ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,708 รายการ

          “ดินเหนียว” สำหรับใช้ในการปั้นงานประติมากรรม  โดยเฉพาะการปั้นรูปเหมือนบุคคล และอนุสาวรีย์ของกลุ่มงานประติมากรรม  สำนักช่างสิบหมู่  กรมศิลปากร  มีคุณสมบัติเป็นดินเนื้อละเอียด มีความหนาแน่นของเนื้อดินสูง  มีความเหนียว  ได้มาจากแหล่งธรรมชาติซึ่งอยู่ในชั้นดินที่ลึกจากหน้าดินลงไป  ชั้นดินที่ลึกนั้นมีคุณสมบัติเหนียว และปราศจากกรวดทรายปะปน  ถ้ามีก็ถือว่าน้อยมาก  ทางกลุ่มประติมากรรมจึงได้นำมาใช้กับงานประติมากรรม  โดยดินเหนียวที่ทางกลุ่มงานนำมาใช้นั้นจะมีลักษณะเป็นดินที่มีความแห้ง  รูปทรงเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม  มีขนาดหนา 1 นิ้ว  ยาว 10 นิ้ว  กว้าง 5 นิ้ว  เป็นวัตถุดิบที่ยังไม่สามารถนำมาใช้ในการปั้นได้  ดังนั้น ก่อนการนำไปปฏิบัติงานต้องมีขั้นตอนการเตรียมดิน โดยขออธิบายด้วยวิธีเบื้องต้น  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถนำไปปฏิบัติตามได้  ดังนี้ ที่มา: https://datasipmu.finearts.go.th/academic/57


          หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช ชวนเชิญน้องๆ นักเรียนระดับประถามศึกษาตอนปลาย ร่วมกิจกรรมสอนศิลปะสำหรับเด็ก ครั้งที่ 3 ฝึกทักษะการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ ในหัวข้อเรื่อง "ศิลปะพับกระดาษ วาดภาพ 3 มิติ" ในวันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ ห้องศิลปะและวรรณคดี หอสมุดแห่งนครศรีธรรมราช          สามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ "ฟรี" ไม่เสียค่าใช้จ่าย (รับจำนวนจำกัด) สอบถามเพิ่มเติมได้ทาง Facebook หอสมุดแห่งชาติ นครศรีธรรมราช หรือ โทร. 0 7532 4137 




         พระพุทธรูปไสยาสน์          ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔          กรมศิลปากรซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๙          ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน) หมู่พระวิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          พระพุทธรูปไสยาสน์แกะสลักด้วยงา ลงสีตามเส้นขอบจีวร ส่วนฐานเป็นไม้แกะสลักลงรักปิดทองลงสีในผังยกเก็จ ประกอบด้วยฐานหน้ากระดานล่างจำหลักลายประจำยามลูกฟัก ฐานสิงห์ และฐานบัวหงายตามลำดับ พระพุทธรูปมีพุทธลักษณะสำคัญได้แก่ พระรัศมีเป็นเปลว อุษณีษะนูน ขมวดพระเกศาจำหลักเป็นลายตารางสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโก่ง พระเนตรปิด ปลายพระเนตรตวัดโค้งลง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์เล็ก พระวรกายครองจีวรห่มเฉียง สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ประทับไสยาสน์เบื้องขวา (สีหไสยาสน์) พระหัตถ์ขวารองรับพระเศียรบนพระเขนยกลม (หมอน) ซ้อนกันสองชั้น พระหัตถ์ซ้ายวางแนบพระวรกายเบื้องซ้าย          พระพุทธรูปไสยาสน์ในสังคมไทยนิยมสร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงหนึ่งในอิริยาบถของพระพุทธเจ้า (ประกอบด้วย อิริยาบถ นั่ง นอน เดิน (ลีลา) และยืน) อีกทั้งสัมพันธ์กับพุทธประวัติ อาทิ ตอนโปรดอสุรินทราหู ตอนปรินิพพาน ขณะเดียวกันพุทธประวัติที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในอิริยาบถไสยาสน์นั้นพบว่ามีอีกหลายเหตุการณ์ เช่น ตอนทรงสุบินในคืนก่อนวันตรัสรู้ ตอนทรงพยากรณ์ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ตอนโปรดสุภัททปริพาชกสาวกองค์สุดท้าย เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักปรากฏในงานจิตรกรรมไทยมากกว่าการสร้างเป็นประติมากรรม          พระพุทธไสยาสน์องค์นี้เป็นตัวอย่างของงาที่มีรอยแตกเรียกว่า “แตกลายงา” ซึ่งงาช้าง เป็นวัสดุที่หายาก เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันภัยหรือสิ่งชั่วร้ายได้ จึงนิยมนำมาแกะเป็นพระพุทธรูปเพื่อเป็น พุทธบูชา ในสังคมล้านนา เชื่อว่างาช้างที่กะเทาะหรือหักจากการชนช้างตัวอื่น เรียกว่า “งาสะเด็น” นั้นมีอานุภาพขับไล่วิญญาณร้ายหรือโรคร้ายได้     อ้างอิง กรมศิลปากร. ประณีตศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๓๖. กรมศิลปากร. มงคลพุทธคุณ เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๖. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๖๕. สนั่น ธรรมธิ. โชค ลาง ของขลัง อารักษ์. เชียงใหม่ : สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๕๐.


            หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ขอเชิญร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านสื่อดิจิทัล ของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2567โดยค้นหาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Ebook) ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.finearts.go.th/chiangmai.../categorie/dept-ebook           ทั้งนี้ หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีหนังสือดีที่น่าสนใจให้เลือกอ่านได้ตามความต้องการ 2 ประเภท คือ หนังสือหายากและหนังสือท้องถิ่น จำนวน 290 เล่ม ผู้เข้าร่วมกิจกรรมอ่าน Ebook แล้ว สามารถสแกน QR code หรือ คลิกลิงก์ด้านล่างเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ https://forms.gle/UjVhAZsC6LdkyJw19


           สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ ขอเชิญฟังการเสวนาทางวิชาการ "สุดยอดการค้นพบใหม่" ในทศวรรษที่ผ่านมาของกรมศิลปากร หัวข้อ "เหล็ก - ทองเหลือง สุดยอดการค้นพบใหม่ด้านโลหะวิทยาในแหล่งโบราณคดีภาคเหนือของประเทศไทย" วิทยากรโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ และนายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2567 เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร            ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังการเสวนาได้โดยแสกน qr-code หรือ https://www.finearts.go.th/main/view/48102 และยังสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร 



วันสงกรานต์ ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกปี คำว่า "สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า การเคลื่อนที่ หรือการ เคลื่อนย้าย หมายถึงการเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งสู่อีกราศีหนึ่ง คือวันขึ้นปีใหม่นั่นเองตามความหมายในภาษาสันสกฤตสงกรานต์จึงเกิดขึ้นทุกเดือน ส่วนระยะเวลาที่คนไทยเรียก "สงกรานต์” นั้น เป็นช่วงที่พระอาทิตย์เคลื่อนย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ นับว่าเป็นมหาสงกรานต์ เพราะเป็นวันและเวลาตั้งต้นปีใหม่ตามสรุยคติ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือ วันที่ 13-14-15 เมษายน โดยเรียกวันที่ 13 เมษายน ว่าวันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายน เป็นวันเนา วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปี ก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ เมื่อวันสงกรานต์ตรงกับวันใดในแต่ละปี ก็จะมีนางสงกรานต์ประจำวันนั้นๆ ตรงกับวันอาทิตย์ จะชื่อ “ทุงษเทวี” ตรงกับจันทร์ ชื่อ “โคราดเทวี” ตรงกับวันอังคาร ชื่อ”รากษสเทวี” ” ตรงกับวันพุธ ชื่อ”มัณฑาเทวี” ตรงกับวันพฤหัสบดีชื่อ “กิริณีเทวี” ตรงกับวันศุกร์ ชื่อ “กิมิทาเทวี” ตรงกับวันเสาร์ ชื่อ”มโหทรเทวี” ธรรมบาลกุมาร เป็นเทพบุตรที่พระอินทร์ประทานให้ลงไปเกิดในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อโตขึ้นก็ได้เรียนรู้ภาษานก และเรียนไตรเภทจบเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบ จึงได้เป็นอาจารย์บอกมงคลต่างๆ แก่คนทั้งหลาย จนวันหนึ่ง ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ โดยถ้าธรรมบาลกุมารตอบได้ก็จะตัดเศียรบูชา แต่ถ้าตอบไม่ได้จะตัดศีรษะธรรมบาลกุมารเสียเอง โดยธรรมบาลกุมารได้ขอตอบคำถามใน 7 วัน เมื่อถึงเวลา ท้าวกบิลพรหม ก็มาตามสัญญาที่ให้ไว้ ธรรมบาลกุมารจึงนำคำตอบที่ได้ยินจากนกไปตอบกับท้าวกบิลพรหม ทำให้ท้าวกบิลพรหมแพ้ในการตอบคำถามครั้งนี้ และก่อนจะตัดเศียร ท้าวกบิลพรหม ได้เรียก ธิดาทั้ง 7 องค์ ซึ่งเป็นนางฟ้า ให้เอาพานมารองรับ เนื่องจากเศียรของท้าวกบิลพรหมเป็นที่รวมแห่งความไม่ดีทั้งปวง ถ้าวางไว้บนแผ่นดินไฟจะไหม้โลก ถ้าโยนขึ้นไปบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าทิ้งลงในมหาสมุทรน้ำจะแห้ง ธิดาทั้ง 7 จึงมีหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันดูแลเศียรของท้าวกบิลพรหม และในทุกๆ ปี ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียรท้าวกบิลพรหม แห่ไปรอบเขาพระสุเมรุ เป็นเวลา 60 นาที แล้วประดิษฐานไว้ในถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ จึงเป็นที่มาของ นางสงกรานต์ โดยแต่ละนางจะทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันตามวันมหาสงกรานต์นั่นเอง คติความเชื่อของไทยถือว่าในวันสงกรานต์ถ้าหากได้มีการปล่อยนกปล่อยปลาแล้ว จะเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ และเป็นการสะเดาะเคราะห์ร้าย ให้คงไว้แต่ความสุขความเจริญในวันขึ้นปีใหม่ การปล่อยนกปล่อยปลาที่ทำเป็นพิธีและติดต่อกันทุกๆปี จะเห็นได้ที่ปากลัดที่มีขบวนแห่ที่สวยงาม และเอกเกริกในตอนเย็น ตอนกลางคืนจะมีการละเล่นต่างๆ เช่น การเล่นสะบ้า คนหนุ่มสาวจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกัน วันที่เกี่ยวข้องกับวันสงกรานต์คือวันตรุษไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งถือว่าเป็นวันสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ของไทยในสมัยโบราณคู่กับวันสงกรานต์ ที่เรียกว่า “ตรุษสงกรานต์” ตรุษ แปลว่า ยินดี หมายถึงยินดีที่มีชีวิตยั่งยืนจนถึงวันนี้ จึงจัดพิธีแสดงความยินดี โดยการทำบุญ ไม่ให้ประมาทในชีวิต ปกติจะจัด 3 วัน วันแรก คือแรม 14 ค่ำ เป็นวันจ่าย วันกลาง คือแรม 15 ค่ำ เป็นวันทำบุญ มีการละเล่นจนถึงวันที่ 3 คือขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปัจจุบันนิยมรวบยอดมาทำบุญและเล่นสนุกสนานในวันสงกรานต์ช่วงเดียว ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ประกาศสงกรานต์ ปีพุทธศักราช 2567 ปีมะโรง (เทวดาผู้ชาย ธาตุทอง) ฉอศก จุลศักราช 1386 ทางจันทรคติ เป็น ปกติ มาสวาร ทางสุริยคติ เป็น อธิกสุรทิน วันที่ 13 เมษายน เป็น วันมหาสงกรานต์ ทางจันทรคติตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 เวลา 22 นาฬิกา 24 นาที นางสงกรานต์ ทรงนามว่า “มโหธรเทวี” ทรงพาหุรัดทัดดอกสามหาว (ผักตบชวา) อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรมาเหนือหลัง มยุรา (นกยูง) เป็นพาหนะ วันที่ 16 เมษายน เวลา 02 นาฬิกา 15 นาที 00 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1386 ปีนี้ วันอังคาร เป็น ธงชัย, วันพฤหัสบดี เป็น อธิบดี, วันจันทร์ เป็น อุบาทว์, วันเสาร์ เป็น โลกาวินาศ ปีนี้ วันอังคาร เกณฑ์พิรุณศาสตร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 300 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 30 ห่า ตกในมหาสมุทร 60 ห่า ตกในป่า หิมพานต์ 90 ห่า ตกในเขาจักรวาล 120 ห่า นาคให้น้ำ 7 ตัว เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 5 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ จะได้ผลกึ่ง เสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีวาโย (ลม) น้ำน้อย


ชื่อเรื่อง                     ตำนานเรื่องสามก๊กผู้แต่ง                       พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณคดีเลขหมู่                      895.1309 ส645ตนสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์บรรหารปีที่พิมพ์                    2507ลักษณะวัสดุ               128 หน้า หัวเรื่อง                     สามก๊กภาษา                       ไทย บทคัดย่อ/บันทึก หนังสือเรื่องสามก๊ก เริ่มตีพิมพ์และว่าด้วยการแปลหนังสือสามก๊กเป็นภาษาต่าง ๆ



ชื่อเรื่อง                         สร้อยสายคำและปาราชิก (ส้อยสายคำ)      สพ.บ.                           451/1หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง                          วรรณกรรมพุทธศาสนา                                    ธรรมะกับชีวิตประจำวัน                                      จริยธรรมประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    78 หน้า : กว้าง 6 ซม. ยาว 42 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


         พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีโสกันต์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร          ลักษณะ : พัดรองที่ระลึกพระราชพิธีโสกันต์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร พื้นพัดทำจากผ้ากำมะหยี่สีม่วงเข้ม ตรงกลางปักดิ้นเงินทองและไหมสีเป็นรูปจุลมงกุฎ (พระเกี้ยว) ฉากหลังปักลายขนนกการเวก วางบนหมอน เบื้องล่างเป็นแพรแถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรีบรมราชวงศ์ มีอักษรย่อ “ร.จ.บ.ต.ว.ห.จ.” หมายถึง “เราจะบำรุงตระกูลวงศ์ให้เจริญ” อันเป็นเครื่องหมายของผู้สืบตระกูลวงศ์ ด้านหลังบุผ้าไหมสีแดง ปักตัวอักษรด้วยไหมสีเหลืองข้อความว่า “การพระราชพิธีโสกันต์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร รัตนโกสินทร์ศก 109” นมพัด ด้านหน้าปักดิ้นทองกรอบรูปพุ่มข้าวบิณฑ์หรือกลีบบัว ภายในเป็นรูปช่อดอกไม้ นมพัดด้านหลังปักไหมเป็นลายพันธุ์พฤกษา ด้ามทำจากไม้กลึง ปลายเป็นงาช้าง          ความสำคัญ : สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเจริญพระชนมพรรษาครบ 13 พรรษา จึงจัดให้มีพระราชพิธีโสกันต์อย่างใหญ่ มีเขาไกรลาส ตามพระราชประเพณี เป็นเวลาทั้งสิ้น 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 - 25 มกราคม พุทธศักราช 2433          พระราชพิธีโสกันต์ เป็นพิธีการโกนจุกให้กับพระราชโอรส และพระราชธิดา ที่ประสูติแต่พระมเหสีและดำรงพระยศชั้นเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า พิธีการจะเริ่มต้นตั้งโหรหลวงดูฤกษ์ยามกำหนดวันเวลาประกอบพระราชพิธีถวาย เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบจึงมีหมายกำหนดการพระราชพิธี ซึ่งพิธีการจะประกอบด้วยพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์กระทำโดยพร้อมกัน ระยะเวลาในการประกอบพิธีเบ็ดเสร็จ 5 วัน โดย 3 วันแรก เป็นการสดับพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ส่วนเช้าวันที่ 4 เมื่อได้ฤกษ์ยามตามกำหนด พระราชโอรส หรือพระราชธิดาประทับบนพระแท่น หันพระพักตร์ตามทิศอันเป็นมงคลตามที่โหรกำหนดตามกำลังวัน ถอดพระเกี้ยวแบ่งเกศาพระเมาฬีออกเป็น 3 ปอย ด้วยพายเงิน ทอง และนาค จากนั้นนำลวดเงิน ทอง นาค และสายสิญจน์ผูกปลายพระเกศาแต่ละปอยไว้กับแหวนนพเก้าและใบมะตูม การตัดปอยพระเกศาทั้ง 3 ปอยเรียงลำดับการตัดดังนี้ ประธานในพิธี พระบรมวงศ์ชั้นใหญ่ในราชตระกูล และพระบิดา สำหรับเช้าวันที่ 5 อันเป็นวันสุดท้ายของพระราชพิธีโสกันต์ เจ้าพนักงานอัญเชิญพระเกศาไปลอยในแม่น้ำ เป็นอันจบพิธี          การออกแบบพัดรองที่ระลึกพระราชพิธีโสกันต์ใช้พระลัญจกรจุลมงกุฎขนนกซึ่งพระราชทานเป็นตราตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ภายหลังจาการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร และโปรดเกล้าฯการสถาปนาเฉลิมพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร จึงมีการเปลี่ยนจากตราประจำพระองค์ที่เป็นตราพระลัญจกรจุลมงกุฎขนนกแทน          ขนาด : ยาว 102 กว้าง 37          ชนิด : ผ้า ไม้ งาช้าง          อายุ/สมัย : รัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2433   แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=64873   ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th


โรงเรียนวัดเตาปูน จ.ชลบุรี (เวลา 09.00 น.) จำนวน 11 คน วันเสาร์ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ เวลา ๐๙.๐๐ น. ผู้บริหารและคณะครู จากโรงเรียนวัดเตาปูน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี จำนวน ๑๑ คน เข้าศึกษาดูงาน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์ โดยมีว่าที่ร้อยตรีรุ่งเรือง ชื่นชม ตำแหน่ง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นวิทยากรนำชมในครั้งนี้


ชื่อเรื่อง :  หนังสือค่าวสมัยร่ำ บ้านเมือง เมืองพร้าว เมืองฝาง เชียงแสน เชียงรายผู้แต่ง : นายหนานเพ็งปีที่พิมพ์ : ๒๔๗๖สถานที่พิมพ์ : เชียงใหม่ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์อุปะติพงษ์จำนวนหน้า : ๒๔ หน้าเนื้อหา : หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า คร่าวสมัย ร่ำบ้านเมือง เมืองพร้าว เมืองฝาง เชียงแสน เชียงราย พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์อักษร ที่โรงพิมพ์โรงพิมพ์อุปติพงษ์ ถนนช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2476 นายหนานเพง ผู้เขียน อักษรล้านนา ภาษาล้านนา นายหนานเพ็งแต่งคร่าวเล่มนี้ขึ้นด้วยประโยคว่า “ปถม มุลลจาไข ค่อยฟังเทิอะน้อง แม่มอนตาไหล ข้าจักเล่ายฺาย ตามลายเรื่องถ้าน เชียงใหม่รัฐฐา พูรีเอกอ้าง รุ่งเรืองงามชื่นช้อย กินทานทำบุญ ทุกวันบ่น้อย บ่สูญเปล่าจ้อยตามธัมม์” ในต้นเรื่องบทที่ 1 บรรยายถึงการทำมาหากินของผู้คนในเมืองเชียงใหม่ ทรัพย์สินที่มีค่าคือทองคำ มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายโดยใช้เงิน ผู้มีสติปัญญาดีสามารถทำมาหากินได้มากย่อมมีชีวิตที่สะดวกสบาย พร้อมกันนั้นเขาได้บรรยายว่า มนุษย์จะต้องมีศีลธรรม บางคนมีทรัพย์แต่ลุ่มหลงสุรานารีหรือโลภมากจะทำให้ชีวิตอับจนได้ บทที่ 2 ร่ำวิชาต่างๆ กล่าวถึงความโชคดีที่ได้เกิดมาพบและนับถือพระพุทธศาสนา ได้อยู่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีวิทยุ มีไฟฟ้าไปมาหาสู่ติดต่อกันง่ายกว่าอดีตมาก มีฝรั่ง ชาวต่างประเทศเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ความเจริญเข้ามารวดเร็ว ผู้คนต่างทำมาหากิน ให้ซื่อสัตย์และระวังความโลภเพราะเงินทองกลายเป็นของจำเป็นในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ให้พอดีพอประมาณ หากเป็นคนดีใครก็อยู่ใกล้ แต่ถ้าเป็นคนชั่วร้ายก็ไม่มีใครอยากคบหา บทที่ 3 ร่ำคนหนีไปอยู่ต่างเมือง กล่าวถึงผู้คนย้ายถิ่น คนเชียงใหม่ย้ายถิ่นฐานเพื่อไปทำมาหากินต่างเมือง ร่ำกล่าวว่าคนจีนนั้นค้าขายเก่งกว่าชาวบ้านทั่วไปในเชียงใหม่และร่ำรวยจากการค้าขาย ป่าไม้นั้นเป็นทรัพย์สินของราชการ แต่เมื่อย้ายถิ่นไปเมืองอื่น เช่น พร้าว ฝาง เชียงราย แม้สิบวันก็ยังไม่ได้เงิน ความจำเป็นต้องเลี้ยงดูครอบครัวทำให้ต้องอดทนและขยันหมั่นเพียร ฝรั่งชาวอังกฤษ ชาวพม่า ชาวเงี้ยว แขกใต้ ก็ยังเข้ามาทำมาหากินในมืองเชียงใหม่ ไม่ควรย้ายถิ่นไปไหน หากมีความรู้มีความสามารถขยันก็ไม่ต้องกลัวอดตาย เขียนที่บ้านประตูสวนดอก เชียงใหม่ ตำบลพระสิงห์ หมู่ที่ 1 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ริมถนน ไปดอยสุเทพ จากประตูสวนดอกไปตีนดอย มีสามหลักกิโลเท่านั้นเลขทะเบียนหนังสือหายาก : ๖๑๗เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : E-book_๒๕๖๗_๐๐๑๖หมายเหตุ : โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗


black ribbon.