ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,601 รายการ
#มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๘ มิถุนายน ๒๔๐๖ วันประสูติพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร บ้างออกพระนามว่า กัญจนากร พระนามเดิม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๖๔ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาสังวาลย์ พระสนมโท ธิดานายศัลยวิชัย หุ้มแพร (ทองคำ ณ ราชสีมา) ประสูติเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๐๖.พระองค์มีพระเชษฐา และพระอนุชาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกัน คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ และพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเจริญรุ่งราษี.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากรทรงเชี่ยวชาญเรื่องยา สมุนไพร ผู้ใดเจ็บป่วยก็จะมารักษาที่ตำหนักของพระองค์ จนชาววังออกพระนามว่า "เสด็จหมอ".พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๔๗๕ สิริพระชันษา ๗๐ ปี.ภาพ : พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากาญจนากร
แนะนำหนังสือน่าอ่าน เรื่อง ประวัติตระกูลแซ่บ๊อก จังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521ประวัติตระกูลแซ่บ๊อก จังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521. กรุงเทพฯ: กรุงสยามการพิมพ์, 2521. 48 หน้าหนังสือประวัติตระกูลแซ่บ๊อกจังหวัดจันทบุรี พ.ศ.2521 เล่มนี้ได้จัดทำขึ้น โดยความปรารภของท่านผู้ที่เนื่องจากตระกูลที่มีอายุสูงผู้หนึ่ง โดยมีความประสงค์อันงานสำหรับบุรุษชั้นหลัง ผู้ที่จะสืบสายโลหิตต่อไป จะได้รู้จักว่าผู้นั้นเป็นปู่เป็นทวด ผู้นี้เป็นน้องเป็นหลาน โดยเกี่ยวเนื่องจากสายโลหิตของผู้นั้นผู้นี้ เมื่อมีหลักอันแน่นอนสำหรับบุรุษขั้นหลังๆ เช่นนี้แล้ว ความสงสัยในบรรพบุรุษที่ผู้ที่ตนเรียกว่าป้าว่าน้าว่าพี่ว่าน้องนั้น เกี่ยวเป็นญาติกับเราทางไหน เพราะเหตุนี้ความปรารถนาที่ได้สร้างหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็ประดุจให้มีดัชนีคอยชี้หนทางอันมืดให้แก่เรา ผู้ที่หวังจะรักปู่ย่าตาทวดและรักญาติรักตระกูลของเรา ให้แจ่มกระจ่างยิ่งขึ้น เนื้อหาด้านใน ได้รวบรวมรายนามของบุคคลซึ่งนับเป็นเครือญาติกัน ไม่ทางฝ่ายบิดาก็ทางฝ่ายมารดา โดยนับเป็นชั้นๆ ไป ผู้ที่เป็นชายจะมีคำว่า “นาย” หรือยศบรรดาศักดิ์ กำกับชื่อ ถ้าไม่มีให้เข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้หญิงท929.799593ป372(ห้องจันทบุรี)
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปัฏฐาน)
สพ.บ. อย.บ.3/3ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา ชาดก
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ภาชนะที่เรียกว่า กุณฑีกุณฑี[๑] (Kendi) เป็นชื่อเรียกเครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่ง ใช้ใส่น้ำ มีรูปทรงหลายแบบแต่ลักษณะทั่วไปที่พบเห็น คือ ไม่มีหูจับ มีพวย และมีทางไหลเข้า – ออกของน้ำ ๒ ทาง สามารถพบได้ในอินเดีย ดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศจีนปัจจุบัน เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้นกำเนิดของกุณฑีอยู่ที่ใด แต่นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าอินเดียได้รับต้นแบบมาจากอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ก่อนจะส่งต่อไปยังเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระพุทธศาสนาในราวพุทธศตวรรษที่ ๘ ผ่านทางพ่อค้าหรือกลุ่มนักบวช เนื่องจากนักเดินทางโดยเฉพาะนักบวชชาวอินเดียนิยมใช้กุณฑีเป็นหม้อน้ำติดตัว และตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา กุณฑีก็แพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงดินแดนซึ่งเป็นประเทศไทยปัจจุบัน และมีการใช้งานสืบต่อมาถึงสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยาตามลำดับการใช้งานกุณฑีมีหลากหลาย นอกจากจะใช้บรรจุน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคแล้ว กุณฑียังเป็นภาชนะบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมต่าง ๆ อาทิ พิธีหลั่งน้ำโสมบูชาเทพเจ้า การสรงน้ำเจดีย์ และการหลั่งน้ำสักการะพระพุทธเจ้า โดยกุณฑีที่ใช้ในพิธีกรรมเหล่านี้มักจะเรียกกันว่า กมัณฑลุ หรือหม้อน้ำอมฤตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานหลายองค์ ไม่เพียงเท่านั้น กุณฑียังใช้เป็นโกศบรรจุอัฐิหรือเครื่องเซ่นในพิธีกรรมฝังศพอีกด้วยจะเห็นได้ว่ากุณฑีมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและความเชื่อที่มาจากอินเดียอย่างเหนียวแน่น ทั้งยังอาจเป็นสิ่งบ่งชี้หนึ่งถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย หรือในแง่หนึ่งคือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูและพระพุทธศาสนาที่ได้แผ่ขยายไปยังดินแดนหรือเมืองนั้น ๆ แล้วก็ได้--------------------------------[๑] เชื่อกันว่า “กุณฑี” มาจากคำในภาษาสันสกฤตคือ “กุณฺฑฺ” ที่หมายถึง หม้อน้ำ หรือกะโหลกน้ำของนักธรรมซึ่งทำด้วยกะโหลกมะพร้าว โดยเป็นคำที่ใช้เรียกภาชนะมีพวยในประเทศมาเลเซียและในบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ขณะที่คำว่า “Kendi” มีรากศัพท์มาจาก “กุณฺฑฺ” เช่นเดียวกัน แต่เป็นคำที่มาจากประเทศอินโดนีเซียซึ่งใช้เรียกภาชนะบรรจุน้ำอื่น ๆ นอกเหนือจากกุณฑีด้วย
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก)ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา(วนปเวส) ชบ.บ 110/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 157/4เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ส่งเสริมการอ่านผ่าน Facebook กับหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
เรื่อง ปลูกผักบนโต๊ะ ปลูกในพื้นที่เล็กๆ ปลูกบนดาดฟ้า
ทวีชัย วิยะชัย. ปลูกผักบนโต๊ะ ปลูกในพื้นที่เล็กๆ ปลูกบนดาดฟ้า. กรุงเทพฯ: เซเว่นดี บุ๊ค, 2563.
ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 635 ท229ป
ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกาย เพราะมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง แต่ผักและผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดมักจะปนเปื้อนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฉะนั้นการเลือกซื้อจึงต้องอาศัยวิจารณญาณ หรืออีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการรับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คือ การมีแปลงผักสวนครัวเล็กๆ ไว้ในครัวเรือน
ปลูกผักบนโต๊ะ ปลูกในพื้นที่เล็กๆ ปลูกบนดาดฟ้า เล่มนี้ ผู้เขียนพาเราไปพบกับ การปลูกผักทานเอง ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและต้องใช้เวลา ทั้งการรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ยิ่งเป็นชีวิตในสังคมเมืองที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การปลูกผักทานเองจึงดูเป็นเรื่องไกลตัว หัวใจสำคัญของการปลูกผัก นั่นคือ แสงแดด น้ำ และอากาศ ขนาดของพื้นที่ในการปลูกจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลใจอีกต่อไป เพียงมีพื้นที่กว้างยาวสักหนึ่งไม้บรรทัด อาจจะเป็นระเบียงคอนโด มุมหนึ่งของดาดฟ้า คุณก็สามารถปลูกผักได้แล้ว เริ่มต้นที่การเลือกใช้ภาชนะสำหรับปลูก โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับต้นไม้และสภาพพื้นที่ เช่น ถุงเพาะชำ สำหรับปักชำหรือเพาะเมล็ด มีอายุการใช้งาน 1-2 ปี เหมาะสำหรับการปลูกพืชอายุสั้น กระถาง ซึ่งแบ่งออกได้หลายแบบให้ได้เลือกใช้ เช่น กระถางพลาสติก กระถางดินเผา กระถางปูน และกระถางไม้ จนมาถึงภาชนะสำหรับปลูกที่หาได้ง่ายและเชื่อว่าทุกบ้านจะต้องมี นั่นคือ ขวดน้ำ นำมาตัดตามแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ ใส่ดินและจากนั้นนำผักลงปลูก เช่น หัวหอม ผักชี หากอยากให้พืชออกดอกออกผลงดงามก็ต้องบำรุงด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและเป็นมิตรต่อมนุษย์ ทั้งนี้ผู้เขียนยังได้แนะนำพืชที่เหมาะสำหรับการปลูกในขนาดพื้นที่ที่จำกัด อาทิ ถั่วงอก ผักสลัด (กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค บัตเตอร์เฮด สลัดคอส และผักกาดหอม) ผักบุ้ง พริก มะนาว และอื่นๆ ทุกวันนี้ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มักปนเปื้อนด้วยสารเคมีอันตราย หากร่างกายได้รับในปริมาณมากก็อาจก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้ การปลูกผักทานเองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับการดูแลสุขภาพ ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)
ชื่อผู้แต่ง หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง บรรณานุกรมหนังสือสำหรับเด็ก
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ หอสมุดแห่งชาติ
ปีที่พิมพ์ ๒๕๒๒
จำนวนหน้า ๑๕๙ หน้า
รายละเอียด
เป็นหนังสือที่รวบรวม รายชื่อหนังสือที่เหมาะสำหรับเด็ก มาจัดทำสาระสังเขป เพื่อใช้เป็นแนวทางแนะนำเด็กวัยต่าง ๆ ได้เลือกอ่านหนังสือที่มีประโยชน์ ตามความสนใจและความชอบของแต่ละคน มีทั้งนิทาน นวนิยาย นิยายผจญภัย ชีวประวัติบุคคล ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทั้งสิ้น ๒๘๑ รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.425/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 152 (104-108) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : วินัยสังเขป--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.566/1 ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 56 หน้า ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 185 (340-346) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระสังคิณี--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง พระเจ้าห้าสิบชาติ (ห้าสิบชาติ) สพ.บ. 427/2ขประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน หมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 54 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา--การศึกษาและการสอน ชาดกบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ฉบับล่องรัก ลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
บทความ เรื่องพัดในการแสดงนาฏศิลป์โขน ละคร
เรียบเรียงโดย นายไพโรจน์ ทองคำสุก นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ
พัด พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า เครื่องโบกหรือกระพือลม มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน รูปทรงแตกต่างกัน และการนำไปใช้ก็แตกต่างกันด้วยชื่อที่ใช้เรียก เช่น พัดด้ามจิ้ว พัดโบก พัดวิชนี ซึ่งแต่ละชนิดมีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันออกไป
พัดด้ามจิ้ว พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า ชื่อพัดชนิดหนึ่งที่คลี่ได้พับได้ ด้ามติ้วก็ว่า
พัดโบก พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า ชื่อเครื่องสูงชนิดหนึ่งสำหรับโบกลมถวายพระมหากษัตริย์ซึ่งประทับ ณ ที่สูง ถือเป็นของสูง
พัดวิชนี พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ให้ความหมายไว้ว่า ชื่อพัดชนิดหนึ่ง มีชื่ออีกว่า วิชนี
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ในการนำไปใช้ในการแสดงนาฏศิลป์โขนละครที่แตกต่างกันอีกด้วย จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าพัดใช้ในการแสดงโขน ละครนอก ละครพันทาง เป็นต้น
๑. พัดด้ามจิ้ว
๑.๑ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับแต่งองค์ทรงเครื่อง ปรากฏในการแสดงโขนตอนทศกัณฐ์ลงสวน ซึ่งทศกัณฐ์พญายักษ์เจ้ากรุงลงกา เนื้อเรื่องโดยสังเขป กล่าวถึง ทศกัณฐ์เมื่อลักพานางสีดามาได้ก็นำนางมาอยู่ที่สวนขวัญ ภายในกรุงลงกา วันหนึ่งใคร่จะไปหานางสีดา จึงแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ มีผ้าแดงพาดบ่า ถือพัดด้ามจิ้ว มือขวาคล้องพวงมาลัย องอาจผึ่งผาย เสด็จไปยังสวนขวัญที่อยู่ของนางสีดา ดังบทร้องฉุยฉายที่กล่าวไว้ว่า
ร้องเพลงฉุยฉาย
ฉุยฉายเอย จะไปไหนหน่อยเจ้าก็ลอยชาย
เยื้องย่างเจ้าช่างกราย หล่อนมิเคยพบชายนักเลงเจ้าชู้
จะเข้าไปเกี้ยวแม่ทรามสงวน เจ้าช่างกระบวนหนักหนาอยู่
ฉุยฉายเอย จะไปไหนนิดเจ้าก็กรีดกราย
เยื้องย่างเจ้าช่างกราย หล่อนมิเคยพบชายนักเลงเก่งแท้
จะเข้าไปเกี้ยวแม่ทรามสงวน เจ้าช่างกระบวนเสียจริงเจียวแม่
ร้องแม่ศรี
ยักษีเอย ยักษีโศภน
เจ้าช่างแต่งตน เลิศล้นหนักหนา
ห้อยไหล่แดงฉาด งามบาดนัยน์ตา
ช่างงามสง่า จริงยักษีเอย
ยักษีเอย ยักษีทศศีร์
วางท่าจรลี ท่วงทีองอาจ
มุ่งใจใฝ่หา สีดานงนาฏ
แล้วรีบยุรยาตร เข้าอุทยานเอย
ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว – ลา
สำหรับความเป็นมาของกระบวนท่ารำซึ่งมีท่าการใช้พัดโบก สะบัดไปมางดงามตามกระบวนท่าโขนยักษ์ มีประวัติโดยสังเขปดังนี้ กระบวนท่ารำนั้นไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้ประดิษฐ์ แต่ปรากฏภาพทศกัณฐ์ทรงเครื่องมีผ้าห้อยบ่าสองข้าง มือขวาถือพัดด้ามจิ้ว และมีพวงมาลัยคล้องที่ข้อมือขวา ซึ่งในครั้งนั้นพระยาพรหมาภิบาล (ทองใบ สุวรรณภารต) เป็นผู้แสดง (ละครฟ้อนรำ ประชุมเรื่องละครฟ้อนรำกับระบำรำเต้น พระนิพนธ์ สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)
๑.๒ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับแต่งองค์ทรงเครื่อง ปรากฏในการแสดงละครพันทางเรื่องราชาธิราชตอน สมิงพระรามอาสา ซึ่งพระเจ้ากรุงปักกิ่ง (พระเจ้าเส่งโจ๊วฮ่องเต้) ทรงพกพัดด้ามจิ้ว (ขนาดใหญ่) ติดตัวตามรูปแบบของการแสดงนาฏศิลป์จีน และใช้โบกพัด พร้อมทั้งปิดบังความโศกเศร้าเสียใจที่กามนีทหารเอกต้องมาพ่ายแพ้ต่อสมิงพระราม ยังความอับอายเป็นอันมาก
เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง พระเจ้าเส่งโจ๊วฮ่องเต้ แห่งกรุงจีน มีทหารเอกคนหนึ่งชื่อว่ากามนี เป็นผู้ที่มีฝีมือในการขี่ม้าแทงทวนสันทัดมาก พระองค์ประสงค์จะทอดพระเนตรบรรดาทหารจากเมืองต่าง ๆ ขี่ม้าแทงทวนสู้กับกามนีตัวต่อตัว แต่ก็ยังหาเมืองใดที่จะมีทแกล้วทหารที่สามารถสู้กับกามนีได้ เห็นจะมีทหารที่สู้ได้อยู่แต่กรุงอังวะกับกรุงหงสาวดี ดังนั้น พระเจ้ากรุงจีนจึงให้โจเปียว ทหารเอกอีกผู้หนึ่งอัญเชิญพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการมาถวายพระเจ้าอังวะ ในพระราชสาส์นนั้น มีใจความอยู่ ๒ ประการ ประการหนึ่ง มีความประสงค์ให้พระเจ้าอังวะยอมอยู่ในอำนาจและออกมาถวายบังคม อีกประการหนึ่ง จะใคร่ทอดพระเนตรทหารขี่ม้ารำทวนสู้กัน โดยมีข้อสัญญาว่า ถ้าฝ่ายอังวะแพ้ต้องยอมถวายเมือง หากชนะทางฝ่ายจีนก็จะเลิกทัพกลับไป ครั้นพระเจ้าอังวะทรงแจ้งในพระราชสาส์นแล้ว จึงให้ตีฆ้องร้องป่าวหาผู้รับอาสา สมิงพระรามทหารแห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งขณะนั้นเป็นอาชญากรสงครามอยู่ ณ กรุงอังวะ เมื่อได้ยินป่าวร้องดังนั้น จึงคิดว่าถ้าพระเจ้ากรุงจีนได้เมืองอังวะแล้ว ก็คงไม่สิ้นความปรารถนา ต้องยกล่วงเลยไปตีกรุงหงสาวดีด้วย จึงขอรับอาสาสู้กามนี เมื่อถึงกำหนดวันประลอง ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงฝีมือร่ายรำเพลงทวนกันอย่างสวยงามคล่องแคล่วว่องไว ฝ่ายหนึ่งรำฝ่ายหนึ่งตาม ผลัดเปลี่ยนกันอยู่หลายสิบเพลง สมิงพระรามจึงแกล้งทำอุบาย ร่ายรำยกแขน ก้มศีรษะโดยหวังจะดูช่องเกราะของกามนี ที่จะสอดทวนเข้าไปแทงได้กามนีไม่รู้เท่าก็รำทำท่ายกแขน ก้มศีรษะตาม สมิงพระรามเห็นได้ที จึงสอดทวนแทงเข้าช่องใต้รักแร้ และเอาดาบฟันลงที่ท้ายทอย ตัดศีรษะกามนีได้ บรรดาทหารจีนทั้งหลายเห็นพระเจ้ากรุงจีนเสียพระทัยมาก และเกรงว่าจะเป็นที่อัปยศแก่พม่า จึงรับอาสาจะตีกรุงอังวะมาถวาย แต่พระเจ้ากรุงจีนทรงห้ามไว้ และทรงทำตามคำมั่นสัญญา โดยสั่งเลิกทัพเสด็จกลับยังกรุงจีน ดังบทร้องแห่งความโศกเศร้าที่กล่าวไว้ว่า
- ร้องเพลงจีนหลวง -
เมื่อนั้น เจ้ากรุงจีน มัวหมอง ไม่ผ่องใส
สุดแสน อัประยศ สลดใจ คิดอาลัย ทหาร ชาญสงคราม
จึงตรัสสั่ง เสนา ว่าบัดนี้ กามนี วายวาง กลางสนาม
ต่อหีบ ให้สมยศ งดงาม ใส่ไปฝัง เสียตาม ประเพณี
กระดาษต่อ ทำต่าง อย่างศีรษะ เสร็จแล้วจะ ยกทัพ กลับกรุงศรี
จงเตรียมพร้อม พหล พลโยธี รุ่งพรุ่งนี้ ยกกลับ ไปฉับพลัน
บัดนั้น เสนานาย ฝ่ายพหล พลขันธ์
รับโองการ กราบก้ม บังคมคัล ไปจัดสรร เสร็จสิ้น ตามบัญชา
ขณะที่พระเจ้ากรุงจีนแสดงท่าทางก็จะใช้พัดปิดบังใบหน้าด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ในบทที่กล่าวถึงความมัวหมองไม่ผ่องใส สุดแสน อัปยศ สลดใจ คิดอาลัย ทหาร ชาญสงคราม และเมื่อเดินเข้าเวทีก็ยังใช้พัดปิดบังใบหน้าบ้างบางช่วง แสดงถึงความโศกเศร้าสลดใจ
๒. พัดโบก
๒.๑ เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประกอบขบวนพระเกียรติยศ ปรากฏในการแสดงโขนตอนพรหมาสตร์ พระอินทร์แปลง ยกขบวนพระเกียรติยศพร้อมเครื่องสูง และเทวดา นางฟ้า
เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง ทศกัณฐ์รับสั่งให้แสงอาทิตย์ หลานชายผู้เรืองฤทธิ์ด้วยแว่นวิเศษ กับพิจิตรไพรีพี่เลี้ยง ออกรบ กับพระรามเพื่อขัดตาทัพ ขณะที่อินทรชิต โอรสของทศกัณฐ์กับนางมณโฑ ตั้งพิธีชุบศรพรหมาสตร์ ซึ่งพระอิศวรประทานให้ ณ เชิงเขาจักรวาล เพื่อใช้สังหารข้าศึกให้หมดสิ้นไป เมื่อแสงอาทิตย์และพิจิตรไพรี ถูกพระราม พระลักษมณ์ฆ่าตาย ทศกัณฐ์ใช้ให้กาลสูรไปทูลให้อินทรชิตทราบข่าวและมีรับสั่งให้ยกทัพไปสู้กับข้าศึกโดยเร็ว อินทรชิตพิโรธกาลสูรที่ทูลถึงความพ่ายแพ้เป็นลางกลางพิธี แต่ด้วยพระราชกระแสรับสั่ง จึงงดโทษและตรัสสั่งให้รุทการจัดเตรียมกองทัพ โดยให้ไพร่พลแปลงเป็นคนธรรพ์ เทวดา นางฟ้า และนักสิทธิ์ การุณราชแปลงเป็นช้างเอราวัณ แล้วตนเองแปลงเป็นพระอินทร์ ยกกองทัพไปล่อลวงพระลักษมณ์และพลวานรให้หลงเชื่อว่าเป็นกองทัพพระอินทร์ อินทรชิตแผลงศรพรหมาสตร์ถูกพระลักษมณ์และพลวานรสลบลง เหลือแต่หนุมานผู้เดียวเหาะขึ้นไปหักคอช้างเอราวัณ ถูกตีด้วยคันศรตกลงมาสลบเช่นกัน อินทรชิตจึงยกทัพกลับเข้ากรุงลงกาด้วยความมีชัย ดังบทร้องที่กล่าวว่า
- ร้องเพลงกราวนอก -
ขึ้นทรง คอคชา เอราวัณ ทหารแห่ โห่สนั่น หวั่นไหว
ขยายยก โยธา คลาไคล ลอยคว้าง มาใน โพยมมาน
- ร้องเพลงทะแยกลองโยน -
ช้างนิมิต เหมือนไม่ผิดช้างมัฆวาน
เริงแรงกำแหงหาญ ชาญศึกสู้รู้ท่วงที
ผูกเครื่องเรืองทองทอ กระวินทองหล่อทอแสงศรี
ห้อยหูพู่จามรี ปกกระพองทองพรรณราย
เครื่องสูงเรียงสามแถว ลายกาบแก้วแสงแพรวพราย
อภิรุมสับชุมสาย บังแทรกอยู่เป็นคู่เคียง
กลองชนะประโคมครึก มโหรทึกกึกก้องเสียง
แตรสังข์ส่งสำเนียง นางจำเรียงเคียงช้างทรง
สาวสุรางค์นางรำฟ้อน ดังกินนรแน่งนวลหงส์
นักสิทธิ์ฤทธิรงค์ ถือทวนธงลิ่วลอยมา
ขบวนของพระอินทร์แปลงประกอบด้วยเครื่องสูงครบถ้วน
๒.๒ เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ปรากฏในการแสดงละครพันทางเรื่องพญาผานอง ซึ่งพระวรุณเทพเจ้าทรงถือพัดโบกในการประทานฝนให้กับนางพญาคำปิน เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง นางพญาคำปินครองเมืองวรนครแทนพญาเก้าเกื่อนพระราชสามี ซึ่งเสด็จไปครองเมืองภูคา ขณะนั้นนางพญาคำปินทรงพระครรภ์อยู่ พญางำเมืองเจ้าเมืองพะเยายกกองทัพเข้ายึดเมืองวรนครไว้ได้ นางพญาคำปินเป็นห่วงบุตรในครรภ์ จึงหลบหนีออกจากวรนครได้ทัน ก่อนที่พญางำเมืองจะจับตัวได้พร้อมทั้งนางข้าหลวงคนสนิท นางพญาคำปินได้ประสูติพระกุมารอยู่ ณ กระท่อมร้างกลางไร่ชายเมืองวรนคร นางเฝ้าระทมทุกข์สงสารพระกุมารยิ่งนัก จึงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานหากพระกุมารมีบุญญาธิการจะได้ครอบครองบ้านเมืองต่อไป ขอให้มีฝนตกลงมาเพื่อขจัดความแห้งแล้ง พระวรุณเทพเจ้าก็ทรงบันดาลให้ฝนตกจนน้ำเต็มหนองและไหลเชี่ยวพัดพาเอาก้อนหินมากองอยู่หน้ากระท่อม ดังบทร้องที่กล่าวว่า
- ร้องเพลงลาวพุงขาว -
เมื่อนั้น พระวรุณ อุทกราช เป็นใหญ่
ประทับเหนือ เทพอาสน์ อำไพ ภูวไนย ทอดพระเนตร นางพญา
ร่ายรำ ขอน้ำ จากสวรรค์ ทรงธรรม์ โปรดประสาท ดังปรารถนา
บัดดล น้ำทิพย์ ธารา หลั่งลง พสุธา ทันที
- ปี่พาทย์ทำเพลงรัวสามลา -
(พระวรุณรำเพลงหน้าพาทย์ โบกพัดไปมา พร้อมควงบ่วงบาศ จนฝนตก)
๓. พัดวิชนี
๓.๑ เป็นส่วนหนึ่งในเครื่องประกอบพระเกียรติยศ ปรากฏในการแสดงโขนและละคร ทั้งในกรุงศรีอยุธยาเมืองของพระราม กรุงลงกาเมืองของทศกัณฐ์ และท้องพระโรงเมืองต่างๆในละคร โดยนางพระกำนัลจะนั่งถือพัดวิชนีอยู่ข้างเตียงด้านขวา และนางพระกำนัลที่ถือแส้จะนั่งอยู่ข้างเตียงด้านซ้าย ทำหน้าที่โบกสะบัดสลับไปมาอย่างช้าๆ
๓.๒ เป็นส่วนหนึ่งในเครื่องใช้ของพระลอ ในการแสดงละครพันทางเรื่องพระลอตอน พระลอเสี่ยงน้ำ ซึ่งพระลอจะใช้ในระหว่างที่โศกเศร้าเสียใจ ร้องไห้ โดยนำพัดวิชนีมาปิดบังใบหน้า สะอึกสะอื้น เมื่อเห็นแม่น้ำกาหลงเป็นสีเลือด และรู้ว่าอาจจะไม่ได้กลับมาที่เมืองแมนสรวงอีกเลย
เนื้อเรื่องโดยสังเขปกล่าวถึง พระลอหลังจากต้องมนต์ของปู่เจ้า ก็ไม่สามารถทนทานได้ เกิดความคลั่งไคล้เพ้อหาแต่พระเพื่อนพระแพง กระวนกระวายต้องการที่จะเดินทางไปหา ทั้งพระราชมารดาและพระมเหสีจะทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง พระนางบุญเหลือจึงจำต้องให้เสด็จไป เพื่อพาพระเพื่อนพระแพงมายังเมืองสรอง พอเสด็จมาถึงแม่น้ำกาหลง พระลอเกิดลังเลใจ ทั้งห่วงพระราชมารดา บ้านเมือง และห่วงหาในสองพระราชธิดา พระองค์จึงทรงอธิษฐานทำพิธีเสี่ยงน้ำ เพื่อช่วยในการตัดสินพระทัย ดังบทร้องที่กล่าวว่า
- เกริ่น –
พอวางพระโอษฐ์น้ำ ไหลวนคล่ำควะคว้าง เห็นแดงดังสีเลือดฉาด น่าอนาถสยดสยองโลมา เสียวหัทยาพระลอราช พระบาทธท่าวร้าวกมล
เหมือนไม้สนสิบอ้อมสะบั้น ทับอุระพระลออั้น สะอื้นอาดูรแดเอย
-ปี่พาทย์ทำเพลงโอดลาว-
(พระลอโศกเศร้าเสียใจ สะอึกสะอื้น นำพัดวิชนีมาปิดบังใบหน้า)
พัดเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดงที่มีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ทั้งยังใช้ในการประกอบลีลาท่ารำให้งดงามขึ้น การโบกสะบัด และการคลี่พัดตามจังหวะถือเป็นกลวิธีในการร่ายรำ นอกจากนี้ยังแสดงถึงความอลังการในการประกอบขบวนพระเกียรติยศทำให้การแสดงสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น