ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,307 รายการ

ระวี  ภาวิไล.  ดาราศาสตร์สำหรับเตรียมอุดมศึก แผนกวิทยาศาสตร์.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  ธนบุรี : สำนักพิมพ์ธนบุรีศึกษา, ๒๕๐๔.  ๒๐๓ หน้า      โลกคือดาวพระเคราะห์เป็นพื้นฐานของวิชาดาราศาสตร์ ปราชญ์ชาวกรีกชื่ออาร์ชีดัสเป็นผู้ค้นพบว่าโลกเป็นทรงกลมด้วยทฤษฎีว่าเมื่อเรือแล่นไปไกลจะมองเห็นเสากระโดงเรือหลังสุดเลยหมุนรอบตัวเองในเวลา ๒๓ ชั่วโมง ๕๖ นาที ๔.๐๙๑ วินาที เรียกว่าวันของดวงดาว หรือวันดาราคติของโลกจะหมุนไปทางดาวฤกษ์ที่เรียกว่าดาวเหนือ และโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ ทั้งมนุษย์และสัตว์ได้อาศัยบรรยากาศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิต และบรรยากาศจะห่อหุ้มหรือเป็นเกราะกำบังรังสีที่ร้ายแรงจากดวงอาทิตย์ และมีโอโซนคอยดูดรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าและมีการหักเหของแสงเนื่องชั้นบรรยากาศ การวัดความร้อนที่เกิดจากรังสีของดวงอาทิตย์ก็คือ การวัดความเข้มของรังสีจากดวงอาทิตย์บนพื้นโลกนั่นเอง การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์เป็นขุมพลังงานอันมหาศาล ซึ่งแบ่งออกสองส่วนคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และรังสีคอสมิก การสำรวจดวงอาทิตย์ต้องใช้กล้องรับแสงอาทิตย์แล้วฉายไปติดจอเหมือนฉายภาพนิ่งแล้วเลื่อนแว่นมอง  นักดาราศาสตร์ชื่อ เฮล ได้สังเกตเห็นกลุ่มเมฆไอเคลเซียมเขาเรียกว่าฟลอคคูลี  ดวงจันทร์เป็นดาวดวงใหญ่ขนาดเดียวกับดวงอาทิตย์ มีแสงสะท้อนจากโลกที่ได้รับดวงอาทิตย์เรียกว่า Earthshine หมุนรอบตัวเองช้า ๆ ลักษณะพื้นผิวเป็นหลุมเป็นบ่อจึงเรียกว่าภูเขาไฟรอยแตกของผิวดวงจันทร์ถูกเรียกว่าเหว อุณหภูมิบนขอบดวงจันทร์ที่ตั้งฉากกับดวงอาทิตย์วัดได้ ๑๓๔˙เซนติเกรด และอุณหภูมิที่ใกล้ขอบดวงจันทร์เทียบได้กับอุณหภูมิบนพื้นโลกตอนรุ่งเช้าและตอนเย็น ๖๗˙เซนติเกรด ดาวอังคารสามารถดูได้ด้วยกล้องโทรทัศน์เดินวนรอบดวงอาทิตย์แบบรูปไข่  ระบบสุริยะ วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ประกอบด้วยดาวพระพุธ ดาวพระศุกร์ ดาวพระเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต  อุกกาบาต คือ ดาวพระเคราะห์ที่ตกลงมาด้วยความเร็วสูงพบชั้นบรรยากาศจึงเกิดเป็นแสงสว่างตามที่เราเห็นแล้วเรียกกันว่าผีพุ่งใต้ และยังมีดาวหาง ดาวฤกษ์อีกมากมายบนท้องฟ้าที่เรามองเห็นในยามค่ำคืน


พระสัทธรรมโฆษเถระ.  โลกบัญญัติ.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2528.           เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งจัดอยู่ในหมวดโลกศาสตร์ว่าด้วยจักรวาล เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 16 กัณฑ์ เช่น กัณฑ์ที่ 1 เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหว กัณฑ์ที่ 2 ว่าด้วย ต้นไม้กับความหมายชมภูทวีป เป็นต้น


          กรมศิลปากร โดยสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จัดกิจกรรม Then and Now Around Bang-kok เนื่องในวาระครบรอบ ๖๙ ปี วันสถาปนาหอจดหมายเหตุแห่งชาติ วันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๔ โดยการคัดเลือกภาพ ที่เก็บรักษาในสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จํานวน ๖๙ ภาพ และเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมโพสต์ภาพที่เคยถ่ายในมุมเดียวกันหรือใกล้เคียง ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน ตามหัวข้อ “พินิจวัด ทัศนาอาราม ตามรอยโรงเรียน - มหาวิทยาลัย เที่ยวไปในสถลชลวิถี ตระเวนอาคารสถานที่สําคัญ” ทางเฟสบุ๊ก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ ประกาศผลรางวัล ในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๖๔           ผู้สนใจร่วมกิจกรรม Then and Now Around Bangkok ได้โดยกด Like กด Share โพสต์ ตั้งค่า เป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็ก #69ปีหอจดหมายเหตุแห่งชาติ #thenandnowaroundBKK โพสต์ภาพในมุมเดียวกันหรือใกล้เคียง ลงในช่อง comment ของแต่ละภาพ พร้อมระบุชื่อผู้ถ่าย วัน/เดือน/ปี และคําบรรยาย โดยไม่จํากัดจํานวนภาพที่โพสต์ (ขอสงวนสิทธิ์การได้รับรางวัล ๑ คน/๑ รางวัล เท่านั้น) ภาพที่ได้รับการกด Like สูงสุด ๑๐ ภาพ จะได้รับหนังสือฟิล์มกระจก หนึ่งพันภาพประวัติศาสตร์ จำนวน ๑ เล่ม เป็นของที่ระลึก และผู้ที่โพสต์ภาพเป็นคนแรกของแต่ละภาพ (ซึ่งต้องถูกต้องตามกติกาในข้อ ๑ และข้อ ๒) จะได้รับภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เป็นที่ระลึก          ทั้งนี้ ภาพที่ร่วมกิจกรรมนั้นต้องเป็นผลงานต้นฉบับของผู้โพสต์โดยไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ธรรมสิทธิ์ และ/หรือสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลอื่น ไม่มีข้อผูกมัดในเรื่องลิขสิทธิ์จากหน่วยงานต่าง ๆ รวมไปถึงต้องไม่ใช่ภาพที่ส่งขายตาม Stock Photo ทุกแห่ง ซึ่งภาพทั้งหมดที่เข้าร่วมกิจกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งใน collection “ภาพกิจกรรมสํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ” เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และบริการต่อไป ผู้สนใจร่วมกิจกรรมได้ที่ เฟสบุ๊ก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตามลิ้งนี้ https://www.facebook.com/NationalArchivesofThailand/posts/2857378691190695


          เสื่อของเมืองจันทบุรีในเอกสารจดหมายเหตุได้กล่าวไว้ว่ามีหลายชนิด ทั้งทำจากต้นกก จากต้นคลุ้มคล้า จากก้านดอกอ้อ และจากหวาย แต่ผู้เขียนขอกล่าวในตอนนี้เฉพาะเสื่อต้นกกเพียงเท่านั้น           จากรายงานวิจัยของผศ.ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ เรื่องการทอเสื่อของชาวเว้ที่อพยพจากการถูกเบียดเบียนทางศาสนาประมาณ 130 คน มาตั้งแต่ช่วงอยุธยาตอนปลายว่า ...ก่อนที่อพยพเข้ามาจันทบุรีนั้น ชาวเวียดนามกลุ่มนี้ได้พำนักอยู่ในเขตเขมรระยะหนึ่งพร้อมปลอมตัวเป็นชาวเขมร...ทำให้ชาวคาทอลิกเวียดนามได้นำเอาภูมิปัญญาการทอเสื่อจากเขมรเข้ามาประยุกต์ใช้หลังจากได้มาตั้งฐานในจังหวัดจันทบุรี เรียกว่า"เสื่อญวนอพยพ"หรือ"เสื่อญวนหลังวัด"            "เอาไว้ขายเลี้ยงชีพ เลี้ยงอาราม" คือวัตถุประสงค์ในการทอเสื่อของกลุ่มซิสเตอร์ของวัดโรมันคาทอลิกที่นิยมทอกันในยามว่าง สมัยนั้นเรียกเสื่อฝีมือซิสเตอร์ว่า"เสื่ออาราม"หรือ"เสื่อแม่ชี"เป็นเสื่อที่มีลวดลายการยกดอก ส่วนคริสตชนจะทอเสื่อรวดหรือเสื่อธรรมดา ไม่มีลวดลายสำหรับไว้ใช้งานในบ้านหรือในวัด          จากพระราชหัตถเลขาในรัชกาลที่ 5 คราวตรวจราชการหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ร.ศ.95 ได้พระราชนิพนธ์เรื่องการทอเสื่อของญวนว่า...เสื่อกกแดงนั้น มีแต่พวกญวนทำแห่งเดียว วิธีทำนั้นเอาต้นกกมาจักให้เล็ก ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงย้อมสีต่าง ๆ ตามที่จะให้เป็นลาย สีแดงนั้นย้อมด้วยน้ำฝาง สีดำย้อมด้วยหมึก สีเหลืองย้อมด้วยแกแล บ้างที่ย้อมขมิ้น สีน้ำเงินย้อมด้วยครามแต่ใช้น้อย แล้วเอาเข้าสดึงทอเปนลายต่าง ๆ เปนเสื่อ ผืน/ลวด บ้างยาวตามแต่จะต้องการ กว้างเฉภาะชั่วต้นกก เปนสินค้าออกนอกเมือง...(ภาษาคงตามต้นฉบับ :ผู้เขียน)           ในเวลาต่อมาความนิยมในเสื่อญวนยังคงอยู่เนื่องจากมีความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองคือการทอจากกกกลม ซึ่งมีเส้นเล็กและมีความเหนียวมากจึงทำให้เสื่อกกมีลายที่ละเอียดประณีต สามารถออกแบบให้เป็นลายต่างๆได้ จึงเป็นที่ต้องการของทางรัฐบาลในการนำไปจัดแสดงยังนานาประเทศ ยกตัวอย่างเช่น           พ.ศ.2457 เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งให้สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ให้จัดส่งผลิตภัณฑ์และสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านไปร่วมจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์เมืองแซนฟรานแซสโก ณ ประเทศอเมริกา หนึ่งในนั้นได้แก่"เสื่อกก"ลายยกดอกตราอาม ลายยกดอกหน้าสัตว์ ลายยกดอกครุฑ และลายธรรมดา จากการนำไปจัดแสดงครั้งนั้นได้รับรางวัลเป็นเหรียญเกียรติยศพร้อมใบประกาศ           นอกจากนี้ ในพ.ศ.2475 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ว่า...มีความประสงค์ให้ว่าจ้างช่างที่มีฝีมือดี(ในสำนักชี)จัดทอเสื่อ...เพื่อร่วมในการแสดงในงานพิพิธภัณฑ์นานาประเทศ ณ เมืองเรไยนา ประเทศแคนาดา ชนิดที่สั่งทำ ได้แก่ เสื่อชั้นเดียวลายละเอียดสีขาวสลับสีน้ำเงิน เสื่อชั้นเดียวลายละเอียดสีแดงสลับสีดำ และเสื่อสองชั้นลายตาหมากรุกสีแดงสลับสีดำ ในระยะหลังต้นกกบริเวณชุมชนวัดโรมันคาทอลิกเริ่มหมดไปจึงมีการสั่งกกจากชาวไทยพุทธ อีกทั้งสั่งทอเสื่อผืนจากบางสระเก้า จึงนับเป็นก้าวแรกของการทอกกญวนโดยฝีมือชาวบางสระเก้า           ต่อมาเมื่อสีวิทยาศาสตร์ที่หาง่ายและคงทนมาแทนที่ กอรปกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ได้มาประทับที่จังหวัดจันทบุรี และได้ทรงโปรดเกล้าฯจ้างคนงานทอเสื่อจากบางสระเก้ามาทอเสื่อในเขตพระตำหนัก พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงออกแบบผลิตภัณฑ์เสื่อกกให้มีรูปแบบหลากหลายและปรับปรุงสีที่ใช้ย้อมกกให้มีความคงทนและหลากสียิ่งขึ้น จนกลายเป็น"เสื่อกกจันทบูร"ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันนี้นั่นเอง ---------------------------------------------------------------ผู้เขียน สุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ---------------------------------------------------------------อ้างอิง ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์ และคณะ. 2552. ชีวิตทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของชุมชนวัดโรมันคาทอลิก จังหวัดจันทบุรี. กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (1996) จำกัด. สำนักหอจดหมายเหตุเเห่งชาติ. ระยะทางเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี. เลขที่ บ1.1/2. ร.ศ.95. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี (13)มท 2.2.4/16 เรื่องกระทรวงมหาดไทย สั่งให้จัดทำยานพาหนะต่างๆ ส่งเข้าไปกรุงเทพฯ (11 พฤษภาคม 2457 – 2 มิถุนายน 2462). หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี (13)มท 2.2.4/287 เรื่องกระทรวงมหาดไทยให้จ้างช่างทอเสื่อกกจันทบุรีเพื่อส่งไปแสดงพิพิธภัณฑ์ที่เมืองเรไยนา ประเทศแคนาดา(13 ม.ค.-28 ก.พ.2475).







ชื่อเรื่อง                     บทร้องและพากย์เจรจา โขนสมัครเล่น ชุดนางลอยผู้แต่ง                       -ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   วรรณคดีเลขหมู่                      895.9112 ร726บสสถานที่พิมพ์               พระนคร  สำนักพิมพ์                 ไทยวัฒนาพานิชปีที่พิมพ์                    2497ลักษณะวัสดุ               34 หน้า หัวเรื่อง                     รามเกียรติ์                                                 ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกพระราชนิพนธ์เรื่อง รามเกียรติ์ ตอนนางลอย จัดพิมพ์ในการฌาปนกิจนายสุจินต์ สุจริตกุล เพื่อตอบแทนไมตรีจิตของผู้มาร่วมกุศลสักเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่นายสุจินต์ สุจริต เคยร่วมแสดง จึงนำมาจัดพิมพ์เพื่อแจกในงานฌาปนกิจศพ


          ทับหลังปราสาทเขาโล้น จังหวัดสระแก้ว ได้สูญหายไปจากที่ตั้ง ในช่วงราว พุทธศักราช ๒๕๐๙ - ๒๕๑๑ แต่ไม่ปรากฏ รายงานหรือบันทึกเกี่ยวกับการสูญหาย ต่อมาได้ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลโบราณวัตถุของ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา           ทับหลังภาพเทวดาประทับนั่งในซุ้มเหนือเศียรเกียรติมุข (หน้ากาล) แวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา จัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในป้ายคําบรรยายโบราณวัตถุระบุถึงที่มา (PLace of Origin) ว่า ได้จากประเทศกัมพูชา หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย (Cambodia on Northeastern Thailand) ซึ่งทับหลังชิ้นนี้ ได้มีลักษณะคล้ายกับทับหลังที่เคยประดับอยู่เหนือกรอบประตูปราสาทเขาโล้น ในพื้นที่อําเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ดังปรากฏหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายในหนังสือศิลปะสมัยลพบุรี ที่ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ ภาพถ่ายปราสาทเขาโล้น อําเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ในขณะที่ยังคงมีทับหลังติดอยู่ที่ตัวปราสาท ปรากฏในหนังสือ ศิลปะสมัยลพบุรี ของ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล พิมพ์ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๑๐           ปราสาทเขาโล้นได้รับความคุ้มครองเป็นครั้งแรก โดยการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๓๕ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ต่อมาจึงประกาศขึ้นทะเบียนอีกครั้งเพื่อกําหนดขอบเขตโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๑๑๒ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๒ มีเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๓ งาน ๒๕ ตารางวา           พุทธศักราช ๒๕๐๓ กรมศิลปากร โดยหน่วยศิลปากรที่ ๕ ดําเนินการสํารวจโบราณสถานแห่งนี้ พร้อมทั้งบันทึกรายละเอียดหลักฐานที่ค้นพบไว้ว่า “...สิ่งสําคัญที่สุดของปราสาทหลังนี้คือ วงกบประตูหินทรายสูงประมาณ ๑ เมตร หนาเกือบ ๑ ฟุต มีจารึกอักษรโบราณที่วงกบประตูทั้ง ๒ บาน แต่ส่วนหนึ่ง ของจารึกได้กะเทาะบุบสลายไป.... ทับหลังประตูหินทรายมีลวดลายใบไม้ ล้อมรอบ ตรงกลางมีเกียรติมุขมองเห็นได้ชัดเจน เหนือทับหลังขึ้นไปเป็นหน้าบันอิฐเผา ซึ่งมีลวดลายบ้างเล็กน้อย...”           พุทธศักราช ๒๕๑๐ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงนิพนธ์และพิมพ์หนังสือศิลปะสมัยลพบุรี ซึ่งมีภาพถ่ายทับหลังจากปราสาทเขาโล้น ประกอบในหนังสือเล่มนี้ด้วย ปราสาทเขาโล้น ตั้งอยู่บนยอดเขาโล้น ที่บ้านเจริญสุข ตําบลทัพราช อําเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เขาโล้นเป็นภูเขาขนาดเล็ก ใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชา


ปฐมสมฺโพธิ (ปถมสมฺโพธิ)  ชบ.บ.89/1-13  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.231/1ฆห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  40 หน้า ; 5 x 58.5 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 113 (180-193) ผูก 1ฆ (2565)หัวเรื่อง : ขีรธารกถา(แทนน้ำนมแม่)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.364/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 62 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 140  (420-433) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : มหานิปาตรณณนา (นารทชาดก)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อผู้แต่ง          พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย  อาจารยางกูร) ชื่อเรื่อง            สยามสาธก วรรณสาทิศ ครั้งที่พิมพ์       พิมพ์ครั้งที่ ๑ สถานที่พิมพ์     พระนคร สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์พระจันทร์ ปีที่พิมพ์            ๒๕๑๔               จำนวนหน้า         ๒๑๐ หน้า หมายเหตุ         ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์ขึ้นพระราชทานในงานเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๔                                     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า หนังสือ “สยามสาธก วรรณสาทิศ” เป็นหนังสือเก่าที่ควรค่าแก่การศึกษาและเก็บรักษาไว้ให้ถาวรสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ขึ้นพระราชทานในงานเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช ๒๕๑๔  เป็นตำรารวมศัพท์ภาษามคธบรรดาที่ใช้อยู่ในภาษาไทย ทั้งในภาษาง่ายและภาษายาก  ต้นฉบับหนังสือเล่มนี้เป็นสมุดฝรั่งเขียนด้วยตัวหมึกเก็บอยู่ในสำนักราชเลขาธิการหลายรัชกาล พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งสำหรับทูลเกล้าถวายพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มิได้บอกวันเดือนปีที่แต่งไว้ สันนิษฐานว่าจะแต่งเมื่อปลายอายุขัยของท่านแล้ว


ชื่อผู้แต่ง                  ธนิต อยู่โพธิ์และศรีปราชญ์ ชื่อเรื่อง                   ประวัติและโคลงกำศรวลศรีปราชญ์พร้อมด้วยบันทึกสอบทานและหมายเหตุ ครั้งที่พิมพ์                พิมพ์ครั้งที่ 3 สถานที่พิมพ์              พระนคร สำนักพิมพ์                โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                  2510 จำนวนหน้า               90 หน้า รายละเอียด              หนังสือประวัติและโคลงกำศรวลศรีปราญ์พร้อมด้วยบันทึกสอบทานและหมายเหตุเป็นหนังสือที่ขออนุญาตจัดพิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ                    นางเดือนลอย บุนนาค ประกอด้วย ประวัติศรีปราชญ์ โคลงกำศรวลศรีปราชญ์และผนวกประวัติศรีปราชญ์


          อุทยานประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี จากการศึกษาทางโบราณคดีที่ผ่านมา พบว่าภูพระบาทได้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว 3,000 – 2,500 ปีมาแล้ว จากการพบภาพเขียนสีบนเพิงผาและผนังถ้ำมากกว่า 54 แห่งบนภูเขาแห่งนี้ นอกจากนี้ยังพบการดัดแปลงเพิงหินธรรมชาติให้เป็นพื้นที่ใช้งานในวัฒนธรรมทวารวดี เขมรโบราณ จนถึงวัฒนธรรมล้านช้าง ซึ่งหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ แสดงให้เห็นพัฒนาการทางสังคม และวัฒนธรรมของ ภูพระบาทได้เป็นอย่างดี          วัฒนธรรมล้านช้างปรากฏขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมอยู่ที่เมืองเชียงดงเชียงทอง หรือหลวงพระบาง โดยมีแม่น้ำคานไหลสู่แม่น้ำโขงและมีพูสี (ภูศรี) เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองตามคติศูนย์กลางจักรวาล ซึ่งนิยมสร้างพระธาตุเจดีย์บนยอดเขา ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาดินแดนของล้านนา สุโขทัย อยุธยา และล้านช้าง มีการนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สำหรับอาณาจักรล้านช้างนั้นพงศาวดารล้านช้างได้กล่าวว่า พระยาฟ้างุ้มลี้ภัยไปยังอินทปัตต์นคร (พระนครหลวงของกัมพูชา) และกลับมาพร้อมพระมหาเถรปาสมันต์ โดยอัญเชิญพระบางพระพุทธรูปองค์สำคัญมาด้วย และได้ประดิษฐานไว้ที่เมืองเวียงคำ จนถึงรัชกาลพระยาวิชุนราชจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงดงเชียองทอง นับเป็นจุดเริ่มต้นของพุทธศาสนานิกายเถรวาทในอาณาจักรล้านช้าง          ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาราช ได้มีการติดต่อทางพุทธศาสนาครั้งสำคัญระหว่างล้านช้างและล้านนา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านภาษา อักษร และงานศิลปกรรมทางศาสนา เกิดการสร้าง ปฏิสังขรณ์วัด และพระธาตุเจดีย์ที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดเชียงทอง เมืองหลวง พระบาง พระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคาย และพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม          ในรัชกาลของพระยาสุริยวงศาธรรมิกราชถือเป็นยุคทองของล้านช้าง บ้านเมืองมีความสงบสุข และมีความเจริญทางพุทธศาสนาอย่างมาก มีการสร้างศาสนสถานและพระพุทธรูป รวมทั้งมีการแต่งวรรณคดีทางศาสนาคือ อุรังคธาตุนิทาน ภายหลังพระยาสุริยวงศาธรรมิกราชสิ้นพระชนม์ บ้านเมืองเกิดความแตกแยกกลายเป็นสามนครรัฐ คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ และจำปาสัก ระยะนี้อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย จากนั้นเมื่อกษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรล้านช้างคือ เจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเคยพำนักในกรุงเทพฯ และกลับไปครองนครเวียงจันทน์ ส่งผลให้ศิลปกรรมของวัฒนธรรมล้านช้างในยุคนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์ ต่อมาเจ้าอนุวงศ์เกิดความขัดแย้งกับราชสำนักในกรุงเทพฯ จนเกิดสงครามยืดเยื้อ ท้ายที่สุดเจ้าอนุวงศ์ถูกสำเร็จโทษ ส่วนเมืองเวียงจันทน์ได้ถูกทำลายลง ถือเป็นการสิ้นสุดลงของสมัยล้านช้าง โดยภูพระบาทได้พบหลักฐานการเข้ามาใช้พื้นที่ของผู้คนในวัฒนธรรมล้านช้าง 3 แห่ง ดังนี้           1. ถ้ำช้าง มีลักษณะเป็นเพิงหินขนาดใหญ่ 2 ก้อนซ้อนกัน ตั้งอยู่บนลานพื้นหินที่ยกตัวสูงขึ้น โดยพบภาพจิตรกรรมฝาผนังทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวถ้ำ เขียนสีแดงเป็นลวดลายช้าง ลายเส้นดูอ่อนช้อย สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงวัฒนธรรมล้านช้าง ราวพุทธศตวรรษที่ 21 – 23          2. เจดีย์ร้าง ผู้คนในท้องถิ่นเรียกเจดีย์ดังกล่าวว่า อูปโมงค์ ลักษณะเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมก่อผนังอิฐทึบ 3 ด้าน มีประตูทางเข้า 1 ด้าน ตั้งอยู่บนลานหิน สันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท รูปแบบของอาคารคล้ายคลึงกับอูบมุง มาจากคำว่าอุโมงค์ ในศิลปะล้านช้างที่มักก่อหลังคาเป็นทรงจั่ว และมีการประดับหลังคาด้วยช่อฟ้าปราสาทกลางหลังคา และลักษณะดังกล่าวยังคล้ายคลึงกับเจดีย์ครอบพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทบัวบานอีกด้วย รูปแบบเช่นนี้มีลักษณะเป็นคันธกุฎี หรือกุฎิส่วนพระองค์ของพระพุทธเจ้า ถูกระบุในวินัยว่าเป็นสถานที่สำราญพระสรีระของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ จึงสร้างให้พอดีกับพระพุทธรูปองค์เดียว           3. วัดพระพุทธบาทบัวบก ตามประวัติว่าแต่เดิมมีอุบมง (มณฑป) ขนาดเล็กสร้างครอบพระพุทธบาทไว้ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2463 พระอาจารย์สีทัตถ์ สุวรรณมาโจ ได้ธุดงค์มาพบจึงได้ปฏิสังขรณ์สร้างพระธาตุครอบใหม่ดังปรากฏในปัจจุบัน โดยเสร็จสิ้นราวพ.ศ. 2479 ซึ่งนำรูปแบบทางศิลปกรรมมาจากองค์พระธาตุพนม คือ เป็นพระธาตุทรงเหลี่ยมฐานกว้างด้านละ 8.50 เมตร สูงประมาณ 45 เมตร ส่วนฐานชั้นล่างก่อเป็นห้อง สามารถเข้าไปนมัสการรอยพระพุทธบาทได้ ส่วนยอดพระธาตุทรงบัวเหลี่ยมสูงเพรียว ประดับด้วยฉัตร 9 ชั้น ในส่วนยอดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบในรอยพระพุทธบาทเดิม          จากหลักฐานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมล้านช้างมีความสำคัญต่อพื้นที่ภูพระบาทอย่างมาก ดังปรากฏในรูปแบบของภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ รวมถึงงานศิลปกรรมอย่างเจดีย์ และพระธาตุที่สะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ ศาสนา และวัฒนธรรมในสมัยวัฒนธรรมล้านช้างบนพื้นที่ภูพระบาทได้เป็นอย่างดี---------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นางสาวนิชา คำสิงห์ ผู้ช่วยนักโบราณคดีอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ภาพโดย นายจักรชัย พรหมวิชัย นายช่างศิลปกรรมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท--------------------------------------------------------บรรณานุกรม กรมศิลปากร, ตำนานอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ อ.ต. หลวงประชุม บรรณสาร (พิณ เดชะคุปต์) วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2483 ณ สุสานวัดมกุฎกษัตริยาราม , 2483. จักรพันธ์ เพ็งประไพ, การสำรวจสภาพปัจจุบันของแหล่งโบราณคดีและภาพเขียนสีในเขตอุทยาน ประวัติศาสตร์ภูพระบาท (เอกสารประกอบการประเมินผลการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ, มปป). ประภัสสร์ ชูวิเชียร, ศิลปะลาว (กรุงเทพฯ: มติชน, 2557). สุรศักดิ์ ศรีสำอาง, ลำดับกษัตริย์ลาว (กรุงเทพฯ: สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2545).


black ribbon.