ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,354 รายการ
THAI CULTURE NEW SERIES NO.10
THE NATURE AND
DEVELOPMENT
OF THE THAI LANGUAGE
BY
PHYA ANUMAN RAJADHON
วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔ เวลาประมาณ ๐๓.๓๐ น. ตามเวลาในประเทศไทย ทับหลังปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น ถึงท่าอากาศยานอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ รอการเดินทางครั้งสุดท้ายสู่ประเทศไทย
องค์ความรู้มรดกศิลปวัฒนธรรม ตอนที่ ๓ "ขอม คือเขมรหรือไม่ใช่เขมร"
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศานติ ภักดีคำ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์
และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย
ก่อนเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารจะก้าวไกลอย่างปัจจุบัน การเขียนจดหมายส่งถึงกันถือว่าเป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่งที่สามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ผู้รับได้ทราบ ซึ่งกิจการไปรษณีย์นั้นได้เริ่มต้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยได้มีการจัดตั้งกรมไปรษณีย์ขึ้นในประเทศ และได้มีการผลิต “แสตมป์ชุดโสฬส” เป็นแสตมป์ชุดแรกของประเทศ รวมไปถึงการจัดพิมพ์ไปรษณียบัตรครั้งแรก เพื่อรองรับกิจการไปรษณีย์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น อีกสิ่งที่มีควบคู่กับการไปรษณีย์ นั่นคือ “ตู้ไปรษณีย์” ซึ่งเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการไปรษณีย์ไทย โดยตู้ไปรษณีย์ที่เก่าแก่ที่สุดของไทยเป็นตู้ที่ได้รับมอบเป็นของขวัญจากประเทศเยอรมนี ในโอกาสที่ประเทศไทยเปิดให้บริการไปรษณีย์ขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2426 ในส่วนของจังหวัดยะลานั้น ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่อำเภอเบตง ตั้งอยู่หัวมุมถนนสุขยางค์ บริเวณสี่แยกหอนาฬิกา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2467 ลักษณะของตู้เป็นรูปทรงกลม และคอนกรีตเสริมเหล็ก มีเส้นรอบวงของตัวตู้ประมาณ 140 ซม. มีความสูงถึง 290 ซม. นับจากฐานขึ้นไป รวมความสูงทั้งหมดประมาณ 320 ซม. กล่าวคือ เนื่องจากในอดีตการเดินทางติดต่อสื่อสารระหว่างอำเภอเบตงกับอำเภออื่นๆ มีความยากลำบาก การส่งจดหมายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด จนกระทั่งนายสงวน จิระจินดา นายกเทศมนตรีเบตงในขณะนั้น ซึ่งเคยเป็นนายไปรษณีย์เบตงมาก่อน มีความคิดที่จะสร้างตู้ไปรษณีย์ไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของอำเภอเบตง นอกจากจะเป็นตู้รับจดหมายแล้ว ยังมีการติดตั้งวิทยุกระจายเสียงไว้ส่วนบนของตู้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารจากทางราชการด้วย ต่อมาทางเทศบาลเบตงจึงได้จำลองตู้ไปรษณีย์ขนาดใหญ่กว่าเดิมถึง 3.5 เท่า บริเวณศาลาประชาคม ถนนสุขยางค์ โดยมีความสูงประมาณ 9 เมตร เป็นจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และตู้ไปรษณีย์ทั้งสองแห่งยังคงสามารถใช้งานได้เหมือนกับตู้ไปรษณีย์ทั่วไปอีกด้วย-----------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ยะลา https://www.facebook.com/751655098538170/posts/1316230012080673/ -----------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง : บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด. ประวัติกิจการไปรษณีย์ไทย (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.thailandpost.co.th เทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา. ตู้ไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://betongcity.go.th/?p=5714 ปราณชลี. ไผ่งามนามเบตง 111 ปี เล่าขานตำนานเมืองเบตง. 2560
โตกหรือขันโตกโตก สะโตก หรือขันโตก เป็นภาชนะใส่อาหารหรือใส่ของ ทำด้วยไม้ รูปร่างคล้ายถาด มีขาสูงโดยรอบ นิยมทารักสีดำ หรือทาชาดสีแดง ในภาคกลางเรียก กระบะหรือสำรับอาหารของภาคกลาง ภาคอีสานเรียก พาข้าว โตกนั้นมีขนาดแตกต่างกัน ๓ ขนาด ได้แก่ ๑. โตกหลวงหรือสะโตก มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๓ - ๒๕ นิ้ว ใช้ในพระราชสำนักหรือใช้กับเจ้านายฝ่ายเหนือ ๒. โตกฮามหรือโตกหะราม มีขนาดกลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๗ - ๒๔ นิ้ว ฮามหรือหะรามเป็นคำภาษาโบราณที่ใช้เรียกขันโตกของรองเจ้าอาวาสวัดหรือบ้านคหบดี หรือครอบครัวใหญ่ ๓. โตกน้อยหรือสะโตกหน่อย มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ - ๑๕ นิ้ว ใช้ในครอบครัวเล็ก หรือพระภิกษุที่แยกฉันองค์เดียวภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่. ภาพชุด การประกวดภาพเก่าเกี่ยวกับจังหวัดลำพูน (เจ้าของภาพ นายบัญญัติ สุขสัก)อ้างอิง๑. มณี พยอมยงค์. ๒๕๔๖. สารพจนานุกรมล้านนา. เชียงใหม่: ดาวคอมพิวกราฟิก.๒. พิชชา ทองขลิบ. ๒๕๖๔. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) (Online). https://www.sac.or.th/.../trad.../th/equipment-detail.php.... สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔.
วันที่ 3 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 5 กรมศิลปากร เทเวศร์
กลุ่มแผนงานฯ ได้เข้าร่วมประชุมทางไกลคณะทำงานส่งเสริมการดำเนินงานของเมืองสร้างสรรค์ของไทยในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นตัวแทนกรมศิลปากรในการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวซึ่งผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมได้รายงานกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกในปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ เชียงใหม่และสุโขทัย (เมืองสร้างสรรค์ด้านงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน) ภูเก็ตและเพชรบุรี (เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร) และกรุงเทพมหานคร (เมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ) รวมทั้งนำเสนอโครงการภายใต้เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในช่วงปีงบประมาณ 2565 และนำเสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของเมืองสร้างสรรค์ของไทย
วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๐.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดและแถลงข่าวโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร กิจกรรมสำรวจ อนุรักษ์ ลงทะเบียน จัดเก็บเอกสารโบราณ และกิจกรรมกรมศิลป์ร่วมมือคณะสงฆ์ร่วมใจ อนุรักษ์ สืบสาน อ่านแปล ใบลาน ณ วัดเบญจมบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพฯ
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า เอกสารโบราณเป็นองค์ความรู้ที่บรรพชนได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ประกอบด้วยเนื้อหาสาระที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ ตลอดจนสรรพวิทยาการด้านต่าง ๆ เช่น พงศาวดาร ตำราเวชศาสตร์ ตำราไสยศาสตร์ ตำราโหราศาสตร์ และวรรณคดี อีกทั้งเป็นเครื่องแสดงอัตลักษณ์ของชุมชนได้เป็นอย่างดี การดูแลรักษาเอกสารโบราณ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้อง เหมาะสมตามหลักวิชาการแล้ว สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ วัดและองค์กรท้องถิ่น ตลอดจนประชาชน จำเป็นต้องเห็นคุณค่าของเอกสารโบราณ และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา รวมเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
โครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาจากการดำเนิน การโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดไก่เตี้ย ซึ่งเป็นวัดต้นแบบในการอนุรักษ์ที่เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กร กรมศิลปากรกับคณะสงฆ์ และประชาชน สร้างการรับรู้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดภาคีเครือข่ายจิตอาสาภาคประชาชน คณะสงฆ์ตระหนักรู้ และสอดรับนโยบายอนุรักษ์ สืบสาน มรดกภูมิปัญญาของบรรพชนจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งมีผลโดยตรงต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะเอกสารโบราณ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่เรียกว่าพระไตรปิฎก ดังนั้นองค์กรคณะสงฆ์จึงถือเป็นภาคีเครือข่ายอันดับแรกในการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติอันสำคัญนี้
การเปิดโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร จึงเป็นก้าวต่อไปที่มั่นคงยิ่งขึ้นอันเกิดจากต้นแบบวัดไก่เตี้ยที่สามารถสร้างการรับรู้และเกิดภาคีเครือข่ายหลากหลายองค์กรดังที่กล่าวแล้ว และสิ่งที่คาดว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
๑. การทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงเอกสารโบราณได้อย่างง่ายและใช้เอกสารโบราณอย่างถูกวิธี อันเกิดจากการจัดระบบตามหลักวิชาการ และอาจให้บริการในแหล่งเอกสารโบราณได้โดยตรง เนื่องจากวัดเบญจมบพิตรมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระวิหารสมเด็จ ส.ผ.(เสาวภา ผ่องศรี) และมีศักยภาพในการเป็นคลังปัญญาของผู้คน อันเป็นการสนองพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานนามพระวิหารสมเด็จฯ ไว้แต่แรกว่า “หอพุทธสาสนสังคหะ”
๒. คาดว่า มีคัมภีร์ใบลานฉบับหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง พร้อมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ ชนชั้นสูงในราชสำนักที่เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งนิยมการสร้างคัมภีร์ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ถือเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและปรารถนาพระนิพพานในอนาคตกาล ตามคติความเชื่อของผู้คนในยุคสมัย
๓. เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ชาติไทยจากเอกสารหลักฐานชั้นต้นได้อย่างตรงไปตรงมา และชัดเจนโดยลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะคัมภีร์ใบลานเป็นหลักฐานที่จารสืบต่อกันมา ถึงจะมีความคลาดเคลื่อนโดยกาลเวลา แต่เนื้อหามิได้เปลี่ยนแปลง เป็นที่คาดหวังว่าคัมภีร์ใบลานวัดเบญจมบพิตรจะเป็นคัมภีร์ที่ตกทอดมาอย่างสมบูรณ์ มีการชำรุดเสียหายเป็นส่วนน้อย เนื่องจากมีพระวิหารเป็นที่เก็บรักษาและได้รับการดูแลอยู่เนืองๆ
๔. จากการประเมินคาดว่ามีปริมาณคัมภีร์ใบลานอยู่ในพระวิหารสมเด็จ ส.ผ.(เสาวภา ผ่องศรี) ไม่ต่ำกว่า ๓๒๐ มัด มีตู้พระธรรมอยู่ ๒๙ ตู้ ส่วนที่ใส่คัมภีร์ใบลานไว้ในตู้พระธรรมมีประมาณ ๙ ตู้ ข้อมูลดังกล่าว อาจประเมินการดำเนินงานได้ว่า ปริมาณคัมภีร์ใบลานวัดเบญจมบพิตรมีมากกว่าคัมภีร์ฯ วัดไก่เตี้ย ถึง ๘ เท่า ถ้าเทียบการทำงานวัดไก่เตี้ยแล้วเสร็จ ใช้เวลา ๙ วัน ดังนั้นวัดเบญจมบพิตรจะใช้เวลาในการทำงาน คำนวณแบบคณิตศาสตร์ ต้องใช้เวลาถึง ๗๒ วัน จึงแล้วเสร็จ โดยมีกำลังพลในการทำงานเท่ากัน ทั้งนี้ยังไม่รวมอุปสรรคปัญหาหน้างาน และปัจจัยภายนอกอีกด้วย
๕. ท้ายที่สุดสร้างการรับรู้ให้ผู้คนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนให้ความสนใจ และมาใช้ประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้า ต่อยอด องค์ความรู้ในเอกสารโบราณ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด คือต้องการดูต้องได้ดู ต้องการใช้ต้องได้ใช้ เพื่อความสุขใจของทุกๆ คน
การดำเนินโครงการอนุรักษ์เอกสารโบราณวัดเบญจมบพิตร โดยกลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๕ กันยายน ๒๕๖๕ ประกอบด้วย การแนะนำ สาธิตการอนุรักษ์ใบลานเบื้องต้น การอนุรักษ์ทำความสะอาดใบลาน อ่านปกใบลาน ตามหาชื่อเรื่อง ศึกษาฉบับใบลานสืบสานพวกพ้อง เปลี่ยนสายสนอง และการห่อผ้าคัมภีร์ใบลาน ซึ่งการดำเนินโครงการนอกจากจะสามารถสร้างการรับรู้และเกิดภาคีเครือข่ายหลากหลายองค์กรแล้ว ยังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพระวิหารสมเด็จ ส.ผ. (เสาวภา ผ่องศรี) วัดเบญจมบพิตร เป็นคลังปัญญาที่เก็บคัมภีร์ใบลานและตู้พระธรรมจำนวนมาก โครงการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเข้าถึงเอกสารโบราณได้ง่ายและใช้เอกสารโบราณอย่างถูกวิธี อันเกิดจากการจัดระบบตามหลักวิชาการ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประชาชนให้ความสนใจ และมาใช้ประโยชน์จากการศึกษาค้นคว้าต่อยอดองค์ความรู้ในเอกสารโบราณได้เป็นอย่างดี
สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ขอเชิญร่วมนำเสนอผลงานวิชาการ ในการสัมมนาวิชาการ SARBICA International Symposium 2023 หัวข้อ “Archives in Digital Era: Changes, Adaptations, Achievements” วันที่ 21 - 22 พฤศจิกายน 2566 ผู้สนใจสามารถส่งผลงานวิชาการได้ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2566 ที่ sarbica2023@nat.go.th
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมโดยการสแกน QR-Code หรือที่ https://shorturl.asia/ho7C8 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คณะกรรมการฝ่ายวิชาการฯ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทาง sarbica2023@nat.go.th หรือโทร. 0 2282 8423 ต่อ 228
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนมกราคม ๒๕๖๗ เรื่อง "ประติมากรรมปูนปั้นช้างทรงเครื่อง วัดช้างล้อมศรีสัชนาลัย" ประติมากรรมปูนปั้นช้างเป็นคติการใช้ช้างประดับศาสนสถาน ซึ่งน่าจะมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีความเกี่ยวพันกับคติความเชื่อทางศาสนามาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังเป็นสัตว์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติเป็นอันมาก เจดีย์ฐานช้างล้อมนั้นมีต้นแบบจากเจดีย์หรือสถูปในศิลปะลังกาที่เข้ามาพร้อมกับพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองอยู่ในแคว้นสุโขทัยพร้อมทั้งศิลปะลังกาที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบทางศิลปะสถาปัตยกรรมของสุโขทัยอย่างเห็นได้ชัด ช้างทรงเครื่อง หรือช้างที่ประดับลวดลายปูนปั้น เป็นประติมากรรมปูนปั้นรูปช้างที่ยืน ๔ ขาเต็มตัวขนาดใกล้เคียงกับช้างจริง ที่ประดับอยู่ที่มุมทั้งสี่เชือกบริเวณรอบฐานของเจดีย์วัดช้างล้อม ศรีสัชนาลัย โดยมีลักษณะพิเศษ คือ มีขนาดใหญ่กว่าช้างตัวอื่น ๆ ซึ่งมีการตกแต่งลวดลายปูนปั้นประดับที่ต้นคอ ต้นขาหน้า ต้นขาหลัง รัดอก และรัดที่งาช้าง การนำเครื่องประดับมาใช้กับช้างปูนปั้นน่าจะคล้ายคลึงกับช้างที่ปราสาทนครวัดของเขมร วัดช้างล้อมมีช้างประจำมุมเจดีย์ทั้งสี่ทิศ โดยมีลักษณะยืนเฉียงหันหน้าไปตามทิศทั้ง ๔ มีลักษณะพิเศษกว่าช้างปูนปั้นธรรมดาที่ไม่มีลวดลายปูนปั้น ซึ่งเป็นช้างที่ทำด้วยศิลาแลง ลักษณะการก่อลำตัวโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม โดยใช้ศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กก่อเอาด้านหนาชนกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับการก่อ เตาสังคโลก และอาจจะได้รับอิทธิพลจากพุกามแล้วพอกลำตัวช้างด้วยปูนปั้นทับซ้อนกันหลายชั้น เช่น ช้างประจำทิศใต้ บริเวณก้นช้างมีการวาดหางแล้วพอกปูนปิดของเดิมแล้วขีดหางทับอีกชั้นหนึ่ง อาจเป็นการสร้างทับซ้อนหรือเพียงการซ่อมแซม อีกทั้งอาจเป็นเทคนิคการทำอย่างใดอย่างหนึ่งของช่างในสมัยนั้น ดังนั้น แถวช้างปูนปั้นที่วัดช้างล้อมน่าจะได้รับอิทธิพลทางด้านรูปแบบการทำช้างปูนปั้นรอบฐานเจดีย์มาจากมหาสถูปในลังกา ส่วนลักษณะแบบช้างยืนเต็มตัวนี้อาจจะได้รับอิทธิพลทางด้านรูปแบบจากนครวัด หรือสถูปในประเทศอินเดีย โดยช่างท้องถิ่นได้คิดดัดแปลงเอาเทคนิคการก่อเตาทุเรียง เมืองศรีสัชนาลัยมาใช้ก่อลำตัวช้างปูนปั้นอีกด้วย ลักษณะการปั้นปูนแต่งเป็นตัวช้างนั้นทำคล้ายคลึงกันทั้งสามเมือง คือ เมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร หรือแม้แต่ในแถบล้านนาเอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. “การศึกษาวิจัยเรื่อง วัดช้างล้อม” ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย. ม.ป.ท. ๒๕๓๐.สุรพล ดำริห์กุล. เจดีย์ช้างล้อมกับประวัติศาสตร์บ้านเมืองและพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี : เรือนแก้วการพิมพ์, ๒๕๖๑.
กรมศิลปากร ขอเชิญผู้สนใจร่วมโครงการนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2567 เรื่อง เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม พบกับกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เรื่อง "หัดเขียนลายสือไทย" วิทยากรโดย นายเทิม มีเต็ม ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร, นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร, นางศิวพร เฉลิมศรี นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ, นางสาวยุวเรศ วุทธีรพล นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ และ ดร.ชญานุตม์ จินดารักษ์ นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน 2567 เวลา 12.30 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ทาง https://forms.gle/sgnWL9Eidqv7XBnj7 หรือสแกน QR Code (รับจำนวนจำกัด 60 ท่าน) สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่บัดนี้ หรือจนกว่าจะเต็ม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2280 9828 - 32 ต่อ 112 - 113
กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา ขอเชิญฟังการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "บันทึกแห่งหนังตะลุง โนรา ที่ค้นหามาเล่า” ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เวลา ๑๘.๓๐ น. - ๑๙.๓๐ น. ณ เวทีศาลากลางน้ำ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ภาคใต้ “อัตลักษณ์เมืองใต้ หนังตะลุง โนรา” วิทยากรโดย อ.จรัส จันทร์พรหมรัตน์ และอ.จรูญ หยูทอง ดำเนินรายการโดย อ.บุญเลิศ จันทระ และขอเชิญชมนิทรรศการ เรื่อง "หนังตะลุงและโนรา ภาพถ่ายเก่า หนังสือหายาก เอกสารโบราณ วิถีถิ่น วิถีไทย ภาคใต้" ระหว่างวันที่ ๒๗ มิถุนายน - ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ (วันที่ ๒๗ มิถุนายน - ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เปิดให้ชมเวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๙.๓๐ น. และวันที่ ๒ - ๑๕ กรกฎาคม เปิดให้ชมเวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๖.๓๐ น.) ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของกระทรวงวัฒนธรรม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา โทร. ๐ ๗๔๓๓ ๐๒๕๕, และหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา โทร. ๐ ๗๔๒๑ ๒๕๗๙
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “การตั้งพระราชาคณะในรัชกาลปัจจุบัน” วิทยากร นางสาวระชา ภุชชงค์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ และนายเอกลักษณ์ ลอยศักดิ์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการ นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร โดยถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (facebook live)