ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,418 รายการ

ชื่อเรื่อง                                ปญฺญาบารมี (ปัญญาบารมี)สพ.บ.                                  227/1กประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           16 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 59 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 


-โบราณสถานวัดเจดีย์สี่ห้อง-  โบราณสถานวัดเจดียสี่ห้องตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้  และอยู่ห่างจากวัดเชตุพนไปทางทิศตะวันออก ประมาณ ๑๐๐ เมตร  โบราณสถานวัดเจดีย์สี่ห้องล้อมรอบด้วยคูน้ำ ภายในประกอบไปด้วย เจดีย์ประธานซึ่งได้รับการบูรณะแล้ว เป็นทรงระฆังส่วนยอดของเจดีย์ได้พังทลายลง คงปรากฏส่วนปล้องไฉนตกอยู่ที่ฐานเจดีย์, เจดีย์รายจำนวน ๑๔ องค์ ตั้งอยู่ล้อมรอบฐานเจดีย์ประธานทั้ง ๔ ด้าน ในตำแหน่งที่ได้สัดส่วนสมมาตร และฐานวิหารขนาด ๕ ห้อง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน .  สิ่งที่สำคัญของวัดคือ ที่ฐานเจดีย์ประธานมีภาพปูนปั้นประดับอยู่โดยรอบ ปั้นเป็นรูปบุคคล รูปบุรุษและสตรี สวมอาภรณ์และเครื่องประดับต่าง ๆ กัน ในมือถือภาชนะมีพันธุ์พฤกษางอกโผล่พ้นออกมาแสดงถึงความเจริญงอกงามและความอุดมสมบูรณ์  ภาชนะนี้เรียกว่า หม้อปูรณฆฏะ หรือหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์  รูปบุคคลที่กล่าวถึงนี้หากพิจารณาบริเวณศีรษะจะสังเกตเห็นร่องรอยนาคหลายเศียรแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง จึงแปลความหมายได้ว่า คือ มนุษยนาค ซึ่งถือว่าเป็นเทพอยู่ในโลกบาดาลตามแบบอย่างคติที่นิยมในลังกา  นอกจากนี้ยังมีปูนปั้นรูปช้างและสิงห์ประดับอยู่ด้วย .  ในพระราชนิพนธ์ “เที่ยวเมืองพระร่วง” ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กล่าวถึงโบราณสถานวัดเจดีย์สี่ห้องว่า “ต่อมาวัดเชตุพนไปทางตะวันออกมีวัดอยู่วัดหนึ่ง ซึ่งราษฎรเรียกว่ากัน วัดเจดีย์สี่ห้อง เพราะในนั้นมีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง ที่ฐานรองระฆังทำเป็นคูหาสี่ทิศ ต่อพระเจดีย์นั้นออกไปทางตะวันออกมีอุโบสถอยู่หลังหนึ่งซึ่ง ไม่สู้แปลกอะไร การก่อสร้างในวัดนี้ใช้แลงเป็นพื้น ที่โบสถ์นี้ห่างจากวัดเชตุพนเพียงประมาณ ๒ เส้นเท่านั้น จึงเห็นว่าน่าจะเป็นวัดเดียวกับวัดเชตุพนนั่นเอง จริงอยู่ระหว่างวัดทั้ง ๒ นี้ มีคูคั่นอยู่ แต่คูนี้อาจจะขุดขึ้นภายหลังก็ได้ หรือขุดไว้ใช้ขังน้ำในวัดก็ได้ ถ้าวัดนี้ไม่ใช่อันหนึ่งอันเดียวกันกับวัดเชตุพนแล้ว ก็ต้องเป็นวัดที่สร้างขึ้นภายหลังที่วัดเชตุพนหายเป็นวัดสำคัญเสียแล้ว แต่พิจารณาดูที่อุโบสถก็ดูท่าทางเป็นของโบราณ แลงที่ใช้ทำเสาเป็นก้อนเขื่องๆ พอใช้ อีกประการหนึ่งภายในเขตที่เรียกว่า วัดเชตุพนนั้น อุโบสถหรือวิหารหามีไม่ จึ่งสันนิษฐานว่า อุโบสถในที่ซึ่งเรียกว่าวัดเจดีย์สี่ห้องนี้เองคืออุโบสถของวัดเชตุพน และวัดเจดีย์สี่ห้องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัดเชตุพน ที่ดินแปลงที่เรียกว่าวัดเชตุพนเดี๋ยวนี้เป็นแปลงที่รักษาไว้ให้สะอาดงดงาม เป็นที่พระราชาเสด็จและราษฏรไปมนัสการ ทางแปลงที่เรียกว่าวัดเจดีย์สี่ห้อง เดี๋ยวนี้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์สามเณร”


ชื่อเรื่อง                                ธมฺมาสนทานานิสํสกถา (อานิสงส์สร้างธรรมาสน์)สพ.บ.                                  155/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           32 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 55 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา                                           พุทธศาสนา                                           อานิสงส์ บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.125/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 4.5 x 51.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากไม้  ชื่อชุด : มัดที่ 72 (248-256) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : เอกนิปาต (นิไสเอกนิปาต)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม




ตำราดูฤกษ์ยาม ชบ.ส. ๔๔ เจ้าอาวาสวัดบุญญฤทธยาราม ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๒ ก.ค. ๒๕๓๕เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.23/1-7 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


พงศาวดารจีน ตั้งฮั่น เล่ม ๑.  พิมพ์ครั้งที่ ๑.  กรุงเทพ ฯ : องค์การค่าของคุรุสภา, ๒๕๐๗.  ๓๒๑ หน้า.      พงศาวดารจีนเรื่อง "ตั้งฮั่น" นี้ อยู่ในระหว่าง "ไซ่ฮั่น" กับเรื่อง "สามก๊ก" ไซ่ฮั่น...แปลว่า ฮั่นตะวันตก ขณะที่ ตั้งฮั่น...แปลว่า ฮั่นตะวันออก นับเป็นพงศาวดารจีนหรือเรื่องราวของจีนที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ฮั่น โดยไซ่ฮั่นนั้น ดำเนินเรื่องตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น กระทั่งเข้าสู่ช่วงแรกของการก่อตั้งราชวงค์ฮั่น ขณะที่เรื่อง ตั้งฮั่น นั้นเริ่มตั้งแต่อองมังซึ่งเป็นบุตรอองบวนขุนนางผู้ใหญ่ที่กรอกยาพิษผสมสุราให้พระเจ้าเปงเต้แล้วขึ้นครองราชสมบัติแทน ถึงพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ รวมสิบสองพระองค์ 


กรมศิลปากร.  ประวัติวัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร จังหวัดลพบุรี.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2528.            ประวัติความเป็นมา ของวัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี



องค์ความรู้จากหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง ขอนำเสนอเรื่อง “ตราประจำจังหวัดตรัง”    ๑. ความเป็นมาของตราประจำจังหวัด   ในปี ๒๔๘๓ โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ริเริ่มให้มีการจัดทำตราประจำจังหวัดขึ้นใช้นอกเหนือจากตราประจำตัวและตราประจำตำแหน่งข้าราชการที่มีมาแล้วแต่โบราณ แนวคิดการสร้างตราประจำจังหวัดมาจากเหตุผลหลัก ๒ ประการคือ ๑) ต้องการมีเครื่องหมายประจำจังหวัดดังเช่นประเทศในยุโรป และ ๒) ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นมีความภาคภูมิใจและรักในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ก่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นและส่งผลให้ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง   รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีจึงมอบนโยบายให้กรมศิลปากรออกแบบดวงตราประจำจังหวัด ขณะนั้นมีพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ดำรงตำแหน่งอธิบดี ออกแบบดวงตราประจำจังหวัดทุกจังหวัด โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร ๒ ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) เป็นผู้คิดความหมายจากชื่อจังหวัด หรือจากสิ่งสำคัญในแต่ละจังหวัด เพื่อจำลองออกมาเป็นภาพในดวงตรา และ พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) เป็นผู้ร่างแบบตามแนวคิด ทั้งนี้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการจังหวัดทุกจังหวัดมีส่วนร่วมเสนอแนวคิดเพื่อประกอบการพิจารณาเขียนตราประจำจังหวัดด้วย ส่วนการเขียนลงเส้นมีช่างอาวุโสในแผนกหัตถศิลป กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากรเป็นผู้เขียนรวม ๔ นายคือ นายปลิว จั่นแก้ว นายทองอยู่ เรียงเนตร นายปรุง เปรมโรจน์ และนายอุ่ณห์ เศวตมาลย์   จังหวัดต่าง ๆ ได้นำดวงตราไปใช้ในปี ๒๕๘๕ ต่อมาเพื่อให้ดวงตราของแต่ละจังหวัดมีความชัดเจนยิ่งขึ้นเป็นของจังหวัดใด กรมศิลปากรจึงได้เพิ่มแถบชื่อจังหวัดหรือบางดวงได้เพิ่มทั้งรูปครุฑและแถบชื่อไว้ด้วยกัน โดยวางในตำแหน่งที่เหมาะสมของลักษณะตราแต่ละดวง   ต่อมาในภายหลังมีบางจังหวัดต้องการเปลี่ยนแปลงแบบดวงตราใหม่และได้ขอให้กองหัตถศิลป กรมศิลปากรออกแบบให้ใหม่ และบางจังหวัดได้มอบให้กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทยแก้ไข หรือออกแบบขึ้นเอง ดังนั้นจึงมีหลายจังหวัดที่ยังคงใช้ตราประจำจังหวัดตามแบบเดิมที่กรมศิลปากรออกแบบให้เมื่อปี ๒๔๘๓ และมีดวงตราประจำจังหวัดของหลายจังหวัดที่เปลี่ยนแปลงไป    ในปัจจุบันจังหวัดที่มีพระราชบัญญัติจัดตั้งขึ้นใหม่ กรมศิลปากรได้ออกแบบตราประจำจังหวัดให้เฉพาะบางจังหวัดที่ขอความร่วมมือเท่านั้น   ๒. ตราประจำจังหวัดตรัง   กรมศิลปากรออกแบบตราประจำจังหวัดตรังเป็นภาพสะพานท่าเรือ ทะเลมีระลอกคลื่น ภูเขาและต้นไม้ พร้อมทั้งอธิบายความหมายไว้ดังนี้   “สะพานท่าเรือมีเสาโคมไฟ” หมายถึง การเป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมาตั้งแต่สมัยโบราณ   “ทะเลมีลูกคลื่น” มาจากคำว่า "ตรังค์" ซึ่งแปลว่า คลื่น    “ภูเขา” หมายถึง ลักษณะพื้นที่ของจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ สลับกับภูเขา   “ต้นไม้” หมายถึง ต้นยางพารา ซึ่งพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ ระนอง) ได้นำมาปลูกในจังหวัดตรังเป็นแห่งแรก   ทั้งนี้ปัจจุบันจังหวัดตรังยังคงใช้ตราตามแบบของกรมศิลปากร แต่ได้เพิ่มชื่อจังหวัดตรังไว้ตอนล่างของดวงตรา   ในสมัยก่อนเคยมีการนำรูปครุฑมาไว้ตอนบนของดวงตราด้วย เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. ตราประจำจังหวัด. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, ๒๕๔๒. สุนทรี สังข์อยุทธ์.  ตรัง เมืองท่าอันดามัน. ตรัง: ศาลากลางจังหวัดตรัง กระทรวงมหาดไทย, ๒๕๕๙. อาณัติ บำรุงวงศ์.  เหลียวหลัง แลหน้า : ทับเที่ยง ๙๐ ปี เทอดพระเกียรติครองราชย์ ๖๐ ปี.    สงขลา : เค.ยู.การพิมพ์ , ๒๕๔๙.  สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร. (๒๕๖๓). ตราประจำจังหวัด. สืบค้นเมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๖๔,    จาก https://www.nat.go.th ที่มาของภาพ ภาพที่ ๑ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จากเพจ S. Phormma's Colorizations https://www.facebook.com/sphormmacolorization/ ภาพที่ ๒ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ จากเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม https://www.silpa-mag.com/quotes-in-history/article_918 ภาพที่ ๓ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) จากหนังสือบรรณานุกรมงานนิพนธ์ของศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน ภาพที่ ๔ พระพรหมพิจิตร (อู๋ ลาภานนท์) จาก https://www.pinterest.com/pin/117797346476310550/ ภาพที่ ๕ – ๘ ภาพตราประจำจังหวัด จากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ภาพที่ ๙ – ๑๐ ภาพตราประจำจังหวัดตรัง จากหนังสือตรัง เมืองท่าอันดามัน.





black ribbon.