ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,448 รายการ

การเข้าร่วมงาน 1st Heritage Science Forum ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของไทยสู่ระดับนานาชาติ ในกรณีวัดเชิงท่า จ.พระนครศรีอยุธยา​โดยเป็นการร่วมศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจ "กลไกการเสื่อมสภาพ" ของจิตรกรรมฝาผนังและโบราณสถาน ผ่านการประยุกต์ใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) ในการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น อากาศ ความชื้น อุณหภูมิ และการสะสมเกลือ งานวิจัยนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างแบบจำลองทางวิศวกรรม แต่เป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และศาสตร์การอนุรักษ์เข้าด้วยกันอย่างแท้จริง ​ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของโครงการวิจัยหนึ่งโครงการเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาและผลักดันงานด้าน Heritage Science ของประเทศไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติสืบไป


#สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นอีสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สำหรับวันนี้ขอนำเสนอเรื่อง "#กินดอง" วิถีแต่งงานอีสานสไตล์ : นิยามความรักที่ผูกพันด้วยสายสิญจน์และเครือญาติ เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้ . เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คู่รักนักแสดงชื่อดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ได้ควงคู่เข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีอีสาน ณ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเกิดของฝ่ายชาย ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น โดยมีครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ ตลอดจนเพื่อนสนิท ทั้งในและนอกวงการบันเทิงมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง รวมถึงแฟนคลับทั่วประเทศที่ร่วมส่งใจมาอวยพรให้แก่ทั้งคู่ ซึ่งงานครั้งนี้นับเป็นการช่วยสืบสานและเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ทางวัฒนธรรมอีสาน ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสถึงความน่ารักและงดงามของประเพณีท้องถิ่นอีกด้วย . สำหรับพิธีแต่งงานตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสานนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "#งานกินดอง" หรือ "#พิธีกินดอง" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งถึงการที่สองครอบครัวตกลงยินยอมที่จะผูกสัมพันธ์และเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน . ก่อนจะเข้าสู่งานกินดองหรือพิธีกินดอง ตามประเพณีดั้งเดิมจะเริ่มต้นด้วย "#พิธีโอม" หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า "การโอมเอากัน" ซึ่งก็คือพิธีสู่ขอและหมั้นหมาย โดยฝ่ายชายจะส่งผู้ใหญ่ไปเจรจาทาบทามตกลงเรื่องค่าดอง (สินสอด) และหาฤกษ์งามยามดีร่วมกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงจะนัดหมายวันจัดงานพิธีกินดองอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์อันงดงาม ดังนี้ . #พิธีแห่ขันหมาก: ฝ่ายเจ้าบ่าวจะตั้งขบวนแห่ขันหมากเดินทางมายังบ้านเจ้าสาว พร้อมด้วยเสียงโห่ร้องฟ้อนรำอย่างสนุกสนานตามสไตล์ชาวอีสาน โดยเจ้าบ่าวจะต้องผ่านด่าน "ประตูเงิน ประตูทอง" เพื่อพิสูจน์รักแท้ก่อนเข้าสู่พิธีถัดไป . #พิธีสู่ขวัญ (บายศรีสู่ขวัญ): ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของงานกินดอง โดยจะมี "หมอสูตร" (หมอขวัญ) เป็นผู้ประกอบพิธีอัญเชิญขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัวของคู่บ่าวสาวเพื่อความเป็นสิริมงคล ผ่าน "พานบายศรี" ที่ประดิดประดอยอย่างวิจิตรบรรจง . #พิธีผูกแขน (ผูกข้อมือ): หลังเสร็จสิ้นการสู่ขวัญ พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ และแขกผู้มีเกียรติจะนำด้ายผูกแขนสีขาวมาผูกข้อมือให้แก่คู่บ่าวสาวเพื่อเป็นการเรียกขวัญ พร้อมทั้งให้ศีลให้พร อวยพรให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างยั่งยืน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการต้อนรับสะใภ้และเขยเข้าสู่ครอบครัวอย่างอบอุ่น . #การกินดอง (เลี้ยงฉลอง): ปิดท้ายด้วยการร่วมรับประทานอาหารของแขกผู้มาร่วมงาน โดยมักจะจัดเลี้ยงด้วยอาหารพื้นบ้านอีสานรสเลิศ เช่น ลาบ ก้อย เคล้าไปกับเสียงดนตรีพื้นบ้านหรือหมอลำเพื่อเพิ่มความครึกครื้น บรรยากาศของงานมักเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เนื่องจากคนในชุมชนจะมารวมตัวกันช่วยงาน ทั้งเรื่องการทำอาหารและจัดเตรียมสถานที่ ทำให้คู่บ่าวสาวได้ทำความรู้จักกับญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการขยายครอบครัวให้ใหญ่โตและอบอุ่นยิ่งขึ้นตามวิถีชาวอีสานอย่างแท้จริง . "พิธีกินดอง" จึงเป็นภาพสะท้อนอันเด่นชัดของอัตลักษณ์พื้นบ้านอีสาน ที่ผสมผสานความเรียบง่ายเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างลงตัว การร่วมสืบสานและถ่ายทอดประเพณีอันเปี่ยมเสน่ห์นี้สู่สายตาคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่ทำให้วัฒนธรรมท้องถิ่นยังคงมีชีวิตชีวา แต่ยังช่วยส่งต่อคุณค่าแห่งความรักและการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่งดงาม ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป . บรรณานุกรม • ธวัช ปุณโณทก. “กินดอง (แต่งงาน), พิธี.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 1. (2542): 241-247. #NLTKORAT #พิธีแต่งงานอีสาน #SoftPowerไทย #วัฒนธรรมอีสาน #บายศรีสู่ขวัญ #ผูกแขน #ท้องถิ่น #อีสาน #ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ #อีสานศึกษา #ณเดชน์ญาญ่า #NYเขยนอร์เวย์สะใภ้ขอนแก่น





ยามเย็น : Yam Yen (Love at Sundown) เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 2           พระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2489 ขณะยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องภาษาไทยและท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาอังกฤษและพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำร้องสมบูรณ์ให้นายเอื้อ สุนทรสนานนำออกมาบรรเลงในงานของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่ออกบรรเลงสู่ประชาชนเป็นเพลงที่ร่าเริงแจ่มใสเหมาะสำหรับการเต้นรำในสมัยนั้น จึงเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยทันที   Royal Composition Number 2           The song was composed in 1946, while His Majesty was entitled the Royal Younger Brother. He gave it to His Royal Highness Prince Chakrabhand Pensiri to write the lyrics in Thai, and Thanpuying Nopakhun Thongyai Na Ayudhya the English version. He then gave the song complete with lyrics to Mr. Ua Suthornsanan to be performed in the fundraising event of the Anti – Tuberculosis Association at Ambara Dance Hall on Saturday, 4 May 1946, as the first royal composition to be presented in a public performance. It is cheerful and fit for a ballroom dance at that time. Thus it became an instant hit with the Thai public.


เมื่อวันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เวลา ๐๙.๓๐ น ณ ห้องรับรอง กรมศิลปากร นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ให้สัมภาษณ์พิเศษนิตยสารโพสต์ทูเดย์@Weekly เนื่องในโอกาส ๑๐๕ ปี แห่งการสถาปนา กรมศิลปากร ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและภารกิจของ กรมศิลปากร ผลการดำเนินงานสำคัญของกรมศิลปากร นโยบายขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมของกรมศิลปากรใน ปี ๒๕๕๙ และทิศทางในอนาคตของกรมศิลปากร เพื่อลงพิมพ์ฉบับวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๙


         เมื่อวันพุธ ที่ ๔ กรกฎาคม  ๒๕๕๕ คณะอาจารย์และนักศึกษา จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี เข้าศึกษาเรียนรู้ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ประกอบด้วย นักศึกษาระดับชั้น ปวช.๒ สาขาการประชาสัมพันธ์ และนักศึกษาระดับชั้น ปวส.๒ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมจำนวน ๖๑ คน และอาจารย์ ๓ คน ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ และด้านโบราณคดี และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน ให้มีความรู้มากยิ่งขึ้น 


วัสดุ สำริด แบบศิลปะ ศิลปะเขมรในประเทศไทย อายุสมัย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 สถานที่พบ พบในเขตอำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด กระดิ่งหล่อจากสำริด ตัวกระดิ่งและด้ามแยกออกจากกันได้ ตัวด้ามทำเป็นปล้องคล้ายลูกมะหวด ยอดทำเป็นแฉก 5 แฉก ด้านในร้อยแท่งเหล็กกลม เวลาสั่นจะเกิดเสียง กระดิ่ง (ฆัณฏา) เป็นเครื่องมงคลที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ทั้งในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ เช่น ใช้ร่วมกับวัชระในพิธีทำวัตรในศาสนาพุทธมหายาน นิกายวัชรยาน


ภาพเก่า-เล่าอดีต : อิตาลีเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ร.ศ.๑๒๖ บทความจากนิตยสารศิลปากร ปี่ที่ ๕๔ ฉบับที่ ๕ เดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๕๔ คอลัมน์ภาพเก่า-เล่าอดีต : อิตาลีเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส ร.ศ.๑๒๖ เขียนโดยนางสาวนัยนา แย้มสาขา เหตุการณ์ครั้งนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ภาพเก่าจะเล่าประวัติศาสตร์ให้ท่านได้รับทราบ อยากรู้ต้องอ่่านต่อ...


 โครงการแบ่งปันความรู้สู่ชุมชน  ประจำปีงบประมาณ 2556  ครั้งที่ 2  ณ โรงเรียนบ้านคำสว่าง  อ.เมือง  จ.นครพนม  ร่วมกับโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ด้วยจังหวัดนครพนม ได้จัดทำโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ฯ เพื่อนำบริการของรัฐทุกประเภทเข้าไปให้บริการและแก้ไขปัญหาความเดือนดร้อน แก่ประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน โดยบูรณาการการปฏิบัติของทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตลอดจนองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น องค์กรเอกชนและภาคประชาชน ในโอกาสนี้่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรม ราชินีนาถ นครพนม ได้จัดทำโครงการแบ่งปันความรู้สู่ชุมชนเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ  กิจกรรมที่จัดได้แก่จัดแสดงนิทรรศการส่งเสริมการอ่านเรื่อง  โลกของเด็ก..กับนิทานเบาปัญญาน่ารู้ชุด...ทำไมน๊า... พร้อมแจกเอกสารนิทานประกอบนิทรรศการ และเอกสารเผยแพร่ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ การเลี้ยงกบ เลี้ยงจิ้งหรีด การทำความสะอาดคราบสกปรกต่างๆ และการทำน้ำผลไม้ เป็นต้น



ภาพโครงการนำศิลปวัฒนธรรมสู่สถานศึกษาณ   โรงเรียนชุมชน ๘ ราษฎร์อุทิศพิทยา ต.เนินเพิ่ม   อ.นครไทย จ.พิษณุโลก  วันที่  ๒๘  กรกฎาคม  ๒๕๕๘    



        โคมป่อง และโคมปราสาท สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์สำหรับจุดดวงประทีปถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์พระธาตุเจดีย์ รอบฐานมีจารึกบนปล่องประทีป (ลพ. ๔๒) ความว่า         “ศักราชได้ 870 ตัว รัตนะปัญญาเป็นเค้า มหาสามีสีระวิสุทธเจ้าอยู่วัดต้นแก้ว ชวนชักนักบุญชาวญางหวานทั้งหลาย หนวันตก วันออก ใต้เหนือ ได้ทองหื้อช่างหล่อเป็นผราสาทหลังนี้ 58,000 น้ำ มาไว้ให้เป็นปล่องทีป บูชาพระมหาธาตุเจ้า ตราบต่อเท่า 5,000 วัสสาดีหลีแล” แปลเป็นภาษาไทยกลางดังนี้        “จ.ศ.870 (พ.ศ.2051) พระรัตนปัญญา เป็นประธาน พร้อมด้วย พระมหาสวามีศีลวิสุทธิ์ วัดต้นแก้ว ชักชวนผู้มีศรัทธา ชาวยางหวานทั้งหลายที่อยู่ทิศตะวันตก ออก ใต้ และเหนือ ให้เก็บรวบรวมทองสัมฤทธิ์เพื่อหล่อรูปปราสาทน้ำหนัก 58,000 (ประมาณ 60 กิโลกรัม) สำหรับใช้เป็นประทีปบูชาพระมหาธาตุเจ้า (พระธาตุหริภุญไชย) ตราบจนถึง 5,000 วัสสะเทอญ”


black ribbon.