ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,454 รายการ

ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                       110/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               22 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55.6 ซม.หัวเรื่อง                     พระไตรปิฎกบทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน ธรรมอีสาน ฉบับล่องชาด มีไม้ประกับ


สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชม งานมหกรรมวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ " ใต้ร่มพระบารมี ๒๔๓ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ " วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๘ เวลา ๑๙.๐๐ น. ณ อุทยาน ๑๐๐ ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ละครนอก เรื่องสังข์ทอง ตอนหาปลา นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต          กำกับการแสดงโดย หัสดินทร์ ปานประสิทธิ์  อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์  ทวีทรัพย์  ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต         ฝากติดตาม facebook : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร Instagram : the.performingarts.t (https://www.instagram.com/the.performingarts.t...) LINE : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร (https://line.me/.../ntIeIwI-NUOH3efcZwdS...) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒


ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน)อย.บ.                       142/6ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               26 หน้า กว้าง 4.7 ซม. ยาว 53.3 ซม.หัวเรื่อง                     พระอภิธรรมปิฎก                              พระยมกบทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน  ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อแบบฉบับ : ตำนานพระแก้วดอนเต้า (ผูก 1ก) ชื่อเรื่อง : ตำนานพระแก้วดอนเต้า (ผูก 1ก) เลขทะเบียน : ชม.บ.17/1ก ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                  ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ                             ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ จำนวน : 1  คัมภีร์  2 ผูก  (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 1ก)          จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด       จำนวนหน้า : 22 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา               ภาษา : ไทยล้านนา                             เส้น : จาร ฉบับ : ลานดิบ                      ไม้ประกับ : ไม่มี                                 ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน ประวัติ : ได้มาจากวัดสุวรรณคูหา  ต.บ้านถ้ำ  อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา  เมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568


ชื่อแบบฉบับ : มหานิปาตวณฺณนา ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (ผูก ค4ก) ชื่อเรื่อง : ทสชาติ  สุวรรณสามชาดก-นารทชาดก (ผูก ค4ก) เลขทะเบียน : ชม.บ.557/ค4ก ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                     ผู้สร้าง : อุบาสิภิกษุ                   ปีที่สร้าง : จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266) จำนวน : 1  คัมภีร์  14 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก ก1, ข1-3, ค1-5:4ก, ฆ1-2, ง1-2)    จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด          จำนวนหน้า : 34 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา                  ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา             เส้น : จาร ฉบับ : ล่องชาด                        ไม้ประกับ : ทารัก ขอบทาชาด      ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน ประวัติ : อุบาสิภิกษุสร้าง จ.ศ.1085 (พ.ศ.2266 สมัยอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) มี 5 เรื่อง ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568


เลขทะเบียน : นพ.บ.749/1จห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ชาดทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 234 (370-381) ผูก 1จ (2568)หัวเรื่อง : อาการวัตตสูตร--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล  พระอัฐมรามาธิบดินทร”           กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ “๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า นิทรรศการฯ จัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ เอกสารหลักฐานต้นฉบับ สื่อสิ่งพิมพ์ และศิลปวัตถุ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในรัชสมัย เพื่อน้อมถวายความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ผู้ทรงเป็นดุจแสงสว่างและความหวังของคนไทยทั้งชาติ เสมือนการเดินทางกลับไปสู่ช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ซึ่งแม้จะทรงครองสิริราชสมบัติเป็นเวลาเพียง ๑๒ ปี แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยนั้น ยังคงปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยตราบจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งการนำเสนอเนื้อหาออกเป็น ๘ ช่วงระยะเวลา ตลอดพระชนม์ชีพ ได้แก่ ๑. หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ๒. “เจ้านายเล็ก ๆ” ในวังสระปทุม ๓. สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ๔. ทรงราชย์เพื่อแผ่นดิน ๕. นิวัตเป็นมิ่งขวัญพระนคร พ.ศ. ๒๔๘๑ ๖. ยุวกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ๗. ราชาเป็นสง่าแห่งแว่นแคว้น  และ  ๘. ธำรงไว้ในดวงใจแห่งแผ่นดิน ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสิ่งของและหลักฐานทางปะวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า อาทิ หนังสือพิมพ์จากหอสมุดแห่งชาติซึ่งตีพิมพ์เหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลานั้น สมุดลงพระปรมาภิไธยเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ต้นแบบพระบรมรูปซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร           นิทรรศการพิเศษ “๑๐๐ ปี พระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร” นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๑๐๐ ปี  ๒๐ กันยายน ๒๕๖๘ เปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่วันที่ ๒๔ กันยายน - ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์ - วันอังคาร) ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 


วิหารพระทรงม้าเป็นอาคารมีหลังคาครอบบันไดทางขึ้นเพียงทางเดียวไปยังลานประทักษิณรอบองค์ระฆัง วิหารนี้ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระบรมธาตุ ตัววิหารมีขนาดกว้าง 10.40 เมตร ยาว 11.10 เมตร และสูง 11.75 เมตร หลังคาวิหารสร้างจากไม้และมุงด้วยกระเบื้องดินเผา โดยออกแบบให้ใช้ร่วมกับวิหารเขียนทางด้านทิศเหนือ กำแพงอิฐที่ขนาบบันไดอิฐทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์ได้รับการประดับด้วยประติมากรรมปูนปั้นนูนสูง แสดงภาพพุทธประวัติตอนสำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาล โดยตอนที่สำคัญที่สุดคือมหาภิเนษกรมณ์ หรือวันที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงออกผนวช ละทิ้งพระราชวังอันสุขสบายและชีวิตเจ้าชายเพื่อแสวงหาการตรัสรู้และการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณเพื่อมวลมนุษยชาติ ในภาพนี้มีเจ้าชายทรงม้ากันฑกะ ซึ่งมีเหล่าเทวดาช่วยอุ้มกีบเท้าของม้าไว้เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดัง ฉากนี้เองที่เป็นที่มาของชื่อ วิหารพระทรงม้า อันหมายถึง พระผู้ทรงม้า ประติมากรรมชิ้นนี้ถือว่าเป็นประติมากรรมนูนสูง ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดางานศิลปะลักษณะนี้ และเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะที่โดดเด่นที่สุดในสมัยอยุธยา ตอนปลาย (พ.ศ. 2231 - 2310) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสร้างสรรค์ประติมากรรมส่วนใหญ่ของวิหารนี้ ประติมากรรมนี้ได้รับการศึกษาและชื่นชมจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกและบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมนานาชาติ        บันไดทางขึ้นลานประทักษิณสำหรับการเดินเวียนรอบองค์ระฆังของพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อบูชา พระบรมสารีริกธาตุและเทพเจ้าในวิหารแห่งนี้ ด้านข้างของบันไดทั้งสองฝั่งที่ขึ้นไปยังพระบรมธาตุเจดีย์ มีรูปปั้นของเหล่าเทวดาผู้พิทักษ์และสัตว์วิเศษต่าง ๆ เช่น จตุโลกบาล (เทพผู้ปกป้องโลกทั้ง 4 ทิศ) ยักษ์ สิงห์ นาค และครุฑ ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ในการปกป้องพระบรมสารีริกธาตุและบ่งบอกถึงการขึ้นไปยังอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญที่สุดคือรูปปั้นเทวดาผู้พิทักษ์คู่หนึ่งที่ตั้งอยู่ในระดับสูงสุด มีชื่อจารึกว่า ขัตตุคาม (กัตตาระคาม/ สกันทะ) ทางด้านซ้าย และรามเทพ (พระราม) ทางด้านขวา ซึ่งก่อให้เกิดเทวรูปผสมใหม่ที่เรียกว่า จตุคามรามเทพ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยและต่างประเทศนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 2510 ด้านบนสุดของบันไดทางเข้าพระบรมธาตุเจดีย์มีประตูไม้สองบานที่แกะสลักอย่างประณีต โดยมีภาพเทพเจ้าปรากฏบนแต่ละบาน ภาพทางซ้ายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ส่วนทางขวาเป็นพระวิษณุ รูปปั้นทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ศาสนาฮินดู และความเชื่อพื้นบ้าน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพระบรมธาตุเจดีย์


องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี เรื่อง วัดโพธาราม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ


Variety of Bread ขนมปังมีมากมายหลายชนิด แต่ละอย่างเหมาะกับการนำไปใช้แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น ขนมปังแซนด์วิช,ขนมปังฝรั่งเศส,ขนมปังบาแกตต์,ครัวซองต์,ซอฟท์โรล,เบเกิล,มัฟฟิ่น,เชียบัตต้า,ซาวร์โดโลฟ,บริโอช,ขนมปังหวาน 1. ขนมปังแซนด์วิช ,ขนมปังปอนด์ ขนมปังชนิดนี้ จัดเป็นขนมปังที่มีปริมาณไขมันน้อย นิยมใช้ทำแซนด์วิช มีลักษณะเป็นแท่งโดยใช้พิมพ์ขนาดยาวแคบเพื่อบังคับรูปร่างและปริมาตรของขนมปังให้เสมอกันทั้งสองข้าง มีเนื้อละเอียดนุ่ม 2. ขนมปังฝรั่งเศส (French Bread) หรือ ขนมปังบาแกตต์ ( Baguette ) เป็นสัญลักษณ์ที่สร้างชื่อของประเทศฝรั่งเศส คำว่า “ บาแกตต์ ” แปลว่า แท่ง เกิดขึ้นครั้งแรกที่กรุงปารีสเมื่อปี 1930 โดยมาตรฐานจะกว้าง 5-6 เซนติเมตร หนา 3-5 เซนติเมตร ยาวได้ภึง 1 เมตรเลย คนอังกฤษนิยมเรียกขนมปังชนิดนี้ว่า French stick ผิวด้านนอกของขนมปังจะกรอบ แข็ง แต่ภายในนุ่ม รสชาติดั้งเดิมจะจืดๆ ขนมปังชนิดนี้ จัดเป็นขนมปังที่มีปริมาณไขมันต่ำประมาณ 0.3 % แป้งที่ใช้ทำต้องมีปริมาณกลูเตนสูงเพื่อที่จะสามารถทนทานต่อการหมักได้ โดที่ผสมปั้นเป็นรูปร่างแล้วจะต้องทาผิวด้วยน้ำ จึงตัดให้เป็นรอยเฉียงขวางบนก้อนโดด้วยมีดโกนคม ๆ ก่อนที่จะนำไปอบให้แห้งและกรอบผิวนอก ควรมีไอน้ำฉีดเข้าตู้อบก่อนจะนำโดเข้าอบ บาแกตต์ที่มีขนาดไม่ยาวนักนิยมใช้ทำแซนวิชบางครั้งเรียกว่า Demi – Baguette โดยจะผ่าบาแกตต์ครึ่งหนึ่งตามยาว ใส่ไส้ชีส ผัก และ cold meat ต่างๆเข้าไป นิยมทานเป็นอาหารเช้า หรือจะเปลี่ยนเป็นทาแยม เนย ก็ได้ 3. ครัวซองต์ (Croisant) เป็นอาหารเช้ายอดนินมของคนฝรั่งเศส เป็นขนมปังที่มีเนื้อในเป็นชั้นๆ คล้ายพายส่วนมากจะทำเป็นรูปคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ในฝรั่งเศสมีครัวซองต์อยู่ 2 ชนิด คือ Croisant au Beurre จะมีขนาดเล็ก และมีรูปร่างตรงๆกว่า มีเนยเป็นส่วนผสมหลัก และ CroisantOrdindire ซึ่งเป็นครัวซองต์แบบที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป ลักษณะของครัวซองต์ที่ดีนั้นจะต้องมีเปลือกที่กรอบ บาง และเบา เนื้อในจะบางและมีลักษณะเป็นชั้นๆ แต่จะต้องนุ่ม ชุ่มเนย รสชาติออกเค็มนิดๆ 4. ซอฟท์โรล ซอฟท์โรลทำจากโดที่มีความเข้มข้นสูง จะมีไขมันและน้ำตาล 12 - 15 % ของแป้ง โรลที่อบได้จะมีรสหวานนุ่ม และเนี้อละเอียด ซอฟท์โรลจะมีการพักตัวเพื่อให้ขึ้นฟูเต็มที่ วางก้อนโดให้ห่างกันในถาดอบเพื่อไม่ให้โรลติดกันเมื่ออบแล้ว ซึ่งเป็นลักษณะของโรลประเภทนี้ เช่น แฮมเบเกอร์ ฮอทดอท 5. Breakfast Roll & Dinner Roll เป็นขนมปังจากประเทศอังกฤษ ถูกคิดค้นเมื่อปี 1970 มาแข่งกับ Bagutteของฝรั่งเศส และ Ciabattaของอิตาลี โดยส่วนมาก Breakfast Rollจะนุ่มกว่า Dinner Roll 6. เบเกิล (Bagel) มีต้นกำเนิดในยุโรปตอนกลางราว ค.ศ. 1683 คิดค้นโดยช่างทำขนมปังชาวยิวในเวียนนา แต่โด่งดังมากๆ ในอเมริกา เบเกิลเป็นขนมปังรูปกลม ค่อนข้างแบน มีรูตรงกลางหน้าตาคล้ายโดนัท แต่เนื้อแน่นกว่ามาก และเหนียวนิดๆ จึงให้ความรู้สึกที่ดีมากๆขณะเคี้ยว แต่ไม่ควรวางเบเกิลตากลมไว้นานๆ จะเหนียวจนเคี้ยวไม่ได้ เบเกิลจะมี 2 แบบ คือ เบเกิลจากอเมริกาเหนือหรือ Montreal Bagel มีส่วนผสมของไข่ ข้าวมอลต์ ไม่ใส่เกลือ นำไปต้มกันน้ำผสมน้ำผึ้งแล้วโรยงา ก่อนที่จะนำไปอบในเตาไม้ และ New York Bagel ซึ่งจะมีสีเขียวจากการใส่สี คนอเมริกันนิยมทำเบเกิลทานกันในวัน St. Patrick ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองศาสนาคริตส์แบบชาวไอริช 7. มัฟฟิ่น (Muffin) มัฟฟิ่นที่นิยมกันมากมี 2 แบบ คือ American Muffin ซึ่งเป็นมัฟฟิ่นแบบอเมริกัน มีหน้าตาคล้ายๆคัพเค้ก (Cupcake) มีหลายรสชาติ ส่วนผสมหลักคือแป้งโดยใส่ส่วนผสมอื่นๆ จนที่รสชาติที่หลากหลาย เช่น ถั่วต่างๆ ผลไม้ต่างๆ และข้าวโอ๊ต นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า หรือของว่าง มัฟฟิ่นแบบอังกฤษ (English Muffin) ทำจากแป้งหมักกับยีสต์จนขึ้นฟู มีลักษณะเป็นก้อนกลม หนา เวลารับประทานจะผ่าครึ่งตามขวางและนำไปปิ้ง ก่อนที่จะทาเนย แยมผลไม้ และวิปปิ้งครีม จะรับประทานเป็นของว่างกับ Afternoon Tea หรือจะรับประทานกันอาหารหลักก็ได้ 8. เชียบัตต้า (Ciabatta) เป็นขนมปังที่มีชื่เสียงของคนอิตาเลียน มีลักษณะค่อนข้างแบน ยาว จึงได้ชื่อว่า “ เชียบัตต้า ” แปลว่ารองเท้าแตะ เพราะมีรูปร่างเหมือนรองเท้าแตะนั่นเอง เนื้อในจะหยาบมาก มีโพรงอากาศใหญ่อยู่ทั่วไป แต่เนื้อเบา ซึ่งเป็นผลมาจากการผสมแป้งสาลีกับยีสต์และน้ำมันมะกอกนั่นเอง 9. Brioche เป็นขนมปังที่ได้รับความนิยมจากประเทศฝรั่งเศส เจ้าแห่งเบเกอรี่ มีเนื้อนุ่ม ละหอมกลิ่นเนยมาก บาครั้งคนที่ไม่คุ้นเคยจะนึกว่าเป็นขนมเค้กแต่ให้สังเกตรูปทรงของ บริโอชที่มีรูปร่างเฉพาะมากๆ ส่วนผสมจะใส่ยีสต์เป็นจำนวนมาก ไข่ไก่ นม เกลือ และเนย รูปร่างที่เป็นลักษณะเฉพาะของบริโอชจะมาจากพิมพ์แบบถ้วยที่เป็นโลหะมีรูปร่างเหมือนดอกไม้และก้อนแป้งเล็กๆทรงกลมที่นำไปวางเอาไว้ด้านบน นิยมทานเป็นอาหารเช้าโดยผ่าครึ่งแล้วทาเนยหรือแยมตามใจชอบ หรือสามารถนำมาทานกับมื้ออาหารปกติ โดยนิยมกินกับซุปที่มีรสจัด หรือนำมายัดไส้ตับบดเสิร์ฟเปิดของทานเล่นได้ด้วย 10. ซาวร์โดโลฟ (Sourduogh Loaves) เป็นขนมปังที่ทำจากยีสต์และมีแบคทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในการหมักส่วนผสมเป็นเวลานาน ได้ส่วนผสมที่มีกลิ่นและรสค่อนข้างเปรี้ยว จะมีรูปทรงและขนาดไม่ตายตัว นิยมเอามาผสมกันส่วนผสมชนิดอื่น ขนมปังชนิดนี้จะมีลักษณะหนัก ผิวนอกแข็ง เหมาะสำหรับรับประทานกับซุปร้อนๆ หรือจะทานคู่กับอาหารในมื้อหลัก ขนมปังชนิดนี้มีคุณค่าทางอาหารสูง และดีต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย 4. ขนมปังหวาน ขนมปังหวานคือขนมปังทั่วไปที่เราเห็นอยู่ตามร้านเบเกอรี่ มีหลายชนิด เช่น ขนมปังลูกเกด ขนมปังไส้ต่าง ๆ คอฟฟี่เค้ก ฯลฯ ขนมปังหวานจะต่างจากขนมปังจืดที่ส่วนผสม เพราะส่วนผสมหลักของขนมปังหวานจะมีสูตรเข้มข้นกว่าของขนมปังจืด โดยมีประมาณน้ำตาลนม ไขมัน ไข่ สูงกว่าขนมปังจืด ขนมปังหวานจากสูตรเดียวกันสามารถดัดแปลงให้เกิดเป็นขนมปังหวานมากมายหลายชนิด โดยกำหนดรูปร่างและไส้ให้แตกต่างกัน แล้วเรียกชื่อตามรูปร่างหรือไส้ของขนมปังชนิดนั้น ๆ ความเป็นมาของขนมปัง (Journey of the bread) มาทราบเส้นทางการเดินทางของขนมปัง จากอดีตถึงปัจจุบัน เท่าที่เล่าต่อๆ กันมาว่า ในยุคหิน ช่วง3,000 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวสวิสที่อาศัยอยู่ตามทะเลสาบเป็นผู้ริเริ่มนำเมล็ดข้าวสาลีมาบดโดยใช้ครกที่ทำจากหินหยาบๆ ตำ นำไปผสมน้ำ แล้วนำไปเทลงบนหินร้อนๆเพื่อให้สุก ผลที่ได้คือขนมปังที่ขึ้นฟูโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่วนอีกทางหนึ่งกล่าว่าพวกทาสในสมัยอียีปต์โบราณ ได้ทิ้งก้อนแป้งที่ผสมไว้แล้วลงไปในแป้งที่ผสมเสร็จใหม่ๆ ผลที่ได้คือแป้งที่เบา ฟู และรสอร่อย มีหลักฐานเช่น จิตกรรมฝาผนังในสุสานหลายๆแห่งมีภาพวาดรูปคนถือขนมปังบูชาเทพพระเจ้า นอกจากนั้นยังมีการค้นพบหินโม่แป้งและเตาอบขนมปังซึ่งทำจากดินที่เป็นทรงกรวย สันนิษฐานว่าเป็นต้นแบบของเตา “ ทันดูร ” ในยุคอียิปต์นี้จะมีการแบ่งขนมปังออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ขนมปังแบบที่ขึ้นฟู ที่รับประทานกันทั่วๆไป และ 2. Matzos ซึ่งเป็นขนมปังลักษณะแบนๆ ซึ่งจะนำมารับประทานกันในโอกาสพิเศษทางศาสนาเท่านั้น ความรู้เกี่ยวกับการทำขนมปัง ได้แพร่หลายจากอียิปต์ไปสู่ภูมิภาคต่างๆ แถบเมดิเตอเรเนียนและเยรูซาเล็มโบราณ รวมทั้งเมืองเล็กเมืองน้อยที่อยู่บนเส้นทางค้าขายแถบตะวันออกกลาง การทำขนมปังก็ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งในยุคนั้นขนมปังที่ผลิตออกมาจะมีขนาดเล็ก คล้ายกับขนมปังดินเนอร์โรลในปัจจุบัน ส่วนขนมปังแบนๆ ที่ไม่ทิ้งให้ขึ้นฟูจะใช้ในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีทางศาสนา หลังจากนั้นขนมปังได้แยกเส้นทางเป็น 2 สาย สายหนึ่งข้ามไปทางฝั่งยุโรป โดยพวกพ่อค้าชาวโพนิเชียน ซึ่งชาวกรีกยุคแรกเป็นพวกแรกที่ได้เรียนรู้การทำขนมปังที่ขึ้นฟูมาจากพวกกลุ่มโพนิเซียน 1000 ปีก่อนคริสตกาล ในศตวรรษต่อมา วิวัฒนาการในศิลปะการทำขนมปังก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ชนชาติกรีกได้ประดิษฐ์หินโม่แป้งสาลี และผลิตแป้งออกมาถึงสี่ชนิด ซึ่งชนิดหนึ่งนั้นเป็นแป้งสาลีชนิดขาว (White flour) และได้ดัดแปลงเตาอบแบบอียีปต์โบราณมาเป็นเตาอบแบบใช้อิฐก่อเป็นรูปโดม ซึ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขิ้น ชนชาติกรีกนั้นใช่แต่จะเป็นผู้ผลิตขนมปังที่ทำจากแป้งสาลีชนิดสีขาวที่มีคุณภาพเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังได้ผลิตขนมเค้ก และขนมนานาชนิด โดยใช้ส่วนผสมกับนม น้ำมัน เหล้าไวน์ เนยแข็ง และน้ำผึ้งผสมเข้าไปด้วย ตลอดกาลสมัยเหล่านี้ จากกรีก ไปโรม ถึงยุโรปตอนกลาง ศิลปะการทำขนมอบดำเนินไปอย่างช้าๆ ต่อมาความเจริญก้าวหน้าอย่างมหาศาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เกิดวิวัฒนาการอย่างใหญ่หลวงแก่การทำขนมอบในปัจจุบัน สาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ ในกลางปี 1800 ได้มีการตั้งโรงโม่แป้งสาลี และได้มีการผลิตแป้งสาลีที่ดีออกสู่ตลาด และในตอนปลายศตวรรษนั้นได้มีการใช้ยีสต์ ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการทำให้แป้งขนมปังขึ้นฟู และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนการเผยแพร่ขนมปังอีกสายหนึ่งได้เดินทางมาสู่ทวีปเอเชียกลาง มายังอินเดีย และ จีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลของยุคล่าอาณานิคม ประเทศเจ้าอาณานิคมได้นำเอาทุกๆอย่างที่มีอยู่ในประเทศของตนเข้ามาเผยแพร่ให้กับประเทศใต้อาณานิคมรวมถึงอาหารการกินซึ่งหนึ่งในนี้ก็คือ ขนมปัง เลยทำให้ประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ซึ้งเคยรับประทานข้าวเป็นหลักหันมารับประทานขนมปังตามประเทศเจ้าอาณานิคม เช่น เวียดนาม ลาว ซึ่งตกอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสรับเอาขนมปังบาแกตต์มาเป็นอาหารเช้า ในปัจจุบันนี้ การทำขนมอบนั้นนับว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องการความชำนาญเป็นอย่างมาก แต่วิวัฒนาการด้านเครื่องมือและเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ก็ได้รับการพัฒนาคิดค้นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นเตาอบที่ควบคุมด้วยไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องแบ่งก้อนแป้งและปั้นกลมอัตโนมัติ เพื่อให้การทำขนมปังมีวิวัฒนาการ เจริญก้าวหน้า และทันสมัยต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง


แบบเข็มที่ระลึกงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ออกแบบโดย นายปัญญา โพธิ์ดี นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานศิลปประยุกต์ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ความหมายเข็มที่ระลึก            เข็มที่ระลึก ประกอบด้วย อักษรพระนามาภิไธย ส.ท. ภายใต้มงกุฎขัตติยราชนารี อันเป็นตราประจำพระองค์ เบื้องบนอักษรพระนามาภิไธยมีเลข ๔๘ สีทองบนแท่นดอกบัวสีขาว อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และความดีงาม แสดงถึงวาระมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อักษร ส ขอบเดินทอง พื้นสีม่วงแก่อันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อักษร ท ขอบเดินทอง พื้นสีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อักษรพระนามาภิไธยประดิษฐานในกรอบรูปหัวใจพื้นสีม่วงล้อมด้วยสุวรรณสังวาลประดับเพชร ๑๐ เม็ด หมายถึง สมเด็จพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน อีกทั้งเลข ๑๐ เป็นเลขกำลังวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  



ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 8  ฉบับที่ 540 (13 ก.ย.2509)ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2509ลักษณะวัสดุ               8 หน้า. : กว้าง 40 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


ปราสาทสด๊กก๊อกธม เมื่อแสงตกกระทบ  ช่วงเวลาบ่ายคล้อย เป็นปราสาททองคำ ภาพและคำอธิบายภาพโดย : นายเมธาดล วิจักขณะ (รองอธิบดีกรมศิลปากร) 17 กุมภาพันธ์ 2561   ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตำบลหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว           ในพุทธศักราช ๒๔๖๓ เรียกว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” ต่อมาพุทธศักราช ๒๔๗๘ เรียกว่า “ปราสาทสล๊อกก๊อกธม”  ปัจจุบันเรียกว่า “ปราสาทสด๊กก๊อกธม” คำว่า “สด๊กก๊อกธม” เป็นภาษาเขมร คำว่า “สด๊ก” มาจากคำว่า “สด๊อก” แปลว่า รก ทึบ  คำว่า “ก๊อก” แปลว่า ต้นกก  และคำว่า “ธม” แปลว่า ใหญ่  ดังนั้น “สด๊กก๊อกธม” จึงแปลว่า รกไปด้วยต้นกกขนาดใหญ่            ศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๕๙๕ รัชสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๕๙๓- ๑๖๐๙) เพื่อประทานแด่พระราชครูที่ลาสิกขาจากสมณเพศที่มีนามว่า “ศรีชเยนทรวรมัน”หรือ นามเดิมว่า “สทาศิวะ”โดยที่พระครูผู้นี้มีศักดิ์เป็นพระชามาดาของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่ พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒           ปราสาทสด๊กก๊อกธม มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเขมร ประกอบด้วยอาคารสำคัญ คือ ปราสาทประธาน บรรณาลัย ๒ หลัง ล้อมรอบด้วยระเบียงคดและกำแพงแก้ว อาคารทั้งหมดก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ซึ่งตกแต่งพื้นผิวในพื้นที่สำคัญด้วยการแกะสลักลวดลายลงบนเนื้อหินเป็นภาพเล่าเรื่องราวในศาสนาพราหมณ์ฮินดูและพฤกษานานาพันธุ์ เทียบเคียงได้กับศิลปกรรมในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แบบคลังผสมกับบาปวน กำหนดอายุได้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ศิลปะขอมแบบคลัง - บาปวน        ภาพ: แผนผัง / ภาพถ่ายทางอากาศ       ภาพ : แผนผังแสดงตำแหน่งของภาพสลักเล่าเรื่อง/ลวดลายที่ปรากฏ (ลำดับที่ ๑-๑๑) ภาพสลักบริเวณหน้าบันและทับหลังบริเวณซุ้มประตู (โคปุระ) ของกำแพงแก้ว   ๑. หน้าบันสลักภาพศิวนาฏราช ๒. ทับหลัง ๓. หน้าบันสลักภาพพระกฤษณะปราบช้างกุวัลปิถะ ๔. ทับหลัง ๕. หน้าบันสลักภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ ๖. ทับหลัง ๗. ทับหลัง ๘. หน้าบันสลักภาพพระกฤษณะปราบม้าเกศี ๙. หน้าบันสลักภาพศิวะคชาสูร ๑๐. ทับหลัง ๑๑. หน้าบันสลักภาพกวนเกษียรสมุทร           กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมครั้งแรก ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘  ต่อมาได้กำหนดเขตพื้นที่โบราณสถานประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๘๑ ง วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๐  รวมพื้นที่โบราณสถาน ๖๔๑ ไร่ ๒ งาน ๘๒ ตารางวา ในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐ การจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ ๑. กรมศิลปากรได้อนุรักษ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๓๖ - ๒๕๕๗ ตามหลักการอนุรักษ์และบูรณะโดยวิธีอนัสติโลซิส บนพื้นฐานของงานโบราณคดี ๒. ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เบื้องต้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีลานจอดรถ ห้องสุขา ซุ้มจำหน่ายของที่ระลึก ระบบน้ำ ระบบไฟ และดูแลความสะอาดภายในบริเวณปราสาท ๓. ปราสาทสด๊กก๊อกธมเริ่มเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมโบราณสถานมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๕๘ โดยเฉลี่ย ๓,๐๐๐ คน/เดือน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งยังมิได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ๔. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้สื่อสารประชาสัมพันธ์ปราสาทสด๊กก๊อกธม เชื่อมโยงกับปราสาทบันทายฉมาร์ และปราสาทบันทายทัพ ราชอาณาจักรกัมพูชา ผ่านทางรายการเดินหน้าประเทศไทยกับทูตานุทูต ๒๒ ประเทศ ทั้งในอาเซียน ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอเมริกา ๕. สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ได้ดำเนินการประสานจังหวัดสระแก้วตั้งคณะกรรมการพัฒนาเพิ่มศักยภาพโบราณสถานปราสาทสด๊กก๊อกธมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสู่อาเซียน เพื่อเตรียมรายละเอียดในการจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ บริหารจัดการและปรับภูมิทัศน์เป็นอุทยานประวัติศาสตร์แห่งใหม่ ซึ่งมีมติที่ประชุมแล้ว เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๙ ๖. สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี ได้รับอนุมัติงบประมาณจากกรมศิลปากรเพื่อปรับสภาพภูมิทัศน์  ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ จำนวน ๑๐ ล้านบาท ๗. งบท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด เพื่อสร้างอาคารนิทรรศการ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ     


black ribbon.