ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,618 รายการ

         เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” อัญเชิญพระพุทธรูปที่กอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยล้วนเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในโอกาสที่ราชบัณฑิตยสภาได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายส่วนจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานเดิม ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่          พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วย          ๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑           ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗           ๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘           ๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘           ๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙           ๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙           ๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐           ๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒           ๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔           ๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕          ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม  ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ   +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ "มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙"๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด สูงพร้อมฐาน  ๑๓๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๖๓  เซนติเมตร   องค์พระสูง  ๗๘.๕  เซนติเมตร   ประวัติ        สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๐ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร   พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลาแสดงปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริยังพระนครหลวงโบราณหลายแห่ง นับแต่สุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์      ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ  ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ (๙๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๒๘.๒  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๙.๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙            พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์นี้ มีรูปแบบอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบปาละ อาทิ การประทับขัดสมาธิเพชร ชายจีวรที่แผ่ออกมาด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางพระเพลา แผ่นประภามณฑลทึบ ขอบประดับแถบลายกระหนกเปลว ส่วนยอดด้านบนลักษณะมน ขณะเดียวกันยังแสดงอิทธิพลของศิลปะชวา อาทิ พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ตลอดจนรูปแบบของงานช่างท้องถิ่น คือส่วนชายจีวรสั้นเป็นแผ่น ส่วนปลายตัดตรง รูปแบบของพระพุทธรูปองค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่พบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย   ๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์   ศิลปะ ลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (๘๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                 สูง  ๓๕.๕  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙   การแสดงปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี สันนิษฐานว่าคลี่คลายมาจากปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ หรือ วิตรรกมุทราในพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ปางนี้มีที่มาจากภาษาสันสกฤตเรียกว่า อภยมุทรา (อภย แปลว่า ไม่มีภัย และมุทรา แปลว่า การแสดงท่าทางด้วยมือ) หมายถึง “การไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ “การไม่หวั่นเกรงภัยใด ๆ”       ๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะ   ลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ (๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด              สูงพร้อมฐาน  ๒๘  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๒๐  เซนติเมตร ประวัติ            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองเชียงราย            พระพุทธรูปปางสมาธิสัมฤทธิ์ พุทธลักษณะที่ปรากฏเป็นพระพุทธรูปศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศรีลังกาย้ายเมืองหลวงจากเมืองอนุราธปุระทางตอนเหนือลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศิลป์ในเวลานี้แสดงลักษณะที่สืบทอดต่อมาจากสมัยอนุราธปุระผสานกับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียใต้ นิยมสร้างพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์กลมมน มีอุษณีษะต่ำ ยอดพระรัศมีเป็นเปลว พระเกศาขมวดเป็นก้นหอย ไม่มีอุณาโลม พระอังสากว้าง พระอุระหนา บั้นพระองค์เล็ก     ๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ ก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ (๖๕๐ - ๗๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด สูง  ๔๗.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๕.๕  เซนติเมตร  ประวัติ              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม     พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองสรรค์      พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จากพุทธศิลป์กำหนดเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง รุ่นที่ ๑ ซึ่งเป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา แสดงความคาบเกี่ยวกับพระพุทธรูปในช่วงปลายของศิลปะลพบุรี พบมากบริเวณเมืองโบราณก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จนในอดีตขนานนามพระพุทธรูปกลุ่มนี้ว่า “พระเมืองสรรค์” เมื่อภายหลังการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองสรรคบุรีจึงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่าน      ๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ สุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (๗๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด               สูงพร้อมฐาน  ๓๔.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๐.๕  เซนติเมตร ประวัติ              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของศิลปะสุโขทัยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่าง “หมวดเบ็ดเตล็ด” มีพระพักตร์ที่ค่อนข้างกลม พระหนุเป็นปม พระศอสั้น กับ “หมวดใหญ่” ที่มีพระอังสาใหญ่ พระอุระนูน บั้นพระองค์คอด พระอุทรเป็นร่องลึก สังฆาฏิพาดลงมาจากพระอังสาซ้ายเป็นแนวตรง หรือลักษณะการนั่งด้วยการประทับขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดาน พระพุทธรูปองค์นี้จึงมีความสำคัญในฐานะหลักฐานแสดงจุดเชื่อมต่อของพระพุทธรูประยะแรกที่จะพัฒนาไปสู่งานพุทธศิลป์ที่ได้รับความนิยมและได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดของศิลปกรรมไทย    ๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๗๐.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๔๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙   ภายหลังการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธรูปล้านนากลับไปรับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละผ่านทางศิลปะพุกามอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปจึงปรากฏพระพุทธลักษณะ พระพักตร์กลม พระวรกายอวบอ้วน ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ประทับขัดสมาธิเพชร แต่ลักษณะที่แตกต่างไปคือ การทำชายจีีวรบริเวณระหว่างพระเพลาแยกออกเป็นสองชาย แทนที่จะคลี่ออกเป็นรูปพัดอย่างศิลปะปาละ พุกาม และหริภุญชัย         ๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๔๒.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙          พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓) ซึ่งมีแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระพุทธสิหิงค์ หรือพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ในศิลปะล้านนา แต่มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไป อาทิ พระพักตร์มีการทำเส้นขอบไรพระศก จีวรมีการเล่นชายสังฆาฏิ โดยตกแต่งริ้วผ้าซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และส่งอิทธิพลต่อพระพุทธปฏิมาสมัยอยุธยาพื้นที่ภาคใต้ โดยเรียกตามลักษณะพระวรกายอ้วนป้อมว่า “แบบขนมต้ม” หรือ “พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช” โดยเป็นที่นิยมสร้างและจำลองแบบนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๒ ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะ          ลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด          สูงพร้อมฐาน  ๓๔.๕  เซนติเมตร องค์พระสูง  ๓๐.๕  เซนติเมตร  ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี สร้างขึ้นในสมัยที่มีเมืองแคนดีเป็นเมืองหลวง อยู่ทางตอนกลางของเกาะลังกา เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลายและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปสมัยแคนดีพบว่ามีการสร้างด้วยวัสดุที่หลากลาย หากเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มักใช้การก่ออิฐถือปูน หากมีขนาดรองลงมาหรือขนาดเล็กนิยมสร้างด้วยงาช้างหรือไม้ ขณะที่พระพุทธรูปที่สร้างจากสัมฤทธิ์พบได้น้อยมาก     ๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ      พม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (๑๕๐ - ๒๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด       สูงพร้อมฐาน  ๓๒.๒  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๒๗.๒  เซนติเมตร  ประวัติ           พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัย ศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ ช่วงปลายสมัยราชวงศ์โก้นบอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ราชวงศ์คองบอง หรืออลองพญา (พ.ศ. ๒๒๙๕ – ๒๔๒๘) พุทธลักษณะสำคัญคือ กรอบพระพักตร์เป็นแถบกว้างพาดเหนือพระนลาฏคล้ายไรพระศกประดับด้วยแก้วสีแดงและเขียวอย่างเทคนิคของช่างหลวง ซึ่งเตรียมพื้นผิวด้วยธาโย (thayo) เป็นวัสดุผสมน้ำรักพม่ากับผงไม้หรือปูนขาว พระอุษณีษะที่มีลักษณะสูงและกว้าง โดยไม่มียอดพระรัศมี ครองจีวรห่มเฉียงปิดพระอังสาซ้าย ชักชายจีวรมาปิดบนพระอังสะด้านขวา  ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


วันเสาร์ที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๙ ขอเชิญร่วมกิจกรรมวันเด็กที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ และเข้าชมนิทรรศการการจัดแสดงฟรี พร้อมให้เด็กๆและผู้ปกครองร่วมกิจกรรมมากมาย ผู้ร่วมกิจกรรมลงทะเบียนลุ้นรางวัลและรับของแจก ขนม ของขวัญมากมาย


         วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ณ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา           นางสาวซาบีดา กล่าวว่า อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลก จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มาตั้งแต่ พุทธศักราช 2534 โดยเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในแต่ละปี มีผู้มาเยือนทั้งชาวไทยและต่างประเทศไม่ต่ำกว่าปีละสามล้านคน ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวแก่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและประเทศไทย ปีละหลายหมื่นล้านบาท และเพื่อเป็นการเพิ่มมิติการท่องเที่ยวโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรจึงได้จัดโครงการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี กิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืนของแหล่งมรดกโลกแห่งนี้ พร้อมทั้งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกำหนดให้โบราณสถานวัดไชยวัฒนารามซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพระตำหนักสิริยาลัยเป็นสถานที่จัดกิจกรรมหลัก ร่วมด้วยโบราณสถานวัดพระราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ วันที่ 26 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นเวลา 10 วันต่อเนื่อง และวันที่ 9 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 16.30 น. - 21.30 น. ซึ่งนอกจากจะได้ชมไฟประดับโบราณสถานแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้          วัดไชยวัฒนาราม มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการละเล่นไทยโบราณสลับสับเปลี่ยนกันไป เช่น การแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ละครนอก ละครพันทาง รำวงย้อนยุค การแสดงดนตรีไทย ดนตรีสากล การขับร้องเพลงลูกทุ่ง การลอยประทีปถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระพันปีหลวง เลือกซื้อสินค้าที่ตลาดโบราณนานาชาติ ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังได้จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อเป็นมงคลเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2569 อีกด้วย          โบราณสถานวัดพระราม แต่งชุดไทยชมไฟประดับโบราณสถานและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม Night at the Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม พบกับกิจกรรมชาววังพาชม ชาววังชวนขึ้นหอ สายมู ยูต้องมา และการสาธิตงานศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. - 21.00 น.           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ร่วมจัดกิจกรรมในภาคกลางวัน โดยจัดแสดงนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยมสัญจร จากพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2568 - วันที่ 4 มกราคม 2569 และจัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการ ในวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 13.00 น. - 16.00 น. นอกจากนี้ ในวันที่ 11 มกราคม 2569 ยังมีการจัดกิจกรรมการประกวดแมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2 พร้อมนิทรรศการโบราณวัตถุและของสะสม การออกร้านของที่ระลึก และการสาธิตการคัดลอกตำราแมวและฤกษ์การเดินเรือ จากสมุดไทยฉบับระยอง ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 16.00 น.          นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวโบราณสถานในภาคกลางคืน ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านที่พัก ร้านอาหาร และบริการอื่น ๆ สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริม “พลังวัฒนธรรม” ให้เกิดเป็น “รายได้จริง” ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” ยกระดับและส่งเสริมภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ทางมรดกศิลปวัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงง่ายมากขึ้น จึงขอเชิญนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมกิจกรรม “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย” สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยพร้อมแต่งชุดไทย ชุดนานาชาติ เพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ยามค่ำคืน


วันศุกร์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ ๑-๖ โรงเรียนบึงวิทยาคาร ตำบลตรมไพร อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๒๔ คน คุณครู ๑๖ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมี นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ นางสาวพรพิมล ชูใจ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


วันศุกร์ที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. นักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนปราสาท ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๑๖๑ คน คุณครู ๑๒ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางถนอม หลวงกลาง พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


"No GIFT POLICY 2026" กรมศิลปากร ขอแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นหน่วยงาน ที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคน #ไม่รับ ของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฎิบัติหน้าที่ #ร่วมรณรงค์เปลี่ยนจากของขวัญเป็นคำอวยพร


วธ. รับมอบไม้จันทน์หอม สำหรับการจัดสร้างพระโกศจันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง         วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 15.09 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม          นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ทส. ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา จากนั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการตัดและแปรรูปไม้จันทน์หอม จำนวน 20 ต้น ได้ไม้จันทน์หอมแปรรูปเป็นขนาดต่าง ๆ จำนวน 130 ท่อน และ 1,000 แผ่น ทั้งนี้ ไม้จันทน์หอมที่ส่งมอบเพื่อนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เป็นความร่วมมือระหว่างกัน ในอันที่จะดำเนินการตามแบบแผนโบราณราชประเพณีและเพื่อให้สมพระเกียรติยศ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอมและการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย            นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า วธ. โดยกรมศิลปากรจะนำไม้จันทน์หอมแปรรูปดังกล่าวไปจัดทำพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายแบบ ทั้งนี้ ในการดำเนินการต้องอาศัยช่างหลายประเภท ได้แก่ ช่างโลหะ ดำเนินการจัดสร้างโครงโลหะ ช่างไม้ประณีตแปรรูปไม้จันทน์เป็นรูปลักษณะต่าง ๆ เพื่อใช้ฉลุลวดลาย ช่างโกรกฉลุ โกรกและฉลุลายตามแบบ ช่างประดับลาย นำดอกลายที่สำเร็จแล้วมาประดับกับโครงพระโกศ ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน คาดว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 พร้อมกันนี้จะได้บันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์  ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม ขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียด เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ และสืบทอดองค์ความรู้สู่ช่างรุ่นต่อไป


วันเสาร์ที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนสิรินธร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๓๒๐ คน คุณครู ๒๐ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ นายธนากร วงศ์สิริพัฒนะ นักวิชาการวัฒนธรรม นางถนอม หลวงกลาง นางสาวอภิญญา สุขใหญ่ นางศรีสุดา ศรีสด พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


สดุดีทหารกล้า พลีชีพเพื่อชาติ  วันอาทิตย์ที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมแสดงความอาลัยและร่วมส่งร่างวีรบุรุษทหารกล้า ๒ นาย วีรบุรุษสมรภูมิ ๓๕๐ ปราสาทตาควาย คือ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลฯ ภาณุพัฒน์ เสาร์สา ทั้งสองนาย สังกัดหน่วย ร.๒๓ พัน.๓ กลับคืนสู่มาตุภูมิ ณ วัดห้วยปอ ตำบลปังกู อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ ๑๗-๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๑,๑๒๐ คน


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ขอเชิญชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง "แมวไทยโบราณคืนถิ่นกรุงศรี ปีที่ 2" ภายใต้โครงการอยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย จัดแสดงโบราณวัตถุและวัตถุสะสมเกี่ยวกับวิฬาร์ ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 - 1 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น. - 16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 


เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป ซึ่งฉายในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เบื้องหน้าพระพุทธอังคีรส ทรงพระฉัพพรรณรัศมีทองคำลงยาและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคล นพรัตนราชวราภรณ์พร้อมสังวาลนพรัตน์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นพุทธบูชา และลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี” เป็นพระคติธรรมสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ พร้อมด้วยพรประทานว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ขอท่านจงเป็นกตัญญูกตเวที เพื่อถึงฐานะแห่งคนดีผู้เจริญสุขทุกเมื่อ เทอญ.”


วันที่ ๒๓ - ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ นางสาววารุณี วิริยะชูศรี บรรณารักษ์ เข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร ประจำปี ๒๕๖๘ Growth Mindset: พลังขับเคลื่อนการทำงานข้าม Generation เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ณ ภูสักธารรีสอร์ท ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก จังหวัด นครนายก จัดโดย สำนักหอสมุดแห่งชาตินางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปกร เป็นประธาน นางสาวบุบผา ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ กล่าวรายงาน


วันที่ 23 - 24 ธันวาคม 2568 นางพัชมณ ศรีสัตย์รสนา ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา พร้อมด้วยนางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร ประจำปี 2569 เรื่อง “Growth Mindset พลังขับเคลื่อนการทำงานข้าม Generation เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน” จัดขึ้นโดยกลุ่มวิจัยและพัฒนาห้องสมุด สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในการนี้นางสาวขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ และมีนางสาวบุบผา ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ภูสักธารรีสอร์ท จังหวัดนครนายก


         วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๓๙ น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหารกรมศิลปากร ร่วมสักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” เป็นปฐมฤกษ์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร          เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” อัญเชิญพระพุทธรูปที่กอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยล้วนเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในโอกาสที่ราชบัณฑิตยสภาได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายส่วนจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานเดิม ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่  พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วย           ๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑           ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗           ๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘           ๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘           ๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙           ๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙           ๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐           ๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒           ๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔           ๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕           ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม  ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ  


black ribbon.