ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,068 รายการ
ตำนานเสาอินทขีล อยู่บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่ของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งภายในเมืองลัวะได้มีผีหลอกหลอนชาวบ้าน จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถทำมาหากินได้ ชาวบ้านเมืองลัวะจึงขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานพรความช่วยเหลือ โดยบันดาลบ่อสามบ่อ คือ บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ ๙ ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อ บ่อละสามตระกูล โดยต้องให้ชาวลัวะถือศีลภาวนา รักษาคำสัตย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้อธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวบ้านเมืองลัวะ จึงได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเกิดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก
ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเมืองลัวะที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้แพร่หลายออกไปเป็นเหตุให้นำพาให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปันขอพรจากบ่อทั้งสามบ่อ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความไม่สบายใจในความปลอดภัย จึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้กุมภัณฑ์ (ยักษ์สองตน) นามว่า พญายักขราช และพญาอมรเทพ รวมถึงชุดอินทขีล (เสาตะปูพระอินทร์) ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี (เมืองเชียงใหม่)
เสาอินทขีลต้นนี้ มีฤทธิ์อย่างมากที่จะสามารถดลบันดาลให้ข้าศึกที่มานั้นกลายร่างเป็นพ่อค้า ซึ่งพ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะจึงแนะนำให้พ่อค้าถือศีล และรักษาคำสัตย์อย่าละโมบโลภมาก อย่างที่ชาวบ้านเมืองลัวะเคยปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา แต่มีพ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์สองตนที่เฝ้าเสาอินทขีลต่างพากันโกรธ และหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป ทำให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไม่สามารมารถดลบันดาลได้อย่างเช่นเดิม
ผู้เฒ่าชาวลัวะตนหนึ่ง ซึ่งได้บูชาเสาอินทขีลมาโดยตลอด และทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้วได้เกิดความเสียใจอย่างมาก จึงขอบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึงสามปี ต่อมามีพระเถระรูปหนึ่งได้ทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระได้ช่วยเหลือ พระเถระจึงหาทางออกและบอกให้ชาวบ้านเมืองลัวะ ทั้ง ๔ ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ ๑ คู่ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด และไก่ เป็นต้น แล้วให้ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา (ผู้คนนานาชาติพันธุ์) ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนเพื่อทำพิธีสักการบูชาแทน จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ หลังจากนั้นการทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาเสาอินทขิล จึงกลายเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
นอกจากนี้ ตำนานของชาวล้านนา อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ได้กล่าวว่า “... เดิมเสาอินทขีล เป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี (เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือ ผู้คนนานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะกวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้งจระเข้ มังกร ตลอดจน ตะขาบ แมงป่อง ลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง...”
สำหรับประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งในอดีตเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) แต่เดิมได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยพญามังราย ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น แล้วพระราชทานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของล้านนาในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. ๒๓๔๓ ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นเป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ขึ้นมาได้ย้ายเสาอินทขีลจาก วัดอินทขิลสะดือเมืองไปยังวัดโชติการาม หรือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
ต่อมาทรงปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) คือ ต้นยางนา (ต้นยางหลวง) รวมถึงทรงให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีล เสาอินทขีล จึงเป็นเสาหลักเมืองที่สำคัญและเป็นที่เคารพสักการบูชาถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ โดยในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณของชาวเมือง
เสาอินทขีล เป็นเพียงเสาเพียงอย่างเดียว ในภายหลังมีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นประธานอยู่บนมณฑปเสาอินทขิล ภายในวิหารเสาอินทขีล ของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือเรียกว่าพระเจ้าแป๊ขึด ซึ่งเป็นภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษา คุ้มครองบ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ ความสมหวัง ความสมปรารถนา (ชนะ สำเร็จ สมปรารถนาทุกอย่าง) ส่วน ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคล ที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง
งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ยังได้มีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งเป็นประพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ วัดช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเชื่อว่าพระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ทำให้ประชาชนต่างเคารพกราบไหว้ด้วยจิตศรัทธา โดยนำมาพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานยังบนรถบุษบก และแห่มาประดิษฐานบริเวณหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ประชาชนได้บูชาและสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่าได้อย่างทั่วถึง
นอกจากจะมีการบูชาเสาอินทขีลแล้ว ประชาชน จะสักการบูชารูปเคารพอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณวัด เช่น รูปกุมภัณฑ์ นามว่า อมรเทพ (ศาลเหนือ), รูปกุมภัณฑ์ นามว่า พญายักขราช (ศาลใต้), รูปช้าง, รูปราชสีห์, รูปฤาษี หรือรูปเสือ เป็นต้น ตลอดจนชาวบ้านร่วมสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง และเคารพสักการะพระอัฏฐารส ในพระวิหารหลวงได้ในคราวเดียวกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) จึงเป็นประเพณีขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ประชาชนสามารถเข้าร่วมทำบุญในวันเข้าอินทขิล ซึ่งตรงกับวันที่พุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ (หรือเดือน ๘ เหนือ) โดยจัดประเพณีฯ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๗ (หรือเดือน ๙ เหนือ) เป็นวันทำบุญออกอินทขิล ซึ่งประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลได้ทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปี หรือเรียกว่า “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” ผู้เข้าร่วมงานประเพณีฯ ต่างเตรียมนำดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำพร้อมขมิ้นส้มป่อยใส่พานหรือสลุง เพื่อทำการสักการบูชาแล้วนำดอกไม้วางบน “ขัน” หรือพานดอกไม้จนครบเหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก” นั่นเอง
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ธันวดี สุขประเสริฐ. เข้าอินทขิล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=18,%202559, ๒๕๕๙.มิวเซียม สยาม. ประเพณีเข้าอินทขิล ตำนานอินทขิลและประเพณีบูชาอินทขิล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://www.museumthailand.com/en/3826/storytelling/ประเพณีเข้าอินทขิล/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่. เพจวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://www.facebook.com/p/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร-เชียงใหม่-Wat-Chedi-Luang-Chiang-Mai-100066349282997/?locale=th_THสนั่น ธรรมธิ. ประเพณีบูชาเสาอินทขีล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2637, ๒๕๖๕.
ตำนานเสาอินทขีล อยู่บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนา รวมถึงเป็นแหล่งที่อยู่ของชุมชนชาวลัวะ ซึ่งภายในเมืองลัวะได้มีผีหลอกหลอนชาวบ้าน จึงเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไม่สามารถทำมาหากินได้ ชาวบ้านเมืองลัวะจึงขอความช่วยเหลือจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานพรความช่วยเหลือ โดยบันดาลบ่อสามบ่อ คือ บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ ๙ ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อ บ่อละสามตระกูล โดยต้องให้ชาวลัวะถือศีลภาวนา รักษาคำสัตย์อย่างเคร่งครัด จะทำให้อธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวบ้านเมืองลัวะ จึงได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและเกิดความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก
ความเป็นอยู่ของชาวบ้านเมืองลัวะที่มีความอุดมสมบูรณ์ได้แพร่หลายออกไปเป็นเหตุให้นำพาให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปันขอพรจากบ่อทั้งสามบ่อ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความไม่สบายใจในความปลอดภัย จึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์ได้ให้กุมภัณฑ์ (ยักษ์สองตน) นามว่า พญายักขราช และพญาอมรเทพ รวมถึงชุดอินทขีล (เสาตะปูพระอินทร์) ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี (เมืองเชียงใหม่)
เสาอินทขีลต้นนี้ มีฤทธิ์อย่างมากที่จะสามารถดลบันดาลให้ข้าศึกที่มานั้นกลายร่างเป็นพ่อค้า ซึ่งพ่อค้าเหล่านั้นต่างตั้งใจมาขอสมบัติจากบ่อทั้งสาม ชาวลัวะจึงแนะนำให้พ่อค้าถือศีล และรักษาคำสัตย์อย่าละโมบโลภมาก อย่างที่ชาวบ้านเมืองลัวะเคยปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา แต่มีพ่อค้าบางคนทำตาม บางคนไม่ทำตาม บางคนละโมบ ทำให้กุมภัณฑ์สองตนที่เฝ้าเสาอินทขีลต่างพากันโกรธ และหามเสาอินทขิลกลับขึ้นสวรรค์ไป ทำให้บ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้ว ไม่สามารมารถดลบันดาลได้อย่างเช่นเดิม
ผู้เฒ่าชาวลัวะตนหนึ่ง ซึ่งได้บูชาเสาอินทขีลมาโดยตลอด และทราบว่ายักษ์ทั้งสองได้นำเสาอินทขีลกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้วได้เกิดความเสียใจอย่างมาก จึงขอบวชนุ่งขาวห่มขาวบำเพ็ญศีลภาวนาอยู่ใต้ต้นยางเป็นเวลานานถึงสามปี ต่อมามีพระเถระรูปหนึ่งได้ทำนายว่า ต่อไปบ้านเมืองจะถึงกาลวิบัติ ชาวบ้านเมืองลัวะเกิดความกลัวจึงขอร้องให้พระเถระได้ช่วยเหลือ พระเถระจึงหาทางออกและบอกให้ชาวบ้านเมืองลัวะ ทั้ง ๔ ฝ่าย คือ พระภิกษุ ฤๅษี ผี และประชาชน ร่วมกันหล่ออ่างขางหรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วใส่รูปปั้นต่างๆ อย่างละ ๑ คู่ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด และไก่ เป็นต้น แล้วให้ปั้นรูปคนชายหญิงให้ครบร้อยเอ็ดภาษา (ผู้คนนานาชาติพันธุ์) ใส่กระทะใหญ่ลงฝังในหลุม แล้วทำเสาอินทขิลไว้เบื้องบนเพื่อทำพิธีสักการบูชาแทน จะทำให้บ้านเมืองพ้นภัยพิบัติ หลังจากนั้นการทำพิธีบวงสรวงสักการบูชาเสาอินทขิล จึงกลายเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้
นอกจากนี้ ตำนานของชาวล้านนา อาจารย์สนั่น ธรรมธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ได้กล่าวว่า “... เดิมเสาอินทขีล เป็นเสาหินที่อยู่บนสวรรค์ พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์สองตนนำมาตั้งไว้ในเมืองนพบุรี (เชียงใหม่) เพื่อบันดาลโชคลาภและป้องกันภัย ต่อมาผู้คนกระทำการอันเป็นการไม่ให้ความเคารพต่างๆ นานา กุมภัณฑ์ไม่พอใจจึงหามกลับเมืองสวรรค์ เมื่อชาวเมืองเดือดร้อนก็ไปขอพระอินทร์อีก คราวนี้พระอินทร์แนะนำชาวเมืองก่อเองโดยให้หล่ออ่างขาง หรือกระทะขนาดใหญ่ แล้วให้หล่อรูปคนให้ได้ “ร้อยเอ็ดเจ็ดภาษา” คือ ผู้คนนานาชาติพันธุ์ หล่อรูปสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู หมา แพะ แกะกวาง ลิง รวมทั้งปลา ปู หอย กุ้งจระเข้ มังกร ตลอดจน ตะขาบ แมงป่อง ลงใส่ในอ่างขาง จากนั้นให้ขุดดินฝังอ่างขางนั้นลึกลงดินถึง ๙ ศอก แล้วก่อรูปเสาอินทขีลบนดินนั้น เพื่อไว้เป็นที่สักการบูชาแก่ชาวเมือง...”
สำหรับประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ซึ่งในอดีตเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) แต่เดิมได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทขิลสะดือเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยพญามังราย ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น แล้วพระราชทานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของล้านนาในเวลาต่อมา
หลังจากนั้น ในปีพ.ศ. ๒๓๔๓ ในสมัยพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นเป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ ขึ้นมาได้ย้ายเสาอินทขีลจาก วัดอินทขิลสะดือเมืองไปยังวัดโชติการาม หรือวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
ต่อมาทรงปลูกต้นไม้หมายเมืองไว้คู่กับเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) คือ ต้นยางนา (ต้นยางหลวง) รวมถึงทรงให้สร้างรูปปั้นกุมภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์คู่กันเอาไว้ข้างวิหารเสาอินทขีล เสาอินทขีล จึงเป็นเสาหลักเมืองที่สำคัญและเป็นที่เคารพสักการบูชาถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ โดยในอดีตชาวล้านนามีความเชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวิญญาณของชาวเมือง
เสาอินทขีล เป็นเพียงเสาเพียงอย่างเดียว ในภายหลังมีการประดับกระจกตกแต่งให้สวยงาม แล้วนำพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นประธานอยู่บนมณฑปเสาอินทขิล ภายในวิหารเสาอินทขีล ของวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร พระนามว่า พระเจ้าอุ่มเมือง หรือเรียกว่าพระเจ้าแป๊ขึด ซึ่งเป็นภาษาล้านนา หมายถึง พระพุทธรูปที่ปกห่มรักษา คุ้มครองบ้านเมือง อุ้มบ้านอุ้มเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
แป๊ ภาษาล้านนา หมายถึง ชัยชนะ ความสำเร็จ ความสมหวัง ความสมปรารถนา (ชนะ สำเร็จ สมปรารถนาทุกอย่าง) ส่วน ขึด หมายถึง เสนียดจัญไรอัปมงคล ที่อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง
งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล ยังได้มีการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่า ซึ่งเป็นประพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ วัดช่างแต้ม ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความเชื่อว่าพระเจ้าฝนแสนห่า เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ทำให้ประชาชนต่างเคารพกราบไหว้ด้วยจิตศรัทธา โดยนำมาพระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานยังบนรถบุษบก และแห่มาประดิษฐานบริเวณหน้าพระวิหารวัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ประชาชนได้บูชาและสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่าได้อย่างทั่วถึง
นอกจากจะมีการบูชาเสาอินทขีลแล้ว ประชาชน จะสักการบูชารูปเคารพอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณวัด เช่น รูปกุมภัณฑ์ นามว่า อมรเทพ (ศาลเหนือ), รูปกุมภัณฑ์ นามว่า พญายักขราช (ศาลใต้), รูปช้าง, รูปราชสีห์, รูปฤาษี หรือรูปเสือ เป็นต้น ตลอดจนชาวบ้านร่วมสรงน้ำพระธาตุเจดีย์หลวง และเคารพสักการะพระอัฏฐารส ในพระวิหารหลวงได้ในคราวเดียวกัน ประเพณีนี้ได้ยึดถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญอีกประเพณีหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
งานประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) จึงเป็นประเพณีขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข และในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ประชาชนสามารถเข้าร่วมทำบุญในวันเข้าอินทขิล ซึ่งตรงกับวันที่พุธที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ (หรือเดือน ๘ เหนือ) โดยจัดประเพณีฯ ระหว่างวันที่ ๑๓ – ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ หรือ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๗ (หรือเดือน ๙ เหนือ) เป็นวันทำบุญออกอินทขิล ซึ่งประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีลได้ทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปี หรือเรียกว่า “เดือนแปดเข้า เดือนเก้าออก” ผู้เข้าร่วมงานประเพณีฯ ต่างเตรียมนำดอกไม้ธูปเทียน ขันน้ำพร้อมขมิ้นส้มป่อยใส่พานหรือสลุง เพื่อทำการสักการบูชาแล้วนำดอกไม้วางบน “ขัน” หรือพานดอกไม้จนครบเหมือนกับการใส่บาตรดอกไม้ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ใส่ขันดอก” นั่นเอง
เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
แหล่งอ้างอิง :
ธันวดี สุขประเสริฐ. เข้าอินทขิล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=18,%202559, ๒๕๕๙.มิวเซียม สยาม. ประเพณีเข้าอินทขิล ตำนานอินทขิลและประเพณีบูชาอินทขิล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://www.museumthailand.com/en/3826/storytelling/ประเพณีเข้าอินทขิล/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่. เพจวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://www.facebook.com/p/วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร-เชียงใหม่-Wat-Chedi-Luang-Chiang-Mai-100066349282997/?locale=th_THสนั่น ธรรมธิ. ประเพณีบูชาเสาอินทขีล. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘, จาก: https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/2637, ๒๕๖๕.
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง.
กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2564.
หนังสือรวมบันทึกเหตุการณ์หรือจดหมายเหตุรายวันที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย - จีน จากเอกสารหยวนสื่อ หมิงสือลู่ และชิงสือลู่ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย ประกอบไปด้วย 3 เรื่อง คือ ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย จดหมายเหตุหมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา และชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย พร้อมภาคผนวก ซึ่งเป็นบทความเรื่อง “ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในระบบจิ้มกอง : จุดเริ่มต้นและการสิ้นสุด” โดย นายวุฒิชัย มูลศิลป์ (ราชบัณฑิต)
ศ
327.593051
ศ528ค
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร. วิวัฒน์การอ่านไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์สื่อและ สิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม, 2557.
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือชุดโครงการ 730 ปี ลายสือไทย จัดพิมพ์เผยแพร่โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร เนื้อหากล่าวถึงมรดกทางภาษาและวัฒนธรรมทางการอ่านที่อยู่คู่สังคมไทยในยุคต่างๆ ได้แก่ ยุคจารีต ยุคการพิมพ์ และยุคปัจจุบัน
495.9184
ว742
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
การขุดค้นโบราณคดี ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, 2565.
การขุดค้นโบราณคดี ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช มีข้อค้นพบใหม่ทางวิชาการที่น่าสนใจยิ่ง กรมศิลปากรร่วมกับจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เคยจัดพิมพ์เผยแพร่มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2561 เนื่องในการดำเนินงานเพื่อนำเสนอวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช สู่บัญชีมรดกโลกและเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชนให้แพร่หลาย โดยเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ประวัติการศึกษา พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโครงการขุดค้นโบราณคดี ผลการขุดค้นทางโบราณคดี สาระสำคัญจากผลการขุดค้น และบทสรุป
ศ
930.10283
ก441
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. ลำดับกษัตริย์ลาว. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2545.
หนังสือจัดลำดับรัชกาลกษัตริย์ลาว โดยผู้เรียบเรียงได้ทำการศึกษา สอบค้นและจัดลำดับรัชกาลขึ้นใหม่ โดยนำหลักฐานทั้งด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี อันได้แก่ ตำนาน พงศาวดาร ศิลาจารึก และโบราณวัตถุสถานมาประเมินวิเคราะห์และเรียบเรียงจัดข้อมูลลำดับกษัตริย์ตั้งแต่เริ่มราชธานีแรกของล้านช้างย้ายราชธานีสู่นครเวียงจันทน์ จนถึงล้านช้างแยกเป็น 3 นครรัฐ คือ นครเวียงจันทน์ นครหลวงพระบาง และนครจำปาศักดิ์ ท้ายเล่มมีภาคผนวกลำดับกษัตริย์ลาว – ไทย ประกอบด้วย
959.4
ส854ล
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
สมิธ, เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน. ห้าปีในสยาม เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2544.
หนังสือแปลและเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ เรื่อง Five Years in Siam vol.1 ผลงานเขียนของ
นายเฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิธ (Mr. Herbert Warington Smyth) นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษผู้เคยรับราชการในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยา ซึ่งบันทึกประสบการณ์ตรงของเขาที่ได้จากการใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสยามมาตลอดเวลา 5 ปี เนื้อหาส่วนใหญ่บอกเล่าถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงานเพื่อบุกเบิกการสำรวจพื้นที่แหล่งแร่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ เล่าเรื่องสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนและบ้านเมืองในสมัยนั้น โดยสะท้อนผ่านสายตาและมุมมองของผู้เขียน ซึ่งนับว่าเป็นชาวตะวันตกที่มีทัศนคติในแง่บวกและมีความเข้าใจในบริบทของสังคมไทยยุคสมัยนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง
ศ
915.93
ส313ห
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
โขน : อัจฉริยลักษณ์แห่งนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์ 1977, 2553.
หนังสือให้ความรู้เรื่องโขน ซึ่งเป็นนาฏศิลป์ประจำชาติไทยที่มีการพัฒนาสืบเนื่องมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บอกเล่าประวัติและความเป็นมาในแต่ละยุคสมัย กล่าวถึงจารีตและขนบของมหรสพโขน เช่น พิธีไหว้ครู ธรรมเนียมและเคล็ดลางที่ถือกันในการแสดงโขน การพากย์เจรจา การจำแนกประเภทของโขน นาฏลีลา วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดง หัวโขนและพงศ์รามเกียรติ์ และพระพิราพ ซึ่งเป็นหน้าพาทย์สูงสุดของโขน
793.31
ศ528ข
ห้องศิลปากร
และหนังสือหายาก
บรรยากาศนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ในวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันฉัตรมงคล วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙ และวันหยุดชดเชยวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๙
ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ประกาศขอความร่วมมือผู้ชมการแสดงทุกท่าน รับบัตรชมการแสดงเนื่องในการทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติ รอบวันที่ ๙ - ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ภายในเวลาที่กำหนด รอบเวลา ๑๐.๐๐ น. รับบัตรภายในเวลา ๐๙.๓๐ น. และ รอบเวลา ๑๓.๓๐ น. รับบัตรภายในเวลา ๑๓.๐๐ น. ณ บริเวณภายในโรงละครแห่งชาติ ทั้งนี้ หากไม่มารับบัตรในเวลาที่กำหนด สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอสงวนสิทธิ์บัตรชมการแสดงให้กับท่านอื่นต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒ นอกจากนี้ ทางสำนักการสังคีต ยังขอความร่วมมือผู้ชมการแสดง โปรดเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live การแสดงรอบทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๓๐ น. การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนเกสรทมาลาพลีชีวัน และในอาทิตย์วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๓๐ น. การแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่ ทาง Facebook กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts
----------------------------------------------------------
การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดเกสรทมาลาพลีชีวัน
โขนมีกำเนิดมาจากการเล่นหลายประเภท ได้แก่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ กระบี่กระบอง และหนังใหญ่ ต่อมาได้แก้ไขปรับปรุงให้ประณีตขึ้นตามลำดับ แต่เดิมนั้นผู้แสดงโขนจะต้องสวมหัวโขนปิดหน้าและใช้ผู้ชายแสดงทั้งหมด จึงต้องมีผู้พูดแทน เรียกว่า ผู้พากย์ - เจรจา และขับร้อง ผู้แสดงต้องแสดงท่าเต้นและรำไปตามคำพากย์ - เจรจาและบทร้อง ต่อมาได้วิวัฒนาการให้ผู้แสดงซึ่งสมมติเป็นเทพบุตร เทพธิดา และมนุษย์ ชาย หญิงสวมแต่เครื่องประดับศีรษะ ไม่ต้องปิดหน้าทั้งหมด และใช้ผู้หญิงเข้าร่วมแสดงด้วย แต่ก็ยังคงรักษาจารีตขนบธรรมเนียมเดิมไว้ คือ มีผู้พากย์ - เจรจา และขับร้องแทน ทั้งนี้เว้นแต่ตัวตลก จะเจรจาเอง การแสดงโขนได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible Culture Heritage) เมื่อพุทธศักราช ๒๕๖๑
สำหรับการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดเกสรทมาลาพลีชีวัน จัดทำบทการแสดงโดย นายจรัญ พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรี (ด้านการสังคีต) มีเนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง องค์พระไพศรพณ์ เทพเจ้าแห่งธัญญะชาติ ได้รับเทวบัญชาจากพระอิศวรให้ลงไปจุติเป็นวานรชื่อเกสรทมาลา วานรผู้มีกลิ่นกายหอมหวนเพราะเกิดขึ้นจากการผสมของเกสรดอกไม้นานาชนิด เพื่อคอยให้ความสดชื่นแก่พระรามยามบรรทมและยามออกรบ
เมื่อเกสรทมาลายังเยาว์วัยอยู่นั้น ได้เคยสาบานเป็นเพื่อนตายกับมังกรกัณฐ์ ครั้งเมื่อมังกรกัณฐ์รับอาสาทศกัณฐ์ผู้เป็นลุงออกทำสงครามเพื่อขัดตาทัพไว้ มังกรกัณฐ์แผลงศรไปเจาะเกราะของพระรามได้ พระรามจึงแผลงศรไปทำลายศรของมังกรกัณฐ์ มังกรกัณฐ์เกรงฤทธิ์พระรามจึงแอบซ่อนกายอยู่ในกลีบเมฆแล้วร่ายเวทสร้างรูปนิมิตจำแลงให้ปรากฏเป็นร่างมังกรกัณฐ์ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้า ครั้นพระรามจะแผลงศรจึงไม่อาจทรงทราบได้ว่าร่างใดเป็นร่างจริง
เกสรทมาลาเห็นดังนั้นจึงขันอาสา โดยทูลว่าตนและมังกรกัณฐ์เคยสาบานเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันตั้งแต่เยาว์วัย ตนจะเหาะขึ้นไปเรียกหามังกรกัณฐ์ แม้มังกรกัณฐ์ร่างใดเข้ามาหาตนขอให้พระรามทรงแผลงศรไปที่ร่างนั้น เมื่อมังกรกัณฐ์เห็นเกสรทมาลาก็ตรงเข้ามาหาทันที สหายรักทั้งสองได้โผเข้ากอดกัน พระรามได้ทีจึงแผลงศรไปต้องมังกรกัณฐ์ทะลุถึงเกสรทมาลาจนสูญสิ้นชีวิตไปด้วยกันตามคำสาบาน
-----------------------------------------------------------
การแสดงละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่
ละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ เกิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๘ โดยนายเสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ ได้นำวรรณกรรมเรื่องผู้ชนะสิบทิศของครูยาขอบมาดัดแปลงให้บทละครพันทางสำหรับการแสดง โดยมีแรงบันดาลใจมาจากความชื่นชอบในสำนวนโวหารของครูยาขอบและเนื้อเรื่องที่สนุกสนานตื่นเต้นครบรส ทั้งเรื่องรัก เรื่องรบ อาฆาตพยาบาท และชิงไหวชิงพริบ จึงประสงค์จะให้ผู้ชมได้รับอรรถรสจากเรื่องผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งได้รับอนุญาตจากทายาทของครูยาขอบเจ้าของบทประพันธ์ให้นำมาปรับปรุงและจัดแสดงเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับชม
สำหรับละครพันทาง เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ตอนแม่ทัพคนใหม่ มีเนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง ภายหลังจากทัพตองอูแตกพ่ายในการสู้ศึกที่เมืองแปร จะเด็ดได้กลับมาเข้าเฝ้ามังตราตะเบงชะเวตี้ที่เมืองตองอู ทำให้มังตราตะเบงชะเวตี้ทรงพิโรธและสั่งประหารชีวิตจะเด็ดด้วยคิดว่าเป็นกบฏต่อแผ่นดิน แต่มหาเถรกุโสดอเข้ามาทูลขอชีวิตไว้ได้ทันเวลา โดยขอให้จะเด็ดพิสูจน์ความจงรักภักดีด้วยการยกทัพไปตีเมืองแปรและเอาชีวิตตนเป็นประกัน มังตราจึงจำยอมอนุญาต พระมหาเถรยังเกรงว่าจะเด็ดจะเพลี่ยงพล้ำแก่สติปัญญาของอุปราชรานอง จึงขอร้องให้ตะคะยีเป็นตัวแทนของท่านไปในกองทัพด้วย จากนั้นได้พาแม่ทัพนายกองอันมีตะคะยี จาเลงกะโบ เนงบา สีอ่อง และจะเด็ด เข้าเฝ้าขอพระราชทานอาญาสิทธิ์และพระราชานุญาตเคลื่อนทัพตามโบราณราชประเพณี
ทั้งนี้ การแสดงเนื่องในงานทดสอบระบบโรงละครแห่งชาติ วันที่ ๙ - ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖ นำแสดงโดย นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินสำนักการสังคีต กรมศิลปากร กำกับการแสดงโดย นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย นายศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต อำนวยการทั่วไปโดย นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร