ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,545 รายการ

วันที่กําหนดจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ เพื่อความเป็น สิริมงคลและบำรุงขวัญแก่เกษตรกรของชาติ วันพืชมงคลกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปี ซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่จะเริ่มต้นการทำนา


องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”EP. 3 จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระยาพุทธวงษ์ : กฎหมายพิเศษที่ใช้คุ้มครอง “ลัวะทำเหล็ก” ไพร่ส่วยผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของรัฐจารีตโบราณ...เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ... “หลาบ” คือแผ่นโลหะที่ทำเป็นแผ่นลักษณะคล้ายใบลาน นิยมทำจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำ และ เงิน รัฐจารีตฝ่ายบ้านเมืองสมัยโบราณ นิยมใช้จารึกพระราชอาชญาหรือพระราชโองการของกษัตริย์เฉพาะกรณี ถือเป็นกฎหมายประเภทคำสั่งเฉพาะกิจ (อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว, 2560, น.1)...จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระยาพุทธวงษ์ ต้นฉบับเดิมเก็บรักษาไว้ที่หมู่บ้านกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้อาวุโสตระกูลขุนแก้วทำหน้าที่ดูแลรักษา ทั้งนี้มีการเปิดหลาบเงินครั้งล่าสุด เมื่อราว 15 – 20 ปีที่ผ่านมา ในครั้งนั้น พระครูอดุลสีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ ได้รับการนิมนต์ให้ไปอ่านเนื้อความจารึกแผ่นหลาบเงิน และได้มีการคัดลอกทำสำเนาไว้เป็นอักษรธรรมตามต้นฉบับ ซึ่งต่อมาได้อ่านโดย นายนับเก้า เกียรติฉวีพรรณ มีรายละเอียดใจความสำคัญ ดังนี้...ในปี พ.ศ. 2372 ตรงกับช่วงพระยาพุทธวงษ์ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ลำดับที่ 4) กลุ่มเจ้านายและขุนนางในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายเฉพาะกิจ จารึกลงบนแผ่นเงิน มอบให้แก่ชาวลัวะและมูลนาย ..ประกาศให้ชาวลัวะ ส่งส่วย (ค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน)...เงินเจียง เงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 150 เงิน ค่าตอบแทนพิเศษเป็นน้ำใจ ค่าสมุด ค่าดินสอ รวมทั้งหมด 400 เงิน เก็บรวบรวมส่วยช่วงเดือนมกราคมถึง กุมภาพันธ์ นำมาถวายราชธานีเชียงใหม่ทุกปีไม่ให้ขาด ..ประกาศให้การคุ้มครองดูแลลัวะตอบ่อซ้าย ลัวะตอบ่อขวา กลุ่มนี้ทั้งหมด ไม่ให้ขุนนางฝ่ายบ้านเมืองมาขูดรีดทรัพย์สินและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในราชการ และห้ามไม่ให้เกณฑ์แรงงานไปใช้ในกิจกรรมของฝ่ายศาสนา ให้พวกเขาได้ตีเหล็กมาจ่ายส่วยภาษีแก่พระคลังของเจ้าหลวงอย่างสม่ำเสมอมิให้ขาด..ขอให้มูลนายผู้ดูแลและไพร่ต่างมีความรักสามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ถ้าหากมูลนายจะละทิ้งหรือสละสิทธิ์การดูแลไพร่ส่วยกลุ่มนี้ ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินเจียง 200 เงิน ควาย 1 ตัว และถ้าหากไพร่ส่วยกลุ่มนี้ประสงค์จะเปลี่ยนมูลนายผู้ดูแล ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินเจียง 150 เงิน ควาย 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามจารีตประเพณีโบราณ กฎหมายฉบับนี้หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามทั้งชาวลัวะและชาวไท ต้องถูกลงโทษถึงจนแก่ชีวิต ..ถ้าหากขุนนางและประชาชนประสงค์จะซื้อมีด พร้า เสียม ขวาน จะบังคับซื้อบังคับขายเองไม่ได้ ถ้าไม่มีหนังสืออนุญาตประทับตราช้างจากคณะที่ปรึกษาราชการบริหารบ้านเมืองเชียงใหม่ ห้ามขายให้โดยเด็ดขาด ถ้าหากผู้ใดไม่ทำตาม ทำการซื้อขายโดยไม่เป็นไปตามราคาที่รัฐบ้านเมืองกำหนด หากฝ่ายบ้านเมืองทราบจะต้องได้รับโทษ...จากเนื้อความในจารึกหลาบเงิบบ้านบ่อหลวง ของพระยาพุทธวงษ์ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชั้นต้น ที่ต้นฉบับเดิมถูกเขียนขึ้นปี พ.ศ. 2372 ตรงกับช่วงพระยาพุทธวงษ์ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นการออกกฎหมายประเภทคำสั่งเฉพาะกิจ จารึกลงบนวัสดุแผ่นโลหะเงิน เพื่อมอบให้แก่มูลนายและกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” หน่วยชุมชนลัวะที่เป็นแหล่งผลิตโลหะเหล็กและเครื่องมือเหล็ก สะท้อนให้เห็นภาพระบบส่วย ระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย และระบบผูกขาดการค้าของรัฐ เกิดขึ้นในช่วงแผ่นดินเจ้าหลวงพระยาพุทธวงษ์ มีรายละเอียดประเด็นน่าสนใจดังนี้...1) ประเด็นระบบส่วย เมืองเชียงใหม่ช่วงแผ่นดินเจ้าหลวงพระยาพุทธวงษ์ น่าจะได้รับผลประโยชน์จาก “ไพร่ส่วย” กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงใน 2 ทาง ประกอบด้วย ..1.1) ทรัพยากรผลผลิตซึ่งเป็นที่ต้องการของรัฐ  ในกรณีนี้ คือ ผลิตภัณฑ์เครื่องเหล็ก เช่น  มีด พร้า เสียม ขวาน ..1.2) ส่วยภาษีเงินตรา กลุ่มลัวะบ้านบ่อหลวงจะต้องจ่ายทั้งค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน เงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และเงินพิเศษอื่น ๆ ให้กับรัฐบ้านเมืองเชียงใหม่ จำนวนรวม 400 เงิน หรือประมาณ 320,000 – 400,000 เบี้ย ส่วยทั้ง 2 ประเภท น่าจะเป็นทั้งทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้อุปโภคภายในราชธานีเชียงใหม่ และสามารถสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มชนชั้นปกครองรวมถึงราชธานีเชียงใหม่ด้วย... 2) ประเด็นระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย จารึกหลาบเงิบบ้านบ่อหลวงของพระยาพุทธวงษ์ บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า เมืองเชียงใหม่มีการออกกฎหมายเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวง โดยจะใช้อำนาจคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายรัฐบ้านเมือง และฝ่ายศาสนาเข้ามาเกณฑ์ไพร่ส่วยชาวลัวะกลุ่มนี้ไปใช้แรงงานใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ไพร่ส่วยชาวลัวะกลุ่มนี้ ได้ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและแรงงานทำการผลิตทรัพยากรเครื่องมืองเหล็กที่รัฐบ้านเมืองต้องการอย่างเต็มที่ โดยรัฐบ้านเมืองจะเรียกร้องผลผลิตเครื่องมือเหล็กและเงินตราเป็นการตอบแทนในรูปแบบของส่วย..นอกจากนี้หลักฐานดังกล่าวยังระบุแนวทางปฏิบัติในการเปลี่ยนมูลนายของไพร่ส่วย เป็น 2 แนวทาง คือ ..1) ฝ่ายมูลนายสามารถแสดงความประสงค์สละสิทธิ์หรือละทิ้งการดูแลไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวงกลุ่มนี้ และ ..2) ฝ่ายไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวงก็สามารถแสดงความประสงค์จะเปลี่ยนมูลนายผู้ดูแลได้เช่นกัน นัยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มไพร่ส่วยชาวลัวะบ้านบ่อหลวง มีอำนาจต่อรองเชิงเศรษฐกิจและสังคมพอสมควร ซึ่งมากพอที่จะต่อรองกับราชสำนักเชียงใหม่ เพื่อเลือกขุนนางผู้ที่จะมาเป็นมูลนายดูแลกลุ่มชุมชนของตนเองได้... 3) ระบบผูกขาดการค้าของรัฐ จากหลักฐานข้างต้นบ่งชี้ถึงทรัพยากรผลผลิตที่กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงผลิตได้ คือ เครื่องมือเหล็ก อันประกอบด้วย มีด พร้า เสียม ขวาน รัฐได้ออกกฎหมายผูกขาดผลผลิตดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน 2 แนวทาง ประกอบด้วย ..3.1) ผลผลิตเครื่องมือเหล็กส่วนหลัก จะต้องถูกส่งเข้าสู่พระคลังของเชียงใหม่ ..3.2) ผลผลิตเครื่องมือเหล็กส่วนเกินจากความต้องการ ไพร่ส่วยสามารถนำมาขายให้กับขุนนางและประชาชนทั่วไปได้ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะต้องได้รับหนังสืออนุญาตประทับตราช้างจากคณะที่ปรึกษาราชการบริหารบ้านเมืองเชียงใหม่เท่านั้น นอกจากนี้จะต้องซื้อขายตามราคาที่รัฐบ้านเมืองกำหนดควบคุมอย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้แสดงถึงกลไกผูกขาดผลผลิตประเภทเครื่องมือเหล็กของกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงอย่างเห็นได้ชัด   .เอกสารอ้างอิง- พระครูอดุลสีลกิตติ์. (ไม่ระบุปี). สมุดคัดสำเนาจารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวง.- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. (2560). หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. ใน สำนักศิลปะและวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, งานเสวนาวิชาการ หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. เชียงใหม่: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่..รายละเอียดภาพประกอบ- ชาวลัวะบ้านบ่อหลวงชื่อ "หนานหล้า" กำลังอ่านจารึกหลาบเงินที่บ้านบ่อหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2481.ที่มาของภาพ- หม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต- Nimmanhaeminda, K. (1965). An inscribed silver-plate grant to the Lawa of Bo Luang. In Felicitation Volumes of Southeast Asian-Studies, Presented to H. H. Prince Dhaninivat on his 80th Birthday, vol. 2, 185-205.- “Courtesy of the Journal of the Siam Society.ขอขอบพระคุณ- พระครูอดุลสีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ- The Journal of the Siam Society- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์- คุณนับเก้า เกียรติฉวีพรรณ นักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร .#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา



ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9  ฉบับที่ 581 (27 มิ.ย. 2510) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2510 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                             ไทย


พิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา           วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เวลา 11.09 น. ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี   และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายปรเมศ โพธารากุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ร่วมในพิธีฯ พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง ประธานในพิธีเดินทางถึงมณฑลพิธี เริ่มพิธีบวงสรวง เวลา 11.09 น. ประธานฯ หลั่งน้ำเทพมนต์ เจิมขวานสําหรับใช้ตัดต้นจันทน์หอม จุดเทียนเงิน เทียนทอง ธูปที่โต๊ะบวงสรวง จุดธูปหางปักที่เครื่องบวงสรวง จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ อ่านโองการบวงสรวง เมื่อหัวหน้าฝ่ายโหรพราหมณ์ อ่านโองการบวงสรวง จบแล้ว ประธานฯ ไปยังบริเวณหน้าต้นจันทน์หอม ประพรมน้ำเทพมนต์ที่ต้นจันทน์หอม แล้วใช้ขวานฟันที่ต้นจันทน์หอม เป็นปฐมฤกษ์ และโปรยดอกไม้รอบบริเวณต้นจันทน์หอม โดยทำพิธีตัดต้นจันทน์หอม จำนวน 3 ต้น ในโอกาสนี้ได้ปลูกต้นจันทน์หอมทดแทนอีกด้วย         สำนักพระราชวัง ได้ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการสำรวจคัดเลือกต้นจันทน์หอมที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ จำนวน 20 ต้น เพื่อใช้ในการจัดสร้างพระโกศไม้จันทน์ พระหีบไม้จันทน์ และเครื่องประกอบไม้จันทน์ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยอุทยานแห่งชาติกุยบุรีจะดำเนินการตัดและแปรรูปไม้จันทน์หอม จำนวน 370 ท่อน 1,350 แผ่น ส่งมอบให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ในลำดับต่อไป ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ได้จัดเตรียมบุคลากรไว้พร้อมแล้ว เพื่อดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ ให้มีความวิจิตร งดงาม และสมพระเกียรติยศสูงสุด         ไม้จันทน์หอมถือเป็นไม้มงคลมีกลิ่นหอม เป็นไม้เนื้อแข็งลักษณะเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด สำหรับไม้จันทน์หอมที่ใช้ในงานพระราชพิธีฯ นี้ เป็นต้นไม้จันทน์ที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ มีลำต้นเปลาตรง พบบริเวณป่าดิบแล้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


***บรรณานุกรม***  คณะผู้แนสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ บันทึกการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของ  คณะผู้แทนสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ วันที่ 20 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2522 กรุงเทพฯ  เอราวัณการพิมพ์ 2522




ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วม พิธีไหว้ครูช่างกรมศิลปากร ประจำปี ๒๕๕๙ ณ สำนักช่างสิบหมู่ ถ.พุทธมณฑลสาย ๕ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑฐ จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙



จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองและวัฒนธรรมทวารวดี แสดงถึงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี ประกอบด้วยห้องจัดแสดง ๒ ห้อง ห้องจัดแสดง ๑ บรรพชนคนอู่ทอง (สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรมจากภายนอก) ห้องบรรพชนคนอู่ทอง จัดแสดงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณแห่งนี้ พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมเกษตรกรรมยุคหินใหม่ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ เมื่อประมาณ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต่อมาประมาณ ๒,๐๐๐ ปี พบหลักฐานโบราณที่แสดงว่า เมืองโบราณอู่ทองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญของชุมชนโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศสำคัญของโลกในเวลานั้น เช่น ลูกปัดชนิดต่างๆ ซึ่งทำด้วยหินมีค่าที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เหรียญกษาปณ์โรมัน ปูนปั้นรูปพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ฯลฯ ราวพุทธศตวรรษที่ ๘ – ๑๐ หรือเมื่อประมาณ ๑,๖๐๐ – ๑,๘๐๐ ปีที่ผ่านมา พบหลักฐานที่แสดงถึงการนับถือพุทธศาสนาในเมืองโบราณอู่ทอง โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบหินยานหรือเถรวาท ทำให้เมืองอู่ทองเกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางวัฒนธรรมเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกสุดบนผืนแผ่นดินไทย โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองคำ ลูกปัดทองคำสมัยทวารวดี ลูกปัดที่ทำจากหินแก้ว แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร อิทธิพลศิลปะอมราวดี ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับอิทธิพลอินเดียที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย แผ่นดินเผารูปเทวดา ตราประทับดินเผา จารึกดินเผา จารึกแผ่นทองแดง เหรียญกษาปณ์โรมัน เหรียญเงินมีจารึก และพระพุทธรูปสำริด ห้องจัดแสดง ๒ อู่ทองศรีทวารวดี (วัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทอง) ห้องอู่ทองศรีทวารวดี จัดแสดงเรื่องราวและความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทองในฐานะเมืองสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่นๆ เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี มีผังเมืองเป็นรูปวงรี ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ภายในตัวเมืองและบริเวณโดยรอบมีซากโบราณสถานกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่ง ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานคอกช้างดิน กลุ่มศาสนสถานและสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เมืองโบราณอู่ทองมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ – ๑,๔๐๐ ปีที่ผ่านมา เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิทยาการต่างๆ ในอดีต อันมีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” มีลักษณะที่สำคัญคือ การวางผังเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ การนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท การสร้างศาสนสถานด้วยอิฐขนาดใหญ่ และการมีรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะเป็นของตนเอง โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปดินเผา พระพิมพ์ดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้น ฯลฯ โดยเฉพาะธรรมจักรศิลาพร้อมแท่นและเสาตั้ง ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่พบสมบูรณ์เพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย อาคารจัดแสดงที่ ๒ จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับดินแดนสุวรรณภูมิ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทอง เส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธ โดยเบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ ๑ “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ” จัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิ แหล่งการค้าสำคัญของโลกยุคโบราณ ซึ่งสันนิษฐานว่าคือดินแดนที่ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง และการค้าระหว่างชุมชนโบราณต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยโบราณวัตถุและสื่อจัดแสดงประเภทต่างๆ ที่ทันสมัย ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ ๒ “สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ” จำลองเหตุการณ์การค้าทางทะเลจากคาบสมุทรอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา โดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ แสดงถึงการเดินเรือของพ่อค้าชาวต่างชาติ เส้นทางการค้าและเมืองท่าสำคัญในเวลานั้น ซึ่งเชื่อว่าส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเมืองโบราณอู่ทองโดยตรง ห้องจัดแสดงชั้นล่าง “อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” จัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณ ๑,๖๐๐ – ๑,๘๐๐ ปีที่ผ่านมา “เมืองโบราณอู่ทอง อรุณรุ่งแห่งอารยธรรมไทย” เป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมทวารวดีในเวลาต่อมา โดยมีหลักฐานว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทย จัดแสดงโดยใช้โบราณวัตถุสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แบบจำลองเจดีย์ ธรรมจักร และการขุดค้นทางโบราณคดีที่มีเมืองโบราณอู่ทอง ด้วยเทคนิคการจัดแสดงอันทันสมัยพร้อมภาพยนตร์อนิเมชั่น เรือนลาวโซ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ได้จำลองเรือนลาวโซ่งจัดแสดงไว้ภายใน เรือนลาวโซ่ถือเป็นรูปแบบบ้านอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง ชาติพันธุ์สำคัญชาติพันธุ์หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในอำเภออู่ทอง ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง เป็นกลุ่มคนเชื้อสายไท มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศลาวและเวียดนาม ในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น กองทัพไทยได้ยกไปตีนครเวียงจันทร์และเมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านช้าง (ประเทศลาว) ได้กวาดต้อนผู้คนครอบครัวชาวลาวต่างๆ มาจำนวนมาก รวมทั้งชาวลาวโซ่งมายังอาณาจักรสยาม (ประเทศไทย) ชาวลาวโซ่งที่เข้ามาครั้งนั้น ได้ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบุรี ต่อมาได้ย้ายถิ่นฐานที่อยู่ไปทำมาหากินในจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรีด้วย ในปัจจุบันชุมชนชาวไทยทรงดำในจังหวัดสุพรรณบุรี อาศัยอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอบางปลาม้า ชาวไทยทรงดำมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ซึ่งจะพูดกันในกลุ่มเชื้อสายเดียวกัน มีเอกลักษณ์ทางการแต่งกายที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน คือ เครื่องแต่งกายสีดำที่ย้อมครามจนเข้มเป็นสีนำเงินดำ ชาวไทยทรงดำมีความเชื่อ การนับถือผี สิ่งที่เหนือธรรมชาติ และวิญญาณบรรพบุรุษ มีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นแบบแผนมาจนถึงปัจจุบัน เช่น พิธีเสนเฮือน หรือการไหว้ผีเรือน พิธีขึ้นบ้านใหม่ พิธีแต่งงาน และพิธีศพ ที่มีความคล้ายคลึงกับพิธีของคนจีนในบางประการ




***บรรณานุกรม***  กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสต้นครั้งที่สอง พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางฉลวย ชูทรัพย์วันที่ 3 พฤศจิกายน 2531 ณ วัดมกุฏกษัตริยารามวันที่ 17 ธันวาคม พุทธศักราช 2512 พระนคร  โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว 2531


***บรรณานุกรม*** หนังสือหายาก กรมสาธารณสุข.  เอกสารสาธารณสุข เรื่อง อาหารของเรา พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่เพี้ยน วิจิตรานนท์  ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม  วันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒.  พระนคร : โรงพิมพ์ไทยพิทยา, ๒๔๘๒.


black ribbon.