ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,787 รายการ

ชื่อ : เอื้องคำกิ่ว (เอื้องตีนเป็ด,เอื้องตีนนก) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dendrobium signatum วงศ์ : Orchidaceae ลักษณะ : ลำต้นเจริญแบบแตกกอมีลำต้นกล้วยเป็นกล้วยไม้อิงอาศัย ระบบรากเป็นแบบรากอากาศแผ่นใบค่อนข้างหนา ก้านช่อดอกสั้น บางพันธ์ดอกสีเหลืองล้วน บางพันธ์มีแต้วสีม่วงเข้ม ขอบกลีบเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกดอกช่วงเดือน มีนาคม ถึง พฤษภาคม อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น. ๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘ (ในเวลาราชการ)


ครบรอบ ๑๑๙ ปี การเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ เมืองกำแพงเพชรCircles of Centres นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจก ครั้งที่ ๓จัดแสดงภาพถ่ายฟิล์มกระจกทรงคุณค่าเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชร ภาพนี้มีคำบรรยายภาพว่า พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทรงฉายพระรูปและถ่ายรูปร่วมกันที่แม่น้ำปิงฝั่งตะวันออก บ้านวังนางร้าง เมืองกำแพงเพชรระหว่างการเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๔๔๙(จากซ้าย)(๑) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม(๒) พระยาโบราณบุรานุรักษ์ (พร เดชะคุปต์)(๓) พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช(๔) หม่อมเจ้าทองต่อ ทองแถม(๕) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสาตรศุภกิจ(๖) สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร(๗) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ(๘) พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์)ข้อมูลจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรCr. Circle of Centres  นิทรรศการภาพถ่ายฟิล์มกระจกครั้งที่ ๓



เผยหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณากลั่นกรองการจัดทำหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง            คณะอนุกรรมการจัดทําหนังสือจดหมายเหตุและกลั่นกรองหนังสือที่ระลึก งานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้กําหนดหลักเกณฑ์และแนวทางในการพิจารณากลั่นกรองการจัดทําหนังสือที่ระลึกเนื่องในงานพระบรมศพฯ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยสามารถแจ้งความประสงค์และส่งคำขอจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569          หนังสือที่ระลึกเนื่องในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ และคุณูปการของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ หรือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริในการบําบัดทุกข์และบํารุงสุขให้แก่ประชาชน พัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า  หนังสือมีเนื้อหาเกี่ยวข้องด้วยพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระเกียรติคุณ พระปรีชาสามารถ และคุณูปการของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อประเทศชาติ เนื้อหาด้านสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือเป็นหนังสือกวีนิพนธ์ที่มีเนื้อหาถวายความอาลัย เฉลิมพระเกียรติคุณ แต่งด้วยคําประพันธ์ ลักษณะต่าง ๆ ที่ถูกต้องตามหลักฉันทลักษณ์ หน่วยงานเจ้าของหนังสือต้องเป็นผู้แจกจ่ายเผยแพร่ ห้ามจําหน่าย ระยะเวลาดําเนินการต้องดําเนินการจัดทําหนังสือให้แล้วเสร็จ ภายในเดือนธันวาคม 2569 หรืออาจแล้วเสร็จภายหลังไม่เกินเดือนกรกฎาคม 2570           ทั้งนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีความประสงค์จะร่วมจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ ให้มีหนังสือแจ้งความประสงค์พร้อมแบบสรุปการขอจัดทําหนังสือที่ระลึกฯ โดยหน่วยงานภาครัฐ ให้ผ่านการพิจารณาและกลั่นกรอง จากหัวหน้าส่วนราชการ ระดับกรมหรือเทียบเท่าขึ้นไป หน่วยงานเอกชน ให้ผ่านการพิจารณาและกลั่นกรอง จากหัวหน้าหน่วยงาน/องค์กร จากนั้นส่งไปยังฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการจัดทําหนังสือจดหมายเหตุและกลั่นกรองหนังสือที่ระลึกงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สํานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300            กำหนดส่งแบบการขอจัดทำหนังสือที่ระลึกฯ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สามารถดูรายละเอียดหลักเกณฑ์ แนวทางการพิจารณากลั่นกรอง ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ www.nat.go.th สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2281 1599 ต่อ 142, 143 E-mail: qs.cremation@gmail.com  .....................................................................................หลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณากลั่นกรองการจัดหนังสือที่ระลึก เนื่องในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แบบการขอจัดทำหนังสือที่ระลึก เนื่องในงานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 




หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยะลา ได้รับมอบเอกสารโสตทัศนจดหมายเหตุ ประเภท ภาพถ่าย และภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส  จากคุณอนันต์  คำเรืองศรี (อานนท์ เธียเตอร์)  เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2560  ณ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยะลา


หนังสือประชุมพงศาวดารเล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 5 และเล่ม 6 ถูกจัดเก็บไว้ที่ห้องสมุดในต่างประเทศ จนเมื่อหนังสือทั้ง 4 เล่ม ลิขสิทธิ์หมดลง ทางห้องสมุดต่างประเทศได้ร่วมมือกับเว็บไซต์ชื่อดัง google ได้สแกนหนังสือดังกล่าวเพื่อให้บริการดาวน์โหลดฟรีบนเว็บไซต์ www.book.google.com ทางหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี ได้เล็งเห็นคุณค่าของหนังสือทั้ง 4 เล่ม จึงได้ทำการดาวน์โหลดจัดเก็บไว้เพื่อให้บริการและเผยแพร่แก่ผู้สนใจได้ศึกษาในโอกาสต่อไป


กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต



๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๒ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ตรัง กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน (กิจกรรมที่ ๓)​ ตามโครงการพัฒนาหอสมุดแห่งชาติเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต ประจำปี ๒๕๖๒" โดยจัดกิจกรรม " ประกวดหนังสือเล่มเล็ก" ก่อนเริ่มกิจกรรมนางตรีทิพย์ บัวริน ในฐานะหัวหน้าโครงการ ฯ ได้ชี้แจงรายละเอียดหลักเกณฑ์การประกวดให้ทราบ ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น ๑๒ ทีม (๑๒โรงเรียน)​ โอกาสนี้ขอขอบคุณคณะกรรมการตัดสินการประกวดหนังสือเล่มเล็ก ทั้ง ๓ ท่าน -​ อาจารย์อาจารีย์ ณ สงขลา - อาจารย์สุนทรี สังข์อยุทธ์ - อาจารย์นาฎลดา เดชอรัญ ที่กรุณาให้เกียรติสละเวลามาร่วมเป็นกรรมการตัดสินการประกวด ครูผู้ควบคุมนักเรียน และผู้บริหารโรงเรียนทุกโรงเรียนที่ร่วมส่งเสริมกิจกรร​ม​การส่งเสริมการอ่านการทำหนังสือเล่มเล็กในครั้งนี้เป็นอย่างสูง ขอบคุณนายธีราธร ชมเชย หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ฯ ตรัง อนุเคราะห์และอำนวยความสะดวกสถานที่ห้องประชุม #ท่องอ่านหนังสือในวันนี้ชีวิตจะดีและสดใสในวันหน้า


กำเนิดวันสงกรานต์             ประเพณี สงกรานต์  ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย  ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ  และเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงามฝังลึกอยู่ในชีวิตของคนคำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤต  แปลว่า  ผ่านหรือเคลื่อนย้าย  หมายถึง  การเคลื่อนไทยมาช้านาน  การ ย้ายของพระอาทิตย์เข้าไปจักรราศีใดราศีหนึ่ง จะเป็นราศีใดก็ได้ แต่ความหมายที่คนไทยทั่วไปใช้  หมายเฉพาะวันและเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในเดือนเมษายน เท่านั้น   ตำนานการกำเนิดวันสงกรานต์             ตำนานการเกิดสงกรานต์  กล่าว ไว้ว่า  ก่อนพุทธกาลมีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง  อายุเลยวัยกลางคนก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล  ซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีทุกข์ใจเป็นอันมาก  ข้างรั้วบ้านเศรษฐีมีครอบครัวหนึ่ง  หัวหน้าครอบครัวเป็นนักเลงสุรา  ถ้าวันไหนร่ำสุราสุดขีด  ก็จะพูดเสียงดังแสดงวาจาเยาะเย้ยเศรษฐีสบประมาทในความมีทรัพย์มาก  แต่ไร้ทายาทสืบสมบัติเสมอ  วันหนึ่งเศรษฐี จึงถามว่ามีความขุ่นเคืองอะไรจึงแสดงอาการเยาะเย้ยและสบประมาท  เฒ่านักดื่มจึงตอบ  ถึงท่านมั่งมีสมบัติมากก็จริง  แต่เป็นคนมีบาปกรรมท่านจึงไม่มีบุตร  ตายไปแล้วสมบัติก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด  สู้เราไม่ได้ถึงแม้จะยากจนแต่ก็มีบุตรคอยดูแลรักษายามเจ็บไข้  และรักษาทรัพย์สมบัติเมื่อเราสิ้นใจ  นับ แต่นั้นมา  เศรษฐียิ่งมีความเสียใจ  จึงพยายามไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์  เพียรพยายามตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร  ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามปี  ก็ไม่ได้บุตรดังที่ตนปรารถนาจนวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์  ท่านเศรษฐีก็พาข้าทาสบริวารของตนมาที่โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง  ที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำที่อาศัยของนกทั้งหลา ย ท่านเศรษฐีให้บริวารล้างข้าวสารด้วยน้ำสะอาดถึง  7  ครั้ง  แล้วจึงหุงข้าวสารนั้น  เมื่อสุกแล้วยกขึ้นบูชาพระไทร  เทพเหล่านั้นเกิดความสงสาร  จึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์  ทูลขอบุตรแก่เศรษฐี  พระอินทร์จึงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ  "ธรรมบาล" ลงมาเกิดในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี  เมื่อครบกำหนดภรรยาเศรษฐีก็คลอดบุตรเป็นชาย  เศรษฐีจึงตั้งชื่อว่า  ธรรมบาลกุมาร เพื่อตอบสนองพระคุณเทพเทวา  เศรษฐีจึงสร้างปราสาทสูง  7  ชั้น  ถวายเทพต้นไทร           เมื่อธรรมบาลกุมารเจริญวัยขึ้น  เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม  รอบรู้  และวัยเพียง  7  ขวบก็เรียนจบไตรเพท  ยังมีเทพองค์หนึ่งชื่อ  "ท้าวกบิลพรหม" ได้ยินกิตติศัพท์ทางสติปัญญาอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อย  จึงคิดทดลองภูมิปัญญาโดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันจึงถามปัญหา  3  ข้อ  ถ้ากุมารน้อยแก้ปัญหาทั้ง  3  ข้อได้  กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา  ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้  ก็จะต้องเสียหัวเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้  ปัญหานั้นมีว่า           1. ตอนเช้าราศีคนอยู่แห่งใด           2. ตอนเที่ยงราศีของคนอยู่แห่งใด           3. ตอนค่ำราศีของคนอยู่แห่งใด           เมื่อได้ฟังปัญหาแล้ว  ธรรมบาลไม่อาจทราบคำตอบในทันทีได้  จึงผลัดวันตอบปัญหาไปอีก  7  วัน  ครั้นเวลาล่วงจากนั้นไป  6  วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดหาคำตอบปัญหานั้นไม่ได้  จึงหลบออกจากปราสาทหนีเข้าป่า  และไปนอนพักเอาแรงใต้ต้นตาล  ขณะนั้นบนต้นตาลมีนกอินทรีคู่หนึ่งอาศัยอยู่  นางนกถามสามีว่า  "พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน"  นกสามีก็ตอบว่า  "พรุ่งนี้เราไม่ต้องบินไปไกล  เพราะจะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมาร  ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมตัดหัว  เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ได้  นางนกถามว่า "ปัญหานั้นว่าอย่างไร"  นกสามีตอบว่า ปัญหามีอยู่  3  ข้อ  และหมายถึง           ข้อหนึ่ง ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า           ข้อสอง ตอนเที่ยงราศีคนอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก           ข้อสาม ตอนค่ำราศีคนอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน           ธรรมบาลกุมาร  ได้ยินการไขปัญหาของนกอินทรี  และจำจนขึ้นใจ  ทั้งนี้เพราะธรรมบาลรู้ภาษานก  จึงกลับสู่ปราสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตน  รุ่งขึ้นเป็นวันครบกำหนดแก้ปัญหา  ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบ  ธรรมบาลกุมารกล่าวแก้ปัญหาตามที่นกอินทรีคุยกันทุกประการ  ท้าวกบิลพรหมจึงเรียก  ธิดาทั้ง  7  ของตน อันเป็นบริจาริกาคือหญิงรับใช้ของพระอินทร์มาพร้อมกั น แล้วบอกว่าตนจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร  แต่ถ้าเอาศีรษะพ่อวางไว้บนแผ่นดินก็จะลุกไหม้ไปทั้งโลก  ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ  อากาศจะแห้งแล้งฟ้าฝนจะหายไปสิ้น  ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุท ร น้ำในมหาสมุทรจะแห้งแล้งไปเช่นกัน  จึงสั่งให้นางทั้ง  7  คน  เอาพานมารองรับศีรษะแล้วจึงตัดศีรษะส่งให้นางทุงษธิดาคนโต  นางทุงษจึงเอาพานรับเศียรบิดาไว้แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ  60  นาที  แล้วอัญเชิญไปไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี  เขาไกรลาส  บูชาด้วยเครื่องทิพย์  พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว  7  ประการ  ชื่อภควดี  ให้เป็นที่ประชุมเทวดา  เทวดาทั้งปวงก็เอาเถาฉมูนวดลงมาล้างในสระอโนดาต  7  ครั้ง  แล้วก็แจกกันเสวยทุก ๆ องค์  ครั้นครบ  365  วัน  โลกสมมุติว่าเป็นหนึ่งปีเป็นสงกรานต์  ธิดา  7  องค์  ของเท้ากบิลพรหมก็ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกปี  แล้วจึงกลับไปเทวโลก   ตำนานนางสงกรานต์             นางสงกรานต์  เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม  หรือท้าวมหาสงกรานต์  และเป็นนางฟ้าอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช  (สวรรค์ชั้นที่  1  ในทั้งหมด  6  ชั้น)  ซึ่งมีหน้าที่ในการรับศรีษะของท้าวกบิลพรหมแห่รอบเขาพระสุเมรุในแต่ละรอบปี หรือในวันสงกรานต์นั้นเอง  โดยมีเกณฑ์กำหนดที่ว่าวันสงกรานต์  คือวันที่  13  เมษายน  ตรงกับวันใดก็ให้นางสงกรานต์ประจำวันนั้นเป็นผู้แห่  นางสงกรานต์มีทั้งหมด  7  องค์  ได้แก่           1. นางสงกรานต์ทุงษเทวี           ทุงษเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์  ทัดดอกทับทิม  มีปัทมราค  (แก้วทับทิม)  เป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคืออุทุมพร  (มะเดื่อ)  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือจักร  พระหัตถ์ซ้ายถือสังข์  เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์ครุฑ           2. นางสงกรานต์โคราดเทวี           โคราดเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันจันทร์  ทัดดอกปีป  มีมุกดาหาร  (ไข่มุก)  เป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือเตละ  (น้ำมัน)  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือไม้เท้า  เสด็จประทับเหนือพยัคฆ์  (เสือ)           3. นางสงกรานต์รากษสเทวี           รากษสเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันอังคาร  ทัดดอกบัวหลวง  มีโมรา  (หิน)  เป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือโลหิต  (เลือด)  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายถือธนู  เสด็จประทับเหนือวราหะ  (หมู)           4. นางสงกรานต์มัณฑาเทวี           มัณฑาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพุธ  ทัดดอกจำปา  มีไพฑูรย์  (พลอยสีเหลืองแกมเขียว)  เป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือนมและเนย  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือเหล็กแหลม  พระหัตถ์ว้ายถือไม้เท้า  เสด็จไสยาสน์เหนือปฤษฎางค์คัสพะ (ลา)           5. นางสงกรานต์กิริณีเทวี           กิริณีเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี  ทัดดอกมณฑา  (ยี่หุบ)  มีมรกตเป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือถั่วและงา  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือปืน  เสด็จไสยาสน์เหนือปฏษฎางค์ชสาร  (ช้าง)           6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี           กิมิทาเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันศุกร์  ดัดดอกจงกลนี  มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือกล้วยและน้ำ  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์  พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ  เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา  (ควาย)           7. นางสงกรานต์มโหทรเทวี           มโหทรเทวีเป็นนางสงกรานต์ประจำวันเสาร์  ทัดดอกสามหาว  (ผักตบชวา)  มีนิลรัตน์เป็นเครื่องประดับ  ภักษาหารคือเนื้อทราย  อาวุธคู่กาย  พระหัตถ์ขวาถือจักร พระหัตถ์ซ้ายถือตรีศูล  เสด็จประทับเหนือมยุราปักษา  (นกยูง)    ที่มา : http://www.mc41.com




ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของกลุ่มพระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นลักษณะอาคารแบบโถงตะวันตกหลังคามุงกระเบื้อง หอพิสัยศัลลักษณ์ เป็นอาคารทรงหอ 4 ชั้น ขนาด 15.80 เมตร x 17.00 เมตร สูง 22 เมตร ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าสร้างครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และได้พังลงตั้งแต่ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 สมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นตามรากฐานเดิมแล้วพระราชทานนามว่า หอพิสัยศัลลักษณ์ ใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดวงดาว ต่อมาเมื่อพื้นที่ภายในพระราชวังจันทรเกษม ถูกใช้เป็นที่ทำการมณฑลกรุงเก่า จึงทำหน้าที่เป็นหอสังเกตุการณ์และติดเครื่องสัญญาณเตือนภัยของมณฑลกรุงเก่า


black ribbon.