยุทธ ไตรสูงเนิน นักจดหมายเหตุชำนาญการ ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติอ้างอิง๑. สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า. ๒๕๕๘. จดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิร เลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช ๒๔๖๙. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).๒. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เจ้าดารารัศมี. ๒๕๕๗. กรุงเทพฯ : บริษัท วินอินดีไซน์ จำกัด๓. พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ๒๔๙๑ “ฟ้อนม่าน หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล.” วารสารศิลปากร, ๒(๑), ๒๒-๒๕.
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 21/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า : กว้าง 5.2 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 57/4ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 26 หน้า : กว้าง 4.8 ซม. ยาว 56.8 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
‘พระพุทธรูปปางสมาธิ’ ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี
100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรีศิลปแห่งนวสมัย
พ.ศ. 2495 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี มีดำริให้จัดงานเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศักราชเวียนมาบรรจบครบ 2,500 ปี ในวันวิสาขบูชา พ.ศ. 2500 โดยให้มีการก่อสร้าง ‘พุทธมณฑล’ ณ ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นพุทธานุสรณียสถานและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของประเทศ รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมศิลปากร ซึ่งมี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและปั้นหล่อพระพุทธรูปพระประธานของพุทธมณฑล
หนังสือ ‘พุทธมณฑล’ โดย คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสืออนุสรณ์พุทธบูชา ในคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑล บันทึกไว้ว่า ศาสตราจารย์ศิลป์ได้ปั้นพระพุทธรูปไว้ 4 แบบ นำเสนอต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็น คณะกรรมการฯ ได้คัดเลือกพระพุทธรูปปางลีลา ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับพระศรีศากยะทศพลญาณ พระประธานที่ประดิษฐานเป็นศูนย์กลางของพุทธมณฑล
‘พระพุทธรูปปางสมาธิ’ ฝีมือศาสตราจารย์ศิลป์ เดิมตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ ซึ่งเป็นห้องทำงานของท่าน จึงอาจเป็น 1 ใน 4 ของพระพุทธรูปต้นแบบที่ท่านได้ปั้นหล่อไว้เพื่อนำไปเสนอต่อคณะกรรมการฯ พระพุทธรูปองค์นี้เป็นผลงานที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเหมือนจริงตามธรรมชาติ และรูปแบบเหนือจริงตามอุดมคติที่อ้างอิงจาก ‘คัมภีร์มหาบุรุษลักษณะ’ โดยมีพุทธลักษณะที่สำคัญ คือ พระพักตร์นิ่งสงบ พระเนตรเหลือบต่ำ มีลักษณะสมจริงเหมือนใบหน้าของมนุษย์ พระรัศมีเป็นเปลวเพลิง ตั้งอยู่บนอุษณีษะ (กะโหลกนูน) คล้ายมวยผม พระเกศาเป็นรูปก้นหอย ครองจีวรห่มเฉียง ริ้วจีวรเป็นธรรมชาติ ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานบัว
‘พระพุทธรูปปางสมาธิ’ ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการพิเศษ “100 ปี ศิลปสู่สยาม สุนทรียศิลปแห่งนวสมัย” ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 9 เมษายน 2566 ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เปิดให้เข้าชมวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 9.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง ลมสูรย์ – ลมจันทร์ นิมิตท้องฟ้า และตำรายาเกร็ด
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ -
สำนักพิมพ์ -
ปีที่พิมพ์ -
จำนวนหน้า ๑๑๖ หน้า
หมายเหตุ สข.๑๐๕ หนังสือสมุดไทยขาว อักษรไทย ภาษาไทย เส้นหมึก
(เนื้อหา) กล่าวถึงวิธีการดูลมหายใจทางจมูกด้านซ้าย และขวา กำหนดว่าด้านขวา เป็นลมสูรย์กาลา และด้านซ้าย เป็นลมจันทร์กาลา หากลมด้านใดเดินสะดวก สามารถทำนายถึงดวงชะตา เช่น เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สถานะของเจ้าชะตา การเดินทาง โชคลาภ โรคภัย และกล่าวถึงตำรายาเกร็ด